สินค้ากัญชงอะไรบ้างที่ส่งออกจากไทยได้จริง: เมล็ด เส้นใย เครื่องสำอาง อาหาร เอกสารส่งออก และรายการสินค้าที่ควรพิจารณา (ตอนที่ 2 จาก 2)

ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมในประเทศไทยตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ไม่ว่าจะมี THC มากหรือน้อยแค่ไหน ช่อดอกจะส่งออกนอกประเทศได้ทางเดียว คือผ่านช่องทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาต ถ้าธุรกิจกัