กัญชาต้านแบคทีเรีย: จากงานวิจัยในเชโกสโลวะเกียช่วง พ.ศ. 2493–2502 สู่การค้นพบเรื่อง MRSA ปี 2551 และการทดลองในคนระยะแรก และเหตุใดจึงยังไม่มียา

ช่วง พ.ศ. 2493–2502 (ทศวรรษ 1950) นักวิจัยในเชโกสโลวะเกียรายงานว่าสารสกัดจากกัญชาฆ่าแบคทีเรียได้ ปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) นักเคมีชาวอิตาลีและอังกฤษยืนยันผลนี้ด้วยการทดสอบในห้องปฏิบัติการ ผลการทดสอบพบว่าสารออกฤทธิ์ของกัญชา คือ แคนนาบินอยด์ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ MRSA ได้แรงมาก MRSA คือเชื้อแบคทีเรียกลุ่มสแตฟ (staph) ที่ยาปฏิชีวนะมาตรฐานหลายตัวฆ่าไม่ได้

หลังปี 2551 แนวคิดนี้ถูกนำไปทดสอบต่อในหนูทดลองและในการทดลองในคนระยะแรก แต่ผ่านมาแล้ว 18 ปี ก็ยังไม่มียาปฏิชีวนะจากแคนนาบินอยด์ตัวใดได้รับอนุมัติเลยแม้แต่ในประเทศเดียว บทความนี้จะไล่ดูงานวิจัยทีละขั้น และอธิบายเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมจนถึงตอนนี้งานวิจัยเหล่านี้ยังไม่กลายเป็นยา

อ่านส่วนนี้ก่อน ทุกอย่างด้านล่างเป็นงานวิจัยในห้องปฏิบัติการและการทดลองระยะแรก ไม่มีส่วนใดเป็นวิธีรักษาการติดเชื้อ ทั่วโลกยังไม่มีแคนนาบินอยด์ตัวใดได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นยาต้านแบคทีเรีย ถ้าติดเชื้อแบคทีเรีย ต้องให้แพทย์วินิจฉัยและสั่งยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง ส่วนในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม และจ่ายได้เฉพาะตามใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 เท่านั้น

สองคำที่ควรรู้ก่อนเริ่มอ่าน

MRSA และแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะ

Staphylococcus aureus (เรียกสั้น ๆ ว่า “สแตฟ”) เป็นแบคทีเรียที่พบได้บ่อย คนสุขภาพดีบางคนมีเชื้อนี้อยู่ในจมูกโดยไม่ป่วย แต่เชื้อนี้ก็ทำให้ผิวหนัง บาดแผล และเนื้อเยื่อชั้นลึกติดเชื้อได้เช่นกัน

MRSA ย่อมาจาก methicillin-resistant Staphylococcus aureus หรือเชื้อสแตฟที่ดื้อยาเมทิซิลลิน เชื้อสายพันธุ์นี้ดื้อยาปฏิชีวนะทั้งกลุ่มที่เมทิซิลลินสังกัดอยู่ เมทิซิลลินเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน (กลุ่มเบตาแลคแทม) และ MRSA ดื้อยาในกลุ่มนี้เกือบทุกตัว เชื้อดื้อยาจึงรักษายาก ยาตัวแรกที่แพทย์เลือกอาจไม่ได้ผล และยาที่ยังใช้ได้ก็เหลือน้อยลง MRSA ทำให้ติดเชื้อรุนแรงได้ บางครั้งถึงขั้นเสียชีวิต และยังเป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อดื้อยาทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ ผลวิจัยเรื่องกัญชาจึงได้รับความสนใจ หากมีสารที่ฆ่า MRSA ด้วยกลไกต่างจากยาปฏิชีวนะที่มีอยู่ การดื้อยาของ MRSA ก็จะกันสารนั้นไม่ได้

แบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ

นักจุลชีววิทยาแบ่งแบคทีเรียส่วนใหญ่ออกเป็นสองกลุ่ม โดยใช้การทดสอบด้วยสีที่เรียกว่าการย้อมแกรม (Gram stain) แบคทีเรียแกรมบวกมีผนังเซลล์หนาและไม่มีเยื่อหุ้มชั้นนอก ส่วนแบคทีเรียแกรมลบมีผนังบางกว่า แต่มีเยื่อหุ้มชั้นนอกเพิ่มอีกชั้น เยื่อชั้นนี้กันสารหลายชนิดไม่ให้เข้าไปในเซลล์ สารหลายตัวที่ฆ่าแกรมบวกได้จึงมักใช้ไม่ได้ผลกับแกรมลบ

