การสกัดด้วยเอทานอลคือการดึงแคนนาบินอยด์และเทอร์ปีนออกจากกัญชาหรือกัญชงแห้ง โดยใช้เอทานอลเกรดอาหาร (food-grade) ขั้นแรกให้แช่หรือล้างวัตถุดิบพืชในเอทานอล จากนั้นกรองกากพืชที่ใช้แล้วออก แล้วระเหยเอทานอลออก สิ่งที่เหลืออยู่คือน้ำมันดิบ (crude oil)
เอทานอลมีจุดแข็งสำคัญข้อหนึ่ง คือละลายแคนนาบินอยด์ได้ดีมาก และเป็นตัวทำละลายที่มีความเป็นพิษค่อนข้างต่ำ แต่ก็มีจุดอ่อนสำคัญข้อหนึ่ง คือเลือกสกัดเฉพาะสารที่ต้องการได้ไม่ค่อยดี ที่อุณหภูมิห้อง เอทานอลจะละลายคลอโรฟิลล์ ไขพืช และสารอื่นที่เราไม่ต้องการออกมาด้วย คุณภาพของผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับ 3 อย่าง ได้แก่ อุณหภูมิของตัวทำละลาย วิธีนำเอทานอลกลับคืนมา และการตรวจหาตัวทำละลายที่ยังเหลืออยู่
โพสต์นี้อธิบายว่าวิธีนี้ทำงานอย่างไร และควรดูอะไรในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โพสต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของภาพรวมเรื่องวิธีการสกัดของฟอรัม และจงใจไม่ใส่ขั้นตอนสำหรับทำเองที่บ้าน ด้วยเหตุผลด้านอัคคีภัยที่อธิบายไว้ด้านล่าง
ทำไมจึงใช้เอทานอล
เอทานอลเป็นตัวทำละลายมีขั้ว (polar solvent) หมายความว่าผสมเข้ากับน้ำได้ง่าย ถึงอย่างนั้นก็ยังละลายแคนนาบินอยด์ได้ดี
บทความปริทัศน์ (narrative review) เรื่องการแปรรูปกัญชาทางการแพทย์ในวารสาร Journal of Cannabis Research ได้เปรียบเทียบตัวทำละลายอินทรีย์หลายชนิด เมื่อนักวิจัยวัดปริมาณแคนนาบินอยด์รูปกรด เอทานอลให้ปริมาณที่สกัดได้ (yield) สูงที่สุด (แคนนาบินอยด์รูปกรด เช่น THCA คือรูปแบบดั้งเดิมที่พบในพืชสดหรือพืชแห้งก่อนถูกความร้อน) บทความนี้ระบุว่าเอทานอลเป็นตัวทำละลายที่นิยมเลือกใช้สกัดแคนนาบินอยด์
บทความเดียวกันระบุจุดเดือดของเอทานอลไว้ที่ 78.4 °C ส่วนบิวเทน ซึ่งเป็นตัวทำละลายอีกชนิดที่ใช้สกัดกันทั่วไป เดือดที่ประมาณ −1 °C ดังนั้นที่ความดันอากาศปกติ เอทานอลจึงยังเป็นของเหลว ขณะที่บิวเทนต้องจัดการในรูปก๊าซเหลวภายใต้ความดัน นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่อุปกรณ์สำหรับเอทานอลใช้งานได้ง่ายกว่า
งานวิจัยปี พ.ศ. 2565 เรื่องการสกัดด้วยเอทานอลเย็น ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Molecules เสริมว่า เอทานอลเกรดอาหารมักถูกมองว่าเป็นตัวทำละลายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green solvent) และจัดเป็น GRAS (generally recognised as safe หรือ “โดยทั่วไปถือว่าปลอดภัย”) การจัดประเภทนี้ใช้กับตัวทำละลายเท่านั้น ไม่ได้รับรองอะไรเกี่ยวกับสารสกัดที่ได้ สารสกัดยังต้องส่งตรวจอยู่ดี
