ไวรอยด์แฝงฮอป (hop latent viroid หรือ HLVd) อาศัยอยู่ในสายพันธุ์กัญชาได้นานหลายปีโดยไม่มีอาการให้เห็น สัญญาณที่อาจพบมีแค่ความแรงของสารลดลง ช่อดอกเล็กลง และลำต้นเปราะ การยืนยันว่าติดเชื้อทำได้ทางเดียวคือการตรวจในห้องแล็บ ตอนนี้อธิบายว่าควรส่งเนื้อเยื่อส่วนไหนไปตรวจ ผล RT-PCR บอกอะไร และอ่านผลอย่างไร
ตอนนี้ยังพูดถึงงานวิจัยปี 2568 ที่ใช้ความร้อนร่วมกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อกำจัดไวรอยด์ออกจากสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ อัตราความสำเร็จมีตั้งแต่ 100% ลงไปจนถึง 0% แล้วแต่พันธุ์ปลูก (cultivar) ส่วนท้ายรวบรวมข้อกล่าวอ้างเรื่อง HLVd ที่ยังไม่มีงานวิจัยตีพิมพ์รองรับ และคำถามที่ผู้ปลูกในภูมิภาคนี้ช่วยกันหาคำตอบได้
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1451
สรุปประเด็นหลักจากตอนที่ 1 แบบสั้น ๆ ไวรอยด์คือวงแหวนอาร์เอ็นเอ (RNA หรือสารพันธุกรรม) เปล่า ๆ ที่ไม่มีเปลือกโปรตีนหุ้ม งานวิจัยปี 2567 พบไวรอยด์ในต้นกล้า 84.3% ที่ได้จากต้นแม่ที่ติดเชื้อ เมื่อนำน้ำเลี้ยงจากต้นที่ติดเชื้อไปใส่ให้ต้นอื่น ต้นเหล่านั้นติดเชื้อ 100% น้ำยาฟอกขาวเจือจางที่มีโซเดียมไฮโปคลอไรต์ราว 0.8% ใช้นาน 2 นาที ทำลายไวรอยด์บนพื้นผิวได้ ส่วนแสง UV แอลกอฮอล์ 70% และความร้อนระดับปานกลางทำลายไม่ได้
1. การตรวจหาไวรอยด์: ควรส่งเนื้อเยื่อส่วนไหน และอ่านผล RT-PCR อย่างไร
การตรวจนี้ตรวจหาอะไร
RT-PCR ย่อมาจาก reverse transcription polymerase chain reaction หรือปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรสแบบถอดรหัสย้อนกลับ ขั้นแรก แล็บจะแปลงอาร์เอ็นเอของไวรอยด์ให้เป็นดีเอ็นเอสำเนาที่ตรงกัน ขั้นที่สอง แล็บจะเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอช่วงที่จำเพาะช่วงหนึ่งให้มากพอที่เครื่องมือจะตรวจจับได้
การตรวจนี้ไวมาก งานวิจัยปี 2567 ในวารสาร Viruses (เอกสารอ้างอิงที่ 1) ตรวจพบไวรอยด์ได้แม้ในอาร์เอ็นเอรวมเพียง 5 pg ทั้งนี้ หนึ่งพิโคกรัม (pg) เท่ากับหนึ่งในล้านล้านของกรัม ส่วน RT-qPCR เป็นการตรวจอีกแบบหนึ่งที่ประมาณได้ด้วยว่าในตัวอย่างมีอาร์เอ็นเอของไวรอยด์มากน้อยแค่ไหน
ควรส่งเนื้อเยื่อส่วนไหน
ส่งราก งานวิจัยปี 2568 ในวารสาร Plants (เอกสารอ้างอิงที่ 2) พบว่ารากให้ผลบวกตั้งแต่ 2–3 สัปดาห์หลังติดเชื้อ แต่ใบเพิ่งให้ผลบวกเมื่อผ่านไป 4–6 สัปดาห์ ในงานขยายพันธุ์ ช่วงเวลาที่ต่างกันนี้อาจชี้ขาดว่าคุณจะจับการติดเชื้อได้ทัน หรือเผลอแพร่เชื้อออกไปพร้อมกิ่งชำ ถ้าแล็บขอใบด้วยก็ส่งใบไปพร้อมกัน