แบคทีเรียที่กล่าวถึงในบทความนี้แบ่งตามกลุ่มได้ดังนี้

กลุ่ม แบคทีเรียที่กล่าวถึงในบทความนี้
แกรมบวก Staphylococcus aureus (รวมถึง MRSA), Streptococcus pneumoniae, Clostridioides difficile
แกรมลบ Escherichia coli (E. coli), Pseudomonas, Neisseria gonorrhoeae, N. meningitidis, Moraxella catarrhalis, Legionella pneumophila

ผลการทดสอบแคนนาบินอยด์ก็เป็นไปตามรูปแบบนี้ ดังที่จะเห็นในหัวข้อที่ 3 ดังนั้นเมื่อโพสต์หรือฉลากใดบอกว่า “ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย” ให้ถามกลับเสมอว่าฆ่าเชื้ออะไร และทดสอบด้วยวิธีไหน

1. งานวิจัยแรก: โอโลมุตส์ เชโกสโลวะเกีย ช่วง พ.ศ. 2493–2502

งานวิจัยนี้เริ่มที่เมืองโอโลมุตส์ (Olomouc) เมืองมหาวิทยาลัยในพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือสาธารณรัฐเช็ก นักวิจัยสามคน ได้แก่ Jan Kabelík, Zdeněk Krejčí และ František Šantavý ได้คัดกรองพืชมากกว่า 3,000 ชนิดเพื่อหาสารที่ฆ่าแบคทีเรีย และกัญชาก็เป็นหนึ่งในพืชที่พบว่ามีฤทธิ์จากการคัดกรองครั้งนั้น

ทีมนี้ตีพิมพ์ผลชุดแรกในวารสารการแพทย์ของเช็กชื่อ Lékařské listy ในปี พ.ศ. 2495 ผลเพิ่มเติมตีพิมพ์ในเล่มรวมการประชุมวิชาการของมหาวิทยาลัยในโอโลมุตส์เมื่อปี พ.ศ. 2498 และในวารสารเยอรมัน Die Pharmazie (พ.ศ. 2500–2502) ปี พ.ศ. 2503 ทีมได้สรุปงานทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษลงในวารสาร Bulletin on Narcotics ของสหประชาชาติ บทความนั้นอธิบายวิธีแยกสารต้านแบคทีเรีย การทดลองด้านแบคทีเรียวิทยา และสิ่งที่พบเมื่อใช้รักษาผู้ป่วย

งานวิจัยรุ่นต่อมาศึกษาเรื่องไวรัสด้วย ปี พ.ศ. 2523 Blevins และ Dumic ตีพิมพ์บทความในวารสาร Journal of General Virology รายงานว่า THC (เททระไฮโดรแคนนาบินอล แคนนาบินอยด์หลักที่ทำให้มึนเมา) หยุดการเพิ่มจำนวนของไวรัสเริม (herpes simplex) ชนิดที่ 1 และ 2 ในเซลล์เพาะเลี้ยงได้ เซลล์เพาะเลี้ยงคือเซลล์คนหรือสัตว์ที่เลี้ยงไว้ในจานทดลอง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยรุ่นหลังเรื่อง THC กับไวรัสเริมไม่ได้ให้ผลตรงกันทั้งหมด

นำไปใช้อย่างไร: เมื่อมีคนอ้าง “งานวิจัยเก่า” ให้ตรวจดูปีที่ทำ และดูว่าทดสอบแบบไหน ในจานทดลอง ในสัตว์ หรือในคน งานในช่วง พ.ศ. 2493–2502 ส่วนใหญ่เป็นงานในห้องปฏิบัติการและรายงานการรักษา ส่วนงานวิจัยสมัยใหม่อยู่ในหัวข้อที่ 3

2. การยืนยันผลในปี พ.ศ. 2551

ปี พ.ศ. 2551 ทีมนักวิจัยชาวอิตาลีและอังกฤษตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร Journal of Natural Products โดยมี Appendino เป็นผู้เขียนคนแรกและ Gibbons เป็นผู้เขียนคนที่สอง (ข้อมูลอ้างอิงเต็มอยู่ท้ายบทความ) ทีมนี้ทดสอบแคนนาบินอยด์หลัก 5 ชนิดกับเชื้อ MRSA หลายสายพันธุ์ในห้องปฏิบัติการ

