กัญชาจะผ่านการตรวจสารกำจัดศัตรูพืชหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณทำระหว่างปลูก ตอนนี้อธิบาย 4 เรื่อง คือ ห้องปฏิบัติการตรวจสารตกค้างอย่างไร วิธีตรวจผลผลิตของคุณเองก่อนเก็บเกี่ยว วิธีป้องกันสารตกค้างด้วยการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน และเหตุผลที่การทำความสะอาดรุ่นการผลิตที่ปนเปื้อนแล้วแทบไม่ได้ผล
ทบทวนสั้น ๆ ก่อนเริ่ม การตากแห้งทำให้สารตกค้างเข้มข้นขึ้นประมาณ 3–5 เท่า การสกัดอาจทำให้เข้มข้นขึ้นได้อีกหลายเท่า ถ้าสูบหรือใช้ผ่านเครื่องระเหย (vaporiser) สารตกค้างจะเข้าสู่ปอดโดยตรง ค่าจำกัดของสหภาพยุโรป แคนาดา แคลิฟอร์เนีย และไทยก็ต่างกันมาก รายละเอียดเรื่องเหล่านี้และสารที่ตรวจไม่ผ่านบ่อยที่สุดอยู่ในตอนที่ 1
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1372
4. ห้องปฏิบัติการตรวจหาสารกำจัดศัตรูพืชอย่างไร
ห้องปฏิบัติการจะส่งรายงานผลมาพร้อมผลตรวจ เรียกว่าใบรับรองผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis, CoA) วิธีอ่านใบนี้อธิบายไว้ใน วิธีอ่านใบรับรองผลการวิเคราะห์กัญชา หัวข้อนี้พูดถึงเฉพาะส่วนที่มีผลต่อผลตรวจสารกำจัดศัตรูพืช
4.1 ต้องใช้เครื่องมือ 2 วิธีจึงตรวจได้ครบทุกกลุ่มสาร
ไม่มีเครื่องมือชนิดเดียวที่วัดสารกำจัดศัตรูพืชได้ครบทุกตัว ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองจึงใช้ 2 วิธีร่วมกัน ภาพรวมของวิธีวิเคราะห์กัญชาดูได้จากบทความทบทวนวรรณกรรมปี 2018 ของ Leghissa, Hildenbrand และ Schug ในวารสาร Journal of Separation Science
- LC-MS/MS (โครมาโทกราฟีของเหลวร่วมกับแมสสเปกโทรเมตรีแบบสองขั้น) เครื่องจะแยกสารในตัวอย่างขณะอยู่ในของเหลว แล้วระบุชนิดสารแต่ละตัวจากมวลใน 2 ขั้น วิธีนี้เหมาะกับสารที่มีขั้วและสารที่สลายตัวเมื่อโดนความร้อน เช่น ออร์กาโนฟอสเฟต คาร์บาเมต นีโอนิโคตินอยด์ และสารป้องกันกำจัดเชื้อราแบบดูดซึม
- GC-MS/MS (แก๊สโครมาโทกราฟีร่วมกับแมสสเปกโทรเมตรีแบบสองขั้น) เครื่องจะแยกสารขณะอยู่ในรูปแก๊ส สารที่ตรวจได้จึงต้องทนความร้อน วิธีนี้เหมาะกับสารไม่มีขั้วที่ทนความร้อน เช่น ไพรีทรอยด์และออร์กาโนคลอรีน
วิธีเตรียมตัวอย่างมาตรฐานคือ QuEChERS ซึ่งย่อมาจาก “quick, easy, cheap, effective, rugged, safe” (เร็ว ง่าย ถูก ได้ผล ทนทาน ปลอดภัย) วิธีนี้มี 3 ขั้น คือ สกัดด้วยตัวทำละลายอะซีโตไนไตรล์ (acetonitrile) แยกชั้นด้วยเกลือ แล้วทำความสะอาดสารสกัด วิธีนี้ตรวจสอบความแม่นได้จาก ค่าการกลับคืน (recovery) ห้องปฏิบัติการจะเติมสารกำจัดศัตรูพืชลงในตัวอย่างในปริมาณที่รู้ค่า แล้วดูว่าตรวจพบกลับมาได้กี่เปอร์เซ็นต์ ช่วงที่ยอมรับกันทั่วไปคือค่าเฉลี่ย 70–120% ตามเอกสาร SANTE/11312/2021 ซึ่งเป็นแนวทางของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการควบคุมคุณภาพของห้องปฏิบัติการตรวจสารพิษตกค้าง
สิ่งที่ควรทำ: ตอนขอใบเสนอราคา ให้ถามห้องปฏิบัติการว่าชุดตรวจสารกำจัดศัตรูพืช (panel) ใช้ทั้ง LC-MS/MS และ GC-MS/MS หรือไม่ ถ้าใช้วิธีเดียว จะตรวจไม่เจอสารบางกลุ่ม
4.2 ผลบวกลวงและการยืนยันผล
ระดับดำเนินการ (action level) คือความเข้มข้นที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ตรวจไม่ผ่าน ถ้าผลตรวจคัดกรองเกินระดับนี้ ควรยืนยันผลก่อนลงมือทำอะไร การยืนยันควรเป็นการวิเคราะห์ครั้งที่สองที่แยกอิสระจากครั้งแรก สาเหตุที่พบบ่อยของผลบวกลวงมีดังนี้
- สิ่งรบกวนจากตัวอย่างพืช (matrix interference) เทอร์ปีน แคนนาบินอยด์ และคลอโรฟิลล์จากตัวพืชเองอาจออกจากเครื่องในเวลาเดียวกับสารกำจัดศัตรูพืช ปัญหานี้เกิดกับวิธีที่แยกสารได้ไม่จำเพาะพอ
- การปนเปื้อนในห้องปฏิบัติการ สารกำจัดศัตรูพืชหรือสัตว์รบกวนที่ใช้ในอาคารของห้องปฏิบัติการเองอาจปนเข้าไปในตัวอย่างได้
- การระบุชนิดสารผิด ในวิธี MS/MS สารแต่ละตัวจะแตกเป็นไอออนชิ้นส่วน (fragment ions) ในอัตราส่วนเฉพาะตัว อัตราส่วนในตัวอย่างควรห่างจากค่าเฉลี่ยของสารมาตรฐานสอบเทียบที่วิเคราะห์ในรอบเดียวกันไม่เกิน ±30% (แบบสัมพัทธ์) (SANTE/11312/2021) ถ้าห่างกว่านี้ ผลการระบุชนิดสารก็น่าสงสัย
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าผลตรวจพบสารที่คุณไม่เคยใช้ ให้ขอยืนยันด้วยการวิเคราะห์ครั้งที่สองที่เป็นอิสระก่อนทำลายผลผลิต และนำบันทึกการพ่นสารไปใช้คุยกับห้องปฏิบัติการด้วย (ดูหัวข้อ 5)
4.3 ความไม่แน่นอนของการวัดเมื่อผลใกล้ค่าจำกัด
การวัดทุกครั้งมีค่าคลาดเคลื่อน SANTE/11312/2021 กำหนดค่าความไม่แน่นอนขยาย (expanded measurement uncertainty) ไว้ที่ 50% เป็นค่าตั้งต้นสำหรับการตัดสินทางกฎหมาย ห้องปฏิบัติการใช้ค่าที่ต่ำกว่านี้ได้ถ้าพิสูจน์ได้ว่าวิธีของตนแม่นกว่า ถ้าใช้ค่าตั้งต้น 50% ผลตรวจ 0.02 mg/kg อาจมีค่าจริงต่ำได้ถึง 0.01 mg/kg ผลตรวจจึงต้องสูงกว่าประมาณ 0.02 mg/kg ก่อน จึงจะถือว่าเกินค่าจำกัด 0.01 mg/kg ชัดเจน
บางระบบไม่นำความไม่แน่นอนของการวัดมาคิด ในระบบแบบนี้ ล็อตที่เหมือนกันทุกอย่างอาจผ่านที่ห้องปฏิบัติการหนึ่ง แต่ไม่ผ่านที่อีกแห่ง
สิ่งที่ควรทำ: ขอให้ห้องปฏิบัติการรายงานค่าความไม่แน่นอนของการวัดทุกครั้งที่ผลใกล้ค่าจำกัด แล้วใช้ตัวเลขนี้ตัดสินว่าล็อตนั้นไม่ผ่านจริงหรือไม่
4.4 ตรวจก่อนเก็บเกี่ยวเพื่อเป็นหลักประกัน
ถ้าตรวจคัดกรองสารตกค้างหลายตัวพร้อมกันเป็นการภายใน 4–6 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว คุณจะยังมีเวลาแก้ไข เช่น ปรับแผน หรือแยกล็อตที่มีปัญหาออก ถ้าไปเจอการปนเปื้อนหลังบรรจุและส่งสินค้าออกไปแล้ว ความเสียหายจะสูงกว่ามาก
- ใช้ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตาม ISO/IEC 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับห้องปฏิบัติการทดสอบ
- สั่งชุดตรวจที่ครอบคลุมทุกสารที่ใช้ตลอดรอบการปลูก รวมถึงสารปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมที่พบบ่อย
- รวมตัวอย่างย่อยอย่างน้อย 5 ตัวอย่างต่อล็อต จดว่าแต่ละตัวอย่างเก็บจากจุดไหนของห้องหรือแปลง และต้นอยู่ในระยะการเจริญเติบโตใด
หมายเหตุผู้แปล: ประโยชน์ของการตรวจก่อนเก็บเกี่ยวคือ คุณจะรู้ว่าล็อตไหนสะอาดตั้งแต่ตอนที่ยังแยกล็อตออกได้ทัน ไม่ใช่มารู้หลังขายไปแล้ว ก่อนส่งตัวอย่าง ให้ขอดูขอบข่ายการรับรอง (accreditation scope) ของห้องปฏิบัติการ แล้วตรวจว่ามีรายการสารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชในตัวอย่างพืชหรือไม่ ข้อมูลห้องปฏิบัติการในไทยแบบละเอียดอยู่ในคู่มือ การตรวจวิเคราะห์ช่อดอกกัญชาก่อนส่งออก: ห้องปฏิบัติการในไทย ถ้าอยากเริ่มแบบเล็ก ๆ ให้ส่งตรวจ 1 ล็อตจากรอบเก็บเกี่ยวถัดไป ก่อนวันเก็บเกี่ยว 4–6 สัปดาห์ แล้วเทียบผลกับบันทึกการพ่นสารของคุณ
5. การป้องกัน: สรุปการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน
ทางที่ได้ผลแน่นอนที่สุดในการผ่านการตรวจคือใช้สารกำจัดศัตรูพืชให้น้อยที่สุด การเลือกสารที่ “ตรวจแล้วผ่านง่าย” ใช้แทนไม่ได้ การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (IPM) ใช้หลายวิธีร่วมกัน คือ กันศัตรูพืชไม่ให้เข้ามา เฝ้าสำรวจ ควบคุมโดยชีววิธี และพ่นสารเฉพาะจุด เรื่องนี้มีคู่มือแยกไว้แล้ว หัวข้อนี้สรุปเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสารตกค้าง
5.1 กันศัตรูพืชไม่ให้เข้ามาก่อน
- กักกันและตรวจกิ่งชำ (clone) ที่รับเข้ามาใหม่ก่อนนำเข้าห้องปลูกหลัก
- ติดตาข่ายกันแมลงที่ช่องลมเข้า
- รักษาห้องให้เย็นพอที่ไรแดงจะขยายพันธุ์ช้าลง
- ใช้แผ่นกาวดักแมลงเพื่อติดตามจำนวนศัตรูพืช
หมายเหตุผู้แปล: ในไทย กิ่งชำที่ซื้อจากฟาร์มอื่นเป็นช่องทางที่ศัตรูพืชเข้ามาบ่อย กิ่งชำอาจพา ไวรอยด์ฮอปแฝง (hop latent viroid, HLVd) มาด้วย หรืออาจเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ตรงกับที่สั่ง นอกจากนี้ คุณไม่รู้ว่าต้นแม่พันธุ์เคยถูกพ่นหรือราดสารอะไรมา และสารแบบดูดซึมอาจค้างอยู่ในกิ่งชำ ให้ขอบันทึกการพ่นสารจากผู้ขาย และแยกกิ่งชำใหม่ไว้ต่างหากจนกว่าจะตรวจเสร็จ
หมายเหตุผู้แปล: ห้องปลูกในไทยที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศมักร้อนถึง 30–35 °C การทำให้ห้องเย็นจึงต้องจ่ายค่าไฟ ถ้าไฟดับหรือแอร์เสีย อุณหภูมิจะสูงขึ้นและไรเพิ่มจำนวนได้เร็ว ทุกครั้งที่ระบบทำความเย็นขัดข้อง ให้ตรวจใต้ใบถี่ขึ้นตลอดสัปดาห์ถัดไป
สิ่งที่ควรทำ: จัดมุมกักกันสำหรับต้นใหม่ และใช้แว่นขยายส่องใต้ใบทุกครั้งก่อนนำต้นไม้เข้าห้องปลูกหลัก
5.2 การควบคุมโดยชีววิธี
การควบคุมโดยชีววิธี (biological control) คือการปล่อยศัตรูธรรมชาติให้กินหรือทำลายศัตรูพืช ต้องเลือกชนิดให้ตรงกับศัตรูพืชที่เจอ
- Phytoseiulus persimilis และ Neoseiulus californicus เป็นไรตัวห้ำทั้งคู่ ใช้กำจัดไรแดง อ่านเพิ่มได้ที่ ไรแดง & เพลี้ยไฟ: การระบุชนิด วงจรชีวิต และการควบคุมโดยชีววิธีสำหรับกัญชา
- Amblyseius swirskii กินเพลี้ยไฟ (thrips) และแมลงหวี่ขาว (whitefly) เป็นหลัก แต่คุมไรแดงสองจุด (two-spotted spider mite, Tetranychus urticae) ได้ไม่ดี ฟอรัมมีบทความเปรียบเทียบกับ P. persimilis ในห้องที่ร้อน ดูได้ที่ swirskii เทียบกับ persimilis ที่ 30–32 °C
- Steinernema feltiae เป็นไส้เดือนฝอยที่มีประโยชน์ (หนอนตัวเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น) ใช้กำจัดหนอนของแมลงหวี่ดิน (fungus gnat) ในวัสดุปลูก
- Bt (Bacillus thuringiensis แบคทีเรียชนิดหนึ่ง) ได้ผลกับหนอนผีเสื้อเท่านั้น อ่านเพิ่มได้ที่ โปรแกรม Bt สำหรับหนอนเจาะช่อดอก
ศัตรูธรรมชาติได้ผลดีที่สุดเมื่อปล่อยตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนศัตรูพืชจะเพิ่มจำนวน ให้สอบถามผู้จำหน่ายในพื้นที่ว่ามีชนิดไหนบ้าง
หมายเหตุผู้แปล: ผู้แปลยังยืนยันไม่ได้ว่าศัตรูธรรมชาติชนิดไหนในรายการนี้มีขายในไทย หรือแต่ละชนิดขึ้นทะเบียนหรือได้รับอนุญาตให้ใช้ในลักษณะนี้แล้วหรือยัง ให้ขอดูหลักฐานการขึ้นทะเบียนหรือใบอนุญาตของไทยจากผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย หรือถามผู้ปลูกในหมวด ห้องพยาบาลพืช ว่าเคยซื้ออะไรได้บ้างและได้ผลแค่ไหน