- ตรวจต้นแม่พันธุ์ทุกต้นก่อนตัดกิ่งชำจากต้นนั้น
- ตรวจต้นที่ให้ละอองเกสรทุกต้นก่อนนำละอองเกสรไปใช้
- ตรวจซ้ำทุกสายพันธุ์ที่ผ่านการกำจัดเชื้อมาแล้ว และทุกสายพันธุ์ใหม่ที่รับเข้ามาในฟาร์ม
วิธีอ่านผล
- ผลบวก: แล็บพบอาร์เอ็นเอของไวรอยด์ในตัวอย่างนั้น ให้ถือว่าต้นนั้นติดเชื้อ หยุดตัดกิ่งชำ และหยุดเก็บละอองเกสรหรือเมล็ดจากต้นนั้น เครื่องมือและโต๊ะทำงานที่สัมผัสต้นนั้นให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฟอกขาว
- ผลลบ: แล็บไม่พบอาร์เอ็นเอของไวรอยด์ในตัวอย่างนั้น ณ เวลาที่ตรวจ ถ้าต้นเพิ่งติดเชื้อ เชื้ออาจยังไปไม่ถึงเนื้อเยื่อที่เก็บมา โดยเฉพาะใบ รากจึงเป็นตัวอย่างที่ดีกว่า และการตรวจซ้ำอีกครั้งในภายหลังก็มีประโยชน์ ในงานวิจัยเรื่องการกำจัดเชื้อในหัวข้อที่ 2 นักวิจัยตรวจต้นซ้ำราว 10 สัปดาห์หลังตรวจครั้งแรก ก่อนจะสรุปว่าสายพันธุ์นั้นปลอดเชื้อ
- ผล RT-qPCR: ถามแล็บว่ารายงานปริมาณไวรอยด์ออกมาในรูปแบบไหน และใช้ค่าใดเป็นเส้นแบ่งระหว่างผลบวกกับผลลบ
- ผลบวกจากการเช็ดเก็บตัวอย่าง (swab) บนโต๊ะทำงานหรือเครื่องมือ: แปลว่ามีอาร์เอ็นเอของไวรอยด์อยู่บนพื้นผิวนั้น แต่อาร์เอ็นเอที่ตรวจพบไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ต้นติดเชื้อได้เสมอไป ถึงอย่างนั้นก็ควรถือว่าพื้นผิวนั้นปนเปื้อน และทำความสะอาดด้วยน้ำยาฟอกขาว
การส่งตัวอย่างไปแล็บ
มองหาแล็บที่รับตรวจ RT-PCR หรือ RT-qPCR ซึ่งออกแบบมาสำหรับ HLVd โดยเฉพาะ ก่อนเก็บตัวอย่าง ให้ถามแล็บ 3 เรื่อง คือ ต้องใช้เนื้อเยื่อเท่าไร ต้องบรรจุและจัดส่งอย่างไร และต้องรอผลนานแค่ไหน ภาควิชาโรคพืชของมหาวิทยาลัยและห้องปฏิบัติการตรวจวินิจฉัยทางการเกษตรเป็นที่ที่น่าลองสอบถาม ระหว่างเตรียมบทความนี้ยังไม่พบผู้ให้บริการในไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ตรวจสอบยืนยันได้ จึงไม่ได้ระบุชื่อไว้ในที่นี้
ตรวจสอบกฎระเบียบก่อนส่งทุกครั้ง เพราะชิ้นส่วนต้นกัญชาเป็นสิ่งที่กฎหมายควบคุม ทั้งในไทยและในประเทศอื่น เรื่องนี้สำคัญที่สุดเมื่อต้องส่งตัวอย่างข้ามพรมแดน
หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ให้ส่งเฉพาะรากและใบ ห้ามส่งช่อดอก ก่อนส่งตัวอย่างใด ๆ ให้ถามแล็บว่าต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง ที่อุณหภูมิ 30–35 °C ตัวอย่างอาจเสียระหว่างขนส่ง จึงควรถามแล็บด้วยว่าต้องแช่เย็นระหว่างทางหรือไม่
