เซลล์ผิวหนังมีตัวรับแคนนาบินอยด์ (cannabinoid receptor) เป็นของตัวเอง ครีมและบาล์มกัญชาหลายตัวใช้ข้อเท็จจริงข้อนี้เพียงข้อเดียวเป็นจุดขาย บทความสองตอนนี้แยกเรื่องสองเรื่องออกจากกัน เรื่องแรกคือผลที่งานวิจัยเรื่องตัวรับพบในห้องปฏิบัติการ เรื่องที่สองคือผลที่งานทดลองในคนวัดได้จริง ตอนที่ 1 อธิบายว่าระบบแคนนาบินอยด์ของผิวหนังทำงานอย่างไร และทำไมแคนนาบินอยด์จึงซึมผ่านผิวได้ยาก จากนั้นจะพาไปดูงานทดลองในโรคผิวหนังอักเสบเอ็กซีมา โรคสะเก็ดเงิน และสิว
1. ทำไมผิวหนังจึงกลายเป็นเป้าหมายของการขาย
การทาสารบนผิวให้ความรู้สึกว่าปลอดภัยกว่าการกลืน สารที่กลืนลงไปจะผ่านตับก่อน และตับจะย่อยสลายสารไปส่วนหนึ่งก่อนที่สารจะเข้าสู่กระแสเลือด กระบวนการนี้เรียกว่าการเผาผลาญผ่านตับครั้งแรก (first-pass metabolism) ครีมไม่ต้องผ่านขั้นตอนนี้ และยังทำให้สารอยู่เฉพาะบริเวณที่ทา ซึ่งคุณมองเห็นได้
ต่อมานักวิจัยพบตัวรับแคนนาบินอยด์บนเซลล์ผิวหนัง ไม่นานผู้ขายก็นำการค้นพบนี้ไปใช้ทำการตลาดผลิตภัณฑ์ทาผิวจากกัญชา ชีววิทยาส่วนนี้น่าสนใจ แต่หลักฐานจากผู้ป่วยจริงยังมีน้อย บทความนี้จึงแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันให้ชัด
เนื้อหาในบทความนี้ไม่ใช่สูตรและไม่ใช่คำแนะนำให้ใช้ กฎเรื่องสมุนไพรควบคุมของไทยซึ่งมีผลตั้งแต่ 26 มิถุนายน 2568 จำกัดการขายช่อดอกกัญชาและห้ามโฆษณา ส่วนผลิตภัณฑ์ทาผิวที่มีส่วนผสมจากกัญชาหรือกัญชงอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ผลิตภัณฑ์ของไทยอีกชุดหนึ่ง อย่าเข้าใจเอาเองว่าครีมเหล่านี้ขายหรือโฆษณาได้อย่างอิสระ
หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลตั้งแต่ 26 มิถุนายน 2568 ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 และขายได้ไม่เกินปริมาณที่ใช้ 30 วัน ห้ามทั้งโฆษณาช่อดอกและขายช่อดอกทางออนไลน์
หมายเหตุผู้แปล: ใบอนุญาตเกี่ยวกับสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ออกให้ได้เฉพาะผู้ขอสามประเภท ได้แก่ นิติบุคคลไทยที่ไม่ใช่ “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หน่วยงานของรัฐ และสภากาชาดไทย ข้อนี้มาจากกฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 26 เมษายน 2569 การแปรรูปหรือขายสมุนไพรควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาต (มาตรา 46) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 78) ผู้ปลูกที่อยากนำช่อดอกของตัวเองมาทำบาล์มขาย ควรตรวจสอบก่อนว่าใบอนุญาตใดครอบคลุมกิจกรรมนั้น
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนจะผลิต ขาย หรือแนะนำผลิตภัณฑ์ทาผิวจากกัญชา ให้ตรวจสอบในหัวข้อเรื่องใบอนุญาต ว่าใบอนุญาตใดครอบคลุมกิจกรรมนั้น คุณจะได้รู้ว่าต้องมีใบอนุญาตก่อนเริ่มหรือไม่