ทั้ง 5 ชนิดมีฤทธิ์แรงต่อ MRSA ทั้งที่เชื้อสายพันธุ์เหล่านี้ดื้อยาปฏิชีวนะทั่วไป ผู้วิจัยระบุว่าฤทธิ์แรงจนบ่งชี้ว่าสารเหล่านี้น่าจะฆ่าแบคทีเรียด้วยกลไกเฉพาะ แต่ยังไม่ได้ระบุว่าเป็นกลไกอะไร งานวิจัยรุ่นหลัง (หัวข้อที่ 3) ชี้ว่าแคนนาบินอยด์ออกฤทธิ์ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียเป็นหลัก ซึ่งก็คือชั้นผิวด้านนอกของเซลล์

นี่คือเหตุผลที่งานนี้ได้รับความสนใจ สิ่งที่ทำให้ MRSA เป็น MRSA ก็คือการดื้อยาทั้งกลุ่ม ถ้ามีสารที่ฆ่ามันด้วยกลไกที่การดื้อยานี้ป้องกันไม่ได้ สารนั้นก็จะไม่ใช่แค่ยาปฏิชีวนะอีกตัวหนึ่ง แต่อาจเป็นการรักษาแบบใหม่

แนวคิดเรื่องครีมกัญชามาจากข่าว ไม่ได้มาจากตัวงานวิจัย ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 สื่อหลายแห่งอ้างคำพูดของผู้วิจัยว่าอาจพัฒนาครีมจากกัญชาสำหรับการติดเชื้อที่ผิวหนังซึ่งรักษาไม่หาย Appendino ให้สัมภาษณ์กับ MIT Technology Review ว่า การใช้ที่ทำได้จริงที่สุดคือทาแคนนาบินอยด์บนผิวหนัง ตรงแผลเปื่อยและบาดแผล

นำไปใช้อย่างไร: ถ้าอ่านเจอว่า “ครีมกัญชาฆ่า MRSA” ให้จำไว้ว่าข้อความนี้มาจากไหน มันมาจากข่าวที่รายงานงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ ไม่ได้มาจากผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบแล้ว

3. พ.ศ. 2551 ถึง 2569: จากจานทดลองสู่หนูทดลองและการทดลองในคนระยะแรก

ปัจจุบันยังไม่มียาต้านแบคทีเรียจากแคนนาบินอยด์ที่ได้รับอนุญาต แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีใครสนใจแนวคิดนี้ หลังปี 2551 มีการทดสอบในสัตว์และในการทดลองในคนระยะแรก “ระยะแรก” หมายถึงการทดลองขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อดูความปลอดภัย และดูว่าได้ผลบ้างหรือไม่

  • มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ (McMaster University, แคนาดา) พ.ศ. 2563 Farha และคณะตีพิมพ์ในวารสาร ACS Infectious Diseases ทีมนี้ทดสอบแคนนาบินอยด์ 18 ชนิดกับ MRSA ตัวที่ได้ผลดีที่สุดคือแคนนาบิเจอรอล (CBG) ซึ่งเป็นแคนนาบินอยด์ที่ไม่ทำให้มึนเมา CBG ยังได้ผลกับไบโอฟิล์มและเซลล์ “เพอร์ซิสเตอร์” (persister) ด้วย ไบโอฟิล์มคือชั้นเมือกที่แบคทีเรียสร้างขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง ส่วนเซลล์เพอร์ซิสเตอร์คือแบคทีเรียที่อยู่ในสภาพพักตัวและรอดจากยาปฏิชีวนะได้ CBG น่าจะออกฤทธิ์ที่เยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย และกำจัดการติดเชื้อในหนูที่ติดเชื้อ MRSA ได้ แต่ผู้วิจัยก็ชี้ปัญหาไว้ว่า CBG เป็นพิษต่อเซลล์ของร่างกายเราเองด้วย ช่วงขนาดยาที่ได้ผลแต่ไม่เป็นอันตรายจึงอาจแคบ
  • มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ (University of Queensland, ออสเตรเลีย) พ.ศ. 2564 Blaskovich และคณะตีพิมพ์ในวารสาร Communications Biology ทีมนี้ใช้ CBD สังเคราะห์ (แคนนาบิไดออล แคนนาบินอยด์หลักที่ไม่ทำให้มึนเมา โดยผลิตขึ้นในห้องปฏิบัติการแทนการสกัดจากพืช) CBD ออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมบวกมากกว่า 20 ชนิด รวมถึง MRSA, Streptococcus pneumoniae และ Clostridioides difficile นอกจากนี้ยังฆ่าแบคทีเรียแกรมลบได้บางกลุ่ม ได้แก่ Neisseria gonorrhoeae (เชื้อก่อโรคหนองใน), N. meningitidis, Moraxella catarrhalis และ Legionella pneumophila แต่ฆ่าแกรมลบส่วนใหญ่ไม่ได้ เช่น E. coli หรือ Pseudomonas
    • ในหนูที่ติดเชื้อที่ผิวหนัง การทาผลิตภัณฑ์ CBD 5% ลดจำนวนแบคทีเรียได้มากกว่าการทาเนื้อยาเปล่าที่ไม่มีสารออกฤทธิ์ แต่ได้ผลน้อยกว่าขี้ผึ้งมิวพิโรซิน (mupirocin) 2% ซึ่งเป็นยามาตรฐาน ขี้ผึ้งนี้เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้ทั่วไปกับการติดเชื้อที่ผิวหนัง
    • เมื่อให้ CBD ทางปากหรือฉีด CBD ไม่ได้ผลกับการติดเชื้อ MRSA ในชั้นลึก ผู้วิจัยระบุว่าการที่ CBD ไม่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกายนี้คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของมัน
  • BTX 1801 ของ Botanix (CBD สังเคราะห์ ใช้ทาในโพรงจมูก) Botanix Pharmaceuticals เป็นบริษัทยาขนาดเล็กของออสเตรเลีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 บริษัทรายงานผลการศึกษาระยะที่ 2a (Phase 2a) ซึ่งเป็นการทดลองในคนระยะแรกที่มีขนาดเล็ก การศึกษานี้เป็นแบบสุ่ม ปกปิดสองฝ่าย และมีกลุ่มควบคุมที่ได้เนื้อยาเปล่า หมายความว่าอาสาสมัครถูกจัดกลุ่มโดยการสุ่ม และทั้งอาสาสมัครและผู้วิจัยไม่รู้ว่าใครได้ผลิตภัณฑ์จริง ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบได้เนื้อยาแบบเดียวกันแต่ไม่มี CBD
    • อาสาสมัครเป็นคนสุขภาพดีที่มีเชื้อ S. aureus อยู่ในจมูก
    • บริษัทระบุว่าทั้งขี้ผึ้งและเจลปลอดภัยและผู้ใช้ทนได้ดี และรายงานว่ากำจัดเชื้อได้ในผู้เข้าร่วมสูงสุดราวสามในสี่ภายในวันที่ 7 แต่ผลส่วนใหญ่หายไปเมื่อถึงวันที่ 28
    • ผลเหล่านี้เป็นผลที่บริษัทรายงานเอง
    • องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) ให้สถานะ Qualified Infectious Disease Product แก่โครงการนี้ สถานะนี้เป็นการรับรองของสหรัฐฯ สำหรับยาที่กำลังพัฒนาเพื่อรักษาการติดเชื้อรุนแรง ยาจะได้สิทธิ์ผูกขาดตลาดในสหรัฐฯ เพิ่มอีก 5 ปี และมีสิทธิ์เข้ารับการพิจารณาจาก FDA แบบเร่งด่วน
    • บริษัทมีแผนทำการศึกษาระยะที่ 2b ในผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม คือผู้ป่วยที่ไตวายจนต้องใช้เครื่องกรองเลือดแทน แต่ไม่พบผลที่ตีพิมพ์ของการศึกษานั้น
  • BTX 1503 ของ Botanix (CBD สังเคราะห์ ใช้ทาผิวหนัง สำหรับสิว) การทดลองระยะที่ 2 ในผู้ป่วยสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง 368 คน รายงานผลเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 หมายเลขลงทะเบียนคือ NCT03573518 ในระบบลงทะเบียนการทดลองของสหรัฐฯ ClinicalTrials.gov การทดลองนี้ไม่บรรลุตัวชี้วัดหลัก ตัวชี้วัดหลักคือผลลัพธ์หลักที่การทดลองออกแบบมาเพื่อวัด ในกรณีนี้คือจำนวนสิวอักเสบที่ลดลงเมื่อครบ 12 สัปดาห์ สิวเกิดจากแบคทีเรีย การอักเสบ และการผลิตน้ำมันบนผิวร่วมกัน การทดลองนี้จึงไม่ได้วัดฤทธิ์ต้านแบคทีเรียอย่างเดียว