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนตัดกิ่งชำรอบหน้า ให้ติดต่อแล็บสักแห่งแล้วถาม 3 คำถามข้างต้น จากนั้นส่งตัวอย่างรากจากต้นแม่พันธุ์ของคุณไปตรวจ
2. การกำจัดเชื้อออกจากสายพันธุ์ที่ติดเชื้อ: การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญร่วมกับการใช้ความร้อน
วิธีนี้คืออะไร
วิธีนี้ใช้สองเทคนิคร่วมกัน การบำบัดด้วยความร้อน (thermotherapy) คือการเลี้ยงต้นไว้ที่อุณหภูมิสูงกว่าปกติเป็นเวลาหลายสัปดาห์ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญ (meristem culture) คือการตัดเนื้อเยื่อเจริญ (meristem) ซึ่งเป็นจุดเจริญเล็ก ๆ ที่ปลายยอด แล้วนำไปเลี้ยงให้เป็นต้นใหม่ในภาชนะปลอดเชื้อในแล็บ
ข้อมูลมาจากงานวิจัยในวารสาร Plant Cell, Tissue and Organ Culture ปี 2568 (เอกสารอ้างอิงที่ 3) บทความฉบับตีพิมพ์รายงานว่าอัตราความสำเร็จขึ้นอยู่กับพันธุ์ปลูก โดยทดสอบทั้งหมด 13 พันธุ์ ตัวเลขรายพันธุ์ด้านล่างมาจากฉบับพรีปรินต์ปี 2567 ของงานเดียวกัน พรีปรินต์ (preprint) คือฉบับแรกที่เผยแพร่ออนไลน์ก่อนผ่านการตรวจประเมินจากนักวิทยาศาสตร์คนอื่น
ขั้นตอนตามที่อธิบายไว้ในพรีปรินต์
- เลี้ยงต้นอ่อนจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไว้ที่ 28–30 °C นาน 4–5 สัปดาห์
- ตัดเนื้อเยื่อเจริญออกมา แล้วเลี้ยงให้เริ่มแตกยอดใหม่ ใช้เวลา 2–3 สัปดาห์
- เลี้ยงยอดให้โตต่อประมาณ 8 สัปดาห์
- ตรวจหาไวรอยด์
- ตรวจซ้ำประมาณ 10 สัปดาห์ต่อมา เพื่อยืนยันว่ายังให้ผลลบ
รวมเวลาขั้นที่ 1–3 แล้วต้องใช้ราว 14–16 สัปดาห์กว่าจะถึงการตรวจครั้งแรก และใช้เวลา ประมาณหกเดือน กว่าจะได้สายพันธุ์ที่ยืนยันแล้วว่าปลอดเชื้อ
| พันธุ์ปลูก | กำจัดเชื้อได้ (การตรวจครั้งแรก) |
|---|---|
| Valarie | 100% |
| Athena | 94% |
| FRB1.4 | 69% |
| AnnaLee | 62% |
| Wife | 50% |
| Hybrid 9 | 26% |
| Hybrid 5 | 14% |
| EarlyPearly | 14% |
| Abigail | 3% |
| S1-4 | 2% |
| River Rock | 0% |
| Pure CBG | 0% |
อัตรารอด: พรีปรินต์รายงานว่าโดยรวมมีต้นอ่อนรอดจากการบำบัดด้วยความร้อนมากกว่า 70% แต่ฉบับที่หาได้ไม่ได้แยกตัวเลขอัตรารอดของแต่ละพันธุ์ปลูก
ผลลัพธ์นี้บอกอะไร
ถึงจะใช้วิธีเดียวกันในแล็บเดียวกัน อัตราการกำจัดเชื้อก็ยังมีตั้งแต่ 100% ลงไปจนถึง 0% ใน 12 พันธุ์ปลูกที่มีรายงานอัตรา มี 4 พันธุ์ที่กำจัดเชื้อได้ไม่เกิน 3% พันธุ์ส่วนใหญ่ในงานนี้เป็นสายพันธุ์จากอเมริกาเหนือ และยังไม่พบอัตราการกำจัดเชื้อที่ตีพิมพ์สำหรับพันธุ์ที่ปลูกในภูมิภาคนี้ คุณจึงไม่มีตัวเลขให้เปิดดูว่าพันธุ์ของคุณมีโอกาสสำเร็จเท่าไร
