กัญชากับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง: อาการดีขึ้น แต่การอักเสบไม่ลดลง

งานทดลองที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่มีเกี่ยวกับกัญชาในโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลพบว่า ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นมาก จำนวนครั้งที่ถ่ายอุจจาระลดจากประมาณวันละ 2.6 ครั้งเหลือวันละ 1 ครั้ง และคุณภาพชีวิตดีขึ้นชัดเจน แต่ผลตรวจเลือดและอุจจาระที่ใช้วัดการอักเสบไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อส่องกล้องดูผนังลำไส้ก็ไม่ได้ต่างจากกลุ่มที่ได้ยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้อธิบายช่องว่างนี้ในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง และอธิบายว่าทำไมช่องว่างนี้จึงเป็นเหตุผลที่คุณไม่ควรหยุดยาประจำเด็ดขาด


อ่านส่วนนี้ก่อน ไม่มีข้อมูลใดในบทความนี้ที่สนับสนุนให้ลดหรือหยุดยาต่อไปนี้:

  • ยากดภูมิคุ้มกัน (ยาที่ลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน)
  • ยาชีววัตถุ (ยากลุ่มแอนติบอดีที่ให้ทางการฉีดหรือหยดเข้าหลอดเลือด)
  • ยาปรับการดำเนินโรคข้ออักเสบ (ยาที่ชะลอการทำลายข้อในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์)
  • เมซาลาซีน (mesalazine) ซึ่งเป็นยาต้านการอักเสบมาตรฐานสำหรับโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล

ในโรคภูมิต้านตนเอง การ “รู้สึกดีขึ้น” กับการ “หายดีขึ้นจริง” เป็นคนละเรื่องกัน คุณอาจไม่รู้สึกถึงการอักเสบเลย แต่มันยังทำลายร่างกายอยู่ เช่น ข้อสึกกร่อน ลำไส้ตีบ จนถึงขั้นต้องผ่าตัด การที่อาการบรรเทาลงไม่ได้แปลว่าโรคสงบ (remission) ซึ่งหมายถึงตัวโรคอยู่ในการควบคุมแล้ว บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม และจ่ายได้เฉพาะตามใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 เท่านั้น

1. ทำไมนักวิจัยจึงคาดว่ากัญชาอาจช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันสงบลง

ร่างกายมีเครือข่ายส่งสัญญาณแคนนาบินอยด์ของตัวเอง เรียกว่าระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ ตัวรับตัวหนึ่งของระบบนี้คือ CB2 ซึ่งอยู่บนเซลล์ภูมิคุ้มกันเป็นหลัก นักวิจัยจึงเสนอว่าสารที่ออกฤทธิ์ต่อ CB2 อาจช่วยลดการอักเสบได้ในหลายโรค

ในลำไส้ ระบบนี้ทำหน้าที่หลายอย่าง มันมีผลต่อความเร็วในการบีบตัวของลำไส้ ปริมาณน้ำที่ลำไส้หลั่งออกมา และความไวต่อความรู้สึกของลำไส้ นอกจากนี้ยังมีส่วนในการส่งสัญญาณของระบบภูมิคุ้มกันในลำไส้ด้วย

โรคภูมิต้านตนเองเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้อเยื่อของร่างกายตัวเอง แคนนาบินอยด์ออกฤทธิ์ต่อการส่งสัญญาณของระบบภูมิคุ้มกัน จึงสมเหตุสมผลที่จะคาดว่ามันอาจชะลอตัวโรคได้ ไม่ใช่แค่กลบอาการ แนวคิดนี้ได้ถูกทดสอบในการทดลองในคนแล้ว ซึ่งจะอธิบายในหัวข้อถัดไป

สิ่งที่ควรทำ: เมื่อมีคนยกงานวิจัยเรื่องตัวรับมาเป็นหลักฐานว่ากัญชารักษาโรคได้ ให้ถามกลับว่าการทดลองในคนชิ้นไหนที่วัดการอักเสบจริง

2. การตรวจ 2 อย่างที่วัดการอักเสบจริงในลำไส้

อาการคือสิ่งที่คุณรู้สึก เช่น ปวด ท้องเสีย หรืออ่อนเพลีย ส่วนการอักเสบคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในเนื้อเยื่อ ทั้งสองอย่างอาจไม่ตรงกัน แพทย์ระบบทางเดินอาหารจึงตรวจการอักเสบด้วยผลแล็บ และไม่ดูจากอาการอย่างเดียว