สิ่งที่ควรทำ: เลือกศัตรูธรรมชาติให้ตรงกับศัตรูพืชที่คุณเห็นจริงบนแผ่นกาวดักแมลงและบนใบ แล้วปล่อยทันทีที่เริ่มพบศัตรูพืชชนิดนั้น
5.3 ปัจจัยการผลิต
- ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตตามมาตรฐานที่คุณขอรับรอง (GACP ของไทย หรือข้อกำหนดของตลาดที่จะส่งไปขาย) และขึ้นทะเบียนสำหรับการใช้งานนั้นแล้ว วิธีตรวจสอบอธิบายไว้ในคู่มือ สารที่พ่นบนกัญชาได้ตามกฎหมายภายใต้ GACP ของไทย สำหรับในไทย หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และใช้ตามฉลาก
- พ่นเฉพาะเมื่อการสำรวจพบว่าจำเป็น ไม่พ่นป้องกันตามตารางตายตัว
- ทำตามระยะเว้นก่อนเก็บเกี่ยว (pre-harvest interval, PHI) ที่ระบุบนฉลากที่ขึ้นทะเบียน ซึ่งคือจำนวนวันขั้นต่ำนับจากการใช้สารครั้งสุดท้ายถึงวันเก็บเกี่ยว
- อย่าใช้กำมะถันกับช่อดอก สารแบบสัมผัสจะค้างอยู่บนผิวที่โดน และผิวของช่อดอกก็คือผลผลิตที่คุณเก็บเกี่ยว
- หลีกเลี่ยงการใช้สะเดา (neem) กับช่อดอกเป็นประจำ
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนพ่นทุกครั้ง ให้จดสิ่งที่พบจากการสำรวจ ถ้าบอกไม่ได้ว่าเป็นศัตรูพืชชนิดไหนและมีมากแค่ไหน อย่าพ่น
5.4 บันทึก
ทุกครั้งที่ใช้สาร ให้บันทึก:
- วันที่
- ชื่อผลิตภัณฑ์และสารออกฤทธิ์
- ความเข้มข้น
- ผู้พ่น
- สภาพอากาศและสภาพแวดล้อมขณะพ่น
- รุ่นการผลิตที่ได้รับสาร
ถ้าจ้างคนอื่นพ่น ผู้รับจ้างควรให้ข้อมูลชื่อการค้า สารออกฤทธิ์ อัตราที่ใช้ วันที่ และ PHI ตามฉลาก ผู้ตรวจ GACP จะตรวจบันทึกเหล่านี้ และถ้ามีล็อตไม่ผ่าน บันทึกจะช่วยให้คุณสืบย้อนหาสาเหตุได้
หมายเหตุผู้แปล: ถ้าคุณจ้างทีมพ่นยา หรือให้เพื่อนบ้านช่วยพ่น ก็ต้องบันทึกแบบเดียวกัน ผู้ปลูกกลางแจ้งที่อยู่ติดนาข้าว สวนผลไม้ หรือแปลงผัก อาจโดนละอองสารที่ปลิวมาจากแปลงข้างเคียง ให้จดทุกครั้งที่เห็นการพ่นสารใกล้ ๆ พร้อมวันที่ เผื่อต้องใช้อธิบายผลตรวจที่ผิดคาด
สิ่งที่ควรทำ: เริ่มทำสมุดบันทึกการพ่นสารตั้งแต่วันนี้ตามหัวข้อด้านบน และกรอกให้เสร็จในวันที่ใช้สารทุกครั้ง
5.5 วัสดุปลูก
ขุยมะพร้าว พีทมอส และวัสดุปลูกผสมเปลือกไม้ อาจมีสารตกค้างมาตั้งแต่ต้น ให้ขอ CoA ผลตรวจสารพิษตกค้างจากผู้จำหน่ายก่อนซื้อแต่ละรุ่นการผลิต
