ความเสี่ยงของกระท่อม: รายงานการเสียชีวิตบอกอะไร ตับเสียหาย การติด และอาการถอน (ตอนที่ 1 จาก 2)

งานวิจัยเรื่องอันตรายของกระท่อมดูเหมือนให้ข้อสรุปสองทางที่ขัดกัน บทความเรื่องกระท่อมส่วนใหญ่เลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่งแล้วก็จบแค่นั้น ฝั่งหนึ่งบอกว่ากระท่อมทำให้คนตาย อีกฝั่งบอกว่าทุกรายที่เสียชีวิตมียาหรือสารอื่นร่วมด้วยเสมอ ข้อกล่าวอ้างทั้งสองฝั่งมาจากรายงานผู้ป่วยชุดเดียวกันที่ตีพิมพ์แล้ว

บทความนี้แบ่งเป็นสองตอน จะอธิบายว่าหลักฐานชุดนี้บอกอะไร บอกอะไรไม่ได้ และความเสี่ยงข้อไหนชัดพอที่คุณควรลงมือป้องกัน ตอนที่ 1 ว่าด้วยรายงานผู้ป่วยที่ตีพิมพ์แล้ว ภาวะตับเสียหาย การติด และอาการถอน ตอนที่ 2 ว่าด้วยปฏิกิริยาระหว่างกระท่อมกับยาอื่น ผลิตภัณฑ์ 7-OH แบบเข้มข้น คนที่ไม่ควรใช้กระท่อม และเรื่องที่ยังไม่มีใครรู้

มีสารสองตัวที่จะถูกพูดถึงบ่อย ไมทราไจนีน (mitragynine) เป็นสารออกฤทธิ์หลักในใบกระท่อม จัดอยู่ในกลุ่มอัลคาลอยด์ 7-ไฮดรอกซีไมทราไจนีน (7-hydroxymitragynine หรือ 7-OH) เป็นสารที่ใกล้เคียงกันแต่ฤทธิ์แรงกว่ามาก ใบสดมีสารนี้น้อยมากหรือไม่มีเลย บทความ กระท่อม: พฤกษศาสตร์ อัลคาลอยด์ และกลไกการออกฤทธิ์ที่แท้จริง อธิบายว่าสารทั้งสองออกฤทธิ์ในร่างกายอย่างไร

บทความนี้ไม่แนะนำขนาดการใช้ และไม่มีส่วนใดชักชวนให้คุณใช้กระท่อม แต่ละประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีกฎหมายกระท่อมต่างกัน ประเทศไทยควบคุมกระท่อมตามพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 มาเลเซียยังควบคุมกระท่อมตาม Poisons Act 1952 (กฎหมายว่าด้วยสารพิษ) ส่วนเมียนมาห้ามกระท่อมตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท (Narcotic Drugs and Psychotropic Substances Law) อ่านรายละเอียดได้ใน กฎหมายกระท่อมในประเทศไทยหลังปี พ.ศ. 2564 และในภูมิภาค เนื้อหาในบทความนี้ไม่สนับสนุนให้ใช้กระท่อมในพื้นที่ที่กฎหมายห้าม

หมายเหตุผู้แปล: ผู้อ่านบางคนในฟอรัมนี้ปลูกกระท่อมหรือขายใบกระท่อมในประเทศไทย ลูกค้า คนงาน และคนในครอบครัวมักถามพวกเขาว่ากระท่อมปลอดภัยไหม ใช้ข้อเท็จจริงในบทความทั้งสองตอนนี้เพื่อตอบให้ถูกต้อง ไม่ลดทอนความเสี่ยงและไม่พูดเกินจริง

รายงานผู้ป่วยที่ตีพิมพ์แล้วมีข้อมูลอะไรอยู่จริง

รายงานผู้ป่วย (case report) คือบันทึกที่อธิบายผู้ป่วยหนึ่งราย ส่วนใหญ่เขียนโดยแพทย์หรือแพทย์นิติเวช งานที่วิเคราะห์รายงานกลุ่มนี้อย่างละเอียดที่สุดคืองานทบทวนวรรณกรรม (review) ปี พ.ศ. 2568 ในวารสาร Frontiers in Pharmacology คณะผู้เขียนรวบรวมรายงานผู้ป่วยทุกฉบับที่ตีพิมพ์แล้วและระบุว่ากระท่อมเป็นต้นเหตุของผลเสียแบบเฉียบพลัน (acute)