กำจัดเชื้อ หรือเปลี่ยนสายพันธุ์ใหม่
เมื่อโอกาสสำเร็จเป็นแบบนี้ คำถามแรกคือจะกำจัดเชื้อออกจากสายพันธุ์นั้น หรือเปลี่ยนสายพันธุ์ใหม่ ถ้าเป็นสายพันธุ์มีค่าที่หาทดแทนไม่ได้ การลงเวลาหกเดือนกับความพยายามที่ผลไม่แน่นอนอาจคุ้มค่า ถ้าไม่ใช่ การเปลี่ยนไปใช้เมล็ดที่ตรวจแล้วได้ผลลบ หรือแหล่งพันธุกรรมเดียวกันที่ตรวจแล้วได้ผลลบ มักเร็วกว่า
แล็บที่รับกำจัดเชื้อควรคิดราคาแบบงานที่ผลไม่แน่นอน ไม่ใช่งานที่รับประกันผลได้ ต้นอ่อนที่กำจัดเชื้อสำเร็จจะปลอดไวรอยด์ แต่ไม่ได้ต้านทานไวรอยด์ ต้องอาศัยขั้นตอนการทำความสะอาดในตอนที่ 1 เท่านั้นจึงจะรักษาให้ต้นเหล่านี้ปลอดเชื้อต่อไปได้
สภาพอากาศเขตร้อน ขั้นใช้ความร้อน 28–30 °C ใกล้เคียงกับอุณหภูมิอากาศปกติในหลายพื้นที่ของไทย ในไทยขั้นให้ความร้อนจึงไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนที่ยากคือการรักษาแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ปลอดเชื้อในอากาศชื้น ซึ่งเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อราและแบคทีเรียอยู่ตลอดเวลา เทคนิคการทำงานแบบปลอดเชื้ออธิบายไว้ในหัวข้อการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการขยายพันธุ์ในหลอดทดลอง
หมายเหตุผู้แปล: สำหรับผู้ปลูก วิธีนี้ให้โอกาสเก็บสายพันธุ์หายากไว้ได้ แทนที่จะต้องทิ้งไป ระหว่างเตรียมบทความนี้ยังไม่พบแล็บในไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รับกำจัด HLVd ออกจากสายพันธุ์กัญชา ถ้าคุณหาไม่ได้ ทางเลือกที่ทำได้จริงในตอนนี้คือเปลี่ยนไปใช้ต้นพันธุ์ที่ตรวจแล้วได้ผลลบ ระหว่างนั้นให้แยกต้นแม่ที่ติดเชื้อไว้ต่างหาก และห้ามขยายพันธุ์จากต้นนั้น
หมายเหตุผู้แปล: ถ้าคุณหรือแล็บจะลองใช้วิธีนี้ ต้องวางแผนรับมือไฟดับด้วย ไฟดับช่วงหน้าร้อนทำให้ห้องปิดร้อนเกินช่วง 28–30 °C ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง และตู้ปลอดเชื้อ (laminar air flow) ที่ใช้ย้ายเนื้อเยื่อก็จะหยุดทำงานด้วย ให้จดบันทึกอุณหภูมิห้อง และต่อตัวควบคุมอุณหภูมิกับตู้ปลอดเชื้อเข้ากับ UPS (เครื่องสำรองไฟ คือแบตเตอรี่ที่จ่ายไฟแทนทันทีเมื่อไฟดับ) ในหน้าฝนให้เผื่อว่าจะมีการปนเปื้อนมากขึ้น และเริ่มเลี้ยงต้นอ่อนเพิ่มไว้ชดเชยต้นที่เสีย
สิ่งที่ควรทำ: จัดลำดับสายพันธุ์ของคุณตามมูลค่า แต่ละสายพันธุ์ที่ติดเชื้อให้ตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนใหม่หรือลองกำจัดเชื้อ ถ้าจะลอง ให้เริ่มจากต้นจำนวนน้อย ๆ ของสายพันธุ์เดียว ตรวจทั้งก่อนและหลังทำ แล้วตรวจซ้ำอีกครั้งราว 10 สัปดาห์ต่อมา
