เมื่อพ่นซิลเวอร์ให้ต้นกัญชาเพศเมีย ต้นนั้นจะออกดอกเพศผู้ และละอองเรณูของมันจะมีแต่โครโมโซม X เมล็ดที่ผสมด้วยละอองเรณูนี้จึงโตเป็นต้นเพศเมีย ตอนนี้จะอธิบายวิธีเลือกต้นทั้งสอง การเก็บและเก็บรักษาละอองเรณู การผสมเกสรโดยไม่ให้ต้นอื่นในห้องติดเมล็ดไปด้วย รวมถึงการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษาเมล็ด
ต้นเพศเมียที่ถูกพ่นเรียกว่า ต้นให้ละอองเรณู (donor) ต้นนี้ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภค เมื่อเก็บละอองเรณูเสร็จแล้วคุณจึงต้องทำลายทิ้ง ส่วนต้นเพศเมียที่คุณนำละอองเรณูไปผสมเรียกว่า ต้นแม่เมล็ด (seed mother) ต้นนี้ห้ามพ่นซิลเวอร์ เรื่องความปลอดภัย หลักชีววิทยา วิธีผสมซิลเวอร์ไทโอซัลเฟต และตารางการพ่น อยู่ในตอนที่ 1
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1303
7. การเลือกต้นให้ละอองเรณูและต้นแม่เมล็ด
7.1 ควรคัดเลือกจากลักษณะอะไร
ละอองเรณูของต้นให้ละอองเรณูจะเข้าไปอยู่ในเมล็ดทุกเมล็ด คุณจึงต้องเลือกต้นนี้อย่างพิถีพิถัน วิธีหาต้นที่ดีแบบนี้จากเมล็ดหนึ่งซองอธิบายไว้ในหัวข้อ การคัดเลือกฟีโนไทป์ (phenohunting) ลักษณะที่ควรดูมีดังนี้
- โตแข็งแรงและทรงต้นดี
- มียางเรซินและกลิ่นเทอร์ปีนตามที่คุณต้องการ
- ต้านทานโรค
- ระยะเวลาจนเก็บเกี่ยวได้
- ออกดอกเป็นเพศเมียสม่ำเสมอมาแล้วมากกว่าหนึ่งรอบปลูก
ส่วนต้นแม่เมล็ด ให้ดูลักษณะดังนี้
- มีที่ว่างให้กลีบเลี้ยงขยายตัว กลีบเลี้ยงคือกระเปาะเล็กๆ ที่หุ้มดอกแต่ละดอก และจะพองขึ้นเมื่อเมล็ดข้างในโตขึ้น
- กิ่งอยู่ในจุดที่คุณเอาพู่กันไปแตะได้ถึง
- ยังแข็งแรงดีในช่วงปลายของการออกดอก
- เป็นสายพันธุ์ที่มีจุดเด่นซึ่งต้นให้ละอองเรณูไม่มี ถ้าคุณต้องการลูกผสมข้ามต้น ไม่ใช่การผสมตัวเอง
ถ้าต้นให้ละอองเรณูกับต้นแม่เมล็ดเป็นต้นเดียวกันหรือเป็นกิ่งโคลนของต้นเดียวกัน เมล็ดที่ได้เรียกว่า S1 คือต้นที่ผสมด้วยละอองเรณูของตัวเอง นักปรับปรุงพันธุ์เรียกว่าสายพันธุ์ผสมตัวเอง (selfed line) แต่ถ้าเป็นสองต้นที่ต่างกัน จะได้ลูกผสมเฟมิไนซ์ (feminized cross) ให้เก็บกิ่งโคลนของต้นพ่อแม่แต่ละต้นไว้ จนกว่าการทดสอบการงอกจะยืนยันว่าเมล็ดใช้ได้ ถ้าเมล็ดเสีย คุณจะได้ผสมซ้ำด้วยต้นเดิมได้