สิ่งที่พบมีดังนี้:

  • 95 ราย จากบทความตีพิมพ์ 59 ฉบับ
  • 55 ราย มีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการจากเลือด ปัสสาวะ หรือเนื้อเยื่อ ยืนยันว่าพบไมทราไจนีนในร่างกาย เรียกว่าการยืนยันทางพิษวิทยา ในกลุ่มนี้เสียชีวิต 35 ราย และรอดชีวิต 20 ราย
  • 40 ราย ไม่ได้ตรวจแบบนี้เลย แต่ผู้เขียนรายงานก็ยังระบุว่ากระท่อมเป็นต้นเหตุ

ข้อที่สามสำคัญมาก “เคสกระท่อม” ที่ตีพิมพ์เกือบครึ่งอาศัยแค่คำบอกเล่าของผู้ป่วยหรือญาติ ไม่มีผลแล็บยืนยันว่ากระท่อมเกี่ยวข้องจริง

ใครเสียชีวิต ใครรอด

ในผู้เสียชีวิต 32 จาก 35 ราย (91%) ตรวจพบสารอื่นร่วมด้วย ส่วนผู้รอดชีวิต 20 ราย พบสารอื่นเพียง 7 ราย (35%) การทดสอบทางสถิติได้ค่า p = 0.0002 หมายความว่าถ้าสองกลุ่มนี้ไม่ได้ต่างกันจริง ความต่างขนาดนี้จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญเพียงราว 2 ครั้งใน 10,000 ครั้ง

ยาที่พบบ่อยที่สุดในผู้เสียชีวิตมีสามกลุ่ม:

  • เบนโซไดอะซีปีน (benzodiazepines): ยากล่อมประสาทและยาคลายกังวล เช่น ไดอะซีแพม (diazepam)
  • SSRIs: ยาต้านซึมเศร้ากลุ่มที่ใช้กันแพร่หลาย
  • โอปิออยด์ (opioids): ยาแก้ปวดกลุ่มเดียวกับมอร์ฟีน

งานทบทวนบันทึกสาเหตุการเสียชีวิตทั้ง 35 รายไว้ดังนี้:

สาเหตุที่ระบุในรายงาน จำนวนผู้เสียชีวิต
พิษจากไมทราไจนีนเพียงอย่างเดียว 6
พิษจากยาหลายชนิดรวมกัน 15
เสียชีวิตตามธรรมชาติ ไม่ทราบสาเหตุ 3
อาจเป็นพิษจากกระท่อมหรือจากยา แต่ไม่แน่ชัด 2
พิษจากยา โดยกระท่อมอาจมีส่วน 2
พิษจากยา โดยกระท่อมไม่มีส่วน 2
พิษจากกระท่อม โดยอาจมีปฏิกิริยาระหว่างยาร่วมด้วย 1
สาเหตุเฉพาะอื่น ๆ: สำลักอาเจียนหรืออาหารเข้าปอด (aspiration) หัวใจหยุดเต้น หอบหืดกำเริบ หลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรง (coronary atherosclerosis) 4
รวม 35

ผู้เสียชีวิต 74.3% มีความผิดปกติที่ปอด ได้แก่ น้ำท่วมปอด (oedema) เลือดคั่งในเนื้อปอด (congestion) หรือมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด (pleural effusion)

อาการชักในผู้รอดชีวิต

ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในผู้รอดชีวิตคืออาการชัก ตารางในงานทบทวนนับผู้รอดชีวิตที่ชักได้ 12 จาก 20 ราย แต่ในเนื้อความเขียนว่า 11 ราย ในเคสที่ชัก มี 6 รายที่ผลตรวจไม่พบสารอื่นเลย

ข้อมูลอาการชักชุดนี้มีจุดอ่อนสองข้อ:

  • ทั้ง 6 รายที่ไม่พบสารอื่นมาจากรายงานชุดผู้ป่วย (case series) ชุดเดียว และรายงานชุดนั้นไม่ได้บอกว่าตรวจหาสารอะไรบ้าง
  • การตรวจไม่ครอบคลุมยาแก้แพ้กลุ่มแอนติฮิสตามีน (antihistamines) ผู้ป่วย 2 รายที่ผลตรวจเป็นลบบอกว่าใช้กระท่อมร่วมกับไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine) ยาตัวนี้เป็นยาแก้แพ้รุ่นเก่า พบในยาช่วยนอนหลับและยาแก้แพ้บางชนิด