  • CRP (C-reactive protein) วัดจากตัวอย่างเลือด ตับสร้างโปรตีนนี้ออกมาเมื่อมีการอักเสบ ถ้าค่าสูงแสดงว่ามีการอักเสบที่ใดที่หนึ่งในร่างกาย แต่ไม่บอกว่าอยู่ตรงไหนหรือเกิดจากอะไร
  • แคลโปรเทคตินในอุจจาระ (faecal calprotectin) วัดจากตัวอย่างอุจจาระ เป็นโปรตีนที่ปล่อยออกมาจากเม็ดเลือดขาวซึ่งเคลื่อนเข้าไปในเนื้อเยื่อลำไส้ที่อักเสบ ถ้าค่าสูงจึงชี้ว่ามีการอักเสบในลำไส้เอง แต่ไม่บอกสาเหตุ

การตรวจอย่างที่ 3 คือ การส่องกล้อง (endoscopy) แพทย์จะสอดกล้องขนาดเล็กเข้าไปในลำไส้ แล้วให้คะแนนว่าผนังลำไส้ดูอักเสบมากแค่ไหน ในโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล เกณฑ์ที่นิยมใช้คือ Mayo endoscopic score ตัวเลขยิ่งต่ำ ผนังลำไส้ยิ่งปกติ

สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณเป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ให้ขอผล CRP แคลโปรเทคติน และผลส่องกล้องครั้งล่าสุดจากแพทย์เฉพาะทาง แล้วจดเก็บไว้ คุณต้องมีตัวเลขตั้งต้นเหล่านี้ไว้เทียบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง

3. โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล: การทดลองที่แยกอาการออกจากการอักเสบ

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (inflammatory bowel disease หรือ IBD) มี 2 โรคหลัก คือ โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล (ulcerative colitis) และโรคโครห์น (Crohn’s disease) โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลทำให้ผนังด้านในของลำไส้ใหญ่อักเสบ ในปี 2564 (ค.ศ. 2021) ทีมวิจัยในอิสราเอลที่นำโดย Naftali ได้ตีพิมพ์การทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่มีในตอนนี้ในวารสาร PLOS ONE

การทดลองนี้มีผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง 32 คน อายุเฉลี่ย 30 ปี แต่ละคนถูกสุ่มให้สูบบุหรี่กัญชาที่มี THC สูง หรือบุหรี่ยาหลอก เป็นเวลา 8 สัปดาห์ บุหรี่แต่ละมวนมีกัญชา 0.5 กรัม ซึ่งมี THC 80 มิลลิกรัม

ตารางด้านล่างใช้คำ 2 คำ Lichtiger index คือคะแนนความรุนแรงของโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล ซึ่งคิดจากอาการเป็นหลัก ยิ่งต่ำยิ่งดี ส่วน ค่า p (p value) บอกว่าผลที่ได้มีโอกาสเกิดจากความบังเอิญมากแค่ไหน ถ้าต่ำกว่า 0.05 ตามปกติจะถือว่าผลนั้นเป็นของจริง

สิ่งที่ดีขึ้น:

ผลลัพธ์ กลุ่มกัญชา กลุ่มยาหลอก
คะแนนความรุนแรงของโรค Lichtiger 10.9 → 5 (p < 0.001) 11 → 8 (p = 0.37)
คะแนนคุณภาพชีวิต 77 → 98 (p = 0.001) ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
จำนวนครั้งที่ถ่ายอุจจาระต่อวัน 2.6 → 1 (p < 0.001) 2.6 → 2 (p = 0.168)

สิ่งที่ไม่ดีขึ้น:

  • Mayo endoscopic score ลดลงภายในกลุ่มกัญชา จาก 2.13 เหลือ 1.25 (p = 0.015) แต่ ความแตกต่างระหว่างกลุ่มกัญชากับกลุ่มยาหลอกไม่มีนัยสำคัญ (p = 0.374) การทดลองนี้จึงไม่สามารถแสดงได้ว่าผนังลำไส้หายดีขึ้นจากกัญชามากกว่ายาหลอก
  • ผลความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด CRP และแคลโปรเทคตินในอุจจาระไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ในทั้งสองกลุ่ม

ผลข้างเคียงมีเพียงเล็กน้อย 35% รายงานว่าเวียนศีรษะ และ 29% รายงานว่าสับสน ไม่มีใครถอนตัวจากการทดลองเพราะผลข้างเคียงเหล่านี้