3. ข้อกล่าวอ้างเรื่อง HLVd ที่ตรวจสอบยืนยันไม่ได้
“90% ของฟาร์มในรัฐแคลิฟอร์เนีย (สหรัฐอเมริกา) มีไวรอยด์แฝงฮอป” ตัวเลขนี้ถูกพูดต่อกันอย่างแพร่หลาย บทความเชิงการค้าชิ้นหนึ่งอ้างถึงผลตรวจเนื้อเยื่อมากกว่า 200,000 ตัวอย่าง พร้อมตัวเลขจากการตรวจวินิจฉัยในแคนาดาว่า “ราวหนึ่งในสี่ของตัวอย่าง” (เอกสารอ้างอิงที่ 4) แต่บทความนั้นไม่ได้ระบุแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ และข้อมูลต้นทางเป็นของแล็บที่รับตรวจ ชีววิทยาของไวรอยด์มีงานวิจัยตีพิมพ์รองรับอย่างดี แต่ตัวเลขความชุกที่ถูกยกมาพาดหัวไม่มี
ความชุกในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังไม่พบการสำรวจ โครงการตรวจ หรืออัตราการติดเชื้อที่ตีพิมพ์สำหรับภูมิภาคนี้ แต่การไม่มีข้อมูลไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ
พฤติกรรมของเชื้อในอากาศร้อนแบบเขตร้อน ยังไม่พบงานวิจัยว่าอุณหภูมิอากาศสูงส่งผลต่อการแพร่ของไวรอยด์ภายในต้นอย่างไร งานวิจัยที่พบว่าเชื้อแพร่เร็วกว่าเมื่อให้แสง 12 ชั่วโมงเทียบกับ 24 ชั่วโมง ก็ยังไม่ได้ระบุสาเหตุ
สิ่งที่ควรทำ: เมื่อเห็นตัวเลขความชุกของ HLVd ให้ถามว่ามาจากงานวิจัยไหน อ้างอิงงานวิจัยในรายการเอกสารอ้างอิง ไม่ใช่ข่าวประชาสัมพันธ์ อย่าคิดว่าฟาร์มของคุณปลอด HLVd เพียงเพราะยังไม่มีข้อมูลในพื้นที่ ให้ส่งตรวจ
4. สิ่งที่ผู้ปลูกในภูมิภาคนี้ช่วยกันหาคำตอบได้
มี 4 คำถามที่จะบอกได้ว่า HLVd เป็นปัญหาในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่
- มีใครในภูมิภาคนี้เคยส่งตรวจแล้วบ้าง ผลตรวจจากฟาร์มในพื้นที่แม้เพียงไม่กี่ราย ไม่ว่าบวกหรือลบ จะเป็นข้อมูลท้องถิ่นชุดแรก ๆ
- มีใครปลูกกัญชาใกล้มะเขือเทศหรือแตงกวา และใช้เครื่องมือหรือคนงานร่วมกันหรือไม่ ผลการทดลองในแล็บปี 2567 เรื่องพืชอาศัยชนิดอื่นทำให้เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรรู้ แม้ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าเชื้อแพร่แบบนี้ในแปลงจริง
- มีใครใช้ตู้ UV เป็นวิธีหลักในการฆ่าเชื้อเครื่องมือหรือไม่ จากข้อมูลปี 2568 วิธีนี้ควรเปลี่ยน และน้ำยาฟอกขาวเป็นทางแก้ที่ราคาถูก
- มีใครเคยลองกำจัดเชื้อด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญในพื้นที่แล้วบ้าง ผลเพียงครั้งเดียว ไม่ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ถ้าระบุชื่อพันธุ์ปลูกมาด้วย จะเป็นข้อมูลชุดแรกของภูมิภาคนี้