สิ่งที่ควรทำ: เก็บ CoA ของวัสดุปลูกแต่ละรุ่นการผลิตไว้กับบันทึกการปลูก ถ้ามีล็อตตรวจไม่ผ่าน คุณจะบอกได้ว่าวัสดุปลูกเป็นต้นเหตุหรือไม่
6. การบำบัดลดสารตกค้าง: ทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้
การบำบัดลดสารตกค้าง (remediation) คือกระบวนการลดสารตกค้างในวัตถุที่ปนเปื้อนไปแล้ว มีทางเลือกอยู่บ้างแต่ไม่มาก และแต่ละวิธีได้ผลกับสารบางชนิดเท่านั้น หลายตลาดที่มีการกำกับดูแลไม่ยอมรับการบำบัดเลย
6.1 ขั้นแรก: แยกล็อตออก
เมื่อพบการปนเปื้อน สิ่งสำคัญที่สุดคือแยกล็อตนั้นออกทันที เก็บให้ห่างจากล็อตที่สะอาด และต้องยังสืบย้อนได้ เพื่อใช้หาต้นเหตุ
สิ่งที่ควรทำ: ติดป้ายล็อตที่มีปัญหา ย้ายไปเก็บในพื้นที่แยกที่ล็อกกุญแจไว้ และจดวันที่กับเหตุผล
6.2 ก่อนเก็บเกี่ยว
ปลูกต่อให้นานขึ้น สารบางชนิดสลายตัวเร็วในเนื้อเยื่อพืชที่ยังมีชีวิต สำหรับสารกลุ่มนี้ การเลื่อนวันเก็บเกี่ยวอาจทำให้สารตกค้างลดลงต่ำกว่าค่าจำกัด วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะเมื่อมีข้อมูลยืนยันการสลายตัวของสารนั้นในเนื้อเยื่อกัญชาแล้วเท่านั้น อย่าคำนวณเอาเองจาก PHI บนฉลากของพืชอาหาร และต้องตรวจซ้ำก่อนเก็บเกี่ยว
ถอนต้นที่ได้รับผลกระทบออก บางครั้งการปนเปื้อนอยู่ในบริเวณเดียว เช่น ผู้รับจ้างพ่นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาตไปในส่วนหนึ่ง กรณีนี้ให้ทำลายต้นในส่วนนั้น แล้วตรวจล็อตที่เหลือแยกกัน ผลผลิตส่วนที่เหลือจึงอาจรอดได้
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าสงสัยบริเวณไหน ให้เก็บตัวอย่างบริเวณนั้นเป็นล็อตแยก ถ้าผลออกมาเป็นบวก ผลผลิตทั้งหมดจะได้ไม่ถูกตัดสินว่าไม่ผ่านไปด้วย
6.3 หลังเก็บเกี่ยว
การล้าง การล้างด้วยน้ำช่วยขจัดสารตกค้างบางส่วนที่เกาะอยู่บนผิวและละลายน้ำได้ แต่แทบไม่ช่วยกับสารแบบดูดซึม เพราะสารเหล่านี้เข้าไปอยู่ในเนื้อเยื่อแล้ว
ถ่านกัมมันต์ การกรองสารสกัดหยาบผ่านถ่านกัมมันต์ช่วยลดสารตกค้างบางชนิดได้ แต่ก็อาจดึงแคนนาบินอยด์ออกไปด้วย ต้องตรวจสอบความใช้ได้ของวิธี (validation) แยกกันสำหรับสารปนเปื้อนแต่ละตัว และหน่วยงานกำกับดูแลแทบไม่ยอมรับวิธีนี้เป็นการบำบัด
การกลั่น การกลั่นขจัดสารปนเปื้อนอื่นได้หลายชนิด แต่สารกำจัดศัตรูพืชบางตัวระเหยที่อุณหภูมิใกล้กับแคนนาบินอยด์ จึงอาจติดไปอยู่ในดิสทิลเลท (distillate) ได้ ดิสทิลเลทจึงยังต้องส่งตรวจ อย่าเข้าใจว่าการสกัดจะกำจัดสารกำจัดศัตรูพืชออกได้หมด