ข้อสรุปของนักวิจัยเองคือประเด็นสำคัญ กัญชาทำให้ โรคสงบทางคลินิกและคุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ผลเหล่านี้ ไม่ได้มาพร้อมกับการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ของค่าที่วัดการอักเสบได้อย่างเป็นรูปธรรม

กัญชาในการทดลองนี้ใช้วิธี สูบ อย่าทำตาม การสูบทำร้ายปอด ความเสียหายนี้จะสะสมเมื่อใช้กัญชาระยะยาวควบคู่กับการรักษา และการสูบไม่ใช่วิธีที่แนะนำ (ดูวิธีการใช้กัญชาเข้าสู่ร่างกาย)

สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณจะคุยเรื่องกัญชากับแพทย์ ให้ถามถึงวิธีใช้ที่ไม่ต้องสูบ และอ่านบทความเรื่องวิธีใช้ข้างต้นก่อนไปพบแพทย์

4. โรคโครห์น: รูปแบบเดียวกัน

โรคโครห์นเป็นโรคหลักอีกโรคหนึ่งของ IBD ทีมของ Naftali ทีมเดียวกันนี้ได้ตีพิมพ์การทดลองในโรคโครห์นในวารสาร Journal of Crohn’s and Colitis ปี 2564 (ค.ศ. 2021) การทดลองนี้มีผู้ป่วย 56 คน แต่ละคนถูกสุ่มให้ได้น้ำมันกัญชาชนิดรับประทานหรือยาหลอกเป็นเวลา 8 สัปดาห์ น้ำมันนี้มี CBD สูง คือ CBD 160 มก./มล. และ THC 40 มก./มล.

ความรุนแรงของโรคในกลุ่มกัญชาดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ วัดด้วย CDAI (Crohn’s Disease Activity Index) ซึ่งเป็นคะแนนที่คิดจากอาการเป็นหลัก คุณภาพชีวิตก็ดีขึ้นด้วย แต่คะแนนจากการส่องกล้อง CRP และแคลโปรเทคตินไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ นักวิจัยสรุปว่าการใช้กัญชาในโรคโครห์นควรทำเฉพาะภายในการทดลองทางคลินิกเท่านั้น

ทีมเดียวกันเคยทำการทดลองนำร่องก่อนหน้านี้ในผู้ป่วย 21 คน ตีพิมพ์ใน Clinical Gastroenterology and Hepatology ปี 2556 (ค.ศ. 2013) ผู้ป่วยกลุ่มนั้นใช้วิธีสูบกัญชา ผลคือการตอบสนองทางคลินิกดีกว่ายาหลอก แต่อัตราการสงบของโรคไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การทดลองที่เล็กขนาดนี้จึงมีน้ำหนักเป็นหลักฐานได้ไม่มาก

สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณเป็นโรคโครห์น ให้ไปส่องกล้องและตรวจเลือด ตรวจอุจจาระตามนัดทุกครั้ง ไม่ว่าคุณจะลองใช้อะไรเพื่อบรรเทาอาการก็ตาม

5. ทำไมการรู้สึกดีขึ้นจึงไม่เท่ากับการหายดีขึ้นจริง

ในโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลและโรคโครห์น อาการกับการอักเสบอาจไปคนละทางได้ทั้งสองแบบ ผู้ป่วยอาจรู้สึกสบายดีขณะที่ลำไส้ยังอักเสบอยู่ การอักเสบที่ไม่รู้สึกก็ยังนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง เช่น ลำไส้ตีบ (บางช่วงของลำไส้แคบลง) ทางเชื่อมผิดปกติหรือฟิสทูลา (fistula) (ช่องผิดปกติจากลำไส้ไปยังอวัยวะใกล้เคียงหรือผิวหนัง) และการผ่าตัด ในโรคลำไส้ใหญ่อักเสบยังมีความเสี่ยงมะเร็งในระยะยาวสูงขึ้นด้วย

ด้วยเหตุนี้ การดูแล IBD สมัยใหม่จึงตั้งเป้าที่ การหายของเยื่อบุลำไส้ (mucosal healing) คือผนังลำไส้หายดีและยืนยันได้ด้วยการส่องกล้อง การคุมอาการได้อย่างเดียวไม่ใช่เป้าหมาย

ผู้ปลูกจะเข้าใจปัญหานี้ได้จากโรครากเน่า การฉีดปุ๋ยทางใบอาจทำให้ใบดูเขียวขึ้นได้ระยะหนึ่ง แต่รากก็ยังเน่าต่อไปจนกว่าจะมีคนขุดขึ้นมาดูจริง ๆ

ดังนั้น การรักษาที่บรรเทาอาการแต่ไม่ลดการอักเสบ จึงใช้แทนการรักษาที่ลดการอักเสบไม่ได้ อย่างมากก็ใช้เสริมเพิ่มเข้าไปได้เท่านั้น และถึงจะใช้เสริม ก็ยังมีอันตรายเฉพาะตัว คือมันอาจ กลบ สัญญาณเตือนที่ปกติจะทำให้แพทย์ปรับเพิ่มการรักษาหลัก

สิ่งที่ควรทำ: ไปตรวจและส่องกล้องตามนัดทุกครั้ง แม้จะรู้สึกสบายดี เพราะช่วงที่รู้สึกสบายดีคือช่วงที่การกลบอาการเกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด

6. ผลจากแบบสำรวจและงานวิจัยขนาดเล็ก และสัญญาณเตือน

รายงานส่วนใหญ่ที่บอกว่าผู้ป่วยได้ประโยชน์ มาจากแบบสำรวจและงานวิจัยย้อนหลังขนาดเล็ก (ย้อนดูจากเวชระเบียนเดิม):

  • Lal และคณะ (European Journal of Gastroenterology & Hepatology, 2011) สำรวจผู้ป่วย IBD ที่คลินิกของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองโทรอนโต (แคนาดา) พบว่าการใช้กัญชาเป็นเรื่องที่พบบ่อย ส่วนใหญ่ใช้เพื่อแก้ปวดท้อง ท้องเสีย และเบื่ออาหาร
  • ทีมของ Naftali (Israel Medical Association Journal, 2011) ทบทวนข้อมูลผู้ป่วยโรคโครห์น 30 คน รายงานว่าคะแนนความรุนแรงของโรคลดลง และ ต้องใช้ยาอื่นน้อยลง
  • การทดลองนำร่องปี 2556 (ค.ศ. 2013) ข้างต้นรายงานว่า ผู้ป่วย 3 คนไม่จำเป็นต้องใช้สเตียรอยด์ระยะยาวอีกต่อไป

ข้อมูลเรื่องการใช้ยาน้อยลงนี้ต้องระวังมาก การลดยาเหล่านี้ไม่มีกลุ่มควบคุม คือไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ และไม่มีการปกปิดข้อมูลการรักษา (unblinded) คือทั้งผู้ป่วยและแพทย์รู้ว่าใครใช้กัญชา และข้อมูลนี้มาจากโรคที่การทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมไม่พบการดีขึ้นของค่าการอักเสบที่วัดได้จริง เมื่อทั้งหมดนี้มารวมกัน ก็คือสถานการณ์แบบที่ผู้ป่วยอาจรู้สึกสบายดีทั้งที่โรคกำลังแย่ลง

อีกทีมหนึ่งพบสัญญาณเตือนด้วย Storr และคณะ ทีมวิจัยในเมืองแคลการี (แคนาดา) สำรวจผู้ป่วย IBD 313 คน (Inflammatory Bowel Diseases, 2014) กัญชาช่วยบรรเทาอาการปวดและท้องเสีย แต่ผู้ป่วยโรคโครห์นบางคนใช้กัญชาเพื่อบรรเทาอาการ IBD นานเกิน 6 เดือน กลุ่มนี้มีโอกาสถูกผ่าตัดสูงกว่า โดยมีอัตราส่วนออดส์ (odds ratio) ประมาณ 5 พูดง่าย ๆ คือ โอกาสที่เคยผ่าตัดของพวกเขาสูงกว่าประมาณ 5 เท่า

นี่เป็น ความสัมพันธ์ ไม่ใช่หลักฐานว่าเป็นสาเหตุ ผู้ป่วยที่โรครุนแรงกว่าอาจแค่ใช้กัญชามากกว่าก็ได้ แต่รูปแบบนี้ตรงกับสิ่งที่คาดไว้หากการบรรเทาอาการกำลังกลบโรคที่แย่ลงเรื่อย ๆ นี่คือเหตุผลที่หนักแน่นที่สุดที่ต้องเฝ้าติดตามค่าการอักเสบต่อไป

สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณใช้กัญชาบรรเทาอาการโรคโครห์นมานานเกิน 6 เดือน ให้บอกแพทย์เฉพาะทาง และถามว่าถึงเวลาตรวจค่าการอักเสบหรือส่องกล้องแล้วหรือยัง

7. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์: การทดลองขนาดเล็กเพียงชิ้นเดียวจากปี 2549

ในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ระบบภูมิคุ้มกันจะโจมตีเยื่อบุข้อ งานวิจัยหลักคือของ Blake และคณะ ทีมในสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ในวารสาร Rheumatology ปี 2549 (ค.ศ. 2006) ณ ปี 2569 นี่เป็นการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมที่ตีพิมพ์แล้วเพียงชิ้นเดียวที่หาได้ ซึ่งศึกษายาจากกัญชาในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์โดยตรง ข้ออ้างเกือบทั้งหมดในเรื่องนี้มาจากงานชิ้นนี้

รูปแบบการทดลอง มีผู้ป่วย 58 คน ได้ยาจริง 31 คน และได้ยาหลอก 27 คน เป็นเวลา 5 สัปดาห์ ยาที่ใช้คือนาบิซิมอลส์ (nabiximols) ซึ่งเป็นสเปรย์พ่นในช่องปากตอนเย็น ในสัปดาห์สุดท้าย ผู้ป่วยใช้เฉลี่ยวันละ 5.4 ครั้ง

ผลการทดลอง ค่าต่อไปนี้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ:

  • ความปวดขณะเคลื่อนไหว
  • ความปวดขณะพัก
  • คุณภาพการนอน
  • คะแนนความรุนแรงของโรค DAS28
  • ส่วนที่วัดความปวดของ Short-Form McGill Pain Questionnaire ซึ่งเป็นแบบสอบถามความปวดมาตรฐาน

อาการข้อฝืดตอนเช้าไม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาการนี้ก็ต่ำอยู่แล้วตั้งแต่เริ่มต้น

ความปลอดภัย ผลข้างเคียงส่วนใหญ่อยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ในกลุ่มที่ได้ยาจริง ไม่มีใครถอนตัวเพราะผลข้างเคียง และไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรง

นักวิจัยมองว่าประโยชน์ที่ได้มีความหมายทางคลินิก และเรียกร้องให้มีการวิจัยที่ละเอียดกว่านี้ แต่มีข้อจำกัด 2 ข้อที่สำคัญ ข้อแรก ผู้ป่วย 58 คนใน 5 สัปดาห์เป็นเพียงการทดลองเบื้องต้น และนักวิจัยก็ใช้คำนี้ในชื่องานวิจัยของตัวเอง ข้อสอง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา การวิจัยขนาดใหญ่กว่านั้นแทบไม่ได้เกิดขึ้นเลย การทดลองเล็ก ๆ ที่ผลดูดีแต่ไม่มีการศึกษาต่อยอดเป็นเรื่องที่พบบ่อยในวงการนี้ และส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นเพราะการศึกษาต่อยอดไม่จำเป็น

DAS28 รวมจำนวนข้อที่กดเจ็บและข้อที่บวม (จากทั้งหมด 28 ข้อ) เข้ากับผลตรวจเลือดวัดการอักเสบ (ESR หรือ CRP) และคะแนนสุขภาพโดยรวมที่ผู้ป่วยประเมินเอง จึงไม่ใช่ค่าที่ขึ้นกับความรู้สึกล้วน ๆ แต่ก็ไม่ได้ใช้ภาพถ่ายทางรังสี เช่น เอกซเรย์ มาวัดความเสียหายของข้อ

ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทดลองคือนาบิซิมอลส์ (Sativex) ผู้อ่านในประเทศไทยไม่ควรคาดว่าจะหาซื้อได้ และผลจากสเปรย์ยาที่ผลิตแบบมาตรฐานก็นำไปใช้กับผลิตภัณฑ์กัญชาอื่นไม่ได้

หมายเหตุผู้แปล: ช่อดอกที่ปลูกเองก็ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์มาตรฐานเช่นกัน ปริมาณ THC และ CBD เปลี่ยนไปในแต่ละต้นและแต่ละรุ่นการผลิต ขนาดยาในการทดลองจึงบอกอะไรไม่ได้เลยว่าช่อดอกหรือน้ำมันจากสวนของคุณจะให้สารเท่าไร

สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ให้ขอแพทย์โรคข้อและรูมาติสซั่มบันทึกคะแนน DAS28 ของคุณไว้ก่อนที่จะเพิ่มอะไรเข้าไป และขอให้ถ่ายภาพข้อตามแผนที่วางไว้ด้วย เพื่อใช้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง

8. โรคข้อเสื่อมเป็นคนละโรคกัน

คนส่วนใหญ่ที่ค้นหาคำว่า “กัญชารักษาข้ออักเสบ” หมายถึงโรคข้อเสื่อมหรืออาการปวดข้อทั่วไป ซึ่งเป็นการสึกหรอและเสื่อมของข้อ ไม่ใช่การที่ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีข้อ ผลการทดลองในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ข้างต้นจึงใช้กับโรคนี้ไม่ได้

การทดลอง CBD เทียบกับยาหลอกที่ดีที่สุดที่หาได้ คือของ Vela และคณะ (Pain, 2022) ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมที่มือหรือโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงินได้รับ CBD สังเคราะห์วันละ 20–30 มิลลิกรัม เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ความปวดไม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับยาหลอก

สิ่งที่ควรทำ: ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นข้ออักเสบชนิดไหน ก่อนอ่านงานวิจัยใด ๆ เพราะหลักฐานของแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน

9. หลักฐานจากห้องแล็บ และยาที่ล้มเหลวเมื่อทดลองในคน

งานในห้องแล็บที่มักถูกยกมาอ้างมี 2 สายหลัก:

  • Malfait และคณะ (PNAS, 2000) ศึกษาหนูที่เป็นข้ออักเสบจากการกระตุ้นด้วยคอลลาเจน ซึ่งเป็นแบบจำลองโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในห้องแล็บ หนูได้รับ CBD หลังเริ่มมีอาการแล้ว โดยการฉีดหรือการกิน CBD หยุดไม่ให้ข้ออักเสบแย่ลงและลดความเสียหายของข้อ ผลที่ได้มีรูปแบบขนาดยาเป็นรูประฆังคว่ำ คือขนาดยากลาง ๆ ได้ผลดีกว่าขนาดต่ำหรือสูง
  • เมื่อร่างกายย่อยสลาย THC สารหลักที่ได้คือ THC-11-oic acid สารนี้แสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยไม่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท อนุพันธ์สังเคราะห์ของมันชื่อ ajulemic acid ช่วยลดการบาดเจ็บของข้อในหนูแรทที่เป็นข้ออักเสบจากการกระตุ้นด้วยแอดจูแวนต์ ซึ่งเป็นแบบจำลองข้ออักเสบในห้องแล็บอีกแบบหนึ่ง (Zurier และคณะ, Arthritis & Rheumatism, 1998)

ผลในสัตว์เป็นหลักฐานที่อ่อนกว่าผลในผู้ป่วย และขั้นต่อมาก็แสดงให้เห็นว่าทำไม ajulemic acid ถูกพัฒนาเป็นยาภายใต้ชื่อ lenabasum แต่ ไม่บรรลุเป้าหมายหลักในการทดลองระยะที่ 3 ซึ่งเป็นการทดลองขนาดใหญ่ขั้นสุดท้ายก่อนได้รับอนุมัติ การทดลองเหล่านี้ทำในโรคหนังแข็งชนิดทั่วร่างกาย (systemic sclerosis) ในปี 2563 (ค.ศ. 2020) และโรคกล้ามเนื้อและผิวหนังอักเสบ (dermatomyositis) ในปี 2564 (ค.ศ. 2021) ซึ่งเป็นโรคภูมิต้านตนเองอีก 2 โรค

บางคนยังแนะนำให้ทากัญชาบนผิวหนังบริเวณข้อด้วย บทความเรื่องกัญชากับผิวหนัง อธิบายว่าแคนนาบินอยด์แบบยาทาภายนอก (topical) ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้

สิ่งที่ควรทำ: เมื่อเว็บไซต์ใดยกงานวิจัยในหนูเมาส์หรือหนูแรทมาเป็นหลักฐาน ให้หาผลการทดลองระยะที่ 3 ในคนก่อนจะเชื่อข้ออ้างนั้น

10. สรุปภาพรวมของหลักฐาน

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง: การทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมขนาดเล็ก 2 ชิ้นพบว่า อาการและคุณภาพชีวิตดีขึ้นในช่วง 8 สัปดาห์ ชิ้นหนึ่งในโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล อีกชิ้นในโรคโครห์น แต่ ไม่มีหลักฐานว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เมื่อวัดจากค่าที่วัดได้จริง ข้อมูลเชิงสังเกตยังพบว่าการใช้นานขึ้นในโรคโครห์นสัมพันธ์กับการผ่าตัดที่มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความเสี่ยงที่มีการบันทึกไว้ว่ากัญชาอาจกลบโรคที่ยังลุกลามอยู่

