การศึกษา "ลิงตาย": การทดลองชิ้นเดียวจากทศวรรษ 1970 ที่ไม่มีใครทำซ้ำได้ หล่อหลอมความเชื่อเรื่องกัญชากับสมองอย่างไร (ตอนที่ 1 จาก 2)

ในช่วงทศวรรษ 1970 (ราว พ.ศ. 2513–2522) จิตแพทย์ชาวอเมริกันคนหนึ่งรายงานว่ากัญชาทำให้สมองของลิงเสียหายถาวร ข้อกล่าวอ้างนี้ถึงหูสาธารณชนในปี พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) จากนั้นก็เข้าไปอยู่ในการเมืองสหรัฐฯ และถูกย่อเหลือประโยคเดียวว่า “กัญชาฆ่าเซลล์สมอง” ไม่เคยมีทีมวิจัยอื่นทำซ้ำแล้วได้ผลแบบเดียวกัน ส่วนงานวิจัยในลิงที่ใหญ่กว่าอีกสองชิ้นก็ไม่พบความเสียหายแบบนั้น ในช่วงเดียวกัน นักมานุษยวิทยาที่ได้ทุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไปศึกษาคนในจาเมกาที่ใช้กัญชาปริมาณมากมานานหลายปี และพบอันตรายที่เห็นได้ชัดน้อยมาก ฝ่ายสนับสนุนกัญชาก็ยกผลนี้มาอ้างตั้งแต่นั้นเรื่อยมา สองเรื่องนี้เหมือนภาพในกระจกที่กลับด้านกัน เมื่อดูคู่กันจะเห็นว่าผลวิจัยเก่าชิ้นหนึ่งกลายเป็นความเชื่อฝังแน่นของสังคมได้อย่างไร และทำไมจึงยังถูกพูดต่อกันมาแม้งานวิจัยจะไปไกลกว่านั้นแล้ว

ตอนนี้ว่าด้วยการศึกษาในลิง สิ่งที่เกิดขึ้นกับงานชิ้นนี้ และเหตุที่ความเชื่อนี้อยู่มาได้นาน ส่วนตอนที่ 2 ว่าด้วยงานวิจัยภาคสนามในจาเมกาและคอสตาริกา คำถาม 5 ข้อที่ควรถามเมื่อเจอผลวิจัยที่ฟังดูน่าตื่นเต้น และสิ่งที่นำมาใช้ได้ในประเทศไทย

บทความนี้เป็นกรณีศึกษาเรื่องวิธีอ่านงานวิจัยและข่าวเกี่ยวกับงานวิจัย เนื้อหาครอบคลุมงานวิจัยที่ได้ทุนจากสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 บทความนี้ไม่ได้บอกว่ากัญชาไม่มีอันตราย และไม่มีส่วนใดเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ หลักฐานปัจจุบันเรื่องความเสี่ยงของกัญชามีพูดคุยไว้ในหมวด วิทยาศาสตร์และการวิจัย ส่วนคำถามเรื่องขนาดการใช้ในทางปฏิบัติ ให้ไปถามในหัวข้อ เริ่มน้อย ค่อยๆ เพิ่ม

1. งานวิจัยและข้อกล่าวอ้าง

โรเบิร์ต กัลเบรธ ฮีธ (Robert Galbraith Heath) เป็นจิตแพทย์ที่มหาวิทยาลัยทูเลน (Tulane University) ในสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 1970 เขารายงานว่ากัญชาทำให้สมองของลิงวอก (rhesus monkey) เปลี่ยนแปลงอย่างถาวร ในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร People เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2517 เขาพูดไว้ว่า “แอลกอฮอล์เป็นยาที่ไม่ซับซ้อนและออกฤทธิ์แค่ชั่วคราว แต่กัญชาซับซ้อนและออกฤทธิ์ค้างอยู่นาน” [2]

มีรายงานข่าวสองชิ้นที่บรรยายการทดลองนี้ รายงานใน The New York Times เมื่อปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) บอกว่าลิงถูกฝึกให้สูบควันในปริมาณเท่ากับบุหรี่กัญชาวันละหนึ่งมวน ลิงสูบสัปดาห์ละห้าวัน ต่อเนื่องหกเดือน [3]

บทสัมภาษณ์ปี พ.ศ. 2517 พูดถึงงานวิจัยที่ได้ทุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (National Institutes of Health) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยทางการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐฯ งานนี้ใช้ลิง 13 ตัว แบ่งเป็นสามกลุ่ม [2]:

  • กลุ่มได้รับควันมาก: ประมาณวันละสามมวน
  • กลุ่มได้รับควันปานกลาง: วันละหนึ่งมวน
  • กลุ่มควบคุม: ลิงที่สูบกัญชาซึ่งไม่มีสารออกฤทธิ์ กลุ่มควบคุมคือกลุ่มที่ผ่านขั้นตอนเหมือนกันทุกอย่างแต่ไม่ได้รับสารออกฤทธิ์ นักวิจัยจึงนำไปเทียบกับกลุ่มที่ได้รับสารได้

ลำดับเวลาเป็นเรื่องสำคัญ ข้อกล่าวอ้างนี้เผยแพร่สู่สาธารณะในปี พ.ศ. 2517 ปีเดียวกันนั้น มีการนำเสนอว่ากัญชาทำลายสมองในการไต่สวนของคณะอนุกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ ซึ่งมีวุฒิสมาชิกเจมส์ อีสต์แลนด์ (James Eastland) เป็นประธาน [4] หลังจากนั้นสื่อและนักการเมืองก็นำเรื่องนี้ไปพูดต่อ

บทความวิจัยหลักของฮีธที่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer-reviewed) ตีพิมพ์หลังจากนั้นหกปี คือในปี พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) ในวารสาร Biological Psychiatry [1] “ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ” หมายความว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่นได้ตรวจบทความก่อนที่วารสารจะรับตีพิมพ์ บทความนี้รายงานงานวิจัยสองชิ้น ใช้ลิงรวมทั้งหมด 21 ตัว

คณะผู้วิจัยรายงานว่าผลที่บันทึกได้จากการทำงานของสมองส่วนลึกผิดปกติ และยังรายงานการเปลี่ยนแปลงที่ไซแนปส์ (synapse) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท พวกเขาเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ผ่านกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ดังนั้นสาธารณชนจึงได้ยินข้อความนี้ไปหลายปีก่อนที่จะมีบทความฉบับเต็มให้ตรวจสอบได้

ข้อความที่ถึงหูสาธารณชนยังพูดแรงกว่าที่เขียนไว้ในบทความวิจัยทุกชิ้น นั่นคือ “กัญชาฆ่าเซลล์สมอง” แต่บทความปี พ.ศ. 2523 รายงานเพียงว่าโครงสร้างของสมองเปลี่ยนไป ไม่ได้รายงานว่าเซลล์สมองตาย

ลองทำดู: เมื่อเจอข้อกล่าวอ้างแรงๆ เรื่องกัญชา ให้หาวันที่ของข่าวชิ้นแรกและวันที่ของบทความวิทยาศาสตร์ ถ้าข่าวมาก่อน ให้อ่านว่าบทความรายงานอะไรไว้จริงก่อนที่คุณจะส่งต่อ

2. เกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น: ไม่มีใครทำซ้ำได้ และมีงานวิจัยใหญ่กว่าอีกสองชิ้น

ไม่เคยมีทีมวิจัยอื่นทำซ้ำแล้วได้ผลแบบที่ฮีธรายงาน สิ่งที่ตามมากลับเป็นงานวิจัยในลิงที่ใหญ่กว่าอีกสองชิ้น

  • ศูนย์วิจัยพิษวิทยาแห่งชาติ (National Center for Toxicological Research — NCTR) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยของรัฐบาลสหรัฐฯ ทีมที่นำโดย ดร.วิลเลียม สลิกเกอร์ (William Slikker) ใช้ลิงประมาณ 64 ตัว ครึ่งหนึ่งได้รับควันกัญชานานหนึ่งปี ผลชุดแรกตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) [5]
  • SRI International ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในสหรัฐฯ ชาร์ลส์ รีเบิร์ต (Charles Rebert) และกอร์ดอน ไพรเออร์ (Gordon Pryor) ให้ลิงมากกว่า 30 ตัวได้รับควันนาน 6–12 เดือน และรายงานผลในปี พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) [6]

ในปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) กลุ่ม California NORML ซึ่งรณรงค์ให้ปฏิรูปกฎหมายกัญชา ได้สรุปงานวิจัยทั้งสองชิ้นไว้ [7] สมองของลิงถูกตรวจหลังหยุดให้ควันไปแล้วไม่กี่เดือน ทั้งสองงานไม่พบการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านโครงสร้างและด้านเคมีประสาท (neurochemical) หรือเคมีในสมอง

เรื่องราวทางวิทยาศาสตร์มีอยู่เท่านี้ คือมีผลวิจัยที่น่าตกใจหนึ่งชิ้น ไม่มีทีมไหนทำซ้ำได้ และมีงานวิจัยใหญ่กว่าอีกสองชิ้นที่ได้ผลตรงข้าม

ลองทำดู: เวลาตรวจสอบข้อกล่าวอ้าง ให้หางานวิจัยรุ่นหลังที่ศึกษาคำถามเดียวกันด้วย อย่าดูแค่ชิ้นแรก วิธีเริ่มง่ายๆ คือค้นด้วยชื่อผู้วิจัยคนแรก ใส่หัวข้อเรื่อง และใส่ทศวรรษที่ตามมาทีหลัง

3. การทำซ้ำ: ทำไมงานวิจัยชิ้นเดียวยังไม่พอ

การทำซ้ำ (replication) คือการที่ทีมวิจัยอื่นซึ่งเป็นอิสระ ทำการทดลองเดิมอีกครั้งเพื่อดูว่าได้ผลเหมือนกันหรือไม่ ถ้ายังไม่มีการทำซ้ำ งานวิจัยชิ้นเดียวก็เป็นแค่สมมติฐาน คือแนวคิดที่ยังต้องพิสูจน์ ข้อนี้ใช้ได้ไม่ว่าผลจะน่าตกใจแค่ไหน การทำซ้ำคือสิ่งที่ทำให้ผลวิจัยกลายเป็นความรู้

งานวิจัยชิ้นเดียวอาจทำให้เข้าใจผิดได้หลายทาง ถ้าใช้สัตว์หรือคนจำนวนน้อย ความบังเอิญอย่างเดียวก็ทำให้เกิดความแตกต่างมากได้ วิธีวิจัยอาจมีจุดบกพร่องที่ทีมเดิมมองไม่เห็น สภาพในห้องแล็บแห่งหนึ่งอาจต่างจากแล็บอื่นๆ ทุกแห่งก็ได้

เพราะเหตุนี้ การทำซ้ำจึงต้องมาจากทีมที่เป็นอิสระ ไม่ใช่แล็บเดิม ทีมอิสระใช้อุปกรณ์และบุคลากรของตัวเอง และไม่มีเหตุผลที่จะอยากให้ผลชิ้นแรกเป็นจริง

ขนาดกลุ่มตัวอย่างก็สำคัญ งานวิจัยขนาดเล็กตั้งคำถามได้ แต่ไม่ค่อยตอบคำถามได้จบด้วยตัวเอง งานของฮีธใช้ลิง 13 ตัวในงานที่เล่าไว้เมื่อปี พ.ศ. 2517 และ 21 ตัวในบทความปี พ.ศ. 2523 ส่วนงานวิจัยสองชิ้นที่ตามมามาจากทีมอิสระ ใช้ลิงประมาณ 64 ตัว และมากกว่า 30 ตัว ทั้งสองงานไม่พบความเสียหายของสมอง หลักฐานจึงหันมาค้านข้อกล่าวอ้างของฮีธ

ตรรกะเดียวกันนี้ใช้ในฟาร์มได้ สมมติว่าเต็นท์หนึ่งให้ผลผลิตมากขึ้นหลังจากคุณเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ผลิตภัณฑ์นั้นอาจเป็นสาเหตุจริง แต่สาเหตุอาจเป็นเพราะเดือนนั้นอากาศเย็นกว่า ได้กิ่งโคลนคนละต้นแม่ หรือได้วัสดุปลูกล็อตที่ดีกว่าก็ได้ คุณจึงควรทดสอบซ้ำในรอบปลูกถัดไปก่อนจะเปลี่ยนทั้งฟาร์ม ถ้ามีผู้ปลูกคนอื่นลองแล้วได้ผลแบบเดียวกันด้วยก็ยิ่งดี

ลองทำดู: ก่อนจะลงมือทำตามผลวิจัยที่น่าตื่นเต้น ให้ถามคำถามเดียวก่อน คือมีทีมอิสระทำซ้ำแล้วหรือยัง ถ้าหางานที่ทำซ้ำไม่เจอ ให้ถือว่าผลนั้นยังเป็นคำถามที่รอคำตอบ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

4. ข้อกล่าวหาว่า “ลิงขาดอากาศหายใจ”: ยังเป็นข้อโต้แย้ง ไม่ใช่สิ่งที่พิสูจน์แล้ว

งานเขียนของฝ่ายสนับสนุนกัญชากล่าวหาไปไกลกว่านั้นมาก โดยบอกว่าลิงไม่ได้สูบควันแบบปกติเลย ตามเรื่องเล่านี้ ลิงถูกอัดควันปริมาณมากผ่านหน้ากากภายในไม่กี่นาที โดยไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอ ความเสียหายจึงมาจากพิษคาร์บอนมอนอกไซด์และการขาดออกซิเจน ไม่ได้มาจากแคนนาบินอยด์ ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ในกัญชา

โดยทั่วไปมักสืบที่มาของข้อกล่าวหานี้ไปถึงปี พ.ศ. 2523 ปีนั้นมีการเปิดเผยรายละเอียดวิธีที่ฮีธให้ควันแก่ลิง และนิตยสาร Playboy นำไปรายงาน เรื่องเล่าของฝ่ายรณรงค์บอกว่าการเปิดเผยนี้เกิดขึ้นหลังมีการยื่นขอข้อมูลตามกฎหมายเสรีภาพในข้อมูลข่าวสารของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้ประชาชนขอดูเอกสารของรัฐได้

ข้อกล่าวหานี้ยังเป็นข้อโต้แย้ง ไม่ใช่สิ่งที่พิสูจน์แล้ว ข้อกล่าวหานี้อาศัยการตีความวิธีให้ควันเพียงแบบเดียว ยังไม่มีทีมใดตีพิมพ์ผลการทำซ้ำที่ยืนยันเรื่องนี้ และวารสารก็ยังไม่ได้ถอนบทความ (retract) ออก ในการจัดทำบทความนี้ ยังไม่สามารถตรวจสอบรายงานต้นฉบับของ Playboy และเอกสารที่ถูกเปิดเผยได้

ข้อมูลที่ตรวจสอบได้บอกเรื่องที่ตรงไปตรงมากว่านั้น งานของฮีธหมดความน่าเชื่อถือเพราะไม่มีใครทำซ้ำได้ ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ระบุจุดบกพร่องเฉพาะเจาะจงที่ทำให้ได้ผลผิด

ความแตกต่างนี้สำคัญ และเป็นเหตุผลที่ควรระวังเรื่องเล่าว่าลิงขาดอากาศหายใจ คุณไม่ต้องใช้เรื่องนี้ก็ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างของฮีธได้ การที่ไม่มีใครทำซ้ำได้ และงานวิจัยใหญ่กว่าสองชิ้นที่ได้ผลตรงข้าม ก็เพียงพอแล้ว ทั้งสองเรื่องมีหลักฐานบันทึกไว้อย่างเป็นอิสระ การนำเรื่องเล่าที่ดูน่าตื่นเต้นมาเสนอเหมือนเป็นข้อเท็จจริง คือความผิดพลาดแบบเดียวกับที่บทความนี้กำลังพูดถึง เพียงแต่ครั้งนี้เป็นฝ่ายสนับสนุนกัญชาที่ทำเอง

ลองทำดู: เวลาแก้ความเชื่อผิดๆ ให้ใช้เหตุผลที่คุณมีหลักฐานยืนยันได้ ถ้าคุณมีคำอธิบายที่น่าตื่นเต้นกว่าแต่ตรวจสอบแหล่งที่มาไม่ได้ ให้บอกไว้ให้ชัด หรือไม่ต้องพูดถึงเลย

5. ทำไมข้อกล่าวอ้างนี้จึงยังอยู่รอดมาได้

มีแรงผลักสี่อย่างที่ทำให้ข้อกล่าวอ้างนี้ยังอยู่ และทั้งสี่อย่างก็ยังมีผลอยู่จนทุกวันนี้

การเมือง ผลวิจัยนี้ถูกนำไปใช้ในสุนทรพจน์ทางการเมืองยุคนั้น เรื่องเล่าในยุคหลังหลายชิ้นบอกว่ารวมถึงโรนัลด์ เรแกน (Ronald Reagan) ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย สื่อการสอนต่อต้านยาเสพติดก็พูดซ้ำข้อกล่าวอ้างนี้อยู่หลายปี เมื่อข้อกล่าวอ้างใดกลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเมือง มันก็จะมีคนสนับสนุนต่อไป ไม่ว่าหลักฐานจะยังรับฟังได้หรือไม่

ข่าวให้พื้นที่ไม่เท่ากัน “กัญชาฆ่าเซลล์สมอง” ขึ้นพาดหัวได้ แต่ “งานวิจัยในลิงยุค 1970 ไม่มีใครทำซ้ำได้” ขึ้นพาดหัวไม่ได้ ผลการทำซ้ำที่ไม่สำเร็จได้รับความสนใจเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับข้อกล่าวอ้างครั้งแรก

ทุกวันนี้ยังวัดรูปแบบนี้ได้อยู่ ในปี พ.ศ. 2565 (ค.ศ. 2022) เกดิน (Gedin) และคณะตีพิมพ์การวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) ในวารสาร JAMA Network Open [8] การวิเคราะห์อภิมานคือการรวมผลของงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาคำถามเดียวกัน เพื่อให้ได้คำตอบภาพรวมที่น่าเชื่อถือกว่า

งานชิ้นนี้รวมผลการทดลองแบบสุ่มที่ศึกษาการรักษาอาการปวดด้วยผลิตภัณฑ์จากกัญชา ในการทดลองแบบสุ่ม จะใช้การสุ่มกำหนดว่าใครได้รับการรักษาจริงและใครได้ยาหลอก ยาหลอก (placebo) คือสิ่งที่หน้าตาเหมือนยาจริงแต่ไม่มีฤทธิ์รักษา เมื่อดูภาพรวม การลดอาการปวดด้วยแคนนาบินอยด์ไม่ต่างจากยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ ถึงอย่างนั้น สื่อก็ยังให้ความสนใจสูงและส่วนใหญ่เป็นไปในทางบวก ไม่ว่าการทดลองแต่ละชิ้นจะพบอะไรก็ตาม

สื่อเก่ายังถูกใช้ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อโรงเรียนหรือหน่วยงานพิมพ์และแจกสื่อการสอนออกไปแล้ว สื่อนั้นก็ยังถูกใช้ต่อไป ครูที่เคยเรียนข้อกล่าวอ้างนี้มาก็นำไปสอนต่อ

มันตรงกับสิ่งที่คนเชื่ออยู่แล้ว ข้อกล่าวอ้างจะอยู่ได้นานที่สุดเมื่อผู้ฟังพร้อมจะรับ ข้อนี้ใช้ได้ทั้งสองฝ่าย ตอนที่ 2 จะแสดงรูปแบบเดียวกันในฝั่งสนับสนุนกัญชา ผ่านงานวิจัยภาคสนามเก่าในจาเมกาและคอสตาริกา

ลองทำดู: เมื่อโพสต์หรือข่าวรายงานผลวิจัยกัญชาที่น่าตื่นเต้น ให้ดูว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ค้นหางานวิจัยรุ่นหลัง หรือการวิเคราะห์อภิมานที่ศึกษาคำถามเดียวกัน แล้วตัดสินข้อกล่าวอ้างจากงานที่ตามมา ไม่ใช่จากพาดหัวข่าว