สิ่งที่ควรทำ: เมื่อผู้ขายบอกว่าสารสกัด “ผลิตด้วยเอทานอลที่ปลอดภัย” ให้ขอดูผลตรวจของตัวสารสกัดเอง
เอทานอลเย็นหรืออุณหภูมิห้อง
อุณหภูมิเป็นค่าที่ส่งผลต่อผลลัพธ์มากที่สุด
เอทานอลอุ่นหรือที่อุณหภูมิห้อง สกัดได้เร็วและละลายสารได้หลากหลาย นอกจากแคนนาบินอยด์แล้ว ยังดึงคลอโรฟิลล์ ไข และสารจากพืชที่ละลายน้ำได้ออกมาด้วย น้ำมันดิบที่ได้จึงมีสีเข้ม กลิ่นเหมือนหญ้า และต้องผ่านการทำให้บริสุทธิ์มากขึ้น
เอทานอลเย็น ที่แช่จนเย็นต่ำกว่าจุดเยือกแข็งมาก จะเลือกสกัดได้ดีกว่า งานวิจัยใน Molecules ระบุว่า การสกัดด้วยเอทานอลเย็นดึงคลอโรฟิลล์และไขออกมาน้อยกว่าการสกัดด้วย CO2 สภาวะซูเปอร์คริติคอล (ดูคู่มือการสกัดด้วย CO2ของฟอรัม) และวิธีดั้งเดิมอื่น ๆ งานวิจัยยังระบุว่าน้ำมันที่สกัดที่อุณหภูมิห้อง “ต้องผ่านวินเทอไรเซชัน (winterization)” เพื่อกำจัดไขที่เหลืออยู่ ขั้นตอนนี้อธิบายไว้ในหัวข้อถัดไป
ตัวเลขในงานวิจัยไม่ได้สนับสนุนกฎง่าย ๆ ว่า “ยิ่งเย็นยิ่งดีเสมอ” ให้อ่านทีละแถว:
| อุณหภูมิที่ใช้สกัด | ปริมาณสารสกัดที่ได้ (กรัม ต่อวัตถุดิบพืชแห้ง 100 กรัม) | ประสิทธิภาพการสกัด THCA | ปริมาณเทอร์ปีนเทียบกับที่ −40 °C |
|---|---|---|---|
| −20 °C | 18.2 | 83.6% | ต่ำกว่า 54.1% |
| −40 °C | 19.7 | 97.7% | ค่าอ้างอิง |
| อุณหภูมิห้อง | 18.5 | 102.1% | ต่ำกว่า 32.2% |
การทดลองทุกครั้งใช้กัญชา 1 ส่วนต่อเอทานอล 15 ส่วน (1:15) และสกัดนาน 10 นาที ประสิทธิภาพการสกัด THCA คำนวณจากปริมาณ THCA ในสารสกัด หารด้วยปริมาณ THCA ในวัตถุดิบตั้งต้นที่บดละเอียด แล้วคูณด้วย 100 ผู้วิจัยเสนอว่าค่าที่อุณหภูมิห้องเกิน 100% อาจเกิดจากแคนนาบินอยด์ชนิดอื่นเปลี่ยนเป็น THCA ระหว่างสกัด หรือเกิดจากความคลาดเคลื่อนของวิธีวิเคราะห์ แต่ผู้วิจัยไม่ได้ทดสอบคำอธิบายทั้งสองข้อนี้
ตารางนี้บอกเราว่า:
- การสกัดที่อุณหภูมิห้องสกัด THCA ออกมาได้มากที่สุด
- ที่ −40 °C เก็บเทอร์ปีน ซึ่งเป็นสารให้กลิ่น ไว้ได้มากที่สุด
- ที่ −20 °C เก็บเทอร์ปีนไว้ได้น้อยกว่าการสกัดที่อุณหภูมิห้องเสียอีก
- ผู้วิจัยไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของปริมาณสารสกัดรวมที่ได้ระหว่างอุณหภูมิทั้งสามระดับ
สรุปคือ สิ่งที่เอทานอลเย็นเปลี่ยนเป็นหลักคือ มีสารอะไรออกมาพร้อมกับ แคนนาบินอยด์บ้าง ไม่ใช่ ปริมาณสารรวมที่ได้
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณซื้อหรือจ้างผลิตสารสกัดเอทานอล ให้ถามว่าผลิตที่อุณหภูมิเท่าไร และถ้าเป็นน้ำมันดิบที่สกัดที่อุณหภูมิห้อง ได้ผ่านวินเทอไรเซชันภายหลังหรือไม่
คลอโรฟิลล์และไข: เลี่ยงไม่ให้ออกมา หรือกำจัดออกภายหลัง
คลอโรฟิลล์และไขไม่ได้ช่วยในการรักษาเลย แต่ทำให้รสและสีของสารสกัดเปลี่ยนไป และทำให้สารสกัดเสถียรน้อยลง
บทความปี พ.ศ. 2568 อธิบายวิธีผลิตน้ำมันกัญชาสกัดเต็มรูปแบบ (full extract cannabis oil) ระดับ GMP (GMP หรือ Good Manufacturing Practice คือมาตรฐานคุณภาพการผลิตยา) บทความนี้ระบุว่า ขั้นตอนทำให้บริสุทธิ์ของผู้วิจัยออกแบบมาเพื่อกำจัดสารที่ไม่ต้องการ ได้แก่ ลิพิด (ไขมัน) คาร์โบไฮเดรต คลอโรฟิลล์ และโพลีฟีนอล หลังผ่านการทำให้บริสุทธิ์ ผู้วิจัยรายงานว่าคลอโรฟิลล์ลดลงเหลือเพียงระดับตกค้าง บทความนี้คือ Costa และคณะ “Process Development for GMP-Grade Full Extract Cannabis Oil: Towards Standardized Medicinal Use” Pharmaceutics, 2025
การจัดการกับสารเหล่านี้ทำได้ 2 ทาง:
- เลี่ยงไม่ให้ถูกดึงออกมา โดยสกัดแบบเย็น และให้เอทานอลสัมผัสกับพืชเพียงช่วงสั้น ๆ
- กำจัดออกภายหลัง ด้วยวินเทอไรเซชัน
วินเทอไรเซชันคืออะไร
วินเทอไรเซชันเป็นขั้นตอนทำความสะอาดหลังการสกัด เริ่มจากนำน้ำมันดิบไปละลายในเอทานอล แล้วแช่เย็นส่วนผสม เมื่อเย็นลง ไขและไขมันอื่น ๆ จะไม่ละลายอีกต่อไปและตกตะกอนเป็นอนุภาคของแข็ง จากนั้นกรองส่วนผสมในขณะที่ยังเย็นอยู่ ของแข็งจะค้างอยู่บนตัวกรอง ส่วนสารละลายที่สะอาดกว่าจะไหลผ่านไป
วินเทอไรเซชันอยู่ระหว่างขั้นตอนการสกัดกับการนำตัวทำละลายกลับคืน การสกัดแบบอุ่นแล้วตามด้วยวินเทอไรเซชัน กับการสกัดแบบเย็นอย่างเดียว ให้ผลสุดท้ายใกล้เคียงกันได้ จะเลือกแบบไหนมักขึ้นกับอุปกรณ์ที่มี ปริมาณวัตถุดิบที่ต้องแปรรูป และค่าพลังงาน
หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย ค่าไฟและไฟดับมีผลมากต่อการเลือกนี้ การรักษาเอทานอลไว้ที่ −20 °C หรือ −40 °C ต้องใช้ตู้แช่แข็งหรือเครื่องทำความเย็น (chiller) ที่เดินต่อเนื่องไม่หยุด ถ้าไฟดับระหว่างสกัด หรือระหว่างพักสารไว้นาน ๆ ในขั้นวินเทอไรเซชัน สารละลายจะอุ่นขึ้น และไขอาจละลายกลับเข้าไปได้ สถานประกอบการที่วางแผนสกัดแบบเย็นจึงควรตั้งงบสำหรับระบบไฟสำรอง และบันทึกอุณหภูมิตลอดการผลิต เพื่อให้รู้ว่ารุ่นการผลิตใดเคยอุ่นขึ้น และนำรุ่นนั้นไปแปรรูปซ้ำได้
การนำเอทานอลกลับคืน (solvent recovery)
หลังกรองกากพืชออกแล้ว เอทานอลจะถูกระเหย แล้วควบแน่นกลับเป็นของเหลวเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
เครื่องมือที่ห้องแล็บใช้กันทั่วไปคือเครื่องโรตารีอีวาโพเรเตอร์ (rotovap) แบบสุญญากาศ ซึ่งทำงานดังนี้:
- สารละลายเอทานอลอยู่ในขวดที่หมุนช้า ๆ ในอ่างน้ำอุ่น การหมุนทำให้ของเหลวแผ่เป็นฟิล์มบาง จึงระเหยได้เร็วขึ้น
- ปั๊มสุญญากาศลดความดันภายในลง เมื่อความดันต่ำ เอทานอลจะเดือดที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือดปกติที่ 78 °C มาก
- ไอระเหยผ่านเข้าเครื่องควบแน่นที่ถูกทำให้เย็น กลายกลับเป็นเอทานอลเหลว แล้วหยดลงขวดเก็บเพื่อนำไปใช้ซ้ำ
- น้ำมันดิบค้างอยู่ในขวดที่หมุน
ในงานวิจัยของ Molecules ห้องแล็บใช้เครื่องโรตารีอีวาโพเรเตอร์แบบสุญญากาศที่ 50 °C เพื่อกำจัดเอทานอลและวัดผลผลิตน้ำมันดิบ การทำให้เดือดที่อุณหภูมิต่ำลงช่วยถนอมสารที่ไวต่อความร้อน เช่น เทอร์ปีน และยังช่วยให้นำตัวทำละลายกลับคืนได้เร็วขึ้นด้วย
การนำเอทานอลกลับคืนและใช้ซ้ำเป็นส่วนสำคัญของต้นทุนวิธีนี้ เพราะต้องใช้เอทานอลในสัดส่วนสูง ในงานวิจัยนี้ พืชทุก 1 ส่วนใช้เอทานอล 15 ส่วน ผู้วิจัยในงานที่ตีพิมพ์ใน Molecules ยังชี้เรื่องต้นทุนเอทานอลในการผลิตขนาดใหญ่ไว้โดยเฉพาะ
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณกำลังคิดต้นทุนโครงการสกัด ให้คำนวณก่อนว่าหนึ่งรุ่นการผลิตต้องใช้เอทานอลเท่าไร และนำกลับคืนได้กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วจึงค่อยเปรียบเทียบเอทานอลกับวิธีอื่น
สารตัวทำละลายตกค้าง: สิ่งที่อาจเหลืออยู่ในสารสกัด
ไม่มีวิธีระเหยใดที่สมบูรณ์แบบ เอทานอลบางส่วนอาจยังเหลืออยู่ในน้ำมันดิบ ส่วนที่เหลือนี้เรียกว่าสารตัวทำละลายตกค้าง
ค่าอ้างอิง
ในการผลิตยา ค่าอ้างอิงสำหรับตัวทำละลายที่เหลืออยู่คือแนวทาง ICH Q3C ว่าด้วยสารตัวทำละลายตกค้าง (ICH คือสภาระหว่างประเทศที่กำหนดแนวทางทางเทคนิคสำหรับยา) ICH Q3C แบ่งตัวทำละลายออกเป็นกลุ่ม (Class) ตามระดับความเป็นพิษ:
- เอทานอลอยู่ใน Class 3 คือกลุ่มตัวทำละลายที่มีแนวโน้มเป็นพิษต่ำ
- สำหรับตัวทำละลาย Class 3 สารตกค้าง ไม่เกิน 50 มก. ต่อวัน ถือว่ายอมรับได้โดยไม่ต้องให้เหตุผลเพิ่มเติม
- ตาม Option 1 ของแนวทางนี้ ค่าดังกล่าวเท่ากับ 5000 ppm หรือ 0.5% ของผลิตภัณฑ์
กฎสำหรับผลิตภัณฑ์กัญชาแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และบางประเทศกำหนดค่าจำกัดของตนเอง
วิธีอ่านค่านี้ในใบรับรอง
ใบรับรองผลการวิเคราะห์ (COA) ของสารสกัดเอทานอลควรรายงานผลสารตัวทำละลายตกค้าง คู่มือของฟอรัมเรื่องการอ่านใบรับรองผลการวิเคราะห์ อธิบายว่ารายงานแบบนี้จัดรูปแบบอย่างไร คำว่า “สกัดด้วยเอทานอล” บนฉลากใช้แทนตัวเลขนี้ไม่ได้ คำว่า “ระเหยแล้ว” ก็ไม่ได้แปลว่า “ปราศจากตัวทำละลาย” มีเพียงการตรวจสารตัวทำละลายตกค้างเท่านั้นที่บอกได้ว่ายังเหลืออะไรอยู่ ห้องแล็บมักตรวจด้วยวิธีแก๊สโครมาโทกราฟีแบบเฮดสเปซ (headspace gas chromatography)
แอลกอฮอล์แปลงสภาพ
