แปลและเรียบเรียงจาก: Martin Woodbridge, A Primer to Medicinal Cannabis (Bedrocan, 2018) แหล่งข้อมูลประกอบอื่นๆ อยู่ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงท้ายบทความ
บทความเรื่องความปลอดภัยของกัญชาทางการแพทย์ส่วนใหญ่มักถามว่ากัญชาใช้รักษาอะไรได้บ้าง บทความนี้ถามอีกแบบ คือใครไม่ควรใช้ และใครต้องระวังเป็นพิเศษ รายชื่อกลุ่มนี้มีไม่ยาว และมีการอธิบายไว้ค่อนข้างชัด แต่ผู้ป่วยมักเปิดอ่านเรื่องนี้เป็นอย่างสุดท้าย ตอนที่ 1 จะอธิบายคำสำคัญก่อน จากนั้นจึงพูดถึงโรคทางจิตเวช โรคหัวใจ โรคตับ และผู้ป่วยสูงอายุ
อ่านส่วนนี้ก่อน เนื้อหาด้านล่างไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ใช่แบบประเมินตัวเอง ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ช่อดอกกัญชาจะขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 และใบสั่งจ่ายหนึ่งใบใช้ได้ไม่เกิน 30 วัน ผู้ออกใบสั่งจ่ายต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีสิทธิ์ ได้แก่ แพทย์แผนปัจจุบัน ทันตแพทย์ เภสัชกร แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ แพทย์แผนจีน หรือหมอพื้นบ้านที่ได้รับอนุญาต
ทุกเรื่องในหน้านี้เป็นเรื่องที่คุณควรนำไปปรึกษาผู้สั่งจ่ายคนนั้น ไม่มีเรื่องใดเลยที่เป็นเหตุให้คุณเริ่ม หยุด หรือปรับการรักษาเอง การหยุดยาที่แพทย์สั่งอย่างกะทันหันอาจอันตรายกว่าความเสี่ยงที่คุณกำลังพยายามหลีกเลี่ยง ถ้ามีข้อใดตรงกับคุณ ให้จดไว้แล้วนำบันทึกนั้นไปด้วยในการนัดครั้งถัดไป
ข้อห้ามใช้กับข้อควรระวัง: สองคำที่ความหมายต่างกัน
ข้อห้ามใช้ (contraindication) หมายถึงไม่ควรใช้ยานั้นเลย เพราะอันตรายที่คาดว่าจะเกิดมีมากกว่าประโยชน์ที่คาดว่าจะได้
ข้อควรระวัง (precaution) หรือที่เรียกอีกชื่อว่าข้อห้ามใช้แบบสัมพัทธ์ (relative contraindication) หมายถึงยังอาจใช้ยานั้นได้ แต่ต้องปรับบางอย่าง เช่น เริ่มที่ขนาดยาต่ำลง นัดติดตามผลถี่ขึ้น เปลี่ยนสัดส่วนแคนนาบินอยด์ หรือเปลี่ยนวิธีรับยา
ในเรื่องกัญชาทางการแพทย์ มีน้อยกรณีมากที่เป็นข้อห้ามใช้เด็ดขาด ส่วนใหญ่เป็นข้อควรระวัง ในทางปฏิบัติ รายการส่วนใหญ่ในบทความนี้จึงหมายถึง “แจ้งผู้สั่งจ่ายและตกลงแผนร่วมกัน” ไม่ได้หมายถึง “ห้ามใช้เด็ดขาด”
หลักฐานหนักแน่นแค่ไหน
แนวทางเรื่องกัญชาทางการแพทย์ยังไม่นิ่งเท่าแนวทางของยากลุ่มที่ใช้กันมานาน เพราะมีการทดลองทางคลินิกน้อยกว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ต่อจากนี้ไม่ได้มาจากการทดลองแบบสุ่ม (randomised trial) ซึ่งเป็นการทดลองที่ให้การสุ่มเป็นตัวกำหนดว่าผู้ป่วยคนไหนได้รับยาจริงและคนไหนอยู่ในกลุ่มเปรียบเทียบ แนวทางส่วนใหญ่มาจากหลักฐาน 3 แบบที่น้ำหนักน้อยกว่า ได้แก่
