ไวรอยด์แฝงฮอป (Hop Latent Viroid) ในกัญชา: การตรวจรากด้วย RT-PCR การกำจัดเชื้อออกจากสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ และสิ่งที่ยังไม่รู้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ตอนที่ 2 จาก 2)

ไวรอยด์แฝงฮอป (hop latent viroid หรือ HLVd) อาศัยอยู่ในสายพันธุ์กัญชาได้นานหลายปีโดยไม่มีอาการให้เห็น สัญญาณที่อาจพบมีแค่ความแรงของสารลดลง ช่อดอกเล็กลง และลำต้นเปราะ การยืนยันว่าติดเชื้อทำได้ทางเดียวคือการตรวจในห้องแล็บ ตอนนี้อธิบายว่าควรส่งเนื้อเยื่อส่วนไหนไปตรวจ ผล RT-PCR บอกอะไร และอ่านผลอย่างไร

ตอนนี้ยังพูดถึงงานวิจัยปี 2568 ที่ใช้ความร้อนร่วมกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อกำจัดไวรอยด์ออกจากสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ อัตราความสำเร็จมีตั้งแต่ 100% ลงไปจนถึง 0% แล้วแต่พันธุ์ปลูก (cultivar) ส่วนท้ายรวบรวมข้อกล่าวอ้างเรื่อง HLVd ที่ยังไม่มีงานวิจัยตีพิมพ์รองรับ และคำถามที่ผู้ปลูกในภูมิภาคนี้ช่วยกันหาคำตอบได้

บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1451

สรุปประเด็นหลักจากตอนที่ 1 แบบสั้น ๆ ไวรอยด์คือวงแหวนอาร์เอ็นเอ (RNA หรือสารพันธุกรรม) เปล่า ๆ ที่ไม่มีเปลือกโปรตีนหุ้ม งานวิจัยปี 2567 พบไวรอยด์ในต้นกล้า 84.3% ที่ได้จากต้นแม่ที่ติดเชื้อ เมื่อนำน้ำเลี้ยงจากต้นที่ติดเชื้อไปใส่ให้ต้นอื่น ต้นเหล่านั้นติดเชื้อ 100% น้ำยาฟอกขาวเจือจางที่มีโซเดียมไฮโปคลอไรต์ราว 0.8% ใช้นาน 2 นาที ทำลายไวรอยด์บนพื้นผิวได้ ส่วนแสง UV แอลกอฮอล์ 70% และความร้อนระดับปานกลางทำลายไม่ได้

1. การตรวจหาไวรอยด์: ควรส่งเนื้อเยื่อส่วนไหน และอ่านผล RT-PCR อย่างไร

การตรวจนี้ตรวจหาอะไร

RT-PCR ย่อมาจาก reverse transcription polymerase chain reaction หรือปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสแบบถอดรหัสย้อนกลับ ขั้นแรก แล็บจะแปลงอาร์เอ็นเอของไวรอยด์ให้เป็นดีเอ็นเอสำเนาที่ตรงกัน ขั้นที่สอง แล็บจะเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอช่วงที่จำเพาะช่วงหนึ่งให้มากพอที่เครื่องมือจะตรวจจับได้

การตรวจนี้ไวมาก งานวิจัยปี 2567 ในวารสาร Viruses (เอกสารอ้างอิงที่ 1) ตรวจพบไวรอยด์ได้แม้ในอาร์เอ็นเอรวมเพียง 5 pg ทั้งนี้ หนึ่งพิโคกรัม (pg) เท่ากับหนึ่งในล้านล้านของกรัม ส่วน RT-qPCR เป็นการตรวจอีกแบบหนึ่งที่ประมาณได้ด้วยว่าในตัวอย่างมีอาร์เอ็นเอของไวรอยด์มากน้อยแค่ไหน

ควรส่งเนื้อเยื่อส่วนไหน

ส่งราก งานวิจัยปี 2568 ในวารสาร Plants (เอกสารอ้างอิงที่ 2) พบว่ารากให้ผลบวกตั้งแต่ 2–3 สัปดาห์หลังติดเชื้อ แต่ใบเพิ่งให้ผลบวกเมื่อผ่านไป 4–6 สัปดาห์ ในงานขยายพันธุ์ ช่วงเวลาที่ต่างกันนี้อาจชี้ขาดว่าคุณจะจับการติดเชื้อได้ทัน หรือเผลอแพร่เชื้อออกไปพร้อมกิ่งชำ ถ้าแล็บขอใบด้วยก็ส่งใบไปพร้อมกัน

  • ตรวจต้นแม่พันธุ์ทุกต้นก่อนตัดกิ่งชำจากต้นนั้น
  • ตรวจต้นที่ให้ละอองเกสรทุกต้นก่อนนำละอองเกสรไปใช้
  • ตรวจซ้ำทุกสายพันธุ์ที่ผ่านการกำจัดเชื้อมาแล้ว และทุกสายพันธุ์ใหม่ที่รับเข้ามาในฟาร์ม

วิธีอ่านผล

  • ผลบวก: แล็บพบอาร์เอ็นเอของไวรอยด์ในตัวอย่างนั้น ให้ถือว่าต้นนั้นติดเชื้อ หยุดตัดกิ่งชำ และหยุดเก็บละอองเกสรหรือเมล็ดจากต้นนั้น เครื่องมือและโต๊ะทำงานที่สัมผัสต้นนั้นให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฟอกขาว
  • ผลลบ: แล็บไม่พบอาร์เอ็นเอของไวรอยด์ในตัวอย่างนั้น ณ เวลาที่ตรวจ ถ้าต้นเพิ่งติดเชื้อ เชื้ออาจยังไปไม่ถึงเนื้อเยื่อที่เก็บมา โดยเฉพาะใบ รากจึงเป็นตัวอย่างที่ดีกว่า และการตรวจซ้ำอีกครั้งในภายหลังก็มีประโยชน์ ในงานวิจัยเรื่องการกำจัดเชื้อในหัวข้อที่ 2 นักวิจัยตรวจต้นซ้ำราว 10 สัปดาห์หลังตรวจครั้งแรก ก่อนจะสรุปว่าสายพันธุ์นั้นปลอดเชื้อ
  • ผล RT-qPCR: ถามแล็บว่ารายงานปริมาณไวรอยด์ออกมาในรูปแบบไหน และใช้ค่าใดเป็นเส้นแบ่งระหว่างผลบวกกับผลลบ
  • ผลบวกจากการเช็ดเก็บตัวอย่าง (swab) บนโต๊ะทำงานหรือเครื่องมือ: แปลว่ามีอาร์เอ็นเอของไวรอยด์อยู่บนพื้นผิวนั้น แต่อาร์เอ็นเอที่ตรวจพบไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ต้นติดเชื้อได้เสมอไป ถึงอย่างนั้นก็ควรถือว่าพื้นผิวนั้นปนเปื้อน และทำความสะอาดด้วยน้ำยาฟอกขาว

การส่งตัวอย่างไปแล็บ

มองหาแล็บที่รับตรวจ RT-PCR หรือ RT-qPCR ซึ่งออกแบบมาสำหรับ HLVd โดยเฉพาะ ก่อนเก็บตัวอย่าง ให้ถามแล็บ 3 เรื่อง คือ ต้องใช้เนื้อเยื่อเท่าไร ต้องบรรจุและจัดส่งอย่างไร และต้องรอผลนานแค่ไหน ภาควิชาโรคพืชของมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการตรวจวินิจฉัยทางการเกษตรเป็นที่ที่น่าลองสอบถาม ระหว่างเตรียมบทความนี้ยังไม่พบผู้ให้บริการในไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตรวจสอบยืนยันได้ จึงไม่ได้ระบุชื่อไว้ในที่นี้

ตรวจสอบกฎระเบียบก่อนส่งทุกครั้ง เพราะชิ้นส่วนต้นกัญชาเป็นสิ่งที่กฎหมายควบคุม ทั้งในไทยและในประเทศอื่น เรื่องนี้สำคัญที่สุดเมื่อต้องส่งตัวอย่างข้ามพรมแดน

หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ให้ส่งเฉพาะรากและใบ ห้ามส่งช่อดอก ก่อนส่งตัวอย่างใด ๆ ให้ถามแล็บว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ที่อุณหภูมิ 30–35 °C ตัวอย่างอาจเสียระหว่างขนส่ง จึงควรถามแล็บด้วยว่าต้องแช่เย็นระหว่างทางหรือไม่

สิ่งที่ควรทำ: ก่อนตัดกิ่งชำรอบหน้า ให้ติดต่อแล็บสักแห่งแล้วถาม 3 คำถามข้างต้น จากนั้นส่งตัวอย่างรากจากต้นแม่พันธุ์ของคุณไปตรวจ

2. การกำจัดเชื้อออกจากสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ: การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญร่วมกับการใช้ความร้อน

วิธีนี้คืออะไร

วิธีนี้ใช้สองเทคนิคร่วมกัน การบำบัดด้วยความร้อน (thermotherapy) คือการเลี้ยงต้นไว้ที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติเป็นเวลาหลายสัปดาห์ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญ (meristem culture) คือการตัดเนื้อเยื่อเจริญ (meristem) ซึ่งเป็นจุดเจริญเล็ก ๆ ที่ปลายยอด แล้วนำไปเลี้ยงให้เป็นต้นใหม่ในภาชนะปลอดเชื้อในแล็บ

ข้อมูลมาจากงานวิจัยในวารสาร Plant Cell, Tissue and Organ Culture ปี 2568 (เอกสารอ้างอิงที่ 3) บทความฉบับตีพิมพ์รายงานว่าอัตราความสำเร็จขึ้นอยู่กับพันธุ์ปลูก โดยทดสอบทั้งหมด 13 พันธุ์ ตัวเลขรายพันธุ์ด้านล่างมาจากฉบับพรีปรินต์ปี 2567 ของงานเดียวกัน พรีปรินต์ (preprint) คือฉบับแรกที่เผยแพร่ออนไลน์ก่อนผ่านการตรวจประเมินจากนักวิทยาศาสตร์คนอื่น

ขั้นตอนตามที่อธิบายไว้ในพรีปรินต์

  1. เลี้ยงต้นอ่อนจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไว้ที่ 28–30 °C นาน 4–5 สัปดาห์
  2. ตัดเนื้อเยื่อเจริญออกมา แล้วเลี้ยงให้เริ่มแตกยอดใหม่ ใช้เวลา 2–3 สัปดาห์
  3. เลี้ยงยอดให้โตต่อประมาณ 8 สัปดาห์
  4. ตรวจหาไวรอยด์
  5. ตรวจซ้ำประมาณ 10 สัปดาห์ต่อมา เพื่อยืนยันว่ายังให้ผลลบ

รวมเวลาขั้นที่ 1–3 แล้วต้องใช้ราว 14–16 สัปดาห์กว่าจะถึงการตรวจครั้งแรก และใช้เวลา ประมาณหกเดือน กว่าจะได้สายพันธุ์ที่ยืนยันแล้วว่าปลอดเชื้อ

พันธุ์ปลูก กำจัดเชื้อได้ (การตรวจครั้งแรก)
Valarie 100%
Athena 94%
FRB1.4 69%
AnnaLee 62%
Wife 50%
Hybrid 9 26%
Hybrid 5 14%
EarlyPearly 14%
Abigail 3%
S1-4 2%
River Rock 0%
Pure CBG 0%

อัตรารอด: พรีปรินต์รายงานว่าโดยรวมมีต้นอ่อนรอดจากการบำบัดด้วยความร้อนมากกว่า 70% แต่ฉบับที่หาได้ไม่ได้แยกตัวเลขอัตรารอดของแต่ละพันธุ์ปลูก

ผลลัพธ์นี้บอกอะไร

ถึงจะใช้วิธีเดียวกันในแล็บเดียวกัน อัตราการกำจัดเชื้อก็ยังมีตั้งแต่ 100% ลงไปจนถึง 0% ใน 12 พันธุ์ปลูกที่มีรายงานอัตรา มี 4 พันธุ์ที่กำจัดเชื้อได้ไม่เกิน 3% พันธุ์ส่วนใหญ่ในงานนี้เป็นสายพันธุ์จากอเมริกาเหนือ และยังไม่พบอัตราการกำจัดเชื้อที่ตีพิมพ์สำหรับพันธุ์ที่ปลูกในภูมิภาคนี้ คุณจึงไม่มีตัวเลขให้เปิดดูว่าพันธุ์ของคุณมีโอกาสสำเร็จเท่าไร

กำจัดเชื้อ หรือเปลี่ยนสายพันธุ์ใหม่

เมื่อโอกาสสำเร็จเป็นแบบนี้ คำถามแรกคือจะกำจัดเชื้อออกจากสายพันธุ์นั้น หรือเปลี่ยนสายพันธุ์ใหม่ ถ้าเป็นสายพันธุ์มีค่าที่หาทดแทนไม่ได้ การลงเวลาหกเดือนกับความพยายามที่ผลไม่แน่นอนอาจคุ้มค่า ถ้าไม่ใช่ การเปลี่ยนไปใช้เมล็ดที่ตรวจแล้วได้ผลลบ หรือแหล่งพันธุกรรมเดียวกันที่ตรวจแล้วได้ผลลบ มักเร็วกว่า

แล็บที่รับกำจัดเชื้อควรคิดราคาแบบงานที่ผลไม่แน่นอน ไม่ใช่งานที่รับประกันผลได้ ต้นอ่อนที่กำจัดเชื้อสำเร็จจะปลอดไวรอยด์ แต่ไม่ได้ต้านทานไวรอยด์ ต้องอาศัยขั้นตอนการทำความสะอาดในตอนที่ 1 เท่านั้นจึงจะรักษาให้ต้นเหล่านี้ปลอดเชื้อต่อไปได้

สภาพอากาศเขตร้อน ขั้นใช้ความร้อน 28–30 °C ใกล้เคียงกับอุณหภูมิอากาศปกติในหลายพื้นที่ของไทย ในไทยขั้นให้ความร้อนจึงไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนที่ยากคือการรักษาแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ปลอดเชื้อในอากาศชื้น ซึ่งเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อราและแบคทีเรียอยู่ตลอดเวลา เทคนิคการทำงานแบบปลอดเชื้ออธิบายไว้ในหัวข้อการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการขยายพันธุ์ในหลอดทดลอง

หมายเหตุผู้แปล: สำหรับผู้ปลูก วิธีนี้ให้โอกาสเก็บสายพันธุ์หายากไว้ได้ แทนที่จะต้องทิ้งไป ระหว่างเตรียมบทความนี้ยังไม่พบแล็บในไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับกำจัด HLVd ออกจากสายพันธุ์กัญชา ถ้าคุณหาไม่ได้ ทางเลือกที่ทำได้จริงในตอนนี้คือเปลี่ยนไปใช้ต้นพันธุ์ที่ตรวจแล้วได้ผลลบ ระหว่างนั้นให้แยกต้นแม่ที่ติดเชื้อไว้ต่างหาก และห้ามขยายพันธุ์จากต้นนั้น

หมายเหตุผู้แปล: ถ้าคุณหรือแล็บจะลองใช้วิธีนี้ ต้องวางแผนรับมือไฟดับด้วย ไฟดับช่วงหน้าร้อนทำให้ห้องปิดร้อนเกินช่วง 28–30 °C ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง และตู้ปลอดเชื้อ (laminar air flow) ที่ใช้ย้ายเนื้อเยื่อก็จะหยุดทำงานด้วย ให้จดบันทึกอุณหภูมิห้อง และต่อตัวควบคุมอุณหภูมิกับตู้ปลอดเชื้อเข้ากับ UPS (เครื่องสำรองไฟ คือแบตเตอรี่ที่จ่ายไฟแทนทันทีเมื่อไฟดับ) ในหน้าฝนให้เผื่อว่าจะมีการปนเปื้อนมากขึ้น และเริ่มเลี้ยงต้นอ่อนเพิ่มไว้ชดเชยต้นที่เสีย

สิ่งที่ควรทำ: จัดลำดับสายพันธุ์ของคุณตามมูลค่า แต่ละสายพันธุ์ที่ติดเชื้อให้ตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนใหม่หรือลองกำจัดเชื้อ ถ้าจะลอง ให้เริ่มจากต้นจำนวนน้อย ๆ ของสายพันธุ์เดียว ตรวจทั้งก่อนและหลังทำ แล้วตรวจซ้ำอีกครั้งราว 10 สัปดาห์ต่อมา

3. ข้อกล่าวอ้างเรื่อง HLVd ที่ตรวจสอบยืนยันไม่ได้

“90% ของฟาร์มในรัฐแคลิฟอร์เนีย (สหรัฐอเมริกา) มีไวรอยด์แฝงฮอป” ตัวเลขนี้ถูกพูดต่อกันอย่างแพร่หลาย บทความเชิงการค้าชิ้นหนึ่งอ้างถึงผลตรวจเนื้อเยื่อมากกว่า 200,000 ตัวอย่าง พร้อมตัวเลขจากการตรวจวินิจฉัยในแคนาดาว่า “ราวหนึ่งในสี่ของตัวอย่าง” (เอกสารอ้างอิงที่ 4) แต่บทความนั้นไม่ได้ระบุแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ และข้อมูลต้นทางเป็นของแล็บที่รับตรวจ ชีววิทยาของไวรอยด์มีงานวิจัยตีพิมพ์รองรับอย่างดี แต่ตัวเลขความชุกที่ถูกยกมาพาดหัวไม่มี

ความชุกในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังไม่พบการสำรวจ โครงการตรวจ หรืออัตราการติดเชื้อที่ตีพิมพ์สำหรับภูมิภาคนี้ แต่การไม่มีข้อมูลไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ

พฤติกรรมของเชื้อในอากาศร้อนแบบเขตร้อน ยังไม่พบงานวิจัยว่าอุณหภูมิอากาศสูงส่งผลต่อการแพร่ของไวรอยด์ภายในต้นอย่างไร งานวิจัยที่พบว่าเชื้อแพร่เร็วกว่าเมื่อให้แสง 12 ชั่วโมงเทียบกับ 24 ชั่วโมง ก็ยังไม่ได้ระบุสาเหตุ

สิ่งที่ควรทำ: เมื่อเห็นตัวเลขความชุกของ HLVd ให้ถามว่ามาจากงานวิจัยไหน อ้างอิงงานวิจัยในรายการเอกสารอ้างอิง ไม่ใช่ข่าวประชาสัมพันธ์ อย่าคิดว่าฟาร์มของคุณปลอด HLVd เพียงเพราะยังไม่มีข้อมูลในพื้นที่ ให้ส่งตรวจ

4. สิ่งที่ผู้ปลูกในภูมิภาคนี้ช่วยกันหาคำตอบได้

มี 4 คำถามที่จะบอกได้ว่า HLVd เป็นปัญหาในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่

