บทความนี้เปรียบเทียบวัสดุและระบบปลูกที่ผู้ปลูกหันมาใช้แทนดินธรรมดา ได้แก่ เพอร์ไลท์และวัสดุอื่นที่ช่วยเพิ่มอากาศให้ส่วนผสม ร็อควูล ดินเผาขยาย ระบบไฮโดรโปนิกส์ และไบโอชาร์ (ถ่านชีวภาพ) ช่วงท้ายมีตารางเปรียบเทียบ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัสดุแต่ละชนิด ผลของสภาพอากาศในประเทศไทย และคำแนะนำในการเลือกใช้
ตลอดบทความจะมีตัวเลขสามค่าที่ใช้บ่อย ความพรุนที่มีอากาศ (Air-filled porosity, AFP) คือสัดส่วนของปริมาตรกระถางที่ยังมีอากาศอยู่หลังน้ำส่วนเกินระบายออกไปแล้ว ความสามารถในการอุ้มน้ำ (Water-holding capacity, WHC) คือสัดส่วนที่เก็บน้ำไว้ ความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวก (Cation exchange capacity, CEC) คือความสามารถของวัสดุในการเก็บธาตุอาหารไว้ระหว่างการให้น้ำแต่ละรอบ ถ้า CEC เป็นศูนย์ ธาตุอาหารทั้งหมดต้องมากับน้ำทุกครั้งที่ให้
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1019
4. วัสดุเพิ่มการระบายอากาศ: เพอร์ไลท์ เวอร์มิคูไลท์ พัมมิซ และแกลบ
วัสดุกลุ่มนี้ใช้ผสมกับดินหรือเส้นใยมะพร้าวเพื่อให้มีอากาศมากขึ้น ส่วนตัวดินและเส้นใยมะพร้าวอธิบายไว้แล้วในตอนที่ 1 นอกจากนี้ยังมีกระทู้แยกที่อธิบายความแตกต่างระหว่างเพอร์ไลท์ เวอร์มิคูไลท์ และพัมมิซ
เพอร์ไลท์
เพอร์ไลท์คือแก้วภูเขาไฟที่ถูกเผาจนพองตัว มีขายสามขนาด:
| เกรด | ขนาด | การใช้งาน |
|---|---|---|
| ละเอียด | <3 มม. | เพาะเมล็ด |
| กลาง (#3) | 3–6 มม. | ผสมกับดินหรือเส้นใยมะพร้าว |
| หยาบ (#4) | 6–13 มม. | ไฮโดรโปนิกส์ |
คุณสมบัติของเพอร์ไลท์คือ WHC 20–35% AFP 30–55% CEC ประมาณ 0 และ pH 6.5–7.5 อัตราที่ใช้กันทั่วไปคือ 20–30% ของส่วนผสมเมื่อผสมกับดิน และ 30–50% เมื่อผสมกับเส้นใยมะพร้าว ในถังแบบ hempy (hempy bucket) จะใช้เพอร์ไลท์ล้วน 100% ถังแบบ hempy เป็นระบบง่าย ๆ คือเจาะรูระบายน้ำสูงจากก้นถังขึ้นมาเล็กน้อย จึงมีสารละลายขังอยู่ที่ก้นถังเสมอ
เวอร์มิคูไลท์เทียบกับเพอร์ไลท์
| คุณสมบัติ | เพอร์ไลท์ | เวอร์มิคูไลท์ |
|---|---|---|
| CEC | ~0 | 100–150 meq/100 g |
| การระบายน้ำ | ดีเยี่ยม | แย่ |
| การอุ้มน้ำ | ต่ำ–ปานกลาง | สูง (50–70%) |
| การถ่ายเทอากาศ | ดีเยี่ยม | ปานกลาง |
| เหมาะที่สุดสำหรับ | ส่วนผสมปลูกกัญชาส่วนใหญ่ | การเพาะเมล็ด พื้นที่อากาศแห้ง |
พัมมิซ
พัมมิซ (หินภูเขาไฟ) มี WHC ประมาณ 30% และ AFP 30–50% ไม่ผุพัง จึงใช้ได้ไม่มีกำหนด พัมมิซหนักกว่าเพอร์ไลท์ น้ำหนักที่มากกว่านี้ช่วยให้กระถางตั้งมั่นคง เหมาะกับการปลูกกลางแจ้งและพื้นที่ลมแรง
แกลบที่ผ่านการนึ่ง (parboiled rice hulls, PBH)
แกลบที่ผ่านการนึ่งระบายน้ำเร็วและอุ้มน้ำน้อย คล้ายเพอร์ไลท์ คือมี AFP สูงและ WHC ต่ำ งานวิจัยปี พ.ศ. 2551 เคยเปรียบเทียบแกลบชนิดนี้กับเพอร์ไลท์ในส่วนผสมที่มีพีทเป็นหลัก (เอกสารอ้างอิงที่ 4) แกลบมีซิลิกาสูง ซึ่งช่วยให้ลำต้นและผนังเซลล์แข็งแรงขึ้น ฟาร์มเชิงพาณิชย์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ หันมาใช้แกลบแทนเพอร์ไลท์
หมายเหตุผู้แปล: ในไทย แกลบเป็นผลพลอยได้จากโรงสีข้าว จึงราคาถูกและหาง่าย แต่แกลบที่หาได้ในท้องถิ่นมักเป็นแกลบดิบ ส่วนงานวิจัยทดสอบแกลบที่ผ่านการนึ่ง การนึ่งคือการผ่านไอน้ำร้อน แกลบที่เพิ่งนึ่งเสร็จจึงปลอดเชื้อและไม่มีเมล็ดวัชพืชที่ยังงอกได้ แกลบดิบไม่ได้ผ่านขั้นตอนนี้ ในฤดูฝนควรเลือกเพอร์ไลท์ พัมมิซ หรือแกลบ มากกว่าเวอร์มิคูไลท์ เพราะเวอร์มิคูไลท์อุ้มน้ำมากและเหมาะกับพื้นที่อากาศแห้ง สิ่งที่ควรทำ: ลองใช้แกลบแทนเพอร์ไลท์บางส่วนในกระถางจำนวนไม่มาก แล้วเปรียบเทียบว่ากระถางเหล่านั้นแห้งเร็วแค่ไหนและต้นโตอย่างไร วิธีนี้จะบอกได้ว่าวัสดุท้องถิ่นที่ถูกกว่าใช้ได้ผลในห้องปลูกของคุณหรือไม่
5. ร็อควูล
ร็อควูล (ใยหิน) ทำโดยหลอมหินที่อุณหภูมิประมาณ 1,500 °C แล้วปั่นให้เป็นเส้นใย เป็นวัสดุปลูกหลักในการปลูกกัญชาแบบไฮโดรโปนิกส์เชิงพาณิชย์
| ค่าที่วัด | ค่า |
|---|---|
| ความพรุนทั้งหมด | 96% |
| AFP | 11–15% |
| WHC | 75–91% |
| CEC | 0 |
| pH (ยังไม่ผ่านการปรับสภาพ) | ~8.0 |
| ใช้ซ้ำได้ | 3–6 รอบ |
ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายต่อคุณอย่างไร:
- ความพรุนทั้งหมด 96% เกือบทั้งก้อนเป็นช่องว่าง
- WHC สูง แต่ AFP ต่ำ ช่องว่างส่วนใหญ่ถูกน้ำเติมเต็ม ร็อควูลมี AFP ต่ำกว่าเส้นใยมะพร้าว (15–35%) ก้อนที่ชุ่มน้ำตลอดเวลาจึงเหลือที่ให้อากาศน้อย
- CEC เป็นศูนย์ ร็อควูลไม่เก็บธาตุอาหารเลย ทุกครั้งที่ให้น้ำต้องใช้สารละลายธาตุอาหารครบสูตร เหมือนระบบไฮโดรโปนิกส์
- pH ประมาณ 8.0 เมื่อยังไม่ปรับสภาพ ร็อควูลใหม่มีฤทธิ์เป็นด่าง
วิธีเตรียม ร็อควูล ต้องแช่ในสารละลาย pH 5.5 ก่อนใช้ เพื่อลดความเป็นด่าง คำแนะนำการแช่แผ่นร็อควูลของ Grodan ให้ใช้สารละลายธาตุอาหารที่ปรับ pH เป็น 5.5 ซึ่งเป็นสารละลายเดียวกับที่จะใช้ปลูก และแช่นาน 30 นาที คำแนะนำนี้ไม่ได้กำหนดค่า EC ตายตัว ถ้าไม่แช่ก่อน การให้น้ำช่วงแรก ๆ จะทำให้ pH รอบรากสูงเกินไป ในระบบไฮโดรโปนิกส์ เมื่อ pH เข้าใกล้ 6.5 รากจะดูดเหล็กและแมงกานีสได้ยากขึ้น
วิธีให้น้ำ ร็อควูลใช้ได้ดีกับระบบทิ้งน้ำ และดีที่สุดกับระบบหมุนเวียน (หัวข้อที่ 10) ควบคุมสารละลายให้อยู่ในช่วง pH ของไฮโดรโปนิกส์คือ 5.5–6.5 (หัวข้อที่ 7) เนื่องจาก AFP ต่ำ ควรปล่อยให้ก้อนร็อควูลแห้งลงเล็กน้อยระหว่างรอบการให้น้ำ ไม่ควรให้ชุ่มตลอดเวลา ส่วนค่าเป้าหมาย EC และการปล่อยให้วัสดุแห้งลง (dry-back) ที่ใช้กับร็อควูลเชิงพาณิชย์ มีอธิบายในกระทู้แยก เช่นเดียวกับเส้นใยมะพร้าว ร็อควูลไม่มีความสามารถในการบัฟเฟอร์ (ต้านการเปลี่ยนแปลงของ pH) ทุกครั้งที่ตรวจจึงควรเทียบค่า EC และ pH ของน้ำที่ไหลออกกับสารละลายที่ให้ เพื่อจับการสะสมของเกลือได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
การกำจัดหลังใช้ ร็อควูลไม่ย่อยสลายทางชีวภาพ การกำจัดจึงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมหลักของวัสดุนี้ ผู้ผลิตบางรายมีโครงการรีไซเคิลใยหินที่ใช้แล้ว หนึ่งในนั้นคือ Grodan ซึ่งเป็นแบรนด์ร็อควูล (เอกสารอ้างอิงที่ 5)
หมายเหตุผู้แปล: ร็อควูลในไทยเป็นสินค้านำเข้า และหน้ารีไซเคิลของ Grodan ไม่ได้ระบุโครงการในประเทศไทย ก่อนซื้อจำนวนมาก ให้สอบถามตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยว่ารับคืนแผ่นที่ใช้แล้วหรือไม่ และวางแผนการกำจัดไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มปลูก สิ่งที่ควรทำ: เริ่มจากก้อนร็อควูลถาดเดียว แช่ ปลูก แล้วจดค่า pH ของน้ำที่ไหลออกทุกวันในสัปดาห์แรก ข้อมูลนี้จะบอกว่าการแช่ของคุณลดความเป็นด่างได้หมดจริงหรือไม่
6. เม็ดดินเผา (LECA)
ดินเผาขยาย คือเม็ดดินเหนียวที่ผ่านการเผาจนพองตัว
| ค่าที่วัด | ค่า |
|---|---|
| WHC | 10–25% |
| AFP | 35–50% |
| CEC | ~0 |
| pH | ~7.0 |
| ใช้ซ้ำได้ | ไม่จำกัด |
ดินเผาขยายใช้ได้ดีที่สุดกับระบบเหล่านี้:
- ระบบน้ำขึ้น-น้ำลง (ebb-and-flow): ปล่อยสารละลายท่วมถาดปลูก แล้วระบายกลับลงถังพัก
- ระบบแช่รากในน้ำลึกแบบหมุนเวียน: ดูหัวข้อที่ 7
- กระถางตาข่าย (net pot): ตะกร้าตาข่ายที่ยึดต้นไว้เหนือสารละลาย
ดินเผาขยายทำหน้าที่ยึดต้นไว้เหมือนร็อควูล แต่ไม่ให้ธาตุอาหารใด ๆ ธาตุอาหารทั้งหมดมาจากสารละลาย
สิ่งที่ควรทำ: ดินเผาขยายใช้ซ้ำได้ไม่จำกัด จึงควรล้างและตากให้แห้งทุกครั้งระหว่างรอบปลูก เม็ดดินที่สะอาดจะพาโรครากไปสู่รอบปลูกถัดไปน้อยลง
7. ระบบไฮโดรโปนิกส์
ในระบบไฮโดรโปนิกส์ รากจะแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารหรือถูกพ่นด้วยสารละลาย ไม่มีวัสดุปลูกที่ช่วยเก็บธาตุอาหาร
การปลูกแบบแช่รากในน้ำลึก (DWC)
รากห้อยอยู่ในถังสารละลายที่มีปั๊มอากาศเติมออกซิเจนตลอด รากจึงเข้าถึงธาตุอาหารที่ละลายอยู่และออกซิเจนได้ไม่จำกัด ผลคือ DWC ให้การเติบโตช่วงทำใบเร็วที่สุดในบรรดาทุกระบบ แต่ก็ยอมให้ผิดพลาดได้น้อยที่สุดเช่นกัน