- เภสัชวิทยา: สิ่งที่รู้แล้วว่ายาออกฤทธิ์ในร่างกายอย่างไร
- การศึกษาเชิงสังเกต (observational study): นักวิจัยติดตามผู้ป่วย แต่ไม่ได้เป็นคนกำหนดว่าใครได้รับการรักษาแบบไหน
- ฉันทามติของผู้สั่งจ่าย: สิ่งที่ผู้สั่งจ่ายที่มีประสบการณ์เห็นตรงกันในภาพรวม
นำไปใช้อย่างไร: ระวังข้อความออนไลน์ที่บอกว่ากัญชา “พิสูจน์แล้วว่าปลอดภัย” หรือ “พิสูจน์แล้วว่าอันตราย” สำหรับโรคใดโรคหนึ่ง ให้ถามผู้สั่งจ่ายว่าแนวทางปัจจุบันระบุไว้อย่างไรสำหรับกรณีของคุณ
รายการนี้มาจากไหน
แหล่งข้อมูลหลักคือคู่มือ A Primer to Medicinal Cannabis ปี 2018 เขียนโดย Martin Woodbridge เขาเป็นนักเภสัชวิทยา นักวิเคราะห์นโยบาย และผู้สอนด้านคลินิก ในปี พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) เขาเป็นผู้เขียนแนวทางการใช้กัญชาทางการแพทย์ของนิวซีแลนด์ให้กับกระทรวงสาธารณสุขของประเทศนั้น ผู้จัดพิมพ์คู่มือนี้คือ Bedrocan บริษัทผลิตกัญชาทางการแพทย์ในเนเธอร์แลนด์ บทความนี้จะเรียกหนังสือเล่มนี้ว่า “คู่มือ Primer” ในเล่มมีบทสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญชาวดัตช์ 2 คน คนแรกเป็นแพทย์ด้านความปวด คือแพทย์ที่เชี่ยวชาญการรักษาอาการปวดเรื้อรัง อีกคนเป็นเภสัชกรผู้จ่ายยา คือเภสัชกรที่ส่งมอบยาให้ผู้ป่วยโดยตรง
สองเรื่องที่ใช้กับทุกกลุ่มด้านล่าง
เรื่องแรก ความเสี่ยงส่วนใหญ่มาจาก THC THC คือแคนนาบินอยด์ที่ทำให้เกิดอาการเมา ความเสี่ยงส่วนใหญ่ต่อสภาพจิตใจ สุขภาพจิต และหัวใจ มาจาก THC ด้วยเหตุนี้ แนวทางสำหรับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงสูงจึงเอนไปทางผลิตภัณฑ์ CBD เด่น (CBD-predominant) ซึ่งมี CBD เป็นหลัก และมี THC น้อยมากหรือไม่มีเลย
CBD ก็มีความเสี่ยงของตัวเอง CBD ทำให้เอนไซม์ในตับกลุ่มหนึ่งทำงานช้าลง เรียกว่าเอนไซม์กลุ่ม CYP (ไซโตโครม P450) เอนไซม์กลุ่มนี้ทำหน้าที่ย่อยสลายยาที่ใช้กันทั่วไปหลายชนิด เมื่อ CBD ทำให้เอนไซม์ทำงานช้าลง ยาตัวอื่นอาจสะสมในเลือดมากขึ้น กลไกนี้คือสาเหตุที่ปฏิกิริยาระหว่างกัญชากับยาอื่นส่วนใหญ่มาจาก CBD
CBD ยังสัมพันธ์กับค่าเอนไซม์ตับที่สูงขึ้นในผลตรวจเลือด ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตับกำลังทำงานหนัก พบได้ชัดเป็นพิเศษในผู้ที่ใช้ยากันชักวาลโพรเอต (valproate) ร่วมด้วย ดังนั้นแม้จะเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ CBD เด่นแล้ว ก็ยังต้องตรวจติดตามอยู่