การเจือจางไม่ใช่การบำบัด การผสมวัตถุที่ปนเปื้อนกับวัตถุที่สะอาดเพื่อดึงค่าเฉลี่ยให้ต่ำกว่าค่าจำกัด โดยทั่วไปเป็นสิ่งต้องห้าม และอาจถือเป็นการปลอมปน
สิ่งที่ควรทำ: อย่าวางแผนว่าจะ “ไปแก้เอาหลังเก็บเกี่ยว” ถ้ามีล็อตไม่ผ่าน ให้ส่งผลิตภัณฑ์แปรรูปที่ทำจากล็อตนั้นไปตรวจอีกครั้งก่อนตัดสินใจทำอะไร
6.4 การกำจัดทิ้ง
หัวข้อนี้ใช้กับวัตถุที่ไม่มีทางทำให้อยู่ในค่าจำกัดได้
ประเทศไทย: วัตถุที่เป็นสมุนไพรควบคุม ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ช่อดอกที่ตรวจไม่ผ่านซึ่งคุณครอบครองภายใต้ใบอนุญาตจึงไม่ใช่ขยะการเกษตรทั่วไป
- ผู้ถือใบอนุญาตต้องจัดทำบันทึกตามที่กำหนดในแบบ ภ.ท.27 และ ภ.ท.28
- ถ้าบันทึกขาดหรือไม่ครบ อาจถูกพักใช้ใบอนุญาต โดยมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 กำหนดให้คำสั่งพักใช้แต่ละครั้งมีผลได้ไม่เกิน 90 วัน
- ก่อนทำลายช่อดอกที่ตรวจไม่ผ่าน ให้แจ้งผู้อนุญาตตามที่เงื่อนไขในใบอนุญาตกำหนด
- บันทึกเลขล็อต ปริมาณ เหตุผล (แนบ CoA ที่ไม่ผ่าน) วิธีทำลาย วันที่ และพยาน เพื่อให้ตรงกับบันทึกสต็อก
- ห้ามขาย แจก หรือนำวัตถุที่ไม่ผ่านไปผสมกับล็อตอื่นเด็ดขาด
การทำปุ๋ยหมัก ใช้ได้เฉพาะกับวัตถุที่คุณได้รับอนุญาตให้นำไปหมัก ปุ๋ยหมักที่ทำจากวัตถุปนเปื้อนต้องใช้ในพื้นที่ของคุณเองเท่านั้น เพื่อไม่ให้การปนเปื้อนกระจายออกไป
การเผา ที่อุณหภูมิสูงพอจะทำลายโมเลกุลของสารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มสารอินทรีย์ได้เกือบทั้งหมด
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนทำลายผลผลิต ให้กรอกบันทึกแบบ ภ.ท.27/ภ.ท.28 แจ้งผู้อนุญาต และเก็บสำเนา CoA ที่ไม่ผ่านไว้คู่กับบันทึกการทำลาย
6.5 ทำไมการป้องกันจึงดีกว่าการบำบัด
ยังไม่มีเทคโนโลยีหลังเก็บเกี่ยวตัวไหนที่ลดสารกำจัดศัตรูพืชทุกกลุ่มให้ต่ำกว่าระดับดำเนินการได้อย่างแน่นอน ต้นทุนหลายด้านต่างบอกตรงกันว่าการปลูกให้สะอาดตั้งแต่แรกคุ้มกว่า
- ค่าตรวจวิเคราะห์
- ค่าแปรรูป
- ผลผลิตที่สูญเสียระหว่างกระบวนการ
- ความเสี่ยงที่ผลิตภัณฑ์สุดท้ายยังตรวจไม่ผ่าน
ในตลาดที่มีการกำกับดูแล ถ้าตรวจไม่ผ่าน ส่วนใหญ่ล็อตนั้นจะถูกทำลาย ไม่มีโอกาสได้บำบัด
สิ่งที่ควรทำ: ลงงบกับการสำรวจศัตรูพืช การควบคุมโดยชีววิธี และการตรวจก่อนเก็บเกี่ยว แทนการแก้ไขหลังเก็บเกี่ยว
สรุป: สิ่งที่ควรทำในฟาร์มของคุณ