หมายเหตุผู้แปล: การซื้อกิ่งโคลนจากฟาร์มอื่นอาจพาแมลงศัตรูพืชหรือไวรอยด์ฮอปแฝง (Hop latent viroid, HLVd)เข้ามา หรืออาจได้สายพันธุ์ไม่ตรงกับที่บอกไว้ ก่อนนำกิ่งโคลนที่ซื้อมาไปใช้เป็นต้นให้ละอองเรณูหรือต้นแม่เมล็ด ให้แยกไว้ห่างจากต้นอื่นและตรวจดูให้ละเอียด จากนั้นปลูกให้ออกดอกหนึ่งรอบก่อน เพื่อยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์ตามที่ผู้ขายบอกจริง
7.2 ห้ามกลับเพศต้นที่เคยออกดอกกระเทย (intersex) เด็ดขาด
กฎข้อนี้เป็นธรรมเนียมที่นักปรับปรุงพันธุ์ยึดถือกันมา ยังไม่มีงานวัดผลรองรับ แต่นักปรับปรุงพันธุ์เกือบทุกคนก็ทำตาม บางต้นออกถุงละอองเรณูประปรายขึ้นมาเองได้ เช่น เมื่อมีแสงรั่วเข้ามาในช่วงมืด หรือห้องร้อนเกินไป นักปรับปรุงพันธุ์ถือว่าการแสดงเพศที่ไม่แน่นอนแบบนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ถ้าคุณกลับเพศต้นแบบนี้ จุดอ่อนเดียวกันจะติดไปอยู่ในเมล็ดทุกเมล็ด
เกสรเพศผู้ควรโผล่ออกมาหลังจากพ่นซิลเวอร์ เท่านั้น ถ้าต้นเคยออกเกสรเพศผู้มาก่อนหน้านั้น ให้ตัดต้นนั้นออกจากการคัดเลือก
ให้ปลูกต้นให้ละอองเรณูจนออกดอกหนึ่งรอบโดยไม่พ่นอะไรเลยก่อน เพราะถ้ายังไม่เคยให้ต้นออกดอก คุณจะไม่รู้ว่าการแสดงเพศของมันคงที่หรือไม่
หมายเหตุผู้แปล: ในหน้าร้อนของไทย ต้นจำนวนมากต้องเจอความเครียดจากความร้อน รอบทดสอบที่ไม่พ่นอะไรจึงมีประโยชน์ยิ่งขึ้น ต้นที่ยังเป็นเพศเมียล้วนตลอดรอบที่อากาศร้อน ถือเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับใช้เป็นต้นให้ละอองเรณู ให้จดอุณหภูมิสูงสุดของห้องในรอบนั้นไว้ด้วย คุณจะได้รู้ว่าต้นผ่านการทดสอบมาที่ความร้อนระดับไหน
สิ่งที่ควรทำ: จดบันทึกสั้นๆ ของต้นที่จะใช้เป็นต้นให้ละอองเรณูแต่ละต้น ระบุว่าเคยออกดอกมาแล้วกี่รอบ อุณหภูมิสูงสุดเท่าไร และเคยมีถุงละอองเรณูโผล่ออกมาหรือไม่
8. การผสมเกสรแบบควบคุม
ละอองเรณูกัญชาละเอียดมาก ลมเพียงเล็กน้อยก็พัดพาไปได้ และมันมีชีวิตอยู่ได้นานพอที่จะทำให้ต้นที่กำลังออกดอกทุกต้นในห้องติดเมล็ด ทุกขั้นตอนด้านล่างจึงมีไว้เพื่อให้ละอองเรณูอยู่เฉพาะจุดที่คุณตั้งใจผสมเท่านั้น
8.1 การแยกต้นให้ละอองเรณูและการเก็บละอองเรณู
ก่อนพ่นซิลเวอร์ครั้งแรก ให้ย้ายต้นให้ละอองเรณูไปไว้ในพื้นที่แยกที่มีระบบดูดอากาศออกของตัวเอง เมื่ออับเรณูแตกออก ให้วางกระดาษหรือแผ่นกระจกสะอาดไว้ใต้ดอก แล้วปล่อยให้ละอองเรณูร่วงลงมา หรือจะเคาะกิ่งเบาๆ เหนือกระดาษก็ได้