เรื่องที่สอง ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ขึ้นกับขนาดยาและช่องทางการรับยา ช่องทางการรับยาคือวิธีที่ยาเข้าสู่ร่างกาย เช่น สูดดม กลืน อมใต้ลิ้น หรือทาบนผิว แต่ละช่องทางให้ผลต่างกัน และยิ่งขนาดยาสูง ผลข้างเคียงก็ยิ่งมาก แนวทางการสั่งจ่ายจึงแนะนำให้เริ่มต้นแต่น้อย ค่อยๆ เพิ่ม คือเริ่มที่ขนาดยาน้อยๆ แล้วค่อยๆ ปรับขึ้นช้าๆ
สิ่งที่คุณทำได้: ถามผู้สั่งจ่ายว่าเลือกผลิตภัณฑ์ไหน สัดส่วน THC ต่อ CBD เท่าไร และช่องทางการรับยาแบบไหนให้คุณ พร้อมเหตุผลของแต่ละข้อ ถ้าคุณรู้เหตุผล คุณจะสังเกตได้เร็วขึ้นเมื่อมีอะไรไม่เป็นไปตามแผน
มีประวัติโรคจิตหรือโรคทางจิตเวชรุนแรง
นี่คือข้อควรระวังที่ชัดที่สุดในเอกสารที่ตีพิมพ์ และเป็นเรื่องที่แหล่งข้อมูลต่างๆ เห็นต่างกันน้อยที่สุด
ภาวะโรคจิต (psychosis) หมายถึงการขาดการรับรู้ความเป็นจริง เช่น ได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริง หรือเชื่ออย่างแน่วแน่ในสิ่งที่ไม่จริง THC กระตุ้นให้เกิดอาการโรคจิตได้ คู่มือ Primer ระบุชัดว่าผู้ที่มีประวัติส่วนตัวหรือประวัติครอบครัวเป็นโรคจิต โรคทางจิตเวชรุนแรงอื่นๆ หรือโรคซึมเศร้า ไม่ควรใช้กัญชาทางการแพทย์
เภสัชกรชาวดัตช์ที่ให้สัมภาษณ์ในคู่มือ Primer จัดโรคจิตเภท (schizophrenia) ไว้ในกลุ่มข้อห้ามใช้ที่รู้กันอยู่แล้ว เขาระบุความเสี่ยงหลักที่เจอในทางปฏิบัติไว้ 3 ข้อ ข้อแรกคืออาการเมา หมายถึงเมามากเกินไป ข้อที่สองคือการกระตุ้นอาการโรคจิตในผู้ที่มีโรคทางจิตเวช ข้อที่สามคือทำให้โรคซึมเศร้าที่เป็นอยู่แย่ลง
ประวัติครอบครัวสำคัญ ผู้ป่วยมักมองข้ามเรื่องนี้ แต่มีเหตุผลจริงรองรับ ภาวะโรคจิตที่ THC กระตุ้นมักเกิดในคนที่มีความเปราะบางทางพันธุกรรมต่อโรคนี้ ถ้าญาติใกล้ชิดเคยมีภาวะโรคจิต ก็เป็นสัญญาณคร่าวๆ แต่เป็นสัญญาณจริงว่าคุณอาจมีความเปราะบางแบบเดียวกัน
โรคซึมเศร้าและโรคไบโพลาร์ ยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โรคไบโพลาร์คือภาวะที่อารมณ์แกว่งไปมาระหว่างช่วงซึมเศร้า กับช่วงที่อารมณ์ดีหรือคึกคักผิดปกติ คู่มือ Primer จัดโรคซึมเศร้าไว้ฝั่ง “ไม่ควรใช้” แต่แหล่งข้อมูลอื่นมองว่าเป็นข้อควรระวังที่ต้องติดตามอาการ ไม่ใช่เหตุให้ตัดสิทธิ์การใช้ ทุกแหล่งเห็นตรงกันในข้อเดียว คือผู้สั่งจ่ายต้องรู้ประวัติสุขภาพจิตของคุณก่อนสั่งจ่ายครั้งแรก ไม่ใช่มารู้หลังจากเกิดอาการไม่พึงประสงค์แล้ว
เรื่องที่ควรแจ้งผู้สั่งจ่าย:
- ประวัติส่วนตัวเรื่องภาวะโรคจิต โรคจิตเภท โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้ารุนแรง หรือเคยนอนโรงพยาบาลด้วยโรคทางจิตเวช
- คนในครอบครัวที่เคยเป็นโรคเหล่านี้
- เคยมีอาการไม่พึงประสงค์จากกัญชา แม้จะเป็นเรื่องหลายปีก่อน และแม้จะเกิดจากการใช้เพื่อสันทนาการ