ถ้าสายพันธุ์ไหนค่อย ๆ แย่ลงตลอดหลายชั่วรุ่น ความแรงลดลง ช่อดอกเล็กลง ลำต้นเปราะ แต่ไม่มีอาการอะไรให้ถ่ายรูปได้ ให้ส่งตรวจหา HLVd ก่อนจะโทษปุ๋ยหรือพันธุกรรม
โพสต์ผลตรวจของคุณไว้ใต้หัวข้อนี้ ไม่ว่าบวกหรือลบ พร้อมบอกว่าส่งเนื้อเยื่อส่วนไหนไปตรวจ ยังไม่พบข้อมูลตีพิมพ์เรื่องการติดเชื้อ HLVd ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลตรวจสักสิบกว่ารายจากฟอรัมนี้จะเป็นหนึ่งในข้อมูลที่ดีที่สุดที่ใช้บอกได้ว่าเชื้อนี้มีอยู่ในภูมิภาคเราหรือไม่
อ่านเพิ่มเติมในฟอรัมนี้: ต้นแม่พันธุ์และการโคลน; การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์และละอองเรณู; การทำเมล็ดเฟมิไนซ์; การคัดเลือกฟีโนไทป์ (phenohunting); โรครากเน่า Pythium และ Fusarium
เอกสารอ้างอิง
- Atallah OO, Yassin SM, Verchot J. New insights into hop latent viroid detection, infectivity, host range, and transmission. Viruses 2024; 16(1):30. https://doi.org/10.3390/v16010030
- Punja ZK, Scott C, Tso HH, Munz J, Buirs L. Transmission, spread, longevity and management of hop latent viroid, a widespread and destructive pathogen affecting cannabis (Cannabis sativa L.) plants in North America. Plants 2025; 14(5):830. https://doi.org/10.3390/plants14050830
- Torres A, et al. Differential gene expression analysis of Cannabis sativa following hop latent viroid (HLVd) eradication therapy in micropropagation tissue culture. Plant Cell, Tissue and Organ Culture 2025; 161:66. https://doi.org/10.1007/s11240-025-03057-8 พรีปรินต์ที่มีตัวเลขแยกรายพันธุ์ปลูก: bioRxiv 2024, https://doi.org/10.1101/2024.04.06.588422
- MMJ Daily. Hop latent viroid: a global threat to cannabis cultivation. บทความเชิงการค้า ตัวเลขความชุกในบทความยังไม่ได้รับการยืนยัน https://www.mmjdaily.com/article/9786670/hop-latent-viroid-a-global-threat-to-cannabis-cultivation/
บทความนี้เป็นข้อมูลทางเทคนิคเรื่องการปลูกพืช สำหรับผู้อ่านที่ดำเนินการอย่างถูกกฎหมายในพื้นที่ของตน การปลูกกัญชาอยู่ภายใต้กฎหมายที่ต่างกันในแต่ละประเทศ ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข การขายหรือแปรรูปต้องมีใบอนุญาต เนื้อหานี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือการวินิจฉัยโรค การยืนยันเชื้อก่อโรคนี้ทำได้ด้วยการตรวจในห้องแล็บเท่านั้น