อับเรณูไม่ได้แตกพร้อมกันทั้งหมด แต่ทยอยแตกเป็นชุดๆ คุณจึงต้องเก็บต่อเนื่องหลายวัน ระหว่างทำงานให้ปิดพัดลมทุกตัวและสวมหน้ากาก ร่อนเศษซากพืชออก เพราะเศษพืชอมความชื้นไว้ และความชื้นจะฆ่าละอองเรณูที่เก็บไว้
8.2 การทำให้ละอองเรณูแห้งและการเก็บรักษา
หลักฐานที่ดีที่สุดมาจากงานวิจัยปี พ.ศ. 2563 ในวารสาร Plants คณะผู้วิจัยพัฒนาวิธีทดสอบการงอกและวิธีเก็บรักษาละอองเรณูกัญชา ส่วนวิธีเก็บรักษาที่ทำได้จริงที่บ้าน อ่านเพิ่มได้ที่ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์และละอองเรณู
| วิธีปฏิบัติ | ผลที่งานวิจัยปี พ.ศ. 2563 พบ |
|---|---|
| ผสมกับแป้งโฮลวีตอบ อัตราละอองเรณู 1 ส่วนต่อแป้ง 10 ส่วน | จำเป็นต้องทำ แป้งเป็นตัวพาละอองเรณูและช่วยดูดความชื้น |
| ทำให้แห้งในสุญญากาศที่ 5 กิโลปาสคาล (ประมาณหนึ่งในยี่สิบของความดันอากาศปกติ) นาน 40 นาที | ได้ผลดีที่สุดในบรรดาวิธีที่ทดสอบ สุญญากาศที่อ่อนกว่า คือ 15 และ 25 กิโลปาสคาล ให้ผลแย่กว่า |
| เก็บที่ 4 °C (อุณหภูมิตู้เย็นช่องธรรมดา) | ผ่านไป 21 วัน แม้ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็งอกได้เพียงประมาณ 22% |
| เก็บในไนโตรเจนเหลวหลังทำให้แห้งแล้ว | เก็บ 24 ชั่วโมงกับเก็บ 4 เดือน ให้ผลแทบไม่ต่างกัน |
ละอองเรณูสดงอกได้ประมาณ 33–50% ขึ้นอยู่กับว่าเก็บมาในช่วงไหนของการออกดอก คณะผู้วิจัยยังทดลองใช้สารป้องกันเซลล์ที่ใช้ตอนแช่แข็งเซลล์ คือไดเมทิลซัลฟอกไซด์และกลีเซอรอลที่ความเข้มข้น 10–60% ปรากฏว่าทั้งสองสารฆ่าละอองเรณูตายหมด
งานวิจัยนี้ทดสอบแค่ที่ 4 °C กับในไนโตรเจนเหลว จึง ไม่มี ตัวเลขสำหรับช่องแช่แข็งตู้เย็นบ้านที่ −20 °C นักปรับปรุงพันธุ์ใช้ช่องแช่แข็งตู้เย็นบ้านกันจริง โดยผสมแป้งและใส่ซองดูดความชื้น และรายงานว่าละอองเรณูอยู่ได้หลายเดือน ส่วนละอองเรณูที่ไม่ได้ทำให้แห้งก่อน ตายหมดในไนโตรเจนเหลว เพราะละอองเรณูที่ชื้นทนการแช่แข็งไม่ได้
ดังนั้น ถ้าทำได้ ให้ใช้ละอองเรณูสดภายในสัปดาห์เดียวกัน ถ้านำละอองเรณูออกจากที่เก็บเย็น ให้รอจนภาชนะที่ปิดสนิทอุ่นขึ้นเท่าอุณหภูมิห้องก่อนค่อยเปิด ไม่อย่างนั้นไอน้ำจะกลั่นตัวเกาะละอองเรณูที่ยังเย็นอยู่