หมายเหตุผู้แปล: การเล่าเรื่องอาการไม่พึงประสงค์เมื่อหลายปีก่อนอาจทำให้รู้สึกอาย โดยเฉพาะถ้าเกิดตอนใช้เพื่อสันทนาการ แต่ขอให้บอกผู้สั่งจ่ายอยู่ดี เพราะเป็นข้อมูลทางการแพทย์ที่เขาต้องใช้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย ไม่ใช่การสารภาพผิด
โรคหัวใจและหลอดเลือด
แคนนาบินอยด์มีผลจริงต่อหัวใจและหลอดเลือด และส่งผลไปสองทางในเวลาเดียวกัน
- ไม่นานหลังรับยา กัญชามักทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น
- กัญชายังทำให้หลอดเลือดในร่างกายขยายตัว หลอดเลือดจึงต้านการไหลของเลือดน้อยลง และความดันโลหิตลดลง
ลองนึกถึงหัวใจที่หลอดเลือดแดงตีบอยู่แล้ว หัวใจแบบนี้มี “ความสามารถสำรองของหลอดเลือดหัวใจ (coronary reserve)” น้อย หมายถึงส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเพิ่มได้ไม่มากเมื่อหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น หัวใจที่เต้นเร็วขึ้นต้องการออกซิเจนมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน ความดันที่ลดลงทำให้เลือดไหลผ่านหลอดเลือดที่ตีบได้น้อยลง กล้ามเนื้อหัวใจจึงขาดออกซิเจน แพทย์เรียกภาวะนี้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (myocardial ischaemia) และนี่คือกลไกที่กัญชาทำให้เกิดภาวะนี้ได้
คู่มือ Primer ระบุว่าผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจ หรือใช้ยารักษาโรคหัวใจอยู่ ควรหลีกเลี่ยงกัญชาทางการแพทย์ ถ้าจะใช้ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น เภสัชกรชาวดัตช์ระบุว่าภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (arrhythmia) และโรคหัวใจอื่นๆ อยู่ในกลุ่มข้อห้ามใช้ที่รู้กันอยู่แล้ว
แพทย์ด้านความปวดชาวดัตช์พูดหนักกว่านั้นเรื่องช่องทางหนึ่ง คือการสูบ กัญชาแบบสูบสัมพันธ์กับความเสี่ยงหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองที่สูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหัวใจ อีกส่วนมาจากคาร์บอนมอนอกไซด์ในควัน คาร์บอนมอนอกไซด์จับกับฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนของเลือดที่ขนส่งออกซิเจน แล้วกลายเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน เลือดที่มีคาร์บอกซีฮีโมโกลบินมากจะขนออกซิเจนได้น้อยลง ข้อสรุปของเขาชัดเจน คือไม่แนะนำให้สูบไม่ว่ากรณีใด
ประเด็นนี้ช่วยให้แยกได้ว่า ความเสี่ยงจากตัวยากับความเสี่ยงจากวิธีรับยาเป็นคนละเรื่องกัน เครื่องระเหย (vaporiser) ให้ความร้อนกับกัญชาโดยไม่เผาไหม้ จึงไม่มีสารที่เกิดจากการเผาไหม้ แต่การระเหยไม่ได้ทำให้ผลของ THC ต่ออัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตหายไป
เรื่องที่ควรแจ้งผู้สั่งจ่าย: โรคหัวใจที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ เคยหัวใจวายหรือเป็นโรคหลอดเลือดสมอง อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (angina ซึ่งเกิดเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่พอ) ความดันโลหิตสูงที่ยังคุมไม่ได้ และยารักษาโรคหัวใจทุกตัวที่คุณใช้อยู่
หมายเหตุผู้แปล: ถ้าตอนนี้คุณสูบกัญชาอยู่ ให้บอกผู้สั่งจ่ายตามจริง แล้วถามว่าช่องทางอื่นแบบไหนเหมาะกับคุณ สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ช่องทางการรับยาเป็นหนึ่งในเรื่องที่คุ้มค่าที่สุดที่จะคุยกัน
โรคตับ
ตับเป็นอวัยวะที่ย่อยสลายและกำจัดแคนนาบินอยด์ THC ถูกย่อยสลายโดยเอนไซม์ CYP2C9 เป็นหลัก โดยมี CYP3A4 ช่วย ส่วน CBD ถูกย่อยสลายโดย CYP2C19 และ CYP3A4 ตับที่เสียหายจะกำจัดสารเหล่านี้ได้ช้าลง ขนาดยามาตรฐานจึงทำให้ระดับยาในเลือดสูงกว่าและอยู่นานกว่าที่ตั้งใจไว้
แนวทางในกรณีนี้ไม่ใช่ “ห้ามใช้” แต่เป็น “ติดตามผลและปรับขนาดยาให้เหมาะ” ผู้ที่เป็นโรคตับต้องอยู่ในความดูแลของผู้สั่งจ่าย เพื่อให้แน่ใจว่าขนาดยาอยู่ในระดับที่ตับรับไหว
ยังมีเหตุผลข้อที่สองที่ต้องตรวจตับ มีรายงานว่าค่าตับผิดปกติเป็นผลข้างเคียง โดยพบกับ CBD เป็นหลัก ในการทดลองทางคลินิกของ Epidiolex ซึ่งเป็นยา CBD ที่ผลิตตามมาตรฐานยา ค่าเอนไซม์ตับที่สูงขึ้นพบส่วนใหญ่ในผู้ป่วยที่ใช้วาลโพรเอตร่วมด้วย ผู้สั่งจ่ายจึงตรวจการทำงานของตับก่อนเริ่มการรักษา และตรวจซ้ำอีกในภายหลัง การตรวจครั้งแรกนี้เรียกว่าการตรวจค่าพื้นฐาน (baseline) ตามที่อธิบายไว้ข้างต้น การตรวจนี้ใช้กับผลิตภัณฑ์ CBD เด่นด้วย
เรื่องที่ควรแจ้งผู้สั่งจ่าย: โรคตับอักเสบ (hepatitis) ตับแข็ง (cirrhosis คือตับเป็นพังผืด) ไขมันพอกตับ ผลตรวจเลือดค่าตับที่ผิดปกติ และยาอื่นทุกตัวที่ถูกกำจัดผ่านตับ โดยเฉพาะวาลโพรเอต
หมายเหตุผู้แปล: ถ้าช่วงนี้คุณยังไม่ได้ตรวจเลือดดูค่าตับ ให้ถามว่าต้องตรวจก่อนเริ่มใช้หรือไม่ ผลตรวจนี้จะเป็นจุดตั้งต้นไว้เทียบกับผลตรวจครั้งต่อๆ ไป ให้ใส่ยาสมุนไพรไทยและอาหารเสริมที่ใช้อยู่ลงในรายการยาด้วย เพราะผู้สั่งจ่ายประเมินสิ่งที่เขาไม่รู้ไม่ได้
ผู้ป่วยสูงอายุ
ผู้ป่วยสูงอายุไวต่อผลของ THC ต่อจิตใจและระบบประสาทมากกว่า และยังไวต่อภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่า (orthostatic hypotension) มากกว่าด้วย ข้อหลังนี้อันตรายกว่า เพราะทำให้หกล้ม คู่มือ Primer เน้นเรื่องนี้เป็นพิเศษสำหรับผู้สูงอายุที่ล้มง่ายอยู่แล้ว และผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม คู่มือยังระบุว่า ถ้าประเมินแล้วว่าใช้กัญชาได้ ผู้ป่วยสูงอายุควรเริ่มที่ขนาดยาต่ำ
ภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่า: สังเกตอย่างไร และทำไม THC จึงเพิ่มความเสี่ยงหกล้ม
ภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่า คือความดันโลหิตลดลงตอนลุกขึ้นยืน ภายในไม่กี่วินาทีหลังลุกจากเตียงหรือเก้าอี้ คุณจะรู้สึกเวียนหัวหรือหน้ามืด ตาอาจพร่าหรือมืดลง และอาจต้องคว้าอะไรไว้เพื่อไม่ให้ล้ม
THC ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและความดันโลหิตลดลง ตามที่อธิบายไว้ในหัวข้อโรคหัวใจ ผู้สูงอายุไวต่อผลนี้มากกว่า ถ้า THC ยังทำให้ง่วงหรือตอบสนองช้าลงด้วย อาการหน้ามืดเพียงชั่วครู่ก็กลายเป็นการหกล้มได้ง่าย
สำหรับคนอายุ 80 ปี การหกล้มไม่ใช่ผลข้างเคียงเล็กๆ แต่มักเป็นจุดเริ่มต้นที่สุขภาพทรุดลงเรื่อยๆ จนฟื้นกลับไม่ได้
หมายเหตุผู้แปลเรื่องสภาพในประเทศไทย: อากาศร้อน 30–35 °C และการดื่มน้ำไม่พอ ล้วนทำให้ความดันตกตอนลุกยืนรุนแรงขึ้น เหงื่อออกมากในวันที่อากาศร้อนอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งทำให้ความดันโลหิตลดลง ช่วงกลางคืนเป็นช่วงเสี่ยง ผู้ป่วยสูงอายุอาจลุกไปเข้าห้องน้ำในความมืด บางครั้งก็ตอนไฟดับ ขั้นตอนต่อไปนี้ช่วยลดโอกาสที่อาการหน้ามืดจะจบลงด้วยการหกล้ม
- นั่งที่ขอบเตียงสักครู่ก่อนลุกขึ้นยืน
- วางไฟฉายหรือไฟกลางคืนแบบใช้แบตเตอรี่ไว้ข้างเตียง
- ดื่มน้ำให้พอตลอดวัน ยกเว้นแพทย์สั่งให้จำกัดน้ำ
- บอกคนในครอบครัวว่าต้องคอยสังเกตอาการอะไรในช่วงสัปดาห์แรกๆ เช่น เวียนหัวตอนลุกยืน หรือง่วงผิดปกติ
ยาอื่นที่ทำให้ง่วงมากขึ้น
มีอีกสองปัจจัยที่ทำให้การรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ยากกว่าที่เภสัชวิทยาอย่างเดียวบอกไว้
ปัจจัยแรกคือการใช้ยาหลายขนานร่วมกัน (polypharmacy) หมายถึงการใช้ยาหลายตัวพร้อมกัน ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเป็นแบบนี้มากกว่า ยาเหล่านี้หลายตัวทำให้ง่วง และกัญชาก็ทำให้ง่วงเพิ่มขึ้นไปอีก
ปัจจัยที่สองคือปฏิกิริยาระหว่างยาที่แพทย์ด้านความปวดชาวดัตช์เห็นมากับตัวเอง ฤทธิ์กดประสาทอาจแรงขึ้นมากเมื่อใช้แคนนาบินอยด์ร่วมกับยากดระบบประสาทส่วนกลางตัวอื่น ซึ่งเป็นยาที่ทำให้สมองทำงานช้าลง เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ (opioid) ผลนี้เห็นชัดที่สุดในผู้ป่วยสูงอายุ มีรายงานทั้งอาการง่วงหนักและอาการประสาทหลอน