2. ระบบแคนนาบินอยด์ของผิวหนังเอง
ตัวรับอยู่ตรงไหน
ระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ คือเครือข่ายส่งสัญญาณที่ร่างกายมีอยู่เอง และสารในกัญชาออกฤทธิ์ผ่านเครือข่ายนี้ ระบบนี้กระจายอยู่ทั่วร่างกาย ไม่ได้มีแค่ในสมอง ส่วนที่อยู่ในผิวหนังเรียกว่าระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ของผิวหนัง (cutaneous endocannabinoid system โดย “cutaneous” แปลว่า “เกี่ยวกับผิวหนัง”) ระบบนี้มีสามส่วน:
- ตัวรับที่อยู่บนผิวเซลล์
- โมเลกุลนำสัญญาณที่เป็นไขมัน ซึ่งร่างกายสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นตัวรับเหล่านั้น ตัวหลักคือ อะนันดาไมด์ (anandamide) และ 2-อะราคิโดโนอิลกลีเซอรอล (2-arachidonoylglycerol)
- เอนไซม์ที่สร้างโมเลกุลนำสัญญาณเหล่านี้ แล้วย่อยสลายในภายหลัง
งานศึกษาเนื้อเยื่อผิวหนังมนุษย์ปี 2548 (ค.ศ. 2005) ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Dermatological Science ระบุตำแหน่งของตัวรับหลักสองชนิด คือ ตัวรับแคนนาบินอยด์ชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 งานนี้พบตัวรับบนเส้นใยประสาทรับความรู้สึก และยังพบบนรูขุมขนและต่อมไขมัน (sebaceous gland) ซึ่งเป็นต่อมที่สร้างน้ำมันให้ผิว
บทความทบทวนวรรณกรรมปี 2566 (ค.ศ. 2023) ใน International Journal of Molecular Sciences เพิ่มเซลล์อีกสองชนิด ชนิดแรกคือเคราติโนไซต์ (keratinocyte) ซึ่งเป็นเซลล์หลักของผิวชั้นนอก อีกชนิดคือแมสต์เซลล์ (mast cell) เซลล์ภูมิคุ้มกันที่ปล่อยสัญญาณทำให้เกิดอาการคันและการอักเสบ
เรารู้เรื่องนี้มากแค่ไหน
น้อยกว่าที่การตลาดของผลิตภัณฑ์ทำให้เข้าใจ บทความทบทวนวรรณกรรมปี 2552 (ค.ศ. 2009) ใน Trends in Pharmacological Sciences เรียกระบบนี้ว่าเป็น “โอกาส” ในการรักษา ในงานเขียนทางวิทยาศาสตร์ คำนี้หมายความว่างานวิจัยยังไปไม่ถึงข้อสรุป
งานส่วนใหญ่ที่ตามมาทำอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่าง คือ ทำแผนที่ว่าตัวรับอยู่ตรงไหน หรือทดสอบสารกับเซลล์ในจานเพาะเลี้ยง มีงานน้อยมากที่วัดผลในคนจริง ตัวรับที่อยู่ใต้ผิวจะมีความหมายก็ต่อเมื่อโมเลกุลไปถึงตัวรับได้จริง
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าผลิตภัณฑ์อ้างว่า “ออกฤทธิ์ต่อระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ของผิว” ให้ขอผลการศึกษาในคนจากผู้ขาย ไม่ใช่ผลการศึกษาในเซลล์ งานศึกษาในเซลล์เป็นเหตุผลให้ทำการทดลองต่อ แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าครีมได้ผล
3. ผลิตภัณฑ์ทาเฉพาะที่ (topical) กับผลิตภัณฑ์ผ่านผิวหนัง (transdermal)
ออกแบบมาต่างกันสองแบบ
| ลักษณะ | ทาเฉพาะที่ (topical) | ผ่านผิวหนัง (transdermal) |
|---|---|---|
| ออกแบบมาเพื่อ | ออกฤทธิ์ในผิวบริเวณที่ทา หรือใต้ผิวตรงนั้นเล็กน้อย | ซึมผ่านผิวเข้าสู่กระแสเลือด |
| ระดับสารในเลือด | ต่ำหรือตรวจไม่พบ โดยตั้งใจให้เป็นแบบนั้น | มีระดับที่วัดได้ชัดเจน และตั้งใจให้เป็นแบบนั้น |
| รูปแบบที่พบบ่อย | ครีม บาล์ม ขี้ผึ้ง โลชั่น | แผ่นแปะ หรือเจลที่ปล่อยยาในอัตราที่ควบคุม |
| ประเภททางกฎหมายที่พบบ่อย | มักเป็นเครื่องสำอาง | เกือบทั้งหมดเป็นยา |
ทำไมฉลาก “transdermal” ส่วนใหญ่จึงไม่ถูกต้อง
บาล์มน้ำมันที่ละลายแคนนาบิไดออล (CBD) ไว้คือผลิตภัณฑ์ทาเฉพาะที่ ไม่ว่าฉลากจะเขียนไว้อย่างไร ผลิตภัณฑ์ผ่านผิวหนังของจริงต้องบอกได้ด้วยตัวเลขสองตัว ตัวแรกคือปริมาณยาที่ส่งเข้าร่างกายต่อชั่วโมง ตัวที่สองคือระดับยาในเลือดที่เกิดขึ้น ถ้าผลิตภัณฑ์ไม่มีตัวเลขทั้งสองนี้ คำว่า “transdermal” ก็ไม่มีข้อมูลรองรับ
ผลิตภัณฑ์ผ่านผิวหนังของจริงจะต่างออกไป งานทดลองแบบเปิดเผย (open-label คือผู้เข้าร่วมรู้ว่าตัวเองใช้อะไร) ตีพิมพ์ใน Scientific Reports ปี 2567 (ค.ศ. 2024) มีผู้เข้าร่วมที่อยู่จนจบ 15 คน ทุกคนทาเจลแคนนาบิไดออลชนิดผ่านผิวหนังความเข้มข้น 4% คิดเป็นแคนนาบิไดออลประมาณ 30 มก. ต่อวัน ผลคือตรวจพบแคนนาบิไดออลและสารที่ร่างกายย่อยสลายแล้ว (เมแทบอไลต์) ในตัวอย่างปัสสาวะทุกตัวอย่าง
หมายเหตุผู้แปล: สำหรับผู้ปลูกหรือผู้ซื้อ ส่วนนี้ไม่มีอะไรให้ทำตามที่บ้าน แผ่นแปะและเจลแบบควบคุมการปล่อยยาผลิตในโรงงานยา สิ่งแรกที่ทำได้จริงคือขอข้อมูลอัตราการส่งยาต่อชั่วโมงและข้อมูลระดับยาในเลือดจากผู้ขายทุกรายที่ใช้คำว่า “transdermal”
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าผู้ขายแสดงตัวเลขสองตัวนี้ไม่ได้ ให้ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทาเฉพาะที่ธรรมดา อย่าจ่ายแพงขึ้นเพียงเพราะมีคำว่า “transdermal”
4. ทำไมแคนนาบินอยด์จึงซึมผ่านผิวได้ยาก
ชั้นขี้ไคล (stratum corneum) คือผิวชั้นนอกสุดที่เป็นเซลล์ตาย และเป็นด่านกั้นหลักของผิว โมเลกุลจะผ่านชั้นนี้ได้ดีเมื่อเข้าเงื่อนไขสองข้อ ข้อแรก โมเลกุลต้องเล็ก คือไม่เกินประมาณ 500 ดาลตัน (dalton หน่วยวัดน้ำหนักโมเลกุล) ข้อที่สอง โมเลกุลต้องละลายได้ทั้งในน้ำมันและในน้ำอย่างสมดุล
นักวิทยาศาสตร์วัดความสมดุลระหว่างน้ำมันกับน้ำนี้ด้วยค่าสัมประสิทธิ์การแบ่งส่วน (partition coefficient) เขียนย่อว่า logP โมเลกุลที่มีค่า logP ประมาณ 1 ถึง 3 ผ่านด่านกั้นได้ดีที่สุด แต่แคนนาบินอยด์ ไม่อยู่ในช่วงนี้ บทความทบทวนวรรณกรรมปี 2565 (ค.ศ. 2022) ใน Pharmaceutics ระบุค่า logP ของแคนนาบินอยด์ไว้ที่ 6 ถึง 7 แปลว่าชอบน้ำมันมาก นอกจากนี้แคนนาบินอยด์ยังละลายน้ำได้น้อยมากด้วย
ผลคือ แคนนาบินอยด์เข้าสู่ผิวชั้นนอกที่เป็นเซลล์ตายได้ง่าย แล้วค้างอยู่ตรงนั้น สารจะสะสมในเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว แทนที่จะเคลื่อนลงไปถึงเซลล์ที่มีชีวิต การที่ชอบน้ำมันมากจึงไม่ใช่ข้อดีของผลิตภัณฑ์ทาผิว แต่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้การส่งสารผ่านผิวทำได้ยาก
นักวิจัยกำลังทดสอบวิธีผ่านด่านกั้นนี้ แนวทางที่อยู่ระหว่างศึกษา ได้แก่:
- สารเคมีเพิ่มการซึมผ่าน (chemical penetration enhancer) ซึ่งทำให้ด่านกั้นหลวมขึ้น
- ตัวพาระดับนาโน (nanocarrier) เช่น ไลโปโซม (liposome) ซึ่งเป็นถุงไขมันขนาดจิ๋วที่บรรจุยาไว้ข้างใน
- เข็มขนาดจิ๋ว (microneedle)
- โปรดรัก (prodrug) คือโมเลกุลที่ถูกดัดแปลง ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนกลับเป็นยาที่ออกฤทธิ์
บทความทบทวนวรรณกรรมปี 2567 (ค.ศ. 2024) ใน Cannabis and Cannabinoid Research ระบุว่างานทดลองทางคลินิกแบบละเอียดเรื่องการส่งแคนนาบินอยด์ผ่านผิวยังมีจำกัด
ผลที่วัดได้จนถึงตอนนี้ยังดีขึ้นไม่มาก งานศึกษาปี 2566 (ค.ศ. 2023) ใน Pharmaceutics บรรจุแคนนาบิไดออลไว้ในอนุภาคออร์กาโนไซเลน (organosilane ตัวพาที่มีซิลิคอนเป็นฐาน) นักวิจัยทดสอบกับผิวหนังมนุษย์ที่ตัดออกจากร่างกายแล้ว (excised skin) อนุภาคนี้ส่งแคนนาบิไดออลได้ 0.41% ของปริมาณที่ทา เข้าไปถึงส่วนล่างของหนังกำพร้า (epidermis) และชั้นหนังแท้ (dermis) ซึ่งเป็นชั้นผิวที่มีชีวิต ส่วนแคนนาบิไดออลธรรมดาเข้าไปได้ 0.27% ตัวพาจึงช่วยให้ส่งสารได้มากขึ้นประมาณ 50% แต่ก็ยังไม่ถึง 1% ของปริมาณที่ทา ผู้วิจัยเองระบุว่าระดับนี้ยังต่ำกว่าระดับที่ใช้รักษาได้
หมายเหตุผู้แปล: ผลิตภัณฑ์บางตัวโฆษณาว่าเป็นแคนนาบิไดออลแบบ “นาโน” หรือ “ไลโปโซม” ในการทดสอบในห้องปฏิบัติการข้างต้น ตัวพาที่ปรับปรุงแล้วยังส่งยาถึงชั้นผิวที่มีชีวิตได้ไม่ถึง 1% ของปริมาณที่ทา คำบนฉลากจึงไม่ได้บอกว่าสารไปถึงผิวได้เท่าไร
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนจ่ายแพงขึ้นเพราะคำว่า “นาโน” หรือ “ไลโปโซม” ให้ขอข้อมูลการซึมผ่านผิวของผลิตภัณฑ์ตัวนั้นโดยเฉพาะ ข้อมูลนี้จะบอกว่าเงินที่จ่ายเพิ่มได้ผลที่วัดได้จริงหรือไม่
5. โรคผิวหนังอักเสบเอ็กซีมา (ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง)
เอ็กซีมา หรือโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) เป็นภาวะเรื้อรังที่ทำให้ผิวแห้ง คัน และอักเสบ หลักฐานเรื่องเอ็กซีมาจำนวนมากที่ถูกยกให้เป็นผลของกัญชา จริงๆ แล้วไม่เกี่ยวกับแคนนาบินอยด์จากพืชเลย แต่เป็นเรื่องของปาล์มิโทอิลเอทานอลาไมด์ (palmitoylethanolamide) ซึ่งเป็นโมเลกุลไขมันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง
ปาล์มิโทอิลเอทานอลาไมด์เกี่ยวข้องกับระบบแคนนาบินอยด์ แต่ทำงานต่างออกไป สารนี้ออกฤทธิ์ผ่านตัวรับที่อยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ และยังช่วยเพิ่มการทำงานโดยรวมของการส่งสัญญาณแคนนาบินอยด์ของร่างกาย แต่ไม่ได้กระตุ้นตัวรับแคนนาบินอยด์โดยตรง
งานศึกษาที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดคือ ATOPA ตีพิมพ์ปี 2551 (ค.ศ. 2008) ใน Journal of the European Academy of Dermatology and Venereology งานนี้ทำในหลายศูนย์ และเป็นการศึกษาเชิงสังเกตแบบไม่มีกลุ่มควบคุม คือไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ผู้ป่วยในงานนี้มี 2,456 คน อายุ 2 ถึง 70 ปี ทุกคนใช้ครีมเสริมเกราะป้องกันผิว (barrier cream) ที่มีไขมันคล้ายไขมันในผิวสุขภาพดี (physiological lipids) และปาล์มิโทอิลเอทานอลาไมด์
ATOPA รายงานว่าผิวแดง (erythema) ลดลง อาการคัน (pruritus) ลดลง ผิวแห้งลดลง และผู้ป่วยใช้ครีมสเตียรอยด์น้อยลง กลุ่มตัวอย่างใหญ่ แต่รูปแบบการศึกษามีจุดอ่อนสองข้อ ข้อแรก มอยส์เจอไรเซอร์อย่างเดียวก็ช่วยเอ็กซีมาได้ ข้อที่สอง เอ็กซีมาดีขึ้นและแย่ลงเองได้ เมื่อไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ จึงไม่มีใครบอกได้ว่าอาการที่ดีขึ้นมาจากปาล์มิโทอิลเอทานอลาไมด์มากน้อยแค่ไหน
งานทดลองที่หนักแน่นกว่าออกมาในปี 2567 (ค.ศ. 2024) Rao, Moussa, Erickson และ Briskey ตีพิมพ์งานนี้ใน Skin Pharmacology and Physiology เป็นการทดลองแบบสุ่มและปกปิดสองทาง (double-blind) คือทั้งผู้ป่วยและนักวิจัยไม่รู้ว่าใครได้ครีมตัวไหน มีผู้ใหญ่เข้าร่วม 72 คน และอยู่จนจบ 65 คน กลุ่มหนึ่งใช้ครีมปาล์มิโทอิลเอทานอลาไมด์ อีกกลุ่มใช้มอยส์เจอไรเซอร์ทั่วไป เป็นเวลาสี่สัปดาห์ ผลคือกลุ่มที่ใช้ปาล์มิโทอิลเอทานอลาไมด์ดีขึ้นมากกว่าในตัวชี้วัดความรุนแรงของเอ็กซีมาสองตัว
หลักฐานของแคนนาบิไดออลเองยิ่งมีน้อยกว่านั้น งานศึกษาปี 2562 (ค.ศ. 2019) ของ Palmieri และคณะ ให้ขี้ผึ้งแคนนาบิไดออลกับผู้ป่วย 20 คนโดยไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ในจำนวนนี้มีเพียงห้าคนที่เป็นเอ็กซีมา ที่เหลือเป็นโรคสะเก็ดเงินหรือมีแผลเป็น
หมายเหตุผู้แปล: ครีมปาล์มิโทอิลเอทานอลาไมด์ไม่มีกัญชาเป็นส่วนผสม กระปุกที่มีรูปใบกัญชาอาจอาศัยฤทธิ์ของปาล์มิโทอิลเอทานอลาไมด์ ไม่ใช่แคนนาบินอยด์ ให้อ่านรายการส่วนผสมเพื่อดูว่าในนั้นมีสารตัวไหนจริงๆ
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณหรือคนในครอบครัวเป็นเอ็กซีมา ให้ใช้ยาที่แพทย์สั่งต่อไป ถ้าอยากใช้ครีมตัวไหนเพิ่ม ให้นำรายการส่วนผสมไปให้แพทย์ดูก่อน ถ่ายรูปผิวบริเวณเดิมสัปดาห์ละครั้งเป็นเวลาสี่สัปดาห์ รูปชุดนี้จะบอกได้ว่าอาการที่เปลี่ยนไปอยู่นานกว่าช่วงขึ้นลงตามปกติของเอ็กซีมาหรือไม่
6. โรคสะเก็ดเงิน
โรคสะเก็ดเงินทำให้เกิดปื้นหนาและมีขุย (plaque) ตรงบริเวณที่เซลล์ผิวแบ่งตัวเร็วเกินไป เหตุผลจากห้องปฏิบัติการจึงเข้าใจได้ง่าย ในปี 2550 (ค.ศ. 2007) Wilkinson และ Williamson รายงานผลใน Journal of Dermatological Science ว่าแคนนาบินอยด์สี่ชนิดชะลอการเติบโตของเคราติโนไซต์มนุษย์ที่เลี้ยงในจานเพาะเลี้ยงได้ทั้งหมด ได้แก่ เทตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC) แคนนาบิไดออล แคนนาบินอล และแคนนาบิเจอรอล
ผลยิ่งแรงขึ้นเมื่อเพิ่มขนาดสาร และตัวรับแคนนาบินอยด์ชนิดที่ 1 และ 2 อธิบายผลส่วนใหญ่ไม่ได้
ตลอดราวสิบปีหลังจากนั้น แทบไม่มีงานศึกษาในคนตามมาเลย งานศึกษาในคนที่ใหญ่ที่สุดจนถึงตอนนี้เป็นงานของไทย Puaratanaarunkon, Sittisaksomjai และคณะ รายงานผลในปี 2565 (ค.ศ. 2022) เป็นการทดลองแบบสุ่ม มีกลุ่มยาหลอก (placebo) และทำในสองศูนย์ ผู้เข้าร่วมคือผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินชนิดปื้นหนาระดับไม่รุนแรง 51 คน
งานนี้ใช้รูปแบบเปรียบเทียบบนร่างกายคนเดียวกัน (split-body) ผู้ป่วยแต่ละคนทาขี้ผึ้งแคนนาบิไดออล 2.5% ที่บริเวณหนึ่ง และทายาหลอกที่อีกบริเวณซึ่งเทียบกันได้ แต่ละคนจึงเป็นกลุ่มเปรียบเทียบของตัวเอง การทดลองใช้เวลา 12 สัปดาห์ บริเวณที่ทาแคนนาบิไดออลได้คะแนนดีกว่าบริเวณที่ทายาหลอก และไม่มีรายงานผลข้างเคียง ผู้วิจัยเรียกผลนี้ว่าเป็นแนวโน้มที่ดี และเสนอว่าเป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาในอนาคต
หมายเหตุผู้แปล: งานนี้เกี่ยวข้องกับผู้อ่านในภูมิภาคนี้เป็นพิเศษ เพราะทำในประเทศไทย แต่ก็ยังเป็นการทดสอบขี้ผึ้งเพียงตัวเดียว เฉพาะในโรคสะเก็ดเงินระดับไม่รุนแรง และในคนเพียง 51 คน งานนี้ไม่ได้แสดงว่าบาล์มที่วางขายตามร้านได้ผล
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณเป็นโรคสะเก็ดเงิน ให้นำข้อมูลอ้างอิงของงานนี้ไปให้แพทย์ผิวหนังดู แล้วถามว่าใช้กับกรณีของคุณได้หรือไม่ ระหว่างรอคำตอบ อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่ง
7. สิวและงานศึกษาต่อมไขมัน
งานในห้องปฏิบัติการพบอะไร
งานที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดเป็นของ Oláh และคณะ ตีพิมพ์ใน Journal of Clinical Investigation ปี 2557 (ค.ศ. 2014) ทีมวิจัยให้แคนนาบิไดออลกับเซลล์ต่อมไขมันของมนุษย์จากเซลล์ไลน์ชื่อ SZ95 เซลล์ไลน์นี้เป็นเซลล์ “อมตะ” (immortalised) หมายความว่าแบ่งตัวได้ไม่สิ้นสุดในห้องปฏิบัติการ ทีมวิจัยยังใช้ผิวหนังมนุษย์ที่เลี้ยงให้มีชีวิตอยู่ในจานเพาะเลี้ยง (organ culture) ด้วย
แคนนาบิไดออลให้ผลสามอย่าง:
- ลดการสร้างน้ำมันที่ถูกกระตุ้นโดยสารที่ส่งเสริมการเกิดสิว
- ชะลอการแบ่งตัวของเซลล์โดยไม่ทำให้เซลล์ตาย
- ลดสัญญาณการอักเสบที่เรียกว่าไซโตไคน์ (cytokine)
สารนี้ออกฤทธิ์ผ่านสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือ TRPV4 ซึ่งเป็นช่องไอออน (ion channel คือประตูบนเยื่อหุ้มเซลล์ที่ให้อนุภาคที่มีประจุผ่านเข้าออก) อีกเส้นทางคือวิถีอะดีโนซีน A2a (adenosine A2a pathway) ซึ่งเป็นระบบตัวรับของโมเลกุลส่งสัญญาณชื่ออะดีโนซีน
งานนี้ไม่ใช่การศึกษาในคน เซลล์และผิวในจานเพาะเลี้ยงไม่มีด่านกั้นให้สารต้องผ่าน ไม่มีเลือดไปเลี้ยง ไม่มีระบบภูมิคุ้มกัน และไม่มีแบคทีเรียก่อสิวในรูขุมขน ผลนี้จึงเป็นแค่เหตุผลให้ทำการทดลองในคนต่อ ไม่มากไปกว่านั้น
ผลเมื่อทดลองในคน
ต่อมาบริษัท Botanix Pharmaceuticals ทำการทดลองระยะที่ 2 (Phase 2) ของ BTX 1503 ซึ่งเป็นสารละลายแคนนาบิไดออลสังเคราะห์ การทดลองระยะที่ 2 คือการทดลองช่วงกลาง ใช้ทดสอบว่ายาได้ผลหรือไม่และควรใช้ขนาดเท่าไร การทดลองนี้ใช้เวลา 12 สัปดาห์ เป็นแบบสุ่มและปกปิดสองทาง และมีกลุ่มควบคุมที่ใช้สารพื้น (vehicle-controlled) คือกลุ่มเปรียบเทียบใช้สารละลายแบบเดียวกันแต่ไม่มีแคนนาบิไดออล ผู้เข้าร่วมคือผู้ป่วยสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง 368 คน และผลออกมาในเดือนตุลาคม 2562 (ค.ศ. 2019)
ตัวชี้วัดประสิทธิผลหลักของการทดลองคือจำนวนตุ่มสิวอักเสบ (lesion) ที่เปลี่ยนไปเมื่อครบ 12 สัปดาห์ ผลที่โพสต์ไว้บน ClinicalTrials.gov พบว่าที่ขนาดที่ดีที่สุด (5% วันละครั้ง) ตุ่มสิวอักเสบลดลง 12 ตุ่ม เทียบกับ 11.3 ตุ่มในกลุ่มสารพื้น ซึ่งแทบไม่ต่างกันเลย
สิ่งที่ควรทำ: เมื่อคำอ้างเรื่องสิวอิงงานศึกษาในห้องปฏิบัติการ ให้หางานทดลองในคนที่ทำตามมาภายหลัง สำหรับแคนนาบิไดออล งานทดลองที่ใหญ่ที่สุดไม่บรรลุเป้าหมายหลัก ให้ใช้การรักษาสิวตามมาตรฐานที่คุณใช้อยู่ต่อไป
ตอนที่ 2 จะพูดถึงอาการปวดเฉพาะที่ อาการคัน อาการเมาและการตรวจหาสารเสพติด ความถูกต้องของฉลาก ความเสี่ยงเรื่องการแพ้ และตารางสรุปหลักฐานทั้งหมด ถ้ามีคำถามเกี่ยวกับตอนนี้ ถามได้ในกระทู้ด้านล่าง และกรุณาโพสต์รายการส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่คุณถามถึงด้วย
เอกสารอ้างอิง
- งานศึกษาที่ระบุตำแหน่งตัวรับแคนนาบินอยด์ชนิดที่ 1 และ 2 ในเนื้อเยื่อผิวหนังมนุษย์ Journal of Dermatological Science, 2005.
- บทความทบทวนวรรณกรรมเรื่องระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ของผิวหนัง International Journal of Molecular Sciences, 2023.
- บทความทบทวนวรรณกรรมเรื่องระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ของผิวหนังในฐานะโอกาสในการรักษา Trends in Pharmacological Sciences, 2009.
- งานทดลองแบบเปิดเผยของเจลแคนนาบิไดออลชนิดผ่านผิวหนัง 4% (ผู้เข้าร่วมที่อยู่จนจบ 15 คน) Scientific Reports, 2024.
- บทความทบทวนวรรณกรรมเรื่องคุณสมบัติของแคนนาบินอยด์ต่อการส่งสารผ่านผิว Pharmaceutics, 2022.
- บทความทบทวนวรรณกรรมเรื่องสารเพิ่มการซึมผ่าน ตัวพาระดับนาโน เข็มขนาดจิ๋ว และโปรดรัก สำหรับการส่งแคนนาบินอยด์ผ่านผิว Cannabis and Cannabinoid Research, 2024.
- แคนนาบิไดออลในอนุภาคออร์กาโนไซเลนบนผิวหนังมนุษย์ที่ตัดออกจากร่างกาย Pharmaceutics, 2023.
- งานศึกษา ATOPA Journal of the European Academy of Dermatology and Venereology, 2008.
- Rao, Moussa, Erickson, Briskey. งานทดลองแบบสุ่มของครีมปาล์มิโทอิลเอทานอลาไมด์ในโรคเอ็กซีมา Skin Pharmacology and Physiology, 2024.
- Palmieri และคณะ. งานศึกษาแบบไม่มีกลุ่มควบคุมของขี้ผึ้งแคนนาบิไดออลในผู้ป่วย 20 คนที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน เอ็กซีมา หรือมีแผลเป็น, 2019.
- Wilkinson, Williamson. แคนนาบินอยด์กับการเพิ่มจำนวนของเคราติโนไซต์ Journal of Dermatological Science, 2007.
- Puaratanaarunkon, Sittisaksomjai และคณะ. งานทดลองแบบสุ่มเปรียบเทียบบนร่างกายคนเดียวกันของขี้ผึ้งแคนนาบิไดออล 2.5% ในโรคสะเก็ดเงินชนิดปื้นหนาระดับไม่รุนแรง Journal of the European Academy of Dermatology and Venereology, 2022.
- Oláh และคณะ. แคนนาบิไดออลกับเซลล์ต่อมไขมันของมนุษย์ Journal of Clinical Investigation, 2014.
- Botanix Pharmaceuticals. ผลการทดลองระยะที่ 2 ของ BTX 1503 ในสิวระดับปานกลางถึงรุนแรง, ตุลาคม ค.ศ. 2019.
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้เรื่องกัญชาทางการแพทย์ของ Asiannabis Community เนื้อหาเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การตัดสินใจเรื่องการรักษาเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต เนื้อหานี้มีไว้เพื่อการศึกษาในเขตอำนาจที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์
อ่านต่อตอนที่ 2: กัญชากับผิวหนัง: อาการปวด อาการคัน การตรวจหาสารเสพติด ความถูกต้องของฉลาก และความเสี่ยงเรื่องการแพ้ (ตอนที่ 2 จาก 2)