จะผ่านเกณฑ์สารพิษตกค้างหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณทำระหว่างปลูก การตากแห้งและการสกัดทำให้สารตกค้างเข้มข้นขึ้น และการสูดเข้าปอดทำให้ความเสี่ยงจากการได้รับสารน่ากังวลยิ่งขึ้น ค่าจำกัดแต่ละที่ก็ต่างกัน ได้แก่ กฎด้านอาหารและยาของสหภาพยุโรป รายการของกระทรวงสาธารณสุขแคนาดา (Health Canada) ระดับดำเนินการของแคลิฟอร์เนีย และระบบของไทย ซึ่งใช้กฎเรื่องสมุนไพรควบคุม มาตรฐาน GACP ของไทย และค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRL) ในอาหารร่วมกัน
สารที่ตรวจไม่ผ่านมักเป็นตัวเดิม ๆ ที่คาดได้
- ไมโคลบิวทานิล (myclobutanil)
- ไบฟีนาเซต (bifenazate)
- สารกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์
- อะบาเมกติน (abamectin)
- PBO (piperonyl butoxide สารเสริมฤทธิ์) ที่มากับผลิตภัณฑ์ไพรีทริน (pyrethrin)
- สปินโนแซด (spinosad) ที่ใช้ใกล้วันเก็บเกี่ยวเกินไป
การบำบัดทำได้จำกัด ได้ผลกับสารบางชนิดเท่านั้น และมักไม่ได้รับอนุญาต การปลูกให้สะอาดตั้งแต่แรกเป็นวิธีเดียวที่ใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ ในทางปฏิบัติ:
- ใช้เฉพาะปัจจัยการผลิตที่ได้รับอนุญาตและขึ้นทะเบียนแล้ว และทำตาม PHI บนฉลาก
- ป้องกันปัญหาด้วย IPM และการควบคุมโดยชีววิธี และพ่นสารเฉพาะเมื่อการสำรวจพบว่าจำเป็น
- บันทึกการใช้สารทุกครั้ง โดยระบุว่าใช้กับรุ่นการผลิตใด
- ส่งตัวอย่างตรวจคัดกรองเองที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 ก่อนเก็บเกี่ยว 4–6 สัปดาห์
- ถ้ามีล็อตไม่ผ่าน ให้แยกออก ยืนยันผล และกำจัดทิ้งพร้อมบันทึกครบถ้วน
ถ้าคุณมีผลตรวจหรือปัญหาศัตรูพืชที่อยากปรึกษา โพสต์ไว้ใต้หัวข้อนี้ได้เลย ผู้ปลูกคนอื่นจะได้เรียนรู้ไปด้วย
เอกสารอ้างอิง
- European Commission. (2021). SANTE/11312/2021: Analytical Quality Control and Method Validation Procedures for Pesticide Residues Analysis in Food and Feed.
- Leghissa, A., Hildenbrand, Z. L., & Schug, K. A. (2018). A review of methods for the chemical characterization of cannabis natural products. Journal of Separation Science, 41(1), 398–415.
- Health Canada. Mandatory cannabis testing for pesticide active ingredients – List and limits. https://www.canada.ca/en/public-health/services/publications/drugs-health-products/cannabis-testing-pesticide-list-limits.html
- กระทรวงสาธารณสุข. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568. https://www.dtam.moph.go.th/sub-law/42864/