หมายเหตุผู้แปล: ในฤดูฝนของไทย ความชื้นในอากาศมักสูงกว่า 80% และละอองเรณูแห้งจะดูดความชื้นนี้เข้าไปอย่างรวดเร็ว ให้เก็บและร่อนละอองเรณูในห้องแอร์ หรือข้างเครื่องลดความชื้นที่เปิดอยู่ แล้วรีบปิดภาชนะให้สนิท ผู้ปลูกที่บ้านส่วนใหญ่ไม่มีปั๊มสุญญากาศ วิธีผสมแป้งกับซิลิกาเจลที่นักปรับปรุงพันธุ์เล่าต่อกันมาจึงเป็นทางเลือกที่ทำได้จริงที่บ้าน แต่ยังไม่มีงานวิจัยใดให้ตัวเลขของวิธีนี้ ไฟดับจนช่องแช่แข็งละลายก็ก่อปัญหาเดียวกับการเปิดภาชนะตอนยังเย็น ให้แบ่งละอองเรณูเป็นส่วนเล็กๆ ปิดสนิทแยกกัน และใส่ซองดูดความชื้นแยกทุกส่วน ถ้าช่องแช่แข็งละลายหรือเปิดภาชนะหนึ่งครั้ง จะกระทบแค่ส่วนเดียว
8.3 การแต้มละอองเรณูด้วยพู่กัน การคลุมถุง และการติดป้าย
- เลือกกิ่งของต้นแม่เมล็ดที่ออกดอกมาแล้วประมาณ 14 ถึง 21 วัน ช่วงนี้เกสรเพศเมีย (ขนสีขาวที่คอยรับละอองเรณู) ยังขาวและพร้อมรับละอองเรณู และกลีบเลี้ยงยังไม่เริ่มพอง
- ย้ายต้นแม่เมล็ดออกจากห้องหลักไปไว้ในพื้นที่แยก ปิดระบบดูดอากาศและพัดลม ใช้พู่กันขนละเอียดที่ติดละอองเรณูเพียงเล็กน้อยแตะลงบนเกสรเพศเมีย ถ้าพู่กันมีละอองเรณูมากเกินไป ละอองเรณูจะฟุ้งขึ้นไปในอากาศ
- คลุมกิ่งด้วยถุงกระดาษ แล้วมัดปากถุงไว้ที่ก้าน ทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง ถุงกระดาษระบายอากาศได้ ส่วนถุงพลาสติกเก็บความชื้นไว้และอาจทำให้ดอกเน่า
- ถอดถุงออก แล้วพ่นละอองน้ำเปล่าบางๆ ให้กิ่ง เพื่อฆ่าละอองเรณูที่หลุดออกนอกบริเวณที่คลุมถุง ติดป้ายที่กิ่ง ระบุชื่อต้นพ่อแม่ทั้งสองและวันที่
เสร็จแล้วให้เช็ดพื้นผิวด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ แทนการกวาดแห้ง เพราะการกวาดแห้งทำให้ละอองเรณูฟุ้งกลับขึ้นไปในอากาศ เปลี่ยนเสื้อผ้าและล้างมือก่อนเข้าห้องทำดอก ต้นเพศเมียที่กำลังออกดอกทุกต้นซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ละอองเรณูฟุ้งไปถึงและไม่ได้คลุมถุง ให้ถือว่าได้รับละอองเรณูไปแล้ว
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนเปิดขวดละอองเรณู ให้เตรียมถุงกระดาษ เชือก ป้าย และฟ็อกกี้ใส่น้ำเปล่าไว้ให้พร้อม
9. จากการผสมเกสรจนได้เมล็ดสุก
| ระยะเวลาหลังผสมเกสร | สิ่งที่เกิดขึ้น |
|---|---|
| 24–48 ชั่วโมง | การปฏิสนธิ เกสรเพศเมียเปลี่ยนเป็นสีเข้มและเหี่ยวลง นี่คือสัญญาณแรกว่าผสมติด กลีบเลี้ยงจะพองขึ้นภายในสองสัปดาห์ |
| สัปดาห์ที่ 3–6 | เมล็ดเริ่มก่อตัว ช่วงแรกเมล็ดนิ่มและสีซีด จากนั้นจะแข็งและสีเข้มขึ้น ต้นแม่เมล็ดมักออกดอกจนครบรอบในช่วงนี้ |
| สัปดาห์ที่ 6–8 | สายพันธุ์ส่วนใหญ่สุกเต็มที่ กลีบเลี้ยงบางกลีบแตกออกจนเห็นเมล็ดข้างใน |