- อุณหภูมิสารละลาย 18–22 °C ถ้าเกิน 22 °C น้ำจะเก็บออกซิเจนได้น้อยลง และ Pythium (ราน้ำที่ทำให้รากเน่า) จะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ในพื้นที่อากาศร้อน เครื่องทำความเย็นสารละลาย (chiller) จึงเป็นอุปกรณ์ที่ระบบขาดไม่ได้
- ออกซิเจนละลายน้ำมากกว่า 6 mg/L ตรวจด้วยหัววัดออกซิเจนละลายน้ำ (dissolved oxygen, DO)
- ตรวจ pH ทุกวัน pH จะค่อย ๆ สูงขึ้นเมื่อต้นดูดไนเตรต เพราะรากปล่อยไอออนไฮดรอกไซด์ (OH⁻) ออกมา
- ตรวจ EC และระดับน้ำวันละสองครั้ง ต้นดูดน้ำและธาตุอาหารในอัตราไม่เท่ากัน ทั้งสองค่าจึงเปลี่ยนไปตลอด
ถ้าปั๊มอากาศ เครื่องทำความเย็น หรือเครื่องปรับ pH อัตโนมัติ (pH doser ปั๊มที่เติมสารปรับ pH ให้เอง) เสีย ต้นในระบบ DWC อาจตายได้ ความร้อนและการขาดออกซิเจนทำให้ต้นตายภายในไม่กี่ชั่วโมง ส่วน pH ที่ดิ่งผิดปกติหรือธาตุอาหารถูกล็อค ซึ่งหมายถึงมีธาตุอาหารอยู่แต่รากดูดไม่ได้ ทำให้ต้นตายภายในไม่กี่วัน ระบบเชิงพาณิชย์จึงลงทุนกับปั๊มสำรองและสัญญาณเตือน
หมายเหตุผู้แปล: ในไทยไฟดับเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะช่วงพายุในฤดูฝน ไฟดับครั้งเดียวทำให้ทั้งปั๊มอากาศและเครื่องทำความเย็นหยุดพร้อมกัน ควรมีปั๊มอากาศสำรองแบบใช้แบตเตอรี่ หรือเครื่องสำรองไฟ (UPS ชุดแบตเตอรี่ที่จ่ายไฟให้อุปกรณ์ทำงานต่อได้ตอนไฟดับ) เครื่องทำความเย็นกินไฟมากเกินกว่าที่ UPS สำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็กจะจ่ายไหว จึงต้องใช้เครื่องปั่นไฟ สิ่งที่ควรทำ: ลองตัดไฟหลักสักครู่โดยที่คุณเฝ้าดูอยู่ ตรวจให้แน่ใจว่าอุปกรณ์สำรองทุกตัวเริ่มทำงาน และสัญญาณเตือนส่งมาถึงโทรศัพท์ของคุณจริง
เทคนิคฟิล์มธาตุอาหาร (NFT)
สารละลายไหลต่อเนื่องเป็นฟิล์มบาง 2–3 มม. ลงตามรางที่วางลาดเอียง ผ่านรากเปล่าที่ไม่มีวัสดุปลูกหุ้ม รากส่วนหนึ่งอยู่ในฟิล์มน้ำและอีกส่วนอยู่ในอากาศ NFT ใช้วัสดุปลูกน้อยมากและรากได้อากาศเต็มที่ แต่ระบบนี้แทบไม่มีน้ำสำรอง ถ้าปั๊มหยุดหรือรางอุดตัน รากจะแห้งภายใน 30–60 นาที ในไทย ระบบ NFT จึงจำเป็นต้องมีไฟสำรองสำหรับปั๊ม
แอโรโปนิกส์
รากห้อยอยู่ในกล่องปิดสนิทและถูกพ่นละอองสารละลายเป็นระยะ โดยทั่วไปพ่นครั้งละ 5–60 วินาที ทุก 3–5 นาที วิธีนี้ให้ออกซิเจนมากที่สุดและต้นโตเร็วที่สุด แต่ก็ดูแลยากที่สุด หัวพ่นอุดตันหรือปั๊มเสียเพียงจุดเดียว รากจะแห้งภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมง สิ่งที่ควรทำ: ตรวจหัวพ่นทุกหัวตามตารางที่กำหนดไว้ และเก็บปั๊มสำรองไว้ที่ฟาร์ม จะได้ซ่อมได้ทันทีเมื่อมีจุดใดเสีย
pH ในระบบไฮโดรโปนิกส์