หมายเหตุผู้แปล: แรงผลักทั้งสี่อย่างนี้ก็เกิดกับคำแนะนำการปลูกในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน ผลที่น่าตื่นเต้นเรื่องปุ๋ย สารเสริม หรือการเปลี่ยนไฟปลูก จะแพร่ไปเร็วมากผ่านร้านค้า โซเชียลมีเดีย และกลุ่มแชต ส่วนการทดสอบรุ่นหลังที่พบว่าไม่ได้ผล แทบไม่เคยแพร่ไปได้ไกลเท่า การทดลองหลายชิ้นยังทำในพื้นที่อากาศเย็นกว่าหรือในห้องที่ควบคุมสภาพได้ ผลจึงอาจใช้ไม่ได้ที่อุณหภูมิ 30–35 °C ในความชื้นช่วงหน้าฝน หรือในฟาร์มที่ไฟดับบ่อย

หมายเหตุผู้แปล: ก่อนจะเปลี่ยนทั้งฟาร์ม ให้ทดลองกับต้นชุดเล็กๆ ก่อน อย่างน้อยหนึ่งรอบปลูกเต็มรอบ ปลูกอีกชุดหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนอะไรไว้ข้างกันเป็นกลุ่มควบคุม จดอุณหภูมิ ความชื้น การให้ปุ๋ย และผลผลิตของทั้งสองชุด วิธีนี้ทำให้คุณรู้ว่าผลนั้นใช้ได้จริงในสภาพของฟาร์มคุณเอง ไม่ใช่แค่ในการทดลองของคนอื่น

คุณถามคำถามหรือแบ่งปันผลการทดสอบของตัวเองได้ในช่องตอบกลับใต้หัวข้อนี้

เอกสารอ้างอิง

  1. Heath RG, Fitzjarrell AT, Fontana CJ, Garey RE. Cannabis sativa: effects on brain function and ultrastructure in rhesus monkeys. Biological Psychiatry. 1980;15(5).
  2. Chandler D. “Pot Is Safe, Right? Wrong, Says a Doctor: It Can Cause Brain Damage.” People, 9 December 1974. https://people.com/archive/pot-is-safe-right-wrong-says-a-doctor-it-can-cause-brain-damage-vol-2-no-24/
  3. Rensberger B. “Marijuana Tied to Brain Change in Monkey Tests.” The New York Times, 13 January 1978. https://www.nytimes.com/1978/01/13/archives/marijuana-tied-to-brain-change-in-monkey-tests.html
  4. US Senate, Committee on the Judiciary, Subcommittee to Investigate the Administration of the Internal Security Act. Marihuana-Hashish Epidemic and Its Impact on United States Security. Hearings, 93rd Congress, 2nd session – 94th Congress, 1st session (9 May 1974 – 8 May 1975). https://catalog.hathitrust.org/Record/001278569
  5. Slikker W Jr, Paule MG, Ali SF, Scallet AC, Bailey JR. Chronic marijuana smoke exposure in the rhesus monkey. I. Plasma cannabinoid and blood carboxyhemoglobin concentrations and clinical chemistry parameters. Fundamental and Applied Toxicology. 1991;17(2):321–334. doi:10.1016/0272-0590(91)90222-p
  6. Rebert CS, Pryor GT. Chronic inhalation of marihuana smoke and brain electrophysiology of rhesus monkeys. International Journal of Psychophysiology. 1993;14(2):144 (abstract). doi:10.1016/0167-8760(93)90230-m
  7. California NORML Reports, April 1992 (พิมพ์ซ้ำโดย Erowid). https://www.erowid.org/plants/cannabis/cannabis_myth16.shtml
  8. Gedin F, Blomé S, Pontén M, et al. Placebo response and media attention in randomized clinical trials assessing cannabis-based therapies for pain: a systematic review and meta-analysis. JAMA Network Open. 2022;5(11):e2243848. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/36441553/

ข้อมูลเพื่อการศึกษาทั่วไปเรื่องการประเมินข้อกล่าวอ้างทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์

อ่านต่อตอนที่ 2: การศึกษา “ลิงตาย”: งานวิจัยภาคสนามในจาเมกาและคอสตาริกา คำถาม 5 ข้อสำหรับผลวิจัยทุกชิ้น และสิ่งที่นำมาใช้ได้ในประเทศไทย (ตอนที่ 2 จาก 2)