มีประเด็นหนึ่งที่มักถูกมองข้าม แอลกอฮอล์แปลงสภาพ (denatured alcohol) คือเอทานอลที่ตั้งใจเติมสารอื่นลงไปเพื่อไม่ให้คนนำไปดื่ม ถ้าเอทานอลที่ใช้ไม่ใช่เกรดอาหารหรือเกรดเภสัชกรรม สารที่เติมลงไปเหล่านั้นจะไปอยู่ในสารสกัด
หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย เอทานอลอยู่ในความดูแลของกรมสรรพสามิต ก่อนซื้อหรือเก็บเอทานอลไว้ใช้สกัด ให้สอบถามกรมสรรพสามิตหรือผู้จำหน่ายว่าต้องใช้ใบอนุญาตใด ไม่ว่ากรณีใด ให้ซื้อเอทานอลที่มีเอกสารระบุเกรด และเก็บเอกสารนั้นไว้กับบันทึกการผลิตแต่ละรุ่น หากต้องการส่งสารสกัดไปตรวจสารตัวทำละลายตกค้าง ให้ถามห้องแล็บก่อนส่งตัวอย่างว่ารับตรวจรายการนี้ในสารสกัดกัญชาหรือไม่
สิ่งที่ควรทำ: ขอดูค่าสารตัวทำละลายตกค้างใน COA ทุกฉบับของสารสกัดเอทานอล แล้วเทียบกับค่าอ้างอิง 5000 ppm (0.5%) ข้างต้น หรือค่าจำกัดของประเทศคุณเอง
ความปลอดภัยด้านอัคคีภัย
ไอเอทานอลติดไฟง่าย สำนักงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของสหรัฐอเมริกา (OSHA) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลกลางด้านความปลอดภัยในที่ทำงาน ระบุค่าของเอทานอลไว้ดังนี้:
- จุดวาบไฟ: 55 °F (ประมาณ 13 °C) จุดวาบไฟคืออุณหภูมิต่ำสุดที่ของเหลวปล่อยไอออกมามากพอจะติดไฟได้ ห้องธรรมดาทั่วไปมีอุณหภูมิสูงกว่า 13 °C อยู่แล้ว
- ขีดจำกัดล่างของการระเบิด: 3.3% ในอากาศ เมื่อไอเอทานอลมีสัดส่วนถึง 3.3% ของอากาศ ประกายไฟเพียงจุดเดียวก็จุดติดได้
- ความหนาแน่นไอ: 1.59 ไอหนักกว่าอากาศ จึงสะสมอยู่ใกล้พื้น
ด้วยเหตุนี้ การสกัดด้วยเอทานอลเชิงพาณิชย์จึงทำในห้องที่ได้มาตรฐาน มีการระบายอากาศ มีเครื่องตรวจจับก๊าซ และใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบมาสำหรับพื้นที่ที่มีไอไวไฟ (อุปกรณ์ป้องกันการระเบิด) การให้ความร้อนแก่เอทานอลบนเตาหรือเตาไฟฟ้าแบบแผ่นร้อน (hot plate) ในครัว ทำให้ไอไวไฟอยู่ติดกับเปลวไฟหรือพื้นผิวร้อน โพสต์นี้จึงไม่ให้ขั้นตอนสำหรับทำเองที่บ้าน
หมายเหตุผู้แปล: อุณหภูมิห้องในไทยที่ 30–35 °C สูงกว่าจุดวาบไฟ 13 °C ของเอทานอลไปมาก ในอากาศร้อนแบบนี้ เอทานอลที่เปิดทิ้งไว้จะปล่อยไอมากกว่าในห้องแล็บเย็น ๆ ในยุโรป และเพราะไอจมลงต่ำ จึงอาจไปสะสมรอบปลั๊กไฟระดับพื้น มอเตอร์ปั๊ม และเครื่องทำน้ำอุ่น ในทางปฏิบัติ:
- เก็บเอทานอลในภาชนะปิดสนิท ในห้องเก็บที่เย็นและมีการระบายอากาศ
- ให้แหล่งที่อาจเกิดประกายไฟทุกชนิด รวมถึงปลั๊กไฟและสวิตช์ธรรมดา อยู่ห่างจากจุดที่ใช้เอทานอล
- ถือว่างานสกัดทุกชนิดต้องทำในสถานประกอบการที่สร้างอย่างถูกต้องและได้รับอนุญาต ไม่ใช่ในบ้านหรือตึกแถว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คิดว่ายิ่งเย็นยิ่งดีเสมอ ตารางด้านบนแสดงว่าแต่ละอุณหภูมิมีข้อดีข้อเสียต่างกัน