ค่าเป้าหมายคือ 5.5–6.5 ผู้ปลูกหลายคนตั้งใจปล่อยให้ pH แกว่งอยู่ระหว่างประมาณ 5.8–6.2 ภายใน 24–48 ชั่วโมง เพราะไม่ว่าจะตรึง pH ไว้ที่ค่าใด จะมีธาตุอาหารบางตัวอยู่นอกช่วงที่ดูดได้ดีที่สุดเสมอ เมื่อ pH เข้าใกล้ 6.5 เหล็กและแมงกานีสจะถูกดูดได้น้อยลง เมื่อ pH เข้าใกล้ 5.5 การดูดแคลเซียมและแมกนีเซียมจะลดลง
8. ไบโอชาร์
ไบโอชาร์ (ถ่านชีวภาพ) คือถ่านที่ได้จากการเผาวัสดุจากพืชในสภาพที่มีออกซิเจนน้อยหรือไม่มีเลย
- มี CEC 15–300+ meq/100 g ขึ้นกับวัตถุดิบและวิธีผลิต
- คาร์บอนฟุตพริ้นต์ติดลบ คือเก็บคาร์บอนไว้มากกว่าที่ปล่อยออกมาระหว่างการผลิต
- ผสมในดินที่อัตรา 5–20%
- มักใช้คู่กับหัวเชื้อจุลินทรีย์ เช่น Trichoderma
หมายเหตุผู้แปล: แกลบเผา (แกลบดำ) เป็นวัสดุที่เกษตรกรไทยใช้กันทั่วไป แต่อาจเป็นด่างมากกว่าช่วงของไบโอชาร์ข้างต้น งานวิจัยหนึ่งวัด pH ได้ 11.2 และ CEC 7.8 meq/100 g ไบโอชาร์มี pH 7–10 (หัวข้อที่ 9) จึงอาจทำให้ pH ของส่วนผสมสูงขึ้น สิ่งที่ควรทำ: ผสมแกลบดำ 5% ในกระถางจำนวนไม่มาก ส่วนกระถางที่เหลือไม่ต้องผสม แล้วเปรียบเทียบ pH ของน้ำที่ไหลออกและการเติบโต เพิ่มอัตราก็ต่อเมื่อ pH ยังอยู่ในช่วงที่เหมาะสม
9. ตารางเปรียบเทียบหลัก
| วัสดุปลูก | WHC % | AFP % | CEC (meq/100 g) | pH | ใช้ซ้ำได้ |
|---|---|---|---|---|---|
| ดิน (พีท) | 60–80 | 10–20 | 50–150 | 6.0–6.5 | จำกัด |
| เส้นใยมะพร้าว | 73–88 | 15–35 | 10–30 | 5.5–6.5 | 2–3 รอบ |
| เพอร์ไลท์ | 20–35 | 30–55 | ~0 | 6.5–7.5 | จำกัด |
| เวอร์มิคูไลท์ | 50–70 | 8–15 | 100–150 | 6.0–7.5 | จำกัด |
| ร็อควูล | 75–91 | 11–15 | 0 | 7.0–8.0 | 3–6 รอบ |
| ดินเผาขยาย (LECA) | 10–25 | 35–50 | ~0 | ~7.0 | ไม่จำกัด |
| แกลบ | ต่ำ | สูง | 2–10 | 5.5–6.5 | ไม่ได้ |
| พัมมิซ | 25–40 | 30–50 | 5–15 | 6.5–7.5 | ไม่จำกัด |
| ไบโอชาร์ | 40–60 | 15–30 | 15–300+ | 7–10 | ได้ |
| ปัจจัยการจัดการ | ดิน | เส้นใยมะพร้าว | ไฮโดรโปนิกส์แบบ DWC |
|---|---|---|---|
| pH เป้าหมายของสารละลาย / บริเวณราก | 6.0–7.0 | 5.8–6.2 | 5.5–6.5 |
| ความสามารถในการบัฟเฟอร์ (ต้านการเปลี่ยนแปลงของ pH) | สูง | ต่ำ | ไม่มี |
| ศักยภาพการเติบโต | ปานกลาง | เร็ว | เร็วที่สุด |
| ความแม่นยำในการควบคุมธาตุอาหาร | ต่ำ–ปานกลาง | สูง | สูงมาก |
| ความทนต่อความผิดพลาด | สูง | ปานกลาง | ต่ำ |
| ความเสี่ยงหลักด้านแมลงศัตรูพืช / โรค | แมลงหวี่ดิน (fungus gnats) เพลี้ยราก | แมลงหวี่ดิน | โรครากเน่าจาก Pythium |
| ความถี่ในการให้น้ำ | 1–3 ครั้งต่อสัปดาห์ | 1–4 ครั้งต่อวันหรือมากกว่า | ต่อเนื่องตลอดเวลา |