ระยะเวลาที่มีรายงานบ่อยที่สุดคือ หกถึงแปดสัปดาห์ สายพันธุ์ที่ออกดอกเร็วใช้เวลาประมาณห้าถึงหกสัปดาห์ ส่วนสายพันธุ์ใบเรียวที่ออกดอกนาน อาจใช้เวลาถึงสิบสัปดาห์ ตัวเลขเหล่านี้มาจากคู่มือปรับปรุงพันธุ์ ไม่ได้มาจากการทดลองแบบควบคุม จึงควรใช้แค่ในการวางแผน ส่วนการตัดสินว่าเมล็ดพร้อมเก็บหรือยัง ให้ดูจากลักษณะของเมล็ด
| เมล็ดสุก | เมล็ดยังไม่สุก |
|---|---|
| สีน้ำตาลหรือเทา มักมีลายคล้ายลายเสือ | สีเขียวอ่อนหรือสีครีม |
| แข็ง กดแล้วไม่ยุบ | นิ่ม |
| ผิวมันวาว เห็นสันนูนชัด | ผิวด้าน |
| หลวมอยู่ในกลีบเลี้ยงที่กำลังแตก | ยังติดแน่น |
ให้แกะเมล็ดออกด้วยมือ แทนการนวด ซึ่งก็คือการตีหรือขยี้ดอกให้เมล็ดหลุดออกมา คัดเมล็ดที่สีซีด นิ่ม หรือแบนทิ้ง
ผึ่งเมล็ดให้แห้งในอุณหภูมิห้องหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ก่อน ปิดภาชนะใดๆ การปิดภาชนะเก็บเมล็ดก่อนที่เมล็ดจะแห้งสนิท เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้เมล็ดที่ผลิตเองเสีย จากนั้นเก็บเมล็ดในภาชนะปิดสนิทพร้อมซองซิลิกาเจล ไว้ในที่เย็น มืด และอุณหภูมิคงที่ ติดป้ายระบุต้นพ่อแม่ทั้งสอง วันผสมเกสร วันเก็บเกี่ยว และรุ่น (generation) ผ่านไปหนึ่งเดือน ให้สุ่มเมล็ดจำนวนเล็กน้อยมาทดสอบว่างอกได้กี่เมล็ด
หมายเหตุผู้แปล: ในฤดูฝนของไทย อากาศในห้องอาจชื้นจนเมล็ดแห้งไม่สนิท ให้ผึ่งเมล็ดในห้องแอร์หรือข้างเครื่องลดความชื้น และตรวจให้แน่ใจว่าเมล็ดแข็งและแห้งก่อนปิดภาชนะ ถ้าไม่ทดสอบการงอกหลังผ่านไปหนึ่งเดือน คุณจะรู้ว่าเมล็ดเสียก็ตอนลงเพาะ ซึ่งตอนนั้นกิ่งโคลนของต้นพ่อแม่อาจไม่มีเหลือแล้ว
10. ข้อจำกัดของเมล็ดเฟมิไนซ์
10.1 ไม่มีต้นตัวผู้ และฐานพันธุกรรมแคบลงเรื่อยๆ
เมล็ดเฟมิไนซ์หนึ่งรุ่นการผลิตไม่มีต้นตัวผู้เลย เพราะตั้งใจผลิตมาแบบนั้น ผลคือ ไม่มีต้นให้ละอองเรณูสำหรับรุ่นถัดไป เว้นแต่คุณจะกลับเพศต้นเพศเมียอีกต้น วิธีปรับปรุงพันธุ์หลายวิธีต้องใช้ต้นตัวผู้จริงๆ เช่น การผสมกลับ (backcross คือการนำลูกไปผสมกลับกับต้นพ่อหรือแม่) การสร้างสายพันธุ์ให้นิ่ง และการทดสอบต้นพ่อหนึ่งต้นกับต้นแม่หลายต้น ถ้าเมล็ดทั้งหมดในคลังของคุณเป็นเมล็ดเฟมิไนซ์ คุณจึงปรับปรุงพันธุ์ต่อด้วยวิธีปกติไม่ได้