ผู้เขียนงานทบทวนสรุปว่า “หลักฐานจากงานวิจัยที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอจะสนับสนุนข้อกล่าวอ้างว่าการใช้กระท่อมเพียงอย่างเดียวเพิ่มความเสี่ยงต่อผลเสียเฉียบพลันที่รุนแรง” และ “ผลเสียส่วนใหญ่เกิดร่วมกับการใช้ยาหลายชนิดพร้อมกัน (polypharmacy) ไม่ใช่จากกระท่อมอย่างเดียว”

อ่านผลนี้อย่างไร

งานทบทวนนี้ไม่ได้แสดงว่ากระท่อมปลอดภัย สิ่งที่งานนี้แสดงได้มีขอบเขตแคบกว่านั้น ในรายที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ รายงานที่ตีพิมพ์แยกไม่ออกว่าอันตรายส่วนไหนมาจากกระท่อม และส่วนไหนมาจากยาอื่น นี่คือช่องว่างของหลักฐาน ไม่ใช่หลักฐานว่าปลอดภัย

มีผู้เสียชีวิต 6 รายที่ระบุว่าเกิดจากไมทราไจนีนอย่างเดียว ซึ่ง 6 รายก็ไม่ใช่ศูนย์ ผู้รอดชีวิตบางรายชักโดยไม่พบสารอื่นเลย การตรวจยังมีช่องโหว่ สัญญาณเตือนนี้จึงต้องศึกษาเพิ่ม

สิ่งที่คุณทำได้:

  • อย่าใช้กระท่อมร่วมกับยากล่อมประสาท ยานอนหลับ ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ หรือยาต้านซึมเศร้า ผู้เสียชีวิต 32 จาก 35 รายมีสารอื่นในร่างกาย และยาสามกลุ่มนี้พบบ่อยที่สุด
  • ถ้าคนที่ใช้กระท่อมเกิดอาการชัก ให้เรียกรถฉุกเฉินทันที บอกเจ้าหน้าที่ว่าคนนั้นใช้กระท่อม และบอกยาทุกตัวที่เขากินไป ถ้าไม่มีข้อมูลนี้ เจ้าหน้าที่จะบอกไม่ได้ว่าอะไรทำให้ชัก

หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย เบอร์ฉุกเฉินทางการแพทย์คือ 1669 บันทึกเบอร์นี้ไว้ในโทรศัพท์ของคุณ และในโทรศัพท์ของคนที่อยู่บ้านเดียวกันหรือทำงานด้วยกัน

ตับเสียหาย: ความเสี่ยงที่มีหลักฐานชัดที่สุด

อันตรายข้อนี้มีหลักฐานแน่นที่สุดว่ากระท่อมเองเป็นต้นเหตุ แต่กลับไม่ค่อยมีใครพูดถึง

LiverTox เป็นฐานข้อมูลออนไลน์ที่ใช้ได้ฟรี รวบรวมข้อมูลตับเสียหายจากยาและอาหารเสริม ดูแลโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยทางการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐฯ LiverTox ให้กระท่อมระดับความน่าจะเป็น B (likelihood score B) แปลว่ากระท่อมน่าจะเป็นต้นเหตุของภาวะตับเสียหายแบบที่แสดงอาการชัดเจน นี่เป็นการจัดระดับที่หนักแน่น ไม่ใช่แค่ความกังวลในทางทฤษฎี

ภาวะตับเสียหายจากกระท่อมมีลักษณะดังนี้:

  • ชนิดของความเสียหาย: ส่วนใหญ่เป็นภาวะน้ำดีคั่ง (cholestatic) คือน้ำดีระบายออกจากตับไม่ได้จึงคั่งอยู่ บางรายเป็นแบบผสม (mixed) คือน้ำดีคั่งและเซลล์ตับถูกทำลายไปพร้อมกัน อาการอาจรุนแรงได้ บิลิรูบิน (bilirubin) คือสารสีเหลืองที่ทำให้ตัวเหลืองตาเหลือง มีรายงานระดับบิลิรูบินในเลือดเกิน 20 mg/dL ซึ่งสูงกว่าระดับปกติหลายเท่า
  • เริ่มเมื่อไร: มักเริ่ม 1 ถึง 8 สัปดาห์หลังเริ่มใช้กระท่อมแบบผงหรือแบบเม็ดเป็นประจำ US Drug-Induced Liver Injury Network เป็นเครือข่ายโรงพยาบาลในสหรัฐฯ ที่เก็บข้อมูลผู้ป่วยตับเสียหายจากยา ชุดรายงานผู้ป่วยกระท่อมของเครือข่ายนี้พบค่ามัธยฐานราว 22 วัน อยู่ในช่วง 15 ถึง 49 วัน ค่ามัธยฐานหมายความว่าผู้ป่วยครึ่งหนึ่งป่วยเร็วกว่านั้น อีกครึ่งป่วยช้ากว่านั้น
  • ปริมาณที่ใช้: ปริมาณที่มีรายงานต่างกันมาก และยังไม่มีปริมาณใดที่ยืนยันได้ว่าปลอดภัย
  • ผลการรักษา: ผู้ป่วยมักหายหลังเลิกกระท่อม แต่ภาวะน้ำดีคั่งอาจอยู่นาน แพทย์เคยลองใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์ (corticosteroids) ซึ่งเป็นยาสเตียรอยด์ต้านการอักเสบ และเอ็น-อะเซทิลซิสเทอีน (N-acetylcysteine) ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษาพิษจากพาราเซตามอล แต่ยังไม่มีตัวไหนพิสูจน์ได้ว่าช่วยได้จริง

สิ่งที่คุณทำได้: ถ้ามีคนใช้กระท่อมเป็นประจำ ให้คอยสังเกตอาการเหล่านี้: ผิวหรือตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด หรือคันโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ถ้ามีอาการใดอาการหนึ่ง อย่ารอให้หายเอง ให้หยุดใช้กระท่อม ไปพบแพทย์ และบอกแพทย์ว่าใช้กระท่อม ผู้ป่วยมักไม่ได้บอกเรื่องนี้ เพราะคิดว่ากระท่อมเป็นสมุนไพร ไม่ใช่ยา

หมายเหตุผู้แปล: เมื่อไปโรงพยาบาลในไทย ให้บอกคำว่า “ใบกระท่อม” ให้ชัดเจน นำผลิตภัณฑ์หรือรูปถ่ายฉลากไปด้วย แพทย์จะเชื่อมโยงอาการกับกระท่อมได้ก็ต่อเมื่อรู้ว่าคุณใช้

การติดและอาการถอน

ทุกวันนี้นักวิจัยไม่ได้โต้แย้งกันจริงจังแล้วว่าความเสี่ยงข้อนี้มีอยู่จริงหรือไม่

มีงานทบทวนทางคลินิกสองแหล่งที่บันทึกเรื่องนี้ไว้ แหล่งแรกคืองานทบทวนเรื่อง 7-OH ปี พ.ศ. 2569 ในวารสาร Current Addiction Reports แหล่งที่สองคือ StatPearls ซึ่งเป็นตำราอ้างอิงทางการแพทย์ที่ผ่านการตรวจทานโดยผู้ทรงคุณวุฒิ เผยแพร่บน NCBI Bookshelf ของหอสมุดการแพทย์แห่งชาติสหรัฐฯ (US National Library of Medicine) ทั้งสองแหล่งระบุตรงกันว่า:

  • อาการถอน (withdrawal) ที่คล้ายอาการถอนโอปิออยด์ เกิดเมื่อคนที่ใช้เป็นประจำหยุดใช้
  • ภาวะทนต่อยา (tolerance): ใช้ปริมาณเท่าเดิมแต่ได้ผลน้อยลงเรื่อย ๆ ผู้ใช้จึงต้องเพิ่มปริมาณ
  • ความผิดปกติจากการใช้กระท่อม (kratom use disorder): ศัพท์ทางการแพทย์ของการติด คือยังใช้ต่อแม้จะเห็นผลเสียแล้ว
  • มีรายงานผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล

อาการถอนคล้ายโอปิออยด์เป็นเรื่องที่คาดได้ เพราะอัลคาลอยด์ในกระท่อมออกฤทธิ์ที่ตัวรับ (receptor) ในสมองตัวเดียวกับยากลุ่มโอปิออยด์ ตามที่อธิบายไว้ในบทความเรื่องเคมีที่ลิงก์ไว้ข้างต้น

