กัญชา โรคซึมเศร้า และโรคไบโพลาร์: ทำไมยิ่งเพิ่มขนาดอาจยิ่งได้ผลตรงข้าม และงานวิจัยโรคซึมเศร้าในคนบอกอะไร (ตอนที่ 1 จาก 2)

งานวิจัยในหนูที่มีชื่อเสียงชิ้นหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) ทดสอบแคนนาบินอยด์ที่สังเคราะห์ขึ้นในห้องปฏิบัติการ เมื่อให้ขนาดต่ำ สารนี้ให้ผลคล้ายยาต้านซึมเศร้า แต่เมื่อให้ขนาดสูงขึ้น ผลนี้หายไป และเซลล์สมองที่สร้างเซโรโทนินก็ส่งสัญญาณประสาทน้อยลง งานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่าควรใช้เท่าไร สิ่งที่บอกคือ ความสัมพันธ์ระหว่างขนาดกับผลเป็นเส้นโค้ง และถ้าใช้มากเกินไปอาจได้ผลตรงข้ามกับที่ต้องการ

หมายเหตุผู้แปล: ฟอรัมนี้มีไว้สำหรับผู้ปลูกเป็นหลัก แต่เพื่อน คนในครอบครัว หรือลูกค้าอาจมาถามคุณว่าสายพันธุ์ไหน “ช่วยเรื่องซึมเศร้า” บทความนี้รวบรวมหลักฐานไว้ให้ เพื่อให้คุณตอบได้ตรงไปตรงมาและแนะนำให้เขาไปพบแพทย์

อ่านส่วนนี้ก่อน บทความนี้ไม่ได้แนะนำให้ใช้กัญชารักษาโรคซึมเศร้าหรือโรคไบโพลาร์ ห้ามใช้ข้อมูลในบทความนี้เป็นเหตุผลในการปรับยาจิตเวช การหยุดยาต้านซึมเศร้าหรือยาปรับอารมณ์ให้คงที่ (mood stabiliser) แบบกะทันหันเป็นอันตราย

ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ผู้ที่สั่งจ่ายได้มีเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาต โดยต้องออกใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ถ้าคุณหรือคนในครอบครัวใกล้ชิดเคยมีอาการโรคจิต (ภาวะที่รับรู้ความเป็นจริงผิดไป) เคยเป็นโรคไบโพลาร์ หรือโรคซึมเศร้ารุนแรง ต้องระวังเป็นพิเศษ ดูรายละเอียดได้ที่ข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง

ถ้าตอนนี้อารมณ์ของคุณย่ำแย่ ให้คุยกับแพทย์หรือคนที่คุณไว้ใจ อย่าตัดสินใจจากสิ่งที่อ่านในฟอรัม ในประเทศไทยโทรสายด่วนสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนในประเทศอื่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้โทรหมายเลขฉุกเฉินของประเทศนั้น

ตอนที่ 1 เล่าถึงงานวิจัยในหนูชิ้นนี้ และอธิบายว่าทำไมการเพิ่มขนาดจึงอาจได้ผลตรงข้าม จากนั้นจะดูว่างานวิจัยในคนพบอะไรเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ส่วนตอนที่ 2 ว่าด้วยโรคไบโพลาร์ และสิ่งที่ควรทำถ้าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณ

1. งานวิจัยในหนูปี พ.ศ. 2550 ที่เป็นต้นเรื่องของการถกเถียง

งานวิจัยนี้มาจากทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ (McGill University) เมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ผู้นำการวิจัยคือ F. R. Bambico ส่วนผู้นิพนธ์อาวุโสคือ G. Gobbi นักวิทยาศาสตร์ที่ควบคุมดูแลงานนี้ ผลงานตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Neuroscience เมื่อปี พ.ศ. 2550

หนูทดลองได้รับสาร WIN55,212-2 ซึ่งเป็นแคนนาบินอยด์สังเคราะห์ สารนี้สร้างขึ้นในห้องแล็บและออกฤทธิ์ที่ตัวรับในสมองชุดเดียวกับเตตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ซึ่งเป็นสารหลักในกัญชาที่ทำให้มึนเมา ส่วน WIN55,212-2 ไม่มีอยู่ในต้นกัญชา ในการทดสอบการว่ายน้ำ ขนาดต่ำคือ 0.2 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และขนาดสูงคือ 2 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขนาดยาต่อกิโลกรัมในหนูแปลงเป็นขนาดยาในคนไม่ได้ ตัวเลขเหล่านี้จึงบอกไม่ได้อยู่แล้วว่าคนควรใช้เท่าไร

นักวิจัยวัดผล 2 อย่าง:

  • การทดสอบบังคับว่ายน้ำ (forced swim test) นักวิจัยใส่หนูลงในภาชนะใส่น้ำที่หนูปีนออกมาไม่ได้ แล้วจับเวลาว่าหนูพยายามว่ายอยู่นานเท่าไรก่อนจะหยุดและลอยตัวนิ่ง ยาต้านซึมเศร้าที่ใช้กันอยู่ทำให้หนูพยายามว่ายนานขึ้น งานวิจัยยาต้านซึมเศร้าจึงใช้การทดสอบนี้เป็นมาตรฐาน
  • ความถี่ที่เซลล์เซโรโทนินส่งสัญญาณ เซโรโทนินเป็นสารสื่อประสาทในสมอง และยาต้านซึมเศร้าหลายตัวออกฤทธิ์ผ่านสารนี้ ทีมวิจัยบันทึกการทำงานของเซลล์ประสาทในนิวเคลียสดอร์ซัลราเฟ (dorsal raphe nucleus) ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์เล็ก ๆ ในก้านสมองและเป็นแหล่งสร้างเซโรโทนินหลัก

ผลที่ขนาดต่ำ

  • หนูพยายามว่ายน้ำนานขึ้น ผลนี้ถือเป็นผลคล้ายยาต้านซึมเศร้า
  • เซลล์ที่สร้างเซโรโทนินส่งสัญญาณถี่ขึ้น
  • ผลทั้งสองอย่างอาศัยตัวรับ CB1 ซึ่งเป็นตัวรับแคนนาบินอยด์หลักบนเซลล์สมอง และเป็นจุดที่ THC กับแคนนาบินอยด์ที่ร่างกายสร้างเองออกฤทธิ์ ดูเพิ่มเติมที่ระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์
  • ผลต่อเซโรโทนินเกิดผ่านสมองส่วนหน้าด้านในฝั่งล่าง (ventromedial prefrontal cortex) ซึ่งอยู่ด้านหน้าของสมอง เมื่อนักวิจัยตัดเส้นประสาทที่เชื่อมจากสมองส่วนหน้าด้านใน (medial prefrontal cortex) ผลนี้ก็หายไป และเมื่อฉีดสารเข้าไปที่สมองส่วนนั้นโดยตรง ก็ได้ผลแบบเดียวกัน

ผลที่ขนาดสูง

  • การทดสอบว่ายน้ำไม่พบผลคล้ายยาต้านซึมเศร้าอีกแล้ว
  • เซลล์เซโรโทนินกลับส่งสัญญาณห่างลง ไม่ได้ถี่ขึ้น การลดลงนี้เกิดผ่านกลไกอีกทางหนึ่งที่ไม่อาศัยตัวรับ CB1 แล้ว
  • ข่าวประชาสัมพันธ์ของแมคกิลล์ (พ.ศ. 2550) กล่าวไปไกลกว่านั้น โดยอ้างคำพูดของ ดร. Gobbi ว่าระดับเซโรโทนินในสมองหนู ต่ำกว่า กลุ่มควบคุม คือกลุ่มหนูที่ไม่ได้รับสาร
  • ข้อแตกต่างที่ควรสังเกต: บทความวิจัยวัดความถี่ที่เซลล์เซโรโทนินส่งสัญญาณ ไม่ได้วัดปริมาณเซโรโทนินในสมอง

ผลทั้งสองชุดมาจากการทดลองเดียวกัน ถ้ายกเฉพาะผลที่ขนาดต่ำโดยไม่พูดถึงผลที่ขนาดสูง ภาพของงานวิจัยนี้จะบิดเบือนไป

สิ่งที่คุณทำได้: ถ้ามีคนอ้าง “งานวิจัยของแมคกิลล์” เป็นหลักฐานว่ากัญชารักษาโรคซึมเศร้าได้ ให้ถามเขาว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อให้ขนาดสูงขึ้น ถ้าเขาตอบไม่ได้ แปลว่าเขาอ้างผลวิจัยมาแค่ครึ่งเดียว

2. ผลแบบสองทิศทาง (เส้นโค้งรูปตัว U คว่ำ): ทำไมยิ่งเพิ่มขนาดอาจยิ่งแย่

หลายคนเข้าใจว่ายาออกฤทธิ์เป็นเส้นตรง คือใช้น้อยช่วยได้น้อย ใช้มากช่วยได้มาก และใช้เกินก็แค่เปลืองเงิน แต่ในทางเภสัชวิทยา หลายกรณีไม่เป็นเช่นนั้น

ผลแบบสองทิศทาง (biphasic) หมายถึงผลที่เปลี่ยนทิศเมื่อขนาดเพิ่มขึ้น ถ้าวาดเป็นกราฟ เส้นจะมีรูปเหมือนตัว U คว่ำ ประโยชน์จะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุด แล้วก็ลดลง เมื่อเกินขนาดหนึ่งไป ผลอาจต่ำกว่าจุดเริ่มต้น คือแย่กว่าไม่ใช้อะไรเลย

ผู้ปลูกคุ้นกับรูปแบบนี้จากการให้ปุ๋ย ให้ปุ๋ยน้อยไป ต้นก็ขาดอาหาร ให้พอดี ต้นก็โตดีที่สุด แต่ถ้าให้เกินไปมาก ๆ จะเกิดใบไหม้จากปุ๋ย และต้นที่ได้ปุ๋ยเกินหนัก ๆ อาจแย่กว่าต้นที่ไม่ได้ปุ๋ยเลย

เมื่อผลเป็นเส้นโค้งแบบนี้ จะมี 3 เรื่องที่จริงพร้อมกัน:

  • สารนั้นมีประโยชน์จริง
  • ยิ่งใช้มากขึ้น ประโยชน์ยิ่งลดลง
  • ถ้าใช้เกินไปมาก ๆ ผลจะแย่กว่าไม่ใช้เลย

แต่มีข้อแตกต่างสำคัญจากเรื่องปุ๋ย ต้นที่ได้ปุ๋ยเกินจะแสดงอาการปลายใบไหม้ให้เห็น แต่อารมณ์ของคนไม่มีสัญญาณเตือนที่ชัดเจนแบบนั้น ความรู้สึกของคุณจึงบอกไม่ได้ว่าตอนนี้คุณอยู่ฝั่งไหนของจุดสูงสุด นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดของบทความนี้

ด้วยเหตุนี้ ความคิดว่า “ไม่เห็นผล งั้นเพิ่มขนาดอีก” จึงไม่ใช่แค่ไร้ประโยชน์ แต่มีความเสี่ยงด้วย เพราะขนาดที่สูงขึ้นอาจดันคุณเลยจุดสูงสุดและทำให้อาการแย่ลง หลักคิดเดียวกันนี้เป็นที่มาของคำแนะนำทางการแพทย์ทั่วไปว่าให้เริ่มต้นแต่น้อย ค่อย ๆ เพิ่ม

สิ่งที่คุณทำได้: ถ้าคุณใช้กัญชาตามใบสั่งแพทย์ แล้วอารมณ์ไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง อย่าเพิ่มขนาดเอง ให้จดบันทึกทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ว่าใช้อะไร ปริมาณเท่าไร เวลาไหน และอารมณ์เป็นอย่างไร แล้วนำบันทึกไปให้แพทย์ผู้สั่งจ่ายดู บันทึกนี้เป็นข้อมูลจริงที่ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่าปัญหาอยู่ที่ขนาด หรืออยู่ที่ตัวกัญชาเอง

3. เหตุผล 4 ข้อที่ผลในหนูนำมาใช้กับคนตรง ๆ ไม่ได้

ผลวิจัยของแมคกิลล์เป็นของจริงและมีความสำคัญ แต่เป็นผลในหนู และความต่างระหว่างหนูกับคนสำคัญด้วยเหตุผล 4 ข้อ

สารที่ทดสอบไม่ใช่ THC

WIN55,212-2 เป็นสารกระตุ้นตัวรับแบบเต็มที่ (full agonist) คือเปิดการทำงานของตัวรับแคนนาบินอยด์ได้เต็มที่ ส่วน THC เป็นสารกระตุ้นตัวรับแบบบางส่วน (partial agonist) คือเปิดการทำงานของตัวรับได้เพียงบางส่วน แม้ใช้ขนาดสูงก็ตาม ลองนึกถึงก๊อกน้ำตัวหนึ่งที่เปิดได้สุด เทียบกับอีกตัวที่เปิดได้แค่ครึ่งเดียว สารสองตัวนี้ออกฤทธิ์ต่างกัน จึงสรุปไม่ได้ว่า THC จะมีเส้นโค้งแบบเดียวกัน

การทดสอบบังคับว่ายน้ำไม่ใช่โรคซึมเศร้า

การทดสอบนี้ตอบสนองต่อยาต้านซึมเศร้าที่รู้จักกันอยู่ แปลว่าการทดสอบนี้วัดบางสิ่งที่ยาต้านซึมเศร้าไปออกฤทธิ์ได้ แต่ไม่ได้จำลองโรคซึมเศร้าที่เกิดในคน

ขนาดสารถูกควบคุมอย่างแม่นยำ

หนูได้รับสารด้วยการฉีดในปริมาณที่ชั่งตวงไว้แล้ว ข่าวประชาสัมพันธ์ของแมคกิลล์ระบุปัญหาในทางปฏิบัติไว้ว่า กัญชาจากธรรมชาติควบคุมขนาดได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อสูบ ถ้าสารใดใช้มากเกินแล้วผลหายไป การสูบคือวิธีที่แย่ที่สุดในการใช้สารนั้น อ่านว่าการใช้แต่ละวิธีทำให้ปริมาณสารที่เข้าสู่ร่างกายต่างกันอย่างไร ได้ที่ช่องทางการให้กัญชาทางการแพทย์

หมายเหตุผู้แปล: ช่อดอกที่จ่ายในประเทศไทยเป็นผลิตภัณฑ์จากพืช ไม่ใช่ยาเม็ดที่กำหนดขนาดไว้แน่นอน ปริมาณ THC ที่ได้รับในแต่ละครั้งที่สูดขึ้นอยู่กับรุ่นการผลิต และขึ้นอยู่กับว่าคุณสูดมากและลึกแค่ไหน ถ้าแพทย์สั่งจ่ายช่อดอกให้คุณ ให้ขอดูปริมาณ THC และแคนนาบิไดออล (CBD) ในใบรับรองผลการวิเคราะห์ ของรุ่นการผลิตนั้น ซึ่งเป็นรายงานผลตรวจจากห้องแล็บ การสูบช่อดอกที่มี THC สูงโดยไม่วัดปริมาณ คือสิ่งที่ตรงข้ามกับการให้สารขนาดต่ำที่ตวงวัดไว้แม่นยำในงานวิจัยในหนู

นักวิจัยไม่ได้สรุปว่า “ให้ใช้กัญชา”

ข่าวประชาสัมพันธ์ของแมคกิลล์ระบุว่า ทีมวิจัยกำลังพัฒนายากลุ่มใหม่ ยากลุ่มนี้จะเสริมฤทธิ์ของเอ็นโดแคนนาบินอยด์ ซึ่งเป็นสารคล้ายแคนนาบินอยด์ที่สมองสร้างขึ้นเอง ในข่าวเดียวกัน ดร. Gobbi ยังเตือนว่าผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่ใช้กัญชาหนักมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคจิต โรคจิตหมายถึงภาวะที่รับรู้ความเป็นจริงผิดไป เช่น ได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริง หรือเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง

คำเตือนนี้มาจากผู้นิพนธ์อาวุโสของงานวิจัยชิ้นนี้เอง ทั้งที่งานชิ้นนี้ถูกยกมาอ้างบ่อยที่สุดเพื่อสนับสนุนการใช้กัญชารักษาโรคซึมเศร้า

สิ่งที่คุณทำได้: ก่อนจะเชื่อคำกล่าวอ้างที่อิงงานวิจัย ให้ถาม 4 ข้อ: ทดสอบสารอะไร วัดอะไรกันแน่ ควบคุมขนาดอย่างไร และนักวิจัยเองสรุปว่าอย่างไร ถ้าคำตอบไม่ตรงกับคำกล่าวอ้าง อย่าส่งต่อข้อมูลนั้น

4. งานวิจัยในคนพบอะไรเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องมี 2 แบบ แบบแรกคือการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (randomised controlled trial) ซึ่งใช้การสุ่มกำหนดว่าใครได้รับการรักษาจริง และใครได้รับการรักษาหลอก (ยาหลอก หรือ placebo) ความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มจึงสรุปได้ว่าเป็นผลของการรักษา แบบที่สองคือการศึกษาเชิงสังเกต (observational study) ซึ่งนักวิจัยแค่เฝ้าดูสิ่งที่คนทำอยู่แล้ว การศึกษาแบบนี้บอกได้ว่าสองสิ่งมักเกิดคู่กัน แต่บอกไม่ได้ว่าสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกสิ่ง

ข้อมูลโรคซึมเศร้าในคนทั้งหมดด้านล่างนี้มาจากการศึกษาเชิงสังเกต

การทบทวนปี พ.ศ. 2568: 22 การศึกษาที่ติดตามคนหนุ่มสาวเป็นเวลาหลายปี

Churchill และคณะตีพิมพ์การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานฉบับปรับปรุงในวารสาร Psychological Medicine เมื่อปี พ.ศ. 2568 การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) คือการรวบรวมงานวิจัยทุกชิ้นที่เข้าเกณฑ์ในคำถามหนึ่งด้วยวิธีการที่กำหนดไว้ตายตัว ส่วนการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) คือการนำผลของงานเหล่านั้นมารวมเป็นค่าประมาณค่าเดียว การทบทวนนี้รวมการศึกษาระยะยาว (longitudinal study) 22 ชิ้น ซึ่งติดตามคนกลุ่มเดิมเป็นเวลาหลายปี ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 18 ปีตอนเริ่มการศึกษา

วิธีอ่านตัวเลข:

  • อัตราส่วนออดส์ (odds ratio, OR): เปรียบเทียบโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าของคนที่ใช้กัญชากับคนที่ไม่ใช้ ค่า 1 หมายถึงไม่ต่างกัน ค่า 1.29 หมายถึงมีโอกาสเป็น 1.29 เท่า หรือสูงขึ้นประมาณ 29%
  • ช่วงความเชื่อมั่น 95% (95% CI): ช่วงที่ค่าจริงน่าจะอยู่มากที่สุด ถ้าทั้งช่วงอยู่เหนือ 1 ความสัมพันธ์นั้นไม่น่าจะเกิดจากความบังเอิญอย่างเดียว

ผลที่ได้:

  • การใช้กัญชาสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคซึมเศร้าที่สูงขึ้น: OR 1.29 (95% CI 1.13–1.46)
  • ผู้ที่ใช้หนักมีโอกาสสูงกว่าผู้ใช้กลุ่มอื่น ผลนี้มาจากการวิเคราะห์อภิถดถอยเชิงสำรวจ (exploratory meta-regression) ซึ่งเป็นการตรวจว่าปัจจัยหนึ่ง ในที่นี้คือการใช้หนัก อธิบายได้หรือไม่ว่าทำไมผลของแต่ละการศึกษาจึงต่างกัน คำว่า “เชิงสำรวจ” หมายถึงเป็นการค้นหารูปแบบ ไม่ใช่การทดสอบคำถามที่วางแผนไว้ล่วงหน้า
  • ผลนี้มีนัยสำคัญที่ระดับ p < 0.10 เท่านั้น ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่หลวมกว่าเกณฑ์ปกติที่ 0.05 จึงพอบอกเป็นนัยได้ว่ายิ่งใช้กัญชามาก ยิ่งมีผลเสียมาก แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้
  • ช่วงการพยากรณ์ 95% (95% prediction interval) กว้าง (0.75–2.20) ช่วงนี้คือช่วงที่ผลของการศึกษาใหม่ซึ่งคล้ายกันน่าจะตกอยู่ เนื่องจากช่วงนี้ลงไปต่ำกว่า 1 คนบางกลุ่มจึงอาจไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเลย
  • ความเสี่ยงของอคติ (risk of bias) อยู่ในระดับปานกลางในการศึกษาทั้งหมด ทุกการศึกษาอาศัยการที่ผู้เข้าร่วมรายงานการใช้กัญชาของตัวเอง
  • ผู้วิจัยระบุว่าผลนี้ ยังสรุปไม่ได้อย่างแน่ชัดว่าเป็นเหตุและผลกัน และยังระบุด้วยว่ายังไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยกวน (confounding factor) อย่างครบถ้วน

ปัจจัยกวนคือปัจจัยที่สามซึ่งผลักดันให้เกิดทั้งสองอย่าง ตัวอย่างเช่น ปัญหาในครอบครัวอาจผลักให้วัยรุ่นคนหนึ่งทั้งใช้กัญชาและเป็นโรคซึมเศร้า กัญชากับโรคซึมเศร้าจึงดูเหมือนเกิดคู่กัน แม้ไม่มีอย่างใดเป็นสาเหตุของอีกอย่างเลย ตัวอย่างนี้ยกมาเพื่ออธิบายเท่านั้น ไม่ได้มาจากงานวิจัย

การทบทวนปี พ.ศ. 2562: จากวัยรุ่นสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น

Gobbi และคณะตีพิมพ์การวิเคราะห์อภิมานฉบับก่อนหน้าในวารสาร JAMA Psychiatry เมื่อปี พ.ศ. 2562 งานนี้เน้นที่วัยรุ่น และรวม 11 การศึกษา ครอบคลุมผู้เข้าร่วม 23,317 คน ผลชี้ไปในทิศทางเดียวกัน การใช้กัญชาในวัยรุ่นสัมพันธ์กับผลต่อไปนี้ในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น:

ผลในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อัตราส่วนออดส์ (95% CI)
โรคซึมเศร้า 1.37 (1.16–1.62)
ความคิดฆ่าตัวตาย 1.50 (1.11–2.03)
การพยายามฆ่าตัวตาย 3.46 (1.53–7.84)
โรควิตกกังวล ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

ช่วงความเชื่อมั่นของการพยายามฆ่าตัวตายกว้างมาก ขนาดที่แท้จริงของความสัมพันธ์นี้จึงยังไม่แน่นอน ข้อมูลชุดนี้ก็มาจากการศึกษาเชิงสังเกตเช่นกัน

ข้อมูลในคนสรุปได้ว่าอย่างไร

ข้อมูลไม่ได้พิสูจน์ว่ากัญชาไม่เกี่ยวข้อง และก็ไม่ได้พิสูจน์ว่ากัญชาเป็นตัวการ ความสัมพันธ์ที่พบมีขนาดไม่มาก และชี้ไปทางเดียวกันในการศึกษาส่วนใหญ่ ความสัมพันธ์นี้อาจแรงขึ้นเมื่อใช้หนักขึ้น แต่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ

มีคำอธิบาย 2 แบบที่เข้ากับข้อมูล แบบแรกคือ การใช้รักษาตัวเอง (self-medication) คือคนที่ซึมเศร้าอยู่แล้วหันมาใช้กัญชามากขึ้น แบบที่สองคือ การเป็นสาเหตุ (causation) คือการใช้กัญชาทำให้อารมณ์แย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสองแบบเข้ากับข้อมูลได้ และน่าจะเกิดขึ้นทั้งคู่

สิ่งที่ชัดเจนคือ ข้อมูลไม่ได้สนับสนุนการใช้กัญชารักษาโรคซึมเศร้า ยังไม่มีการทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุมในจำนวนพอ ๆ กันที่แสดงว่ากัญชาให้ประโยชน์

หมายเหตุผู้แปล: การทบทวนทั้งสองชิ้นติดตามวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวเป็นหลัก ถ้าคุณปลูกที่บ้านหรือทำงานในฟาร์ม ให้เก็บช่อดอก เศษใบที่ตัดแต่ง และผลิตภัณฑ์ไว้ในที่ล็อกได้ ให้พ้นมือวัยรุ่นในบ้าน เพราะความสัมพันธ์ที่กล่าวมาข้างต้นพบในกลุ่มที่อายุน้อยที่สุดนี้

สิ่งที่คุณทำได้: เมื่อเห็นโพสต์ที่อ้างค่าอัตราส่วนออดส์ ให้ตรวจ 3 อย่าง: ค่านั้นมากกว่า 1 หรือไม่ ช่วง 95% ทั้งช่วงอยู่เหนือ 1 หรือไม่ และเป็นการศึกษาเชิงสังเกตหรือการทดลองแบบสุ่ม การตรวจนี้บอกได้ว่าสิ่งที่คุณเห็นเป็นแค่ความสัมพันธ์ที่อาจมีอยู่ หรือเป็นหลักฐานว่าเป็นสาเหตุจริง

สรุปตอนที่ 1

  • ในหนู แคนนาบินอยด์สังเคราะห์ให้ผลดีที่ขนาดต่ำ แต่ให้ผลตรงข้ามที่ขนาดสูง
  • ความรู้สึกของคุณบอกไม่ได้ว่าตอนนี้คุณอยู่ฝั่งไหนของเส้นโค้งนั้น
  • ผลในหนูนำมาใช้กับ THC กับการสูบ หรือกับโรคซึมเศร้าในคนไม่ได้
  • ในคน การใช้กัญชาสัมพันธ์กับโรคซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ
  • ยังไม่มีการทดลองที่มีกลุ่มควบคุมชุดใดแสดงว่ากัญชารักษาโรคซึมเศร้าได้

ถ้ามีคำถามเรื่องการอ่านงานวิจัยเหล่านี้ โพสต์ถามไว้ใต้หัวข้อนี้ได้เลย


เอกสารอ้างอิง

  1. Bambico FR, Katz N, Debonnel G, Gobbi G. Cannabinoids elicit antidepressant-like behavior and activate serotonergic neurons through the medial prefrontal cortex. J Neurosci. 2007;27(43):11700–11711. doi:10.1523/JNEUROSCI.1636-07.2007
  2. McGill University. Study: Cannabis a double-edged sword. ข่าวประชาสัมพันธ์, 23 ตุลาคม ค.ศ. 2007. https://www.mcgill.ca/newsroom/node/15177
  3. Churchill V, Sutton Chubb C, Popova L, Spears CA, Pigott T. The association between cannabis and depression: an updated systematic review and meta-analysis. Psychol Med. 2025;55:e44. doi:10.1017/S0033291724003143
  4. Gobbi G, Atkin T, Zytynski T, et al. Association of cannabis use in adolescence and risk of depression, anxiety, and suicidality in young adulthood: a systematic review and meta-analysis. JAMA Psychiatry. 2019;76(4):426–434. doi:10.1001/jamapsychiatry.2018.4500

ข้อมูลเพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ เนื้อหาในบทความนี้ไม่ได้แนะนำให้ใช้กัญชากับภาวะทางจิตเวชใด ๆ

อ่านต่อตอนที่ 2: กัญชา โรคซึมเศร้า และโรคไบโพลาร์: หลักฐานเรื่องโรคไบโพลาร์ ยาที่คุณใช้อยู่ และการปรึกษาแพทย์ในประเทศไทย (ตอนที่ 2 จาก 2)