ยังมีผลเสียอีกข้อที่ค่อยๆ เกิดขึ้น สายพันธุ์เฟมิไนซ์มักสร้างจากต้นแม่ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วเพียงไม่กี่ต้น และต้นเหล่านี้มักเป็นญาติกัน การผลิตเมล็ดเฟมิไนซ์ซ้ำไปเรื่อยๆ จึงมักทำให้ ฐานพันธุกรรมของสายพันธุ์แคบลง คือความหลากหลายทางพันธุกรรมในสายพันธุ์นั้นลดลง
ลักษณะที่ไม่มีใครคัดเลือกไว้อาจหายไปเงียบๆ เพราะไม่มีใครทดสอบ เช่น ความแข็งแรงของราก ความทนต่อสภาพอากาศ และความต้านทานโรคที่ไม่ได้ระบาดในช่วงนั้น เรื่องนี้สำคัญที่สุดในพื้นที่ที่สภาพแวดล้อมต่างจากห้องปลูกในร่มในประเทศเขตหนาวทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งที่สายพันธุ์เชิงการค้าส่วนใหญ่ถูกพัฒนาขึ้น ประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของกัญชาสายพันธุ์ดั้งเดิมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เป็นพื้นที่แบบนั้น
สิ่งที่ควรทำ: สายพันธุ์ใดที่คุณอยากพัฒนาต่อ ให้เก็บเมล็ดปกติ (regular seed) หรือต้นตัวผู้ไว้ด้วย เมล็ดปกติจะได้ทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ใช้เมล็ดเฟมิไนซ์สำหรับปลูกเก็บผลผลิต อย่าให้เป็นแหล่งพันธุกรรมเพียงแหล่งเดียวที่คุณมี
10.2 ลักษณะด้อยที่ซ่อนอยู่ในเมล็ด S1
S1 ใกล้เคียงกับการที่ต้นผสมเกสรตัวเอง การทำแบบนี้ทำให้ยีนด้อยมาเจอกัน ยีนด้อยจะแสดงลักษณะออกมาก็ต่อเมื่อมียีนด้อยตัวเดียวกันครบทั้งคู่ ถ้าผสมข้ามกับต้นที่ไม่ใช่ญาติ ยีนเหล่านี้จะจับคู่กับยีนปกติและยังซ่อนอยู่
ในห้องปลูก ผลนี้ปรากฏเป็นภาวะถดถอยจากการผสมเลือดชิด (inbreeding depression) คือโตช้าลง ต้นเล็กลง และผลผลิตลดลง ลักษณะด้อยที่ซ่อนอยู่ก็จะโผล่ออกมา เช่น ต้นกล้าเผือกหรือมีสีด่าง อัตรางอกต่ำ และรากไม่แข็งแรง ต้นที่ได้ยังสม่ำเสมอน้อยกว่าที่ผู้ปลูกคาดไว้ แม้เมล็ดทั้งหมดจะมาจากต้นแม่ต้นเดียวก็ตาม และถ้าต้นมีแนวโน้มออกดอกกระเทยซ่อนอยู่ ก็จะเห็นได้ชัดขึ้นด้วย
ไม่ได้แปลว่าเมล็ด S1 ไม่ดี S1 ช่วยเก็บลักษณะที่ใกล้เคียงกับต้นที่คุณชอบไว้ และเผยให้เห็นสิ่งที่ต้นนั้นซ่อนอยู่ แต่ S1 ไม่ได้ทำให้สายพันธุ์ดีขึ้น ถ้าจะปรับปรุงสายพันธุ์ คุณต้องใช้ต้นพ่อแม่มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง
สิ่งที่ควรทำ: บันทึกทุกครั้งที่ลองทำ โดยระบุ
- สายพันธุ์
- รูปแบบและความเข้มข้นของซิลเวอร์
- วันที่พ่น
- จำนวนวันจนเห็นโครงสร้างดอกเพศผู้ครั้งแรก และจนได้ละอองเรณู
- วิธีเก็บรักษาละอองเรณู
- วันผสมเกสรและวันเก็บเกี่ยว
- อัตราการงอก
11. ด้านกฎหมายไทย