สรุปสถานะปัจจุบัน: แนวคิดการทาแคนนาบินอยด์บนผิวหนังหรือในโพรงจมูกผ่านการทดลองระยะแรกมาแล้ว ผลที่ได้มีทั้งดีและไม่ดี และยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาต ช่องว่างนี้เกิดจากสาเหตุที่ระบุได้ชัด ไม่ใช่เพราะมีใครปิดบัง สาเหตุเหล่านั้นอยู่ด้านล่าง

ทำไมยังไม่มีผลิตภัณฑ์: เหตุผลที่จับต้องได้ 5 ข้อ

1. ถ้าดูตามความเป็นจริง สารนี้ได้ผลแค่บนผิวกายเท่านั้น การทำให้ระดับสารภายในร่างกายสูงพอจะฆ่าแบคทีเรียทำได้ยาก นอกจากนี้ CBD ยังจับกับโปรตีนในเลือดได้มาก ทีมของ Blaskovich ระบุว่านี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ CBD ไม่ได้ผลเมื่อให้ทางปากหรือฉีด ช่องว่างระหว่าง “ได้ผลในจานทดลอง” กับ “ได้ผลในกระแสเลือด” แบบเดียวกันนี้ยังพบในหัวข้อเรื่องมะเร็ง ด้วย สำหรับยาปฏิชีวนะที่ต้องออกฤทธิ์ผ่านกระแสเลือด นี่คืออุปสรรคใหญ่ แต่ถ้าทาบนผิวหนังหรือในโพรงจมูก ยาจะไปถึงจุดที่มีแบคทีเรียโดยตรง และการทดลองที่ผ่านมาก็มุ่งไปทางนี้พอดี

2. ทำเป็นตำรับยาที่ใช้ได้จริงได้ยาก แคนนาบินอยด์ละลายได้ดีในไขมันและน้ำมัน แต่แทบไม่ละลายน้ำ ยาที่ใช้ได้ต้องมีความเข้มข้นที่คงที่และได้ผล ต้องซึมลงถึงชั้นผิวที่ถูกต้อง และต้องยังได้ผลอยู่ระหว่างเก็บรักษา นี่เป็นโจทย์ยากจริง ๆ ด้านเภสัชกรรม

3. ขนาดที่ปลอดภัยกับขนาดที่เป็นอันตรายอยู่ใกล้กัน งานวิจัย CBG แสดงให้เห็นว่าสารที่ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์แบคทีเรียก็ทำลายเซลล์ของคนได้เช่นกัน ช่วงขนาดยาที่ทั้งได้ผลและปลอดภัยจึงอาจแคบ

4. สุดท้ายเชื้อก็จะดื้อยา งานวิจัยระยะแรกพบว่าแบคทีเรียเกิดการดื้อต่อแคนนาบินอยด์ได้ไม่ง่าย แต่ในที่สุดแบคทีเรียก็ปรับตัวต่อยาได้ทุกตัว การฆ่าเชื้อด้วยกลไกใหม่ช่วยชะลอการดื้อยาได้ แต่ป้องกันไม่ได้

5. ยาปฏิชีวนะทำเงินได้น้อย นี่คืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด แต่ถูกพูดถึงน้อยที่สุด ยาปฏิชีวนะตัวใหม่จะถูกใช้อย่างจำกัด ใช้เป็นช่วงสั้น ๆ และมักถูกเก็บสำรองไว้ใช้ตอนที่ยาอื่นไม่ได้ผล ยาเหล่านี้จึงทำรายได้น้อยกว่ายาที่ผู้ป่วยต้องกินทุกวันไปตลอดชีวิตมาก บริษัทยารายใหญ่หลายแห่งจึงเลิกพัฒนายาปฏิชีวนะ โครงการแคนนาบินอยด์ที่กล่าวมาข้างต้นดำเนินการโดยกลุ่มวิจัยในมหาวิทยาลัยกับบริษัทเล็ก ๆ หนึ่งแห่ง ยาต้านแบคทีเรียตัวใหม่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็พัฒนากันแบบนี้ คือช้า และหลายตัวไม่เคยได้รับอนุมัติเลย

นำไปใช้อย่างไร: เมื่อเห็นโพสต์อ้างว่ากัญชา “รักษาการติดเชื้อได้แต่ถูกปิดกั้น” ให้เทียบข้อความนั้นกับเหตุผล 5 ข้อนี้ เหตุผลเหล่านี้อธิบายช่องว่างได้ครบโดยไม่ต้องมีทฤษฎีสมคบคิดใด ๆ