- ข้ามวินเทอไรเซชันหลังสกัดที่อุณหภูมิห้อง น้ำมันดิบจะยังมีไขและคลอโรฟิลล์ปนอยู่
- ใช้แอลกอฮอล์แปลงสภาพหรือเอทานอลที่ไม่รู้เกรด สารที่เติมไว้จะไปอยู่ในสารสกัด
- ถือว่า “ระเหยแล้ว” เท่ากับ “ปราศจากตัวทำละลาย” มีเพียงการตรวจสารตัวทำละลายตกค้างเท่านั้นที่บอกได้ว่ายังเหลืออะไรอยู่
ประเทศไทย: ใครผลิตสารสกัดได้บ้าง
การผลิตสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% โดยน้ำหนักในประเทศไทย อยู่ภายใต้กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569 กฎกระทรวงนี้ให้ออกใบอนุญาตได้เฉพาะ 3 กลุ่ม:
- นิติบุคคลไทย (บริษัทและนิติบุคคลอื่น) ที่ไม่เป็น “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
- หน่วยงานของรัฐ
- สภากาชาดไทย
คู่มือของฟอรัมเรื่องกฎกระทรวง 2 ฉบับ พ.ศ. 2569 อธิบายว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ก่อนลงมือทำตามสิ่งใดในโพสต์นี้ ให้ตรวจสอบกฎที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก่อน
หากคุณเคยสกัดด้วยเอทานอลในสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตในไทยหรือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือมีคำถามเรื่องการอ่านผลสารตัวทำละลายตกค้าง โพสต์ไว้ใต้หัวข้อนี้ได้เลย
เอกสารอ้างอิง
- Lazarjani MP, Young O, Kebede L, Seyfoddin A. Processing and extraction methods of medicinal cannabis: a narrative review. Journal of Cannabis Research, 2021 (การเปรียบเทียบตัวทำละลายและตารางข้อมูลตัวทำละลาย)
- Addo PW et al. Cold Ethanol Extraction of Cannabinoids and Terpenes from Cannabis Using Response Surface Methodology: Optimization and Comparative Study. Molecules, 2022 (การเปรียบเทียบอุณหภูมิ สัดส่วน 1:15 การสกัดนาน 10 นาที และการระเหยด้วยโรตารีอีวาโพเรเตอร์ที่ 50 °C)
- Costa MC et al. Process Development for GMP-Grade Full Extract Cannabis Oil: Towards Standardized Medicinal Use. Pharmaceutics, 2025 (การทำให้บริสุทธิ์เพื่อกำจัดลิพิด คาร์โบไฮเดรต คลอโรฟิลล์ และโพลีฟีนอล)
- แนวทาง ICH Q3C ว่าด้วยสารตัวทำละลายตกค้าง (Class 3, 50 มก./วัน, 5000 ppm / 0.5% ตาม Option 1)
- สำนักงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของสหรัฐอเมริกา (OSHA) ข้อมูลเอทานอล (จุดวาบไฟ ขีดจำกัดล่างของการระเบิด ความหนาแน่นไอ)
- กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 (ประเทศไทย)