หมายเหตุผู้แปล: ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมในประเทศไทย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ประกาศฉบับนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ซึ่งสั่งจ่ายได้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาช่อดอกและห้ามขายทางออนไลน์
หมายเหตุผู้แปล: กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 กำหนดเกณฑ์การออกใบอนุญาตเกี่ยวกับช่อดอกกัญชาให้เข้มงวดขึ้น ตามมาตรา 78 ของพระราชบัญญัติฉบับ พ.ศ. 2542 การขายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ช่อดอกทุกช่อจากโครงการปรับปรุงพันธุ์อยู่ภายใต้กฎเหล่านี้ ไม่ว่าจะติดเมล็ดหรือไม่ ต้นให้ละอองเรณูที่ถูกพ่นซิลเวอร์ถือเป็นของเสีย และนำไปเป็นผลิตภัณฑ์ไม่ได้ทุกกรณี
หมายเหตุผู้แปล: ส่วนเรื่องเมล็ดพันธุ์ว่าปัจจุบันทำอะไรได้ถูกกฎหมายบ้าง อ่านได้ที่ การซื้อเมล็ดพันธุ์กัญชาในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2569 และอ่านตัวบทกฎหมายฉบับจริงก่อนลงมือทำหรือโพสต์เสนอขายหรือแลกเปลี่ยนใดๆ
แบ่งปันผลของคุณ
ถ้าคุณเคยกลับเพศต้นมาแล้ว โพสต์ตัวเลขของคุณไว้ใต้หัวข้อนี้ได้เลย ระบุสายพันธุ์ วิธีที่ใช้ (ซิลเวอร์ไทโอซัลเฟตหรือซิลเวอร์คอลลอยด์) ความเข้มข้น จำนวนวันตั้งแต่พ่นครั้งแรกจนอับเรณูแตก และอัตราการงอก ปริมาณที่ได้ผลแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ ข้อมูลจากสมาชิกเกี่ยวกับสายพันธุ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปรับตัวเข้ากับพื้นที่แล้ว จึงมีค่ามากกว่าโปรโตคอลที่ตีพิมพ์ไว้ฉบับใดฉบับหนึ่ง ครั้งที่ล้มเหลวก็มีประโยชน์เช่นกัน บอกเราด้วยว่าสารละลายที่ใช้มีอายุเท่าไร และใช้ความเข้มข้นเท่าไร
เอกสารอ้างอิง (ตอนที่ 2)
- Gaudet D, Yadav NS, Sorokin A, Bilichak A, Kovalchuk I (2020). Development and optimization of a germination assay and long-term storage for Cannabis sativa pollen. Plants 9(5): 665. https://doi.org/10.3390/plants9050665
- งานวิจัยและโปรโตคอลการพ่นที่ใช้ในหัวข้อที่ 1–6 อยู่ในรายการท้ายตอนที่ 1
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความเพื่อการศึกษาของ Asiannabis Community ว่าด้วยพันธุศาสตร์และการปรับปรุงพันธุ์กัญชา จัดทำเพื่อการศึกษาในพื้นที่ที่กฎหมายอนุญาตให้ปลูกกัญชาเท่านั้น