| ต้นทุนการติดตั้ง | ต่ำ | ต่ำ–ปานกลาง | ปานกลาง–สูง |
| ความเหมาะสมสำหรับมือใหม่ | สูงที่สุด | ปานกลาง | ต่ำ |
วิธีใช้ตารางนี้: ถ้ากระถางของคุณเปียกนานเกินไป ให้เพิ่ม AFP ด้วยวัสดุที่มี AFP สูง เช่น เพอร์ไลท์หรือแกลบ ถ้าคุณพลาดรอบให้น้ำบ่อย ให้เลือกวัสดุที่มี CEC สูงและทนต่อความผิดพลาดได้มาก
10. การจับคู่วัสดุปลูกกับระบบ
- ระบบทิ้งน้ำ (drain-to-waste): ทิ้งสารละลายที่ไหลออกจากกระถาง
- ระบบหมุนเวียน (recirculating): สารละลายไหลกลับลงถังพักและนำกลับมาใช้ใหม่
- รดน้ำเปล่าอย่างเดียว (water-only): ให้เฉพาะน้ำเปล่า ธาตุอาหารมาจากดินมีชีวิต
| วัสดุปลูก | ระบบทิ้งน้ำ | ระบบหมุนเวียน | รดน้ำเปล่าอย่างเดียว |
|---|---|---|---|
| เส้นใยมะพร้าว + เพอร์ไลท์ | ดีที่สุด | ไม่แนะนำ | ไม่เหมาะ |
| ร็อควูล | ดี | ดีที่สุด | ไม่เหมาะ |
| ดินเผาขยาย (LECA) | ปานกลาง | ดีที่สุด (ระบบน้ำขึ้น-น้ำลง) | ไม่เหมาะ |
| ดินมีชีวิต | ได้ | ไม่เหมาะ | ดีที่สุด |
อัตราส่วนเส้นใยมะพร้าวต่อเพอร์ไลท์
| อัตราส่วน | AFP | การใช้งาน | ความถี่ในการให้น้ำ |
|---|---|---|---|
| 70:30 | 25–30% | มาตรฐานอุตสาหกรรม | รดด้วยมือ 1–2 ครั้งต่อวัน หรือระบบอัตโนมัติ 3–6 ครั้ง |
| 60:40 | 30–35% | ระบบอัตโนมัติที่ให้น้ำถี่ | 6–12 ครั้งต่อวัน |
| 50:50 | 35–40% | มาตรฐานฟาร์มเชิงพาณิชย์ในเนเธอร์แลนด์ | ต้องใช้ระบบอัตโนมัติ |
สิ่งที่ควรทำ: ถ้ารดน้ำด้วยมือ ให้เริ่มที่ 70:30 เปลี่ยนไปใช้ 60:40 หรือ 50:50 เมื่อมีระบบน้ำหยดอัตโนมัติแล้วเท่านั้น เพราะส่วนผสมที่โปร่งกว่านี้แห้งเร็วเกินกว่าจะรดด้วยมือทัน
11. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
CO₂e (คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) คือการแปลงก๊าซเรือนกระจกทุกชนิดที่ปล่อยออกมาให้เป็นปริมาณ CO₂ ที่มีผลเท่ากัน
| วัสดุปลูก | CO₂e ต่อ m³ | ข้อกังวลหลัก |
|---|---|---|
| ปุ๋ยหมัก | 20–50 กก. | ดีที่สุดเมื่อผลิตในท้องถิ่น |
| แกลบ | 10–30 กก. | เป็นผลพลอยได้จากการเกษตร |
| ไบโอชาร์ | ติดลบ | ขึ้นอยู่กับการผลิตในท้องถิ่น |
| เส้นใยมะพร้าว | 50–100 กก. | การขนส่งระยะไกล |
| เพอร์ไลท์ | 150–300 กก. | การทำเหมืองและการเผาให้พองในเตา 850 °C |
| พีทมอส | 200–500 กก. | ทำลายระบบนิเวศพื้นที่พรุ |
| ร็อควูล | 150–250 กก. | หลอมที่ 1,500 °C และไม่ย่อยสลายทางชีวภาพ |