  • มีใครในภูมิภาคนี้เคยส่งตรวจแล้วบ้าง ผลตรวจจากฟาร์มในพื้นที่แม้เพียงไม่กี่ราย ไม่ว่าบวกหรือลบ จะเป็นข้อมูลท้องถิ่นชุดแรก ๆ
  • มีใครปลูกกัญชาใกล้มะเขือเทศหรือแตงกวา และใช้เครื่องมือหรือคนงานร่วมกันหรือไม่ ผลการทดลองในแล็บปี 2567 เรื่องพืชอาศัยชนิดอื่นทำให้เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรรู้ แม้ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าเชื้อแพร่แบบนี้ในแปลงจริง
  • มีใครใช้ตู้ UV เป็นวิธีหลักในการฆ่าเชื้อเครื่องมือหรือไม่ จากข้อมูลปี 2568 วิธีนี้ควรเปลี่ยน และน้ำยาฟอกขาวเป็นทางแก้ที่ราคาถูก
  • มีใครเคยลองกำจัดเชื้อด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญในพื้นที่แล้วบ้าง ผลเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ถ้าระบุชื่อพันธุ์ปลูกมาด้วย จะเป็นข้อมูลชุดแรกของภูมิภาคนี้

ถ้าสายพันธุ์ไหนค่อย ๆ แย่ลงตลอดหลายชั่วรุ่น ความแรงลดลง ช่อดอกเล็กลง ลำต้นเปราะ แต่ไม่มีอาการอะไรให้ถ่ายรูปได้ ให้ส่งตรวจหา HLVd ก่อนจะโทษปุ๋ยหรือพันธุกรรม

โพสต์ผลตรวจของคุณไว้ใต้หัวข้อนี้ ไม่ว่าบวกหรือลบ พร้อมบอกว่าส่งเนื้อเยื่อส่วนไหนไปตรวจ ยังไม่พบข้อมูลตีพิมพ์เรื่องการติดเชื้อ HLVd ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลตรวจสักสิบกว่ารายจากฟอรัมนี้จะเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ดีที่สุดที่ใช้บอกได้ว่าเชื้อนี้มีอยู่ในภูมิภาคเราหรือไม่

อ่านเพิ่มเติมในฟอรัมนี้: ต้นแม่พันธุ์และการโคลน; การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์และละอองเรณู; การทำเมล็ดเฟมิไนซ์; การคัดเลือกฟีโนไทป์ (phenohunting); โรครากเน่า Pythium และ Fusarium

เอกสารอ้างอิง

  1. Atallah OO, Yassin SM, Verchot J. New insights into hop latent viroid detection, infectivity, host range, and transmission. Viruses 2024; 16(1):30. https://doi.org/10.3390/v16010030
  2. Punja ZK, Scott C, Tso HH, Munz J, Buirs L. Transmission, spread, longevity and management of hop latent viroid, a widespread and destructive pathogen affecting cannabis (Cannabis sativa L.) plants in North America. Plants 2025; 14(5):830. https://doi.org/10.3390/plants14050830
  3. Torres A, et al. Differential gene expression analysis of Cannabis sativa following hop latent viroid (HLVd) eradication therapy in micropropagation tissue culture. Plant Cell, Tissue and Organ Culture 2025; 161:66. https://doi.org/10.1007/s11240-025-03057-8 พรีปรินต์ที่มีตัวเลขแยกรายพันธุ์ปลูก: bioRxiv 2024, https://doi.org/10.1101/2024.04.06.588422
  4. MMJ Daily. Hop latent viroid: a global threat to cannabis cultivation. บทความเชิงการค้า ตัวเลขความชุกในบทความยังไม่ได้รับการยืนยัน https://www.mmjdaily.com/article/9786670/hop-latent-viroid-a-global-threat-to-cannabis-cultivation/

บทความนี้เป็นข้อมูลทางเทคนิคเรื่องการปลูกพืช สำหรับผู้อ่านที่ดำเนินการอย่างถูกกฎหมายในพื้นที่ของตน การปลูกกัญชาอยู่ภายใต้กฎหมายที่ต่างกันในแต่ละประเทศ ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข การขายหรือแปรรูปต้องมีใบอนุญาต เนื้อหานี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือการวินิจฉัยโรค การยืนยันเชื้อก่อโรคนี้ทำได้ด้วยการตรวจในห้องแล็บเท่านั้น