เรื่องที่ควรแจ้งผู้สั่งจ่าย: อายุของคุณ การหกล้มหรืออาการเวียนหัวตอนลุกยืน ปัญหาความจำหรือภาวะสมองเสื่อม และรายการยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ รวมถึงยานอนหลับและยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์
ก่อนไปตามนัด: รายการตรวจสอบสำหรับตอนที่ 1
จดเรื่องเหล่านี้ไว้ก่อนไปพบผู้สั่งจ่าย ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เขาเลือกผลิตภัณฑ์ ขนาดยา และช่องทางการรับยาได้โดยเห็นภาพรวมครบถ้วน
- สุขภาพจิต: ประวัติส่วนตัวหรือประวัติครอบครัวเรื่องภาวะโรคจิต โรคจิตเภท โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้ารุนแรง หรือการนอนโรงพยาบาลด้วยโรคทางจิตเวช และอาการไม่พึงประสงค์จากกัญชาที่เคยเกิด
- หัวใจ: โรคหัวใจที่ได้รับการวินิจฉัย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (angina) ความดันที่คุมไม่ได้ และยารักษาโรคหัวใจทุกตัว รวมถึงบอกด้วยว่าตอนนี้คุณสูบกัญชาอยู่หรือไม่
- ตับ: โรคตับอักเสบ ตับแข็ง ไขมันพอกตับ ผลตรวจค่าตับผิดปกติ วาลโพรเอต และยาอื่นที่ตับเป็นผู้กำจัด
- อายุและการหกล้ม: เคยหกล้ม เวียนหัวตอนลุกยืน ภาวะสมองเสื่อม ยานอนหลับ และยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์
ตอนที่ 2 จะพูดถึงความผิดปกติจากการใช้สารเสพติด (substance use disorder) เด็กและวัยรุ่น ปฏิกิริยาระหว่างยา การขับขี่ รวมถึงการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร แล้วปิดท้ายด้วยตารางสรุปทุกกลุ่ม
ถ้าผู้สั่งจ่ายเคยปรับการรักษาของคุณเพราะเรื่องใดเรื่องหนึ่งในรายการนี้ ช่วยเล่าในความคิดเห็นด้านล่างว่าปรับอะไรและเพราะอะไร เช่น เริ่มที่ขนาดยาต่ำลง เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ CBD เด่น หรือเปลี่ยนช่องทางการรับยา ประสบการณ์ของคุณช่วยผู้อ่านคนอื่นได้ ขอความกรุณาอย่าโพสต์ขนาดยา ให้โพสต์เหตุผลแทน
บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่สามารถใช้แทนการประเมินโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่มีสิทธิ์สั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33
เอกสารอ้างอิง
- Woodbridge, Martin. A Primer to Medicinal Cannabis. Bedrocan, 2018. มีบทสัมภาษณ์แพทย์ด้านความปวดชาวดัตช์ และเภสัชกรผู้จ่ายยาชาวดัตช์
- การทดลองทางคลินิกของ CBD เกรดยา (Epidiolex): ค่าเอนไซม์ตับที่สูงขึ้นพบส่วนใหญ่ในผู้ป่วยที่ใช้วาลโพรเอตร่วมด้วย บทความต้นฉบับไม่ได้ระบุชื่อการทดลองใดเป็นการเฉพาะ
อ่านต่อตอนที่ 2: ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังของกัญชาทางการแพทย์: การใช้สารเสพติด เด็ก ปฏิกิริยาระหว่างยา การขับขี่ และการตั้งครรภ์ (ตอนที่ 2 จาก 2)