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์: มีการทดลองขนาดเล็กเพียงชิ้นเดียวจากปี 2549 (ค.ศ. 2006) ระยะ 5 สัปดาห์ ผลเป็นบวก แต่แทบไม่มีการศึกษาต่อยอด โรคข้อเสื่อม: หลักฐานของ CBD เทียบกับยาหลอกที่หาได้ให้ผลเป็นลบ

สำหรับทุกโรค: กัญชาเป็นได้อย่างมากแค่ตัวเสริม ให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางที่ดูแลโรคของคุณ ประเมินผลจากอาการ และใช้ควบคู่กับการรักษาที่ควบคุมโรค ห้ามใช้แทนเด็ดขาด

แพทย์ระบบทางเดินอาหารหรือแพทย์โรคข้อจะเข้าใจจุดยืนที่สมเหตุสมผลนี้ ถ้าผู้ป่วยอยากลองใช้กัญชาเพื่อบรรเทาอาการ คำตอบไม่ใช่การปฏิเสธไปเลย แต่คือ “ได้ ใช้ควบคู่กับการรักษา และเราจะติดตามค่าการอักเสบต่อไป” จากนั้นเป็นต้นไป ค่าการอักเสบเป็นสิ่งเดียวที่บอกผู้ป่วยและแพทย์ได้ว่าโรคยังอยู่ในการรักษาหรือไม่

สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณตัดสินใจลองใช้กัญชาเพื่อบรรเทาอาการ ให้ตกลงแผนติดตามผลกับแพทย์เฉพาะทางก่อนเริ่ม แผนนั้นควรระบุว่าคุณจะตรวจอะไรบ้าง และตรวจเมื่อไร

11. สถานการณ์ในประเทศไทย (ตุลาคม 2569)

หมายเหตุผู้แปล: ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ช่อดอกขายได้เฉพาะตามใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ครั้งละไม่เกิน 30 วัน และห้ามโฆษณาหรือขายช่อดอกทางออนไลน์

หมายเหตุผู้แปล: ต่อมาในปี 2569 มีกฎกระทรวงออกมาอีก 2 ฉบับ (สรุป) กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชงมีผลบังคับใช้วันที่ 26 เมษายน 2569 ส่วนกฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) มีผลบังคับใช้วันที่ 30 เมษายน 2569 และทำให้เกณฑ์ใบอนุญาตช่อดอกกัญชาเข้มงวดขึ้น ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่เป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ส่วนความเป็นมาจนถึงปี 2567 ดูได้ที่กฎกัญชาของไทย พ.ศ. 2565 ถึง 2569

หมายเหตุผู้แปล: ยาชีววัตถุและยากดภูมิคุ้มกันมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออยู่แล้ว นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่แพทย์เฉพาะทางต้องรู้ทุกอย่างที่คุณใช้เพิ่ม ถ้าคุณได้ใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ให้บอกผู้สั่งจ่ายว่าคุณใช้ยากดภูมิคุ้มกันหรือยาชีววัตถุตัวไหน แล้วบอกแพทย์เฉพาะทางเรื่องใบสั่งจ่ายนั้นด้วย การมีรายการยาเป็นลายลักษณ์อักษรจะช่วยได้ ดูปฏิกิริยาระหว่างยากับกัญชา นอกจากนี้ ให้ถามโรงพยาบาลที่ดูแลโรค IBD ของคุณว่าตรวจ CRP ซ้ำบ่อยแค่ไหน และมีบริการตรวจแคลโปรเทคตินหรือไม่

สิ่งที่ควรทำ: รับช่อดอกกัญชาผ่านใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 เท่านั้น และให้แพทย์ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าอีกฝ่ายสั่งยาอะไรให้คุณ

12. ทำทีละขั้น ถ้าคุณเป็นโรคใดโรคหนึ่งในบทความนี้

  1. อย่าปรับยาประจำเอง ยาเหล่านี้คือตัวที่ควบคุมการอักเสบ ยังไม่มีหลักฐานว่ากัญชาทำแบบนั้นได้
  2. จดตัวเลขตั้งต้นไว้ก่อนเพิ่มอะไรเข้าไป สำหรับ IBD คือ CRP แคลโปรเทคตินในอุจจาระ และผลส่องกล้องครั้งล่าสุด สำหรับโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คือ DAS28 และผลภาพถ่ายข้อ ถ้าไม่มีตัวเลขตั้งต้น ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าโรคเปลี่ยนไปหรือไม่
  3. จดบันทึกอาการอย่างน้อย 8 สัปดาห์ ซึ่งเท่ากับระยะเวลาของการทดลองในโรคลำไส้ จดจำนวนครั้งที่ถ่ายอุจจาระหรือความปวดในแต่ละวัน การนอน และผลข้างเคียง เช่น เวียนศีรษะหรือสับสน บันทึกนี้จะแสดงให้เห็นว่าอาการเปลี่ยนไปอย่างไร แยกจากผลตรวจ
  4. ขอให้ตรวจค่าการอักเสบซ้ำในการนัดครั้งถัดไป แล้วเทียบกับตัวเลขตั้งต้น นี่เป็นวิธีเดียวที่จะรู้ว่าโรคยังควบคุมได้อยู่หรือไม่
  5. หลีกเลี่ยงการสูบ การใช้ระยะยาวควบคู่กับการรักษาจะทำให้ความเสียหายต่อปอดสะสมขึ้นเรื่อย ๆ
  6. ถ้ารู้สึกดีขึ้นแต่ค่าการอักเสบแย่ลง ให้แจ้งแพทย์เฉพาะทางทันที นี่คือรูปแบบการกลบอาการที่อธิบายไว้ในหัวข้อที่ 5

ร่วมพูดคุย: ถ้าคุณเป็นโรค IBD หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และเคยใช้แคนนาบินอยด์ควบคู่กับการรักษา มาเล่าให้ฟังด้านล่างได้เลย แพทย์เฉพาะทางของคุณตรวจค่าอะไรต่อเนื่องบ้าง ตรวจบ่อยแค่ไหน และผลออกมาเป็นอย่างไร มีคำถามเกี่ยวกับบทความนี้ก็ถามไว้ในกระทู้นี้ได้เช่นกัน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้เรื่องกัญชาทางการแพทย์ของ Asiannabis Community เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ห้ามลดหรือหยุดยากดภูมิคุ้มกัน ยาชีววัตถุ หรือยาปรับการดำเนินโรค เว้นแต่ทำตามคำสั่งของแพทย์เฉพาะทางของคุณ

เอกสารอ้างอิง

  • Naftali และคณะ การทดลองแบบสุ่มเทียบกับยาหลอกของบุหรี่กัญชาที่มี THC สูงในโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล PLOS ONE, 2021
  • Naftali และคณะ การทดลองแบบสุ่มเทียบกับยาหลอกของน้ำมันกัญชาที่มี CBD สูงในโรคโครห์น Journal of Crohn’s and Colitis, 2021
  • Naftali และคณะ การทดลองนำร่องของการสูบกัญชาในโรคโครห์น Clinical Gastroenterology and Hepatology, 2013
  • Naftali และคณะ การศึกษาย้อนหลังเรื่องกัญชาในผู้ป่วยโรคโครห์น 30 คน Israel Medical Association Journal, 2011
  • Lal และคณะ แบบสำรวจการใช้กัญชาในผู้ป่วย IBD ในโทรอนโต European Journal of Gastroenterology & Hepatology, 2011
  • Storr และคณะ แบบสำรวจผู้ป่วย IBD 313 คนในแคลการี Inflammatory Bowel Diseases, 2014
  • Blake และคณะ การทดลองเบื้องต้นของนาบิซิมอลส์ในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ Rheumatology, 2006
  • Vela และคณะ CBD สังเคราะห์ในโรคข้อเสื่อมที่มือและโรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน Pain, 2022
  • Malfait และคณะ CBD ในหนูเมาส์ที่เป็นข้ออักเสบจากการกระตุ้นด้วยคอลลาเจน PNAS, 2000
  • Zurier และคณะ Ajulemic acid ในหนูแรทที่เป็นข้ออักเสบจากการกระตุ้นด้วยแอดจูแวนต์ Arthritis & Rheumatism, 1998
  • การทดลองระยะที่ 3 ของ lenabasum (ajulemic acid) ในโรคหนังแข็งชนิดทั่วร่างกาย (2020) และโรคกล้ามเนื้อและผิวหนังอักเสบ (2021) ตามที่อ้างไว้ในบทความต้นฉบับ