แคนนาบินอยด์กับเนื้องอกสมองชนิดกลีโอมา: ห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยในมาดริดพบอะไร มีอะไรที่ทดสอบในผู้ป่วยแล้วบ้าง และทำไมยังไม่ใช่วิธีรักษา

มีกลุ่มนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยกอมพลูเตนเซแห่งมาดริด (Complutense University of Madrid) ประเทศสเปน ศึกษาแคนนาบินอยด์ในห้องปฏิบัติการ ผลคือแคนนาบินอยด์ทำให้เซลล์กลีโอมา (glioma) ซึ่งเป็นเซลล์เนื้องอกสมองชนิดหนึ่งตาย แต่ไม่ทำอันตรายเซลล์สมองปกติ หลายคนเขียนถึงผลนี้ได้ถูกต้อง ปัญหาอยู่ที่ประโยคที่บางคนเติมต่อท้ายว่า “กัญชารักษาเนื้องอกสมองให้หายได้” และคนที่มักอ่านเจอประโยคนี้มากที่สุดก็คือผู้ป่วยกับครอบครัวที่กำลังหวาดกลัว

บทความนี้พูดถึง 4 เรื่อง คือ ห้องปฏิบัติการพบอะไร มีอะไรที่ทดสอบในคนแล้วบ้าง การรักษาในปัจจุบันช่วยผู้ป่วยเนื้องอกสมองชนิดที่ร้ายแรงที่สุดได้แค่ไหน และควรทำอย่างไรถ้ามีคนส่งบทความ “น้ำมันกัญชารักษามะเร็งสมองหาย” มาให้คุณ

หมายเหตุผู้แปล: ผู้ปลูกในไทยมักเป็นคนแรกที่ครอบครัวผู้ป่วยมาขอ “น้ำมัน” หลังจากแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง บทความนี้ให้ข้อเท็จจริงที่คุณต้องใช้ตอบคำขอนั้น และบอกขั้นตอนพาครอบครัวกลับไปหาแพทย์ผู้รักษา

ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกสมองชนิดร้าย ให้อ่านหัวข้อ 5 ก่อน ข้อมูลในบทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์และไม่ใช่วิธีรักษา ห้ามใช้เป็นเหตุให้เลื่อนการรักษา หรือใช้แทนการรักษากับแพทย์ด้านมะเร็งระบบประสาท (neuro-oncologist) ซึ่งเป็นแพทย์มะเร็งที่เชี่ยวชาญเนื้องอกของสมองและระบบประสาท

ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ช่อดอกจะขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 จากผู้ประกอบวิชาชีพที่มีสิทธิ์สั่งจ่าย ในปริมาณสำหรับใช้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์ ถ้าอยากรู้ภาพรวมว่า “กัญชาทางการแพทย์” ในไทยครอบคลุมอะไรบ้าง ดูหัวข้อนี้

1. ห้องปฏิบัติการที่มาดริดพบอะไรจริง ๆ

งานชุดนี้มาจากภาควิชาชีวเคมีและอณูชีววิทยา มหาวิทยาลัยกอมพลูเตนเซแห่งมาดริด ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยรัฐของสเปน หนังสือเรื่องกัญชาหลายเล่มชอบยกข้อความตอนหนึ่งมาอ้าง ข้อความนั้นสรุปบทความปริทัศน์ของกลุ่มนี้เอง (Velasco et al., Molecular Neurobiology, 2007) ได้ตรงตามจริง Guzmán นักวิจัยในกลุ่มเดียวกันที่มาดริด ก็ตีพิมพ์บทความปริทัศน์ในเรื่องใกล้เคียงกันใน Nature Reviews Cancer เมื่อปี 2003

ถ้าเล่าเป็นภาษาง่าย ๆ ข้อสรุปของกลุ่มนี้มีดังนี้

  • แคนนาบินอยด์คืออะไร แคนนาบินอยด์เป็นสารออกฤทธิ์ในต้นกัญชา (Cannabis sativa L.) สารเหล่านี้ทำงานโดยเลียนแบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ ซึ่งเป็นโมเลกุลส่งสัญญาณลักษณะคล้ายกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง เอ็นโดแคนนาบินอยด์จะไปกระตุ้นตัวรับ (receptor) เฉพาะที่อยู่บนผิวเซลล์
  • ผลในผู้ป่วย ในผู้ป่วยมะเร็ง แคนนาบินอยด์มีฤทธิ์แบบประคับประคอง (palliative) หลายด้าน “ประคับประคอง” หมายถึงช่วยบรรเทาอาการ ไม่ได้หมายถึงรักษาตัวโรค
  • ผลในสัตว์ทดลอง ในสัตว์ทดลอง แคนนาบินอยด์ชะลอการเติบโตของเซลล์เนื้องอกหลายชนิด รวมทั้งเซลล์กลีโอมา กลีโอมาเป็นเนื้องอกที่เริ่มจากเซลล์เกลีย (glial cell) ซึ่งเป็นเซลล์ค้ำจุนของสมอง
  • เกิดขึ้นได้อย่างไร แคนนาบินอยด์เปลี่ยนสัญญาณสำคัญภายในเซลล์ ตัวหลักคือภาวะเครียดของเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม (endoplasmic reticulum stress) หมายถึงส่วนของเซลล์ที่ทำหน้าที่พับโปรตีนรับงานเกินกำลัง
  • ผลที่ตามมา ภาวะเครียดนี้ผลักให้เซลล์เนื้องอกเข้าสู่อะพอพโทซิส (apoptosis) ซึ่งเป็นกลไกการตายที่เซลล์มีติดตัวมา และยังขัดขวางการสร้างหลอดเลือดใหม่ (angiogenesis) ที่เนื้องอกต้องใช้ลำเลียงอาหาร
  • การเลือกทำลาย แคนนาบินอยด์ดูเหมือนจะเล่นงานเฉพาะเซลล์เนื้องอก สารนี้ฆ่าเซลล์กลีโอมาได้ แต่ไม่ฆ่าเซลล์แอสโทรเกลีย (astroglial cell) ปกติ ซึ่งเป็นเซลล์ค้ำจุนสมองปกติชนิดเดียวกันที่ใช้เปรียบเทียบ

ข้อความนี้เลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง พูดถึงเซลล์เนื้องอกและสัตว์ทดลองเท่านั้น สำหรับผู้ป่วย อ้างแค่ว่าช่วยบรรเทาอาการ และไม่ได้อ้างเลยว่ารักษาเนื้องอกสมองในคนได้

รายละเอียดของกลไกอยู่ในหัวข้อกัญชากับโรคมะเร็ง โดยย่อ THC (tetrahydrocannabinol ซึ่งเป็นแคนนาบินอยด์หลักที่ทำให้เมา) ออกฤทธิ์ผ่านตัวรับแคนนาบินอยด์ ทำให้เซลล์เนื้องอกสร้างเซราไมด์ (ceramide) ซึ่งเป็นโมเลกุลไขมันที่ทำหน้าที่เป็นสัญญาณ จากนั้นเซราไมด์จะจุดชนวนภาวะเครียดของเอนโดพลาสมิกเรติคูลัมที่เล่าไว้ข้างบน

THC ยังฆ่าเซลล์กลีโอมาผ่านออโตฟาจี (autophagy) ได้อีกทาง คือกระบวนการที่เซลล์ย่อยส่วนประกอบของตัวเอง THC ทำแบบนี้ได้โดยปิดกั้นวิถี Akt/mTORC1 ซึ่งเป็นสายสัญญาณที่สั่งให้เซลล์เติบโตต่อไป ในบรรดาเนื้องอกทุกชนิด กลีโอมาเป็นชนิดที่มีงานวิจัยระดับพรีคลินิกเรื่องแคนนาบินอยด์มากที่สุด “พรีคลินิก” หมายถึงงานที่ทำในเซลล์เพาะเลี้ยงและในสัตว์ ก่อนจะเริ่มทดสอบในคน

ส่วนที่สำคัญคือการเลือกทำลายเฉพาะเซลล์เนื้องอก มีสารมากมายที่ฆ่าเซลล์มะเร็งในจานเพาะเลี้ยงได้ แต่สารหนึ่งจะมีโอกาสเป็นยาได้ก็ต่อเมื่อฆ่าเซลล์มะเร็งได้โดยไม่ทำลายเซลล์ปกติชนิดเดียวกัน งานนี้จึงได้รับความสนใจ และก็สมควรได้รับความสนใจจริง

สิ่งที่คุณทำได้: เวลาอ่านหรือแชร์งานวิจัยเรื่องกัญชา ให้หาคำที่บอกว่าทดสอบกับอะไร: เซลล์ในจานเพาะเลี้ยง สัตว์ หรือคน ผลในเซลล์หรือในสัตว์บอกได้แค่ว่างานวิจัยขั้นต่อไปควรไปทางไหน ไม่ได้บอกว่าผู้ป่วยควรใช้อะไร

2. ประโยคที่นักวิจัยไม่เคยเขียน

หนังสือกัญชายอดนิยมบางเล่มยกข้อความของกลุ่มมาดริดมาอ้าง แล้วเติมประโยคของตัวเองไว้ข้าง ๆ ว่า THC “ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าฆ่าเซลล์มะเร็งกลีโอมาได้ และเป็นวิธีรักษาที่ได้ผล” บางเล่มยังเขียนว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากรอดชีวิตมาได้เพราะกัญชา ประโยคเหล่านี้มาจากหนังสือ ไม่ได้มาจากกลุ่มวิจัยกอมพลูเตนเซ นักวิจัยไม่เคยเขียนแบบนั้น

ข้อความที่ยกมาวางคู่กันไม่ได้สนับสนุนคำอ้างนี้ และไม่มีหลักฐานอื่นใดสนับสนุนด้วย หัวข้อเหตุใดคำบอกเล่าส่วนตัวจึงไม่ใช่หลักฐานทางการแพทย์ และหัวข้อกัญชากับโรคมะเร็ง (ลิงก์ไว้ในหัวข้อ 1) อธิบายรูปแบบนี้ไว้แล้ว คือผู้เขียนยกข้อความทางวิทยาศาสตร์ที่ระมัดระวังมาอ้างอย่างถูกต้อง แล้ววางข้อสรุปที่ไม่มีหลักฐานไว้ในบรรทัดถัดไปทันที

คำอ้างว่ารักษาหายวางต่อจากคำพูดจริงของนักวิจัย ผู้อ่านที่กำลังกังวลจึงเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย มีน้อยคนที่จะหยุดตรวจว่าคำพูดของนักวิจัยจบตรงไหน และคำของหนังสือเริ่มตรงไหน

สิ่งที่คุณทำได้: ถ้าเจอคำอ้างว่ารักษาหายวางอยู่ข้างคำพูดที่ยกมาจากงานวิจัย ให้เปิดงานวิจัยต้นฉบับหรือบทคัดย่อ แล้วหาประโยคที่บอกว่ารักษาหาย ถ้านักวิจัยไม่ได้เขียนไว้ อย่าส่งต่อราวกับว่าเป็นผลการวิจัยของพวกเขา

3. มีอะไรที่ทดสอบในคนแล้วบ้าง

ที่ทดสอบในคนแล้วมีน้อยมาก และการศึกษาในคนทุกชิ้นใช้แคนนาบินอยด์ระดับยาที่ผลิตตามมาตรฐานทางการแพทย์ ไม่ได้ใช้สารที่ทำเองที่บ้าน

ศัพท์ 3 คำนี้จะช่วยให้อ่านการศึกษา 2 ชิ้นข้างล่างได้เข้าใจ

  • การทดลองระยะที่ 1 (phase 1): ขั้นแรกของการทดสอบในคน ใช้ตรวจความปลอดภัยและขนาดยา ไม่ได้ทดสอบว่ายาได้ผลหรือไม่
  • แบบสุ่มและมีกลุ่มยาหลอก (randomised, placebo-controlled): ใช้การสุ่มตัดสินว่าผู้ป่วยคนไหนได้ยาจริง และคนไหนได้ยาหลอก (placebo) ซึ่งหน้าตาเหมือนยาจริงแต่ไม่มีตัวยา กลุ่มยาหลอกคือกลุ่มควบคุม การเปรียบเทียบสองกลุ่มนี้จะบอกได้ว่ายาทำให้เกิดความแตกต่างหรือไม่
  • ค่ามัธยฐานการรอดชีวิต (median survival): ระยะเวลาที่ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ครึ่งหนึ่งมีชีวิตสั้นกว่านั้น และอีกครึ่งมีชีวิตยาวกว่านั้น

Guzmán และคณะ, 2006

กลุ่มมาดริดทำการศึกษานำร่อง (British Journal of Cancer, 2006; 95:197–203) โดยฉีด delta-9-THC เข้าไปในเนื้องอกโดยตรงในผู้ป่วย 9 รายที่เป็นกลีโอบลาสโตมาชนิดกลับเป็นซ้ำ “กลับเป็นซ้ำ” หมายถึงเนื้องอกกลับมาอีกหลังการรักษา ส่วนกลีโอบลาสโตมา (glioblastoma) คือกลีโอมาชนิดที่ร้ายแรงที่สุด (ดูหัวข้อ 5)

การศึกษานี้ไม่มีการสุ่มและไม่มีกลุ่มควบคุม นักวิจัยรายงานว่าการรักษานี้ปลอดภัย การศึกษาระยะที่ 1 ออกแบบมาเพื่อแสดงความปลอดภัย และความปลอดภัยไม่ได้พิสูจน์ว่ายาได้ผล

ค่ามัธยฐานการรอดชีวิตคือ 24 สัปดาห์นับจากได้รับ THC ครั้งแรก (ผู้ป่วย 9 ราย ไม่มีการสุ่ม) เมื่อไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ ตัวเลขนี้จึงบอกไม่ได้ว่า THC มีผลอะไรหรือไม่

Twelves และคณะ, 2021

ทีมวิจัยที่นำโดย Chris Twelves แห่งมหาวิทยาลัยลีดส์ (University of Leeds) สหราชอาณาจักร ทำการทดลองระยะ 1b ตีพิมพ์ใน British Journal of Cancer (2021; 124:1379–87) ทีมนี้ให้ nabiximols ร่วมกับ temozolomide ในผู้ป่วยกลีโอบลาสโตมาที่กลับเป็นซ้ำครั้งแรก

  • Nabiximols (นาบิซิมอลส์) เป็นยาพ่นในช่องปากที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ทำจากสารสกัดกัญชาที่มี THC และ CBD (cannabidiol) ดูหัวข้อยาแคนนาบินอยด์ที่ได้รับการอนุมัติ
  • Temozolomide (เทโมโซโลไมด์) เป็นยาเคมีบำบัด และเป็นยามาตรฐานสำหรับกลีโอบลาสโตมา

ในช่วงที่สุ่มและมีกลุ่มยาหลอก ผู้ป่วย 12 รายได้ nabiximols และ 9 รายได้ยาหลอก (รวม 21 ราย) หลังจาก 1 ปี กลุ่มที่ได้ nabiximols ยังมีชีวิตอยู่ 83% เทียบกับ 44% ในกลุ่มยาหลอก (p = 0.042)

ค่า p ใช้ประมาณว่า ถ้ายาไม่มีผลจริง โอกาสที่จะเห็นความแตกต่างขนาดนี้หรือมากกว่ามีเท่าไร นักวิจัยมักเรียกค่าที่ต่ำกว่า 0.05 ว่า “มีนัยสำคัญ” แต่การทดลองนี้ออกแบบมาเพื่อทดสอบความปลอดภัยและความทนต่อยา ไม่ได้ออกแบบมาทดสอบการรอดชีวิต การเปรียบเทียบการรอดชีวิตจึงเป็นแค่การสำรวจเบื้องต้น และค่า p ประมาณ 0.04 นี้ดูดีแค่บนกระดาษเท่านั้น

รายงานการทดลองยังระบุว่าผู้ป่วยในกลุ่มยาหลอก 2 รายเสียชีวิตภายใน 40 วันแรกหลังเข้าร่วม ผู้วิจัยเองก็เรียกร้องให้ทำการทดลองแบบสุ่มที่มีผู้ป่วยมากพอจะให้คำตอบที่เชื่อถือได้

ผลนี้ถูกยกมาอ้างบ่อย ถ้าคุณจะอ้าง ให้ใส่ตัวเลขด้วยทุกครั้ง: ผู้ป่วย 12 รายเทียบกับ 9 ราย ในกลุ่มที่เล็กขนาดนี้ และมีผู้เสียชีวิตเร็วในกลุ่มหนึ่ง ความบังเอิญอย่างเดียวก็อธิบายความแตกต่างได้ง่าย ๆ หรืออาจเป็นเพราะผู้ป่วยสองกลุ่มมีสภาพไม่เหมือนกันตั้งแต่แรก ผลนี้เป็นสัญญาณที่ควรทดสอบต่อตามที่ผู้วิจัยบอก แต่ยังไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาใช้รักษา

นักวิจัยในสาขานี้เองก็เขียนไว้ในบทความปริทัศน์ว่า หลักฐานด้านต้านมะเร็งโดยพื้นฐานยังอยู่ในระดับพรีคลินิก ตัวอย่างหนึ่งคือ Hinz & Ramer, “Cannabinoids as anticancer drugs: current status of preclinical research” (British Journal of Cancer, 2022) จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครทำการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มยาหลอกในผู้ป่วยมะเร็ง ที่มีผู้ป่วยมากพอจะให้คำตอบที่เชื่อถือได้

หมายเหตุผู้แปล: nabiximols เป็นผลิตภัณฑ์ยาที่มีขนาดยาคงที่ทุกครั้งที่พ่น ส่วนน้ำมันกัญชาที่ขายหรือส่งต่อกันในไทยเป็นคนละเรื่องกัน ปริมาณ THC และ CBD ในน้ำมันพวกนั้นไม่มีใครรู้ เว้นแต่จะส่งรุ่นการผลิตนั้นไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการ ถ้ามีคนเอาผลของ Twelves มาใช้ขายน้ำมันให้คุณ ผลนั้นใช้กับน้ำมันขวดนั้นไม่ได้ ถ้าน้ำมันมีใบรับรองผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ ดูวิธีอ่านใบรับรองผลการวิเคราะห์กัญชา

สิ่งที่คุณทำได้: ก่อนจะอ้างการทดลองใด ๆ ให้จดไว้ 3 อย่าง: มีผู้ป่วยกี่ราย มีกลุ่มควบคุมหรือไม่ และการทดลองออกแบบมาเพื่อทดสอบอะไร ถ้าหาไม่ครบทั้ง 3 อย่าง อย่าเอาผลนั้นไปแนะนำใคร

4. ผลจากห้องปฏิบัติการ 2 ข้อที่แทบไม่มีใครยกมาพูด

การศึกษาในห้องปฏิบัติการมักใช้แคนนาบินอยด์ที่ความเข้มข้นสูงกว่าระดับในเลือดที่คนได้รับจากการใช้ยาขนาดใด ๆ อยู่มาก ในเนื้องอกสมองช่องว่างนี้ยิ่งกว้างขึ้นอีก เพราะสมองมีด่านกั้นระหว่างเลือดกับสมอง (blood–brain barrier) ซึ่งเป็นผนังหลอดเลือดที่เรียงตัวแน่นและกันสารหลายชนิดไม่ให้เข้าเนื้อสมอง หัวข้อการเคลื่อนที่ของแคนนาบินอยด์ในร่างกาย (เภสัชจลนศาสตร์)อธิบายว่าทำไมระดับในเลือดจึงต่ำ

มีผลบางชิ้นที่ชี้ไปทางตรงข้ามด้วย ที่ความเข้มข้นต่ำ แคนนาบินอยด์ทำให้เซลล์มะเร็งบางชนิดโตเร็วขึ้น

งานวิจัยในหนูทดลองที่ตีพิมพ์ปี 2022 (Xiong et al., Signal Transduction and Targeted Therapy, 2022) พบว่าแคนนาบินอยด์ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเนื้องอกได้อ่อนลง เซลล์ที่ได้รับผลคือเซลล์ที (T cell) ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่โจมตีเนื้องอก ผลนี้เกิดผ่านยีน CNR2 ซึ่งเป็นยีนที่สร้างตัวรับแคนนาบินอยด์ CB2 และผ่านสายสัญญาณที่เรียกว่า JAK/STAT หัวข้อกัญชากับโรคมะเร็งที่ลิงก์ไว้ในหัวข้อ 1 อธิบายทั้งเรื่องความเข้มข้นและเรื่องภูมิคุ้มกันไว้อย่างละเอียด

สิ่งที่คุณทำได้: ถ้าคนในครอบครัวกำลังรักษามะเร็งอยู่ อย่าเพิ่มผลิตภัณฑ์กัญชาเข้าไปเอง และเนื่องจากผลการศึกษาเรื่องภูมิคุ้มกันข้างต้น ให้ปรึกษาแพทย์มะเร็งก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ทุกครั้ง

5. กลีโอบลาสโตมาคืออะไร และการรักษาในปัจจุบันให้ผลแค่ไหน

“กลีโอมาชนิดร้าย” ไม่ได้เป็นโรคเดียว องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นผู้ออกเกณฑ์จำแนกเนื้องอกสมองอย่างเป็นทางการ ฉบับปัจจุบันเรียกว่า CNS5 (2021) ตาม CNS5 กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้มีดังนี้

  • กลีโอบลาสโตมา ชนิด IDH-wildtype เกรด 4: ชนิดที่ร้ายแรงที่สุด “IDH-wildtype” หมายถึงเซลล์เนื้องอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงในยีน IDH
  • แอสโทรไซโตมาและโอลิโกเดนโดรกลีโอมาชนิด IDH-mutant เกรด 2–3: เนื้องอกที่เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงในยีน IDH ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีการพยากรณ์โรคดีกว่ามาก และใช้วิธีรักษาต่างออกไป
  • เนื้องอกชนิด IDH-mutant เกรด 2: การรักษาเนื้องอกกลุ่มนี้ตอนนี้มียา vorasidenib (โวราซิเดนิบ) ด้วย ยานี้ไปยับยั้งเอนไซม์ IDH ที่ผิดปกติ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) อนุมัติยานี้ในปี พ.ศ. 2567 (ค.ศ. 2024)

ตัวเลขทั้งหมดต่อไปนี้ใช้กับกลีโอบลาสโตมาเท่านั้น

เอกสารเรื่องกัญชารุ่นเก่าให้ค่ามัธยฐานการรอดชีวิตไว้ที่ 40 ถึง 50 สัปดาห์นับจากวันวินิจฉัย ตัวเลขนี้มาจากยุคที่ยังใช้วิธีรักษาแบบเก่า

ทุกวันนี้ การรักษามาตรฐานสำหรับผู้ป่วยกลีโอบลาสโตมาที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยมี 3 ขั้นตอน

  1. ผ่าตัด เอาเนื้องอกออกให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้อย่างปลอดภัย
  2. ฉายรังสีพร้อมกับให้ temozolomide ให้ temozolomide ขนาด 75 mg/m² ต่อวันนาน 6 สัปดาห์ ควบคู่กับฉายรังสี 60 Gy แบ่งเป็น 30 ครั้ง “mg/m²” หมายถึงคิดขนาดยาตามพื้นที่ผิวร่างกาย ซึ่งคำนวณจากส่วนสูงและน้ำหนัก ส่วน “Gy” (เกรย์) คือหน่วยของปริมาณรังสี
  3. ให้ temozolomide ต่ออีก 6 รอบ (maintenance) หลังฉายรังสีเสร็จ

มาตรฐานนี้มาจากการทดลองขนาดใหญ่ที่เครือข่ายวิจัยมะเร็ง 2 แห่งทำร่วมกัน คือ องค์การวิจัยและรักษามะเร็งแห่งยุโรป (European Organisation for Research and Treatment of Cancer) และสถาบันมะเร็งแห่งชาติแคนาดา (National Cancer Institute of Canada) หรือ EORTC/NCIC Stupp และคณะ ซึ่งเป็นทีมที่ทำการทดลองนี้ ตีพิมพ์ผลใน New England Journal of Medicine (2005; 352:987–96) ส่วนผลระยะ 5 ปีตีพิมพ์ในรายงานฉบับต่อมา (Lancet Oncology, 2009; 10:459–66)

การทดลอง EORTC/NCIC ค่ามัธยฐานการรอดชีวิต มีชีวิตอยู่ที่ 2 ปี มีชีวิตอยู่ที่ 5 ปี
ฉายรังสีอย่างเดียว 12.1 เดือน 10.4% 1.9%
ฉายรังสี + temozolomide 14.6 เดือน 26.5% 9.8%

การทดลองมีการคัดเลือกผู้ป่วย เช่น คัดตามความแข็งแรงของร่างกาย การรอดชีวิตของผู้ป่วยกลีโอบลาสโตมาทั้งหมดโดยรวมจึงมักต่ำกว่าตัวเลขเหล่านี้

สนามไฟฟ้ารักษาเนื้องอก (tumour-treating fields) มาจากอุปกรณ์ที่ติดไว้บนหนังศีรษะที่โกนผมออก อุปกรณ์นี้ส่งสนามไฟฟ้ากระแสสลับอ่อน ๆ เข้าไปในสมอง เพื่อรบกวนการแบ่งตัวของเซลล์เนื้องอก ในการทดลอง EF-14 (Stupp et al., JAMA, 2017) ผู้ป่วยใช้อุปกรณ์นี้เพิ่มจากการให้ temozolomide ต่อหลังฉายรังสี (maintenance) ค่ามัธยฐานการรอดชีวิตเพิ่มเป็น 20.9 เดือน เทียบกับ 16.0 เดือน ในผู้ป่วยที่ได้ temozolomide อย่างเดียว

เมื่อเนื้องอกกลับมา ผู้ป่วยบางรายที่ผ่านการคัดเลือกอาจผ่าตัดซ้ำหรือฉายรังสีอีกรอบได้ อีกทางเลือกหนึ่งคือ bevacizumab (เบวาซิซูแมบ) ซึ่งเป็นยาให้ทางหลอดเลือดดำที่ยับยั้งการสร้างหลอดเลือดของเนื้องอก ทางเลือกเหล่านี้คุมโรคหรือคุมอาการได้ระยะหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้น เนื้องอกก็กลับมาโตอีกในผู้ป่วยเกือบทุกราย

ตัวเลขเหล่านี้อ่านแล้วหนักใจ และบทความนี้ตั้งใจเขียนให้ตรงไปตรงมา คำอ้างว่า “รักษาหาย” ทำร้ายผู้ป่วยได้มากที่สุดก็ในสถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่เพราะผู้ป่วยหลงเชื่อง่าย แต่เพราะทางเลือกมาตรฐานช่วยได้น้อยมาก โอกาสไหนก็ดูน่าลองไปหมด

ข้อมูลการรอดชีวิตของคนที่ใช้การแพทย์ทางเลือกจึงสำคัญตรงนี้ หัวข้อเมื่อผู้ป่วยปฏิเสธการรักษามะเร็งพูดถึงงานวิจัยในมะเร็งชนิดที่รักษาหายได้ ผู้ป่วยบางรายในงานวิจัยนั้นใช้การแพทย์ทางเลือก แทน การรักษามาตรฐาน ค่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต (hazard ratio) ของพวกเขาคือ 2.50 หมายความว่าในช่วงเวลาที่ศึกษา พวกเขามีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงเป็นสองเท่าครึ่ง

กลีโอบลาสโตมารักษาให้หายไม่ได้ การชั่งน้ำหนักจึงต่างออกไปและสูสีกว่า แต่การผ่าตัด การให้ temozolomide ร่วมกับฉายรังสี และสนามไฟฟ้ารักษาเนื้องอก ช่วยยืดชีวิตได้หลายเดือน และบางครั้งก็หลายปี การรักษาเหล่านี้คือสิ่งที่การทดลองแบบสุ่มสนับสนุน

หมายเหตุผู้แปล: ในไทย ให้ถามโรงพยาบาลที่รักษาว่าทำขั้นตอนไหนได้บ้าง และสิทธิการรักษาของคุณครอบคลุมค่าใช้จ่ายส่วนไหน การรักษาเหล่านี้ต้องทำในโรงพยาบาลที่มีแผนกประสาทศัลยกรรมและแผนกรังสีรักษา ถ้าครอบครัวอยู่ต่างจังหวัด ให้ขอใบส่งตัวจากโรงพยาบาลใกล้บ้านโดยเร็วที่สุด อย่ารอให้อาการแย่ลงก่อน

สิ่งที่คุณทำได้: ขอให้ทีมแพทย์ผู้รักษาเขียนผลวินิจฉัยที่ชัดเจนไว้ให้ ได้แก่ ชนิดของเนื้องอก เกรด และสถานะ IDH ตัวเลขการรอดชีวิตและทางเลือกการรักษาขึ้นอยู่กับข้อมูล 3 อย่างนี้

6. อะไรบ้างที่สมเหตุสมผล

การบรรเทาอาการเป็นบทบาทที่มีอยู่จริง

กลุ่มมาดริดเขียนไว้เองว่าแคนนาบินอยด์มีฤทธิ์ประคับประคองหลายด้านในผู้ป่วยมะเร็ง อาการคลื่นไส้ ความอยากอาหาร การนอนหลับ และอาการปวด เป็นอาการที่แคนนาบินอยด์อาจช่วยบรรเทาได้จริง หลักฐานที่แข็งที่สุดคือเรื่องอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด

บอกทีมแพทย์ผู้รักษาทุกอย่าง

Temozolomide ออกฤทธิ์ได้เมื่อสลายตัวทางเคมีเองในร่างกาย เอนไซม์ CYP เป็นเอนไซม์ในตับที่ย่อยสลาย (เมแทบอไลซ์) ยาหลายชนิด แต่มีบทบาทน้อยมากในการทำให้ temozolomide ออกฤทธิ์ ดังนั้น temozolomide จึงไม่ใช่ตัวหลักที่ต้องกังวลเรื่องปฏิกิริยาระหว่างยา การทดลองของ Twelves ก็ไม่พบว่า nabiximols ทำให้การดูดซึมและการกำจัด temozolomide ในร่างกายเปลี่ยนไปอย่างมีความสำคัญทางคลินิก

ความเสี่ยงจริงมาจากยาตัวอื่นที่ผู้ป่วยเนื้องอกสมองใช้บ่อย

  • Dexamethasone (เดกซาเมทาโซน) เป็นยาสเตียรอยด์ที่ใช้กันแพร่หลายเพื่อลดสมองบวม เอนไซม์ CYP3A4 ในตับเป็นตัวย่อยสลายยานี้ และแคนนาบินอยด์ก็ใช้เอนไซม์ตัวเดียวกัน
  • ยากันชักที่เร่งเอนไซม์ เช่น carbamazepine (คาร์บามาเซพีน) และ phenytoin (ฟีนิโทอิน) เปลี่ยนระดับแคนนาบินอยด์ในเลือดได้ ยาเหล่านี้เป็นยากันชักที่เร่งการทำงานของเอนไซม์ในตับ
  • CBD เพิ่มระดับสารออกฤทธิ์ที่ได้จากการสลายตัวของ clobazam Clobazam (โคลบาซัม) เป็นยากันชัก ผู้ป่วยจึงง่วงซึมมากขึ้น
  • Levetiracetam (ลีวีไทราซีแทม) เป็นยากันชักที่ใช้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยเนื้องอกสมอง เท่าที่ทราบยานี้มีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นน้อย

เรื่องเหล่านี้ประเมินเองที่บ้านไม่ได้ ให้ส่งรายการทุกอย่างที่ผู้ป่วยใช้อยู่ให้ทีมแพทย์ผู้รักษาครบทั้งหมด หัวข้อปฏิกิริยาระหว่างยากับกัญชามีรายการที่คุณพกไปให้แพทย์ดูได้

หมายเหตุผู้แปล: ในไทย ครอบครัวมักให้ยาสมุนไพร ยาแผนโบราณ และน้ำมันกัญชาไปพร้อมกัน ให้ใส่ทุกอย่างลงในรายการ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีฉลากด้วย โรงพยาบาลหลายแห่งในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์ ให้ถามว่าโรงพยาบาลที่รักษาอยู่มีคลินิกนี้หรือไม่ ถ้ามี ให้ขอส่งตัวไปที่คลินิกนั้นแทนการซื้อน้ำมันเอง

หมายเหตุผู้แปลสำหรับผู้ปลูก: ญาติหรือเพื่อนอาจขอให้คุณทำน้ำมันกัญชาให้ผู้ป่วย ให้ปฏิเสธ แล้วแนะนำให้ไปหาแพทย์ผู้รักษา มาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ครอบคลุมการแปรรูปสมุนไพรควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาต ตามมาตรา 78 โทษคือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2569 ใบอนุญาตสำหรับสารสกัดกัญชาที่มี THC เกิน 0.2% ออกให้ผู้ยื่นคำขอเพียง 3 กลุ่มเท่านั้น ได้แก่ นิติบุคคลไทยที่ไม่ถือเป็น “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หน่วยงานของรัฐ และสภากาชาดไทย ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องกฎหมาย น้ำมันที่ไม่รู้ความแรงยังอาจเกิดปฏิกิริยากับยากันชักและสเตียรอยด์ที่ผู้ป่วยใช้อยู่ ตามที่อธิบายไว้ข้างบน

มีการทดลองทางคลินิกอยู่

ผู้ป่วยกลีโอมาที่สนใจแคนนาบินอยด์ควรถามแพทย์ด้านมะเร็งระบบประสาทของตนเรื่องการทดลองทางคลินิก มีแต่การทดลองที่ทำอย่างถูกต้องเท่านั้นที่เปลี่ยนผลแบบ 12 รายเทียบกับ 9 ราย ให้กลายเป็นคำตอบจริงได้ ถ้าไม่มีการทดลองแบบนั้น ผลนี้ก็ยังเป็นแค่ข่าวลือ

หมายเหตุผู้แปล: คุณค้นหาการทดลองได้ที่ ClinicalTrials.gov ซึ่งเป็นฐานข้อมูลทะเบียนสาธารณะที่ดูแลโดยหอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (US National Library of Medicine) และค้นได้ที่ระบบทะเบียนการวิจัยทางคลินิกของประเทศไทย (Thai Clinical Trials Registry: TCTR) ที่ thaiclinicaltrials.org ให้ค้นคำว่า “glioblastoma” คู่กับ “cannabinoid” หรือ “nabiximols” ถ้าเจอการทดลองที่น่าสนใจ ให้นำไปให้แพทย์ด้านมะเร็งระบบประสาทดู แพทย์จะประเมินได้ว่าผู้ป่วยเข้าเกณฑ์หรือไม่

ทำอย่างไรกับบทความ “กัญชารักษามะเร็งสมองหาย”

หลักฐานเรื่องแคนนาบินอยด์กับกลีโอมามีลักษณะเหมือนหลักฐานเบื้องหลังคำอ้าง “กัญชารักษามะเร็งหาย” ทุกเรื่อง คือมาจากงานในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ และยังไม่มีการทดลองในคนครั้งไหนที่มีผู้ป่วยมากพอจะให้คำตอบที่เชื่อถือได้ ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือกลุ่มมาดริดไม่เคยอ้างว่ารักษาหาย คนอื่นเป็นผู้เอาคำอ้างนี้ไปแปะไว้กับงานของพวกเขา

ถ้าคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเนื้องอกสมอง และมีคนส่งข้อมูลเรื่องน้ำมันกัญชามาให้

  1. อย่าเริ่ม หยุด หรือเปลี่ยนการรักษาใด ๆ เพราะข้อมูลนั้น
  2. นำข้อมูลนั้นไปให้ทีมแพทย์ด้านมะเร็งระบบประสาทของคุณ และขอให้แพทย์อ่านไปด้วยกัน
  3. ถ้าอยากให้ช่วยตรวจแหล่งที่มา ให้โพสต์ข้อมูลนั้นเป็นคำตอบใต้หัวข้อนี้ สมาชิกจะช่วยเทียบกับงานวิจัยต้นฉบับให้

นี่คือข้อมูลเพื่อการศึกษาทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ กัญชาไม่ใช่วิธีรักษากลีโอมา ยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลใดอนุมัติแคนนาบินอยด์ตัวไหนให้ใช้รักษามะเร็ง

เอกสารอ้างอิง

  • Velasco et al. Mol Neurobiol 2007;36:60–67.
  • Guzmán. Nat Rev Cancer 2003;3:745–755.
  • Guzmán et al. Br J Cancer 2006;95:197–203.
  • Twelves et al. Br J Cancer 2021;124:1379–87.
  • Hinz & Ramer. “Cannabinoids as anticancer drugs: current status of preclinical research.” Br J Cancer 2022;127:1–13.
  • Xiong et al. Signal Transduct Target Ther 2022;7:99.
  • World Health Organization Classification of Tumours of the Central Nervous System, 5th edition (CNS5), 2021.
  • Stupp et al. N Engl J Med 2005;352:987–96.
  • Stupp et al. Lancet Oncol 2009;10:459–66.
  • Stupp et al. (การทดลอง EF-14). JAMA 2017.
  • การอนุมัติยา vorasidenib โดยองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA), 2024.