หมายเหตุผู้แปล: ผลกระทบหลักของเส้นใยมะพร้าวมาจากการขนส่ง และในไทยหาเส้นใยมะพร้าวจากแหล่งในประเทศได้ ปุ๋ยหมัก แกลบ และไบโอชาร์ก็ผลิตได้ใกล้ฟาร์มส่วนใหญ่ในไทยเช่นกัน สิ่งที่ควรทำ: ถ้าวัสดุท้องถิ่นผ่านการตรวจคุณภาพตามบทความนี้ (EC สำหรับเส้นใยมะพร้าว pH สำหรับไบโอชาร์) ให้ใช้แทนพีทหรือเพอร์ไลท์นำเข้า
12. สภาพอากาศของประเทศไทย
ดิน ในฤดูฝน (พฤษภาคม–ตุลาคม) ความชื้นสัมพัทธ์ 70–90% RH ทำให้ผิวดินแห้งช้า เมื่อรวมกับบริเวณรากที่อุ่น จึงเอื้อต่อแมลงหวี่ดินและBotrytis (ราสีเทา) ถ้าปลูกในร่ม ช่วงฤดูฝนแทบจะต้องมีเครื่องลดความชื้น (การเลือกขนาดเครื่องสำหรับห้องปลูกในไทย) ปล่อยให้ดินชั้นบน 2–3 ซม. แห้งจนเห็นได้ชัดก่อนให้น้ำรอบถัดไป ถ้าปลูกกลางแจ้งหรือในโรงเรือน ให้กันฝนให้ต้นในช่วงปลายระยะออกดอก เพื่อป้องกันช่อดอกขึ้นรา
เส้นใยมะพร้าว ส่วนผสมเส้นใยมะพร้าวกับเพอร์ไลท์ที่เบาและระบายน้ำดีเหมาะกับสภาพอากาศชื้น การให้น้ำถี่จนมีน้ำไหลออกช่วยเปลี่ยนสารละลายในบริเวณรากให้ใหม่อยู่เสมอ ผิวหน้าที่ไม่เปียกค้างดึงดูดแมลงหวี่ดินน้อยกว่าดินอินทรีย์ แต่ความชื้นในฤดูฝนก็ยังดัน RH ในห้องปลูกให้สูงขึ้น ควรเผื่อขนาดเครื่องลดความชื้นให้ใหญ่ขึ้น เพื่อคุมค่า VPD (ค่าความต่างของความดันไอ) ให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม VPD เป็นตัวเลขเดียวที่รวมอุณหภูมิกับความชื้นเข้าด้วยกัน และบอกว่าต้นคายน้ำออกมาแรงแค่ไหน
ไฮโดรโปนิกส์ ปัญหาหลักคืออุณหภูมิบริเวณราก ฤดูแล้งอากาศร้อนถึง 28–35 °C ถ้าไม่มีเครื่องทำความเย็น ถัง DWC ขนาด 150 ลิตรจะร้อนขึ้นเท่าอุณหภูมิห้องภายในไม่กี่ชั่วโมง ที่อุณหภูมิสารละลาย 26 °C Pythium ทำลายระบบรากได้ภายใน 48–72 ชั่วโมง การหุ้มฉนวนถังช่วยลดภาระของเครื่องทำความเย็นได้ แต่ใช้แทนเครื่องทำความเย็นไม่ได้ (ทางเลือกสำหรับถังสารละลายที่ร้อนเกินไป)
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนเข้าฤดูฝน ตรวจให้แน่ใจว่าเครื่องลดความชื้นและหลังคากันฝนพร้อมใช้งาน ถ้าปลูกไฮโดรโปนิกส์ ให้ใส่เทอร์โมมิเตอร์ไว้ในถังสารละลายทุกถัง และตรวจวันละสองครั้งในฤดูแล้ง
13. ควรเลือกวัสดุปลูกแบบไหน
- มือใหม่: ใช้ดินผสมสำเร็จรูปที่ระบายน้ำดี หรือส่วนผสมพีทกับเส้นใยมะพร้าวที่เติมเพอร์ไลท์เพิ่มอีก 20–30% กระถางควรจุอย่างน้อย 11 ลิตรถ้าปลูกในร่ม และ 20–40 ลิตรถ้าปลูกกลางแจ้งหรือในโรงเรือน ขั้นต่อไปคือเส้นใยมะพร้าวกับเพอร์ไลท์อัตราส่วน 70:30
- ผู้ปลูกระดับกลาง: เปลี่ยนมาใช้เส้นใยมะพร้าว รดด้วยมือหรือใช้ระบบน้ำหยด เมื่อพร้อมให้น้ำถี่และคุม pH กับ EC ได้ละเอียดขึ้น ระบบน้ำหยดอัตโนมัติในเส้นใยมะพร้าวเป็นมาตรฐานของการผลิตเชิงพาณิชย์ในไทย
- ผู้ปลูกแบบอินทรีย์: เริ่มจากซูเปอร์ซอยล์ (super soil) หรือ Coots mix (อธิบายไว้ในตอนที่ 1) แล้วพัฒนาต่อเป็นดินมีชีวิต