4. ต้องมีอะไรบ้างจึงจะกลายเป็นยาจริง

ส่วนประกอบส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว ทั้งรูปแบบการใช้บนผิวหนังหรือในโพรงจมูก ตำรับสารสังเคราะห์ที่กำหนดส่วนประกอบชัดเจน และข้อมูลจากการทดลองในคนระยะแรก ที่ยังขาดคือส่วนที่ใช้เงินมาก ได้แก่ การทดลองแบบมีกลุ่มควบคุมที่ใหญ่ขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าช่วยผู้ป่วยได้จริง แล้วตามด้วยการขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลยา

เป้าหมายที่มีโอกาสสำเร็จมากที่สุดยังคงเป็นเป้าหมายเดิมที่เลือกไว้แล้ว:

  • การติดเชื้อที่ผิวหนังซึ่งรักษาไม่หาย
  • การกำจัดเชื้อ S. aureus ในจมูกของผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูง

ทั้งสองกรณีเป็นการใช้ยาบนผิว จึงไม่ติดปัญหาระดับยาในเลือด และ MRSA ก็เป็นปัญหาจริงในทั้งสองกรณี

ถ้าสำเร็จ ผลที่ได้จะเป็นผลิตภัณฑ์ยาที่ได้รับอนุญาต มีแคนนาบินอยด์ชนิดเดียวที่กำหนดชัดเจน ในความเข้มข้นที่คงที่ แพทย์จะสั่งจ่ายสำหรับโรคที่ระบุไว้ สิ่งนั้นจะไม่ใช่กัญชา และไม่มีใครทำเองที่บ้านได้ หัวข้อเรื่องโรคลมชัก แสดงให้เห็นว่าเส้นทางนี้เป็นอย่างไร เมื่อยาจากแคนนาบินอยด์ตัวหนึ่งเดินจนสุดทางได้จริง

นำไปใช้อย่างไร: ผลิตภัณฑ์กัญชาใดก็ตามที่ขายอยู่ตอนนี้และอ้างว่าต้านแบคทีเรีย ไม่ใช่ยาตัวนี้ เพราะยังไม่มีผลิตภัณฑ์แบบนี้ตัวใดได้รับอนุมัติ

5. คำเตือนเชิงปฏิบัติ: การติดเชื้อที่ผิวหนังและผลิตภัณฑ์ทำเอง

หัวข้อนี้สำคัญกว่าเรื่องวิทยาศาสตร์ทั้งหมดข้างต้น

ถ้าผิวหนังติดเชื้อแล้วอาการไม่ดีขึ้น ให้ไปพบแพทย์ เซลลูไลติส (การติดเชื้อที่ลามอยู่ใต้ผิวหนัง) ฝี (หนองที่สะสมเป็นก้อนใต้ผิวหนัง) และแผลติดเชื้อจะแย่ลงถ้าไม่รักษา โดยเฉพาะ MRSA ที่ทำให้ติดเชื้อรุนแรงได้ และบางครั้งถึงขั้นเสียชีวิต ยาปฏิชีวนะได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มใช้เร็ว

อย่าทาผลิตภัณฑ์กัญชาที่ไม่ผ่านการควบคุมคุณภาพบนผิวที่มีแผลเปิด มีหลักฐานบันทึกไว้ว่ากัญชาที่ไม่ผ่านการควบคุมเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อราและแบคทีเรีย การทาลงในแผลเปิดจึงเป็นการเพิ่มเชื้อแทนที่จะกำจัดเชื้อ ถ้ามีคำถามเรื่องบาล์มทำเอง ให้ไปถามในหัวข้อเรื่องกัญชาแบบยาทาภายนอก (topical)

ได้ผลในจานทดลองไม่ได้แปลว่าผลิตภัณฑ์จะได้ผลบนผิวหนัง ในจานทดลอง สารสัมผัสแบคทีเรียโดยตรง แต่บนตัวผู้ป่วย สารต้องผ่านทั้งผิวหนัง หนอง ไบโอฟิล์ม และโปรตีนในเลือด แล้วยังต้องลงไปถึงความลึกที่ถูกต้อง งานวิจัยในหนูปี พ.ศ. 2564 แสดงเรื่องนี้ชัดเจน การทา CBD บนผิวช่วยได้ แต่ได้ผลน้อยกว่าขี้ผึ้งยาปฏิชีวนะมาตรฐาน