มีวิธีรักษา

รายงานชุดผู้ป่วยหลายชุดสนับสนุนการรักษาด้วยบิวพรีนอร์ฟีน (buprenorphine) สำหรับอาการถอนกระท่อม บิวพรีนอร์ฟีนเป็นยากลุ่มโอปิออยด์ที่กระตุ้นตัวรับโอปิออยด์ได้เพียงบางส่วน แพทย์ใช้ยานี้กับผู้ติดโอปิออยด์ เพื่อบรรเทาอาการถอนและป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ

แพทย์อนุมานจากกรณีที่คล้ายกันว่ายานี้อาจช่วยผู้ที่มีความผิดปกติจากการใช้ 7-OH ได้ด้วย แม้จะยังไม่มีการทดสอบโดยตรง ตอนที่ 2 จะอธิบายว่าทำไมแพทย์ผู้สั่งยาต้องรู้ว่าคุณใช้กระท่อม

ถ้ามีคนพยายามเลิกแล้วเลิกไม่ได้ แปลว่าเขามีภาวะทางการแพทย์ที่รักษาได้ และมีวิธีรักษาที่เป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ความล้มเหลวทางศีลธรรม และเขาไม่ควรรับมือคนเดียว

หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย การบำบัดผู้ติดโอปิออยด์ใช้เมทาโดน (methadone) ที่คลินิกที่ได้รับอนุญาตเป็นหลัก บทความนี้ยังยืนยันไม่ได้ว่าในไทยเข้าถึงบิวพรีนอร์ฟีนได้ง่ายแค่ไหน ให้ถามแพทย์ว่ามีวิธีรักษาแบบใดบ้าง ถ้าต้องการความช่วยเหลือ สอบถามได้ที่โรงพยาบาลรัฐทุกแห่ง หรือติดต่อสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สถาบันธัญญารักษ์) ซึ่งเป็นสถาบันบำบัดยาเสพติดระดับชาติของไทย สายด่วนบำบัดยาเสพติด 1165 เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

สิ่งที่คุณทำได้ก่อนไปพบแพทย์: จดไว้ว่าคุณใช้กระท่อมครั้งละเท่าไร บ่อยแค่ไหน และใช้มานานเท่าไร จดชื่อยาและอาหารเสริมทุกตัวที่ใช้อยู่ด้วย รายการนี้ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่าการติดรุนแรงแค่ไหน และเลือกวิธีรักษาที่ใช้ร่วมกับยาอื่นของคุณได้อย่างปลอดภัย

ประเด็นหลักของตอนที่ 1

  • จากรายงานผู้ป่วย 95 รายที่ตีพิมพ์และระบุว่ากระท่อมเป็นต้นเหตุ มี 40 รายที่ไม่มีผลแล็บยืนยัน
  • ผู้เสียชีวิต 32 จาก 35 รายตรวจพบสารอื่นร่วมด้วย มี 6 รายที่ระบุว่าเกิดจากไมทราไจนีนอย่างเดียว
  • ภาวะตับเสียหายเป็นอันตรายที่มีหลักฐานชัดที่สุด มักเกิดภายใน 1 ถึง 8 สัปดาห์หลังเริ่มใช้เป็นประจำ
  • การติดและอาการถอนแบบโอปิออยด์มีหลักฐานชัดเจน และรักษาได้

มีคำถาม หรือมีประสบการณ์จากคลินิกหรือโรงพยาบาลในไทย โพสต์ไว้ใต้หัวข้อนี้ได้เลย


เอกสารอ้างอิง (ตอนที่ 1):

  • “The acute adverse health effects of kratom: an evaluation of case reports”, Frontiers in Pharmacology, 2025
  • “Kratom”, LiverTox: Clinical and Research Information on Drug-Induced Liver Injury, NIH
  • ชุดรายงานผู้ป่วยกระท่อมของ US Drug-Induced Liver Injury Network (Navarro et al.), The Liver Meeting, 2019
  • “Kratom”, StatPearls, NCBI Bookshelf
  • “7-Hydroxymitragynine (7-OH): Clinical Implications of a Potent, Unregulated Opioid Partial Agonist Derived from Kratom”, Current Addiction Reports, 2026
  • พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 (ประเทศไทย)

อ่านต่อตอนที่ 2: ความเสี่ยงของกระท่อม: ปฏิกิริยากับยาอื่น ผลิตภัณฑ์ 7-OH แบบเข้มข้น ใครไม่ควรใช้ และสิ่งที่ยังไม่รู้ (ตอนที่ 2 จาก 2)