- ไฮโดรโปนิกส์เชิงพาณิชย์: ใช้ร็อควูล หรือเส้นใยมะพร้าวกับเพอร์ไลท์ 50:50 ร่วมกับระบบอัตโนมัติ
- ผู้ปลูกที่เน้นความยั่งยืน: ใช้แกลบ ไบโอชาร์ และปุ๋ยหมักในท้องถิ่น
DWC ไม่ใช่ระบบสำหรับมือใหม่ ไม่ว่าจะปลูกในสภาพอากาศแบบไหน ในไทย เครื่องทำความเย็นยังเพิ่มทั้งต้นทุนและความซับซ้อน ควรปลูกในดินหรือเส้นใยมะพร้าวให้สำเร็จอย่างน้อยหนึ่งรอบก่อน วัสดุปลูกที่ดีที่สุดคือวัสดุที่คุณดูแลได้สม่ำเสมอด้วยอุปกรณ์และเวลาที่มี การปลูกในดินที่ดูแลดีให้ผลผลิตคุณภาพดีกว่าระบบไฮโดรโปนิกส์ที่ดูแลไม่ดีในทุกด้าน
สิ่งที่ควรทำ: เลือกวัสดุปลูกหนึ่งชนิดจากรายการข้างต้น แล้วทดลองปลูกล็อตเล็ก ๆ ก่อน จดค่า pH, EC, ปริมาณน้ำที่ไหลออก และเวลาให้น้ำตลอดรอบปลูก บันทึกของคุณเองจะบอกได้ว่าคุณดูแลวัสดุนั้นไหวหรือไม่ ก่อนขยายการผลิต
หมายเหตุด้านกฎหมาย
บทความนี้มีไว้เพื่อการศึกษาและการวิจัยเท่านั้น ไม่ได้ส่งเสริมการใช้เพื่อสันทนาการ ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ซึ่งสั่งจ่ายได้ในปริมาณสำหรับใช้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์ การศึกษาวิจัย การส่งออก การจำหน่าย และการแปรรูปสมุนไพรควบคุม ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ส่วนกฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 ได้ปรับหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตสำหรับช่อดอกกัญชาให้เข้มงวดขึ้น หากอยู่นอกประเทศไทย ให้ปฏิบัติตามกฎหมายของพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่
ถ้ามีคำถามเรื่องการเลือกหรือการดูแลวัสดุปลูกในสภาพของคุณเอง โพสต์ไว้ใต้กระทู้นี้ได้เลย โปรดระบุระบบที่ใช้ อุณหภูมิและความชื้นในห้องปลูก รวมถึงค่า pH และ EC ที่วัดได้
เอกสารอ้างอิง
- HortGrow Solutions. Coco Coir as a Medium-CEC Substrate: Balancing Precision and Buffering. hortgrow.com
- Seemakram W et al. (2022). Enhancement of growth and Cannabinoids content of hemp (Cannabis sativa) using arbuscular mycorrhizal fungi. Frontiers in Plant Science 13:845794
- Malík M, Tlustoš P (2025). Soilless Growing Media for Cannabis Cultivation. Agriculture 15(18):1955
- Gachukia MM, Evans MR (2008). Root Substrate pH, Electrical Conductivity, and Macroelement Concentration of Sphagnum Peat-based Substrates Amended with Parboiled Fresh Rice Hulls or Perlite. HortTechnology 18(4):644–649
- Grodan. Recycling Solutions. grodan.com/recycling-solutions