หมายเหตุผู้แปล: สภาพอากาศของไทยทำให้ความเสี่ยงนี้สูงขึ้น ความชื้นช่วงฤดูฝนทำให้ช่อดอกที่กำลังตากแห้งขึ้นราได้ง่าย ช่อดอกหรือน้ำมันที่เก็บไว้ในอุณหภูมิ 30–35 °C จะเสื่อมเร็วขึ้น ยิ่งถ้าไฟดับจนแอร์หยุดทำงาน บาล์มทำเองจึงอาจพาเชื้อปนเปื้อนเหล่านี้เข้าไปในแผลโดยตรง อ่านเรื่องราบนช่อดอกกัญชาและสารพิษที่ราทิ้งไว้ได้ที่ ไมโคทอกซินบนช่อดอกกัญชา ถ้าแผลแดง ร้อน บวม หรือมีหนองไหล ให้ไปโรงพยาบาลหรือคลินิก และบอกแพทย์ด้วยว่าทาอะไรไปแล้วบ้าง

6. บทเรียนจากประวัติศาสตร์

กัญชาเคยถูกบรรจุอยู่ในตำรายาของประเทศตะวันตก (หนังสืออ้างอิงยาอย่างเป็นทางการ) นานราวหนึ่งศตวรรษ และถูกใช้กับโรคและอาการหลากหลายมาก แต่การใช้เหล่านั้นแทบไม่มีข้อไหนผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสมัยใหม่

การใช้บางอย่างในยุคนั้นน่าจะได้ผลจริง และฤทธิ์ต้านแบคทีเรียก็อาจเป็นหนึ่งในนั้น งานวิจัยปี พ.ศ. 2551 และงานที่ตามมาชี้ว่าฤทธิ์ในห้องปฏิบัติการมีอยู่จริง สิ่งที่สูญเสียไปจริง ๆ ในยุคนั้นคือ กัญชาถูกใช้กับหลายโรค แต่ไม่ได้ถูกศึกษาอย่างถูกต้องเลยสักโรค พอกัญชาถูกห้าม จึงไม่มีหลักฐานไว้ปกป้อง มีแค่ธรรมเนียมการใช้ที่สืบต่อกันมา

วันนี้งานวิจัยสายนี้ชัดเจนกว่าแต่ก่อน ผ่านการทดลองในคนระยะแรกมาแล้ว แต่ก็ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาต สิ่งที่ฉุดไว้คือข้อจำกัดด้านเภสัชวิทยาและเรื่องเงิน ไม่ใช่การสมคบคิด ข้อวิจารณ์แบบนี้ตรงกับความจริงมากกว่าการบอกว่า “ถูกปิดกั้น”

นำไปใช้อย่างไร: เมื่อแชร์ข้อความเรื่องการใช้ทางการแพทย์ ให้บอกประเภทของหลักฐานไปด้วยว่าเป็นผลในจานทดลอง ในสัตว์ การทดลองในคนระยะแรก หรือยาที่ได้รับอนุมัติแล้ว ส่วนวิธีประเมินหลักฐานประเภทที่อ่อนกว่านั้น อ่านได้ที่ ทำไมประสบการณ์ส่วนตัวจึงไม่ใช่หลักฐานทางการแพทย์

7. ในประเทศไทย

ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568

  • ขายช่อดอกได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 จากผู้ประกอบวิชาชีพที่มีสิทธิ์สั่งจ่ายเท่านั้น
  • ใบสั่งจ่ายแต่ละใบครอบคลุมได้ไม่เกิน 30 วัน
  • ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์

ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ยังไม่มีการใช้กัญชาเพื่อต้านแบคทีเรียที่ได้รับอนุมัติ

หมายเหตุผู้แปลสำหรับผู้ปลูกและผู้ถือใบอนุญาต: งานวิจัยนี้ยังไม่ได้สร้างตลาดใหม่ให้ผู้ปลูก เพราะการทดลองใช้ CBD สังเคราะห์ ไม่ได้ใช้สารสกัดจากพืช สิ่งที่คุณทำได้ตอนนี้มีดังนี้

  1. อย่าอ้างหรือส่งต่อข้อความว่าช่อดอกหรือผลิตภัณฑ์จากช่อดอกต้านแบคทีเรียได้ การโฆษณาช่อดอกเป็นสิ่งต้องห้าม ก่อนเขียนเรื่องผลต่อสุขภาพ ให้อ่านอะไรโพสต์ได้ อะไรโพสต์ไม่ได้ ก่อน
  2. อย่าแปรรูปหรือขายผลิตภัณฑ์ทำเองจากช่อดอกโดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกประเภท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 การศึกษาวิจัย การขาย หรือการแปรรูปสมุนไพรควบคุมต้องได้รับอนุญาต (มาตรา 46) ผู้ที่ทำโดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 78)
  3. รู้กฎเรื่องสารสกัดไว้ เผื่อมีกลุ่มวิจัยติดต่อมา ตามกฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2569 ใบอนุญาตสำหรับสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% จะออกให้ผู้ขอเพียงสามประเภท ได้แก่ นิติบุคคลไทยที่ไม่ถือเป็น “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หน่วยงานของรัฐ และสภากาชาดไทย นอกจากนี้ เกณฑ์การออกใบอนุญาตสำหรับช่อดอกก็เข้มงวดขึ้นตามกฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569
  4. รักษาช่อดอกให้สะอาดและส่งตรวจวิเคราะห์ ความเสี่ยงการปนเปื้อนในหัวข้อที่ 5 คือสิ่งเดียวกับที่ผู้ซื้อหรือนักวิจัยจะตรวจ ศึกษาวิธีอ่านรายงานผลแล็บได้ที่ วิธีอ่านใบรับรองผลการวิเคราะห์กัญชา

ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่มีผลเป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อไปยังสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

ร่วมพูดคุยด้านล่าง

มีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอยู่สองข้อ ข้อแรก มีกลุ่มวิจัยใดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังศึกษายาต้านแบคทีเรียจากแคนนาบินอยด์สำหรับใช้บนผิวหนังหรือในโพรงจมูกหรือไม่ ข้อสอง การทดลองระยะแรกนำไปสู่ผลใหม่ ๆ แล้วหรือยัง ภูมิภาคนี้ทั้งปลูกกัญชาและมีปัญหา MRSA ที่รุนแรง จึงเหมาะที่จะทำงานวิจัยนี้ ถ้าคุณทำงานด้านจุลชีววิทยาหรือตจวิทยา หรือรู้จักงานวิจัยในภูมิภาคที่ตีพิมพ์แล้ว ช่วยโพสต์ข้อมูลอ้างอิงไว้ใต้หัวข้อนี้

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากสงสัยว่าติดเชื้อ ต้องให้แพทย์ตรวจประเมินและรับยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง


เอกสารอ้างอิง

  • Kabelík J, Krejčí Z, Šantavý F. ผลชุดแรกตีพิมพ์ใน Lékařské listy, 1952; ผลเพิ่มเติมตีพิมพ์ในเล่มรวมการประชุมวิชาการของมหาวิทยาลัยในโอโลมุตส์ ปี 1955 และใน Die Pharmazie, 1957–1959
  • Kabelík J, Krejčí Z, Šantavý F. “Cannabis as a medicament.” Bulletin on Narcotics 1960; 12(3): 5–23 (สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ)
  • Blevins RD, Dumic MP. Journal of General Virology 1980; 49: 427–431 (THC กับไวรัสเริมชนิดที่ 1 และ 2 ในเซลล์เพาะเลี้ยง)
  • Appendino G, Gibbons S, et al. “Antibacterial cannabinoids from Cannabis sativa: a structure–activity study.” Journal of Natural Products 2008; 71(8): 1427–1430.
  • ข่าวเดือนกันยายน ค.ศ. 2008 รวมถึง MIT Technology Review (ผู้วิจัยพูดถึงครีมจากกัญชาสำหรับการติดเชื้อที่ผิวหนังเรื้อรัง แผลเปื่อย และบาดแผล)
  • Farha MA, et al. ACS Infectious Diseases 2020 (มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์; แคนนาบินอยด์ 18 ชนิดกับ MRSA; CBG)
  • Blaskovich MAT, et al. Communications Biology 2021 (มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์; CBD สังเคราะห์กับแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบบางชนิด; แบบจำลองการติดเชื้อที่ผิวหนังและการติดเชื้อทั่วร่างกายในหนู)
  • Botanix. BTX 1801 การศึกษาระยะที่ 2a ในโพรงจมูกของผู้มีเชื้อ S. aureus ผลที่บริษัทรายงานเอง กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2021
  • Botanix. BTX 1503 การทดลองระยะที่ 2 ในผู้ป่วยสิว NCT03573518 รายงานผลเมื่อตุลาคม ค.ศ. 2019

อ่านเพิ่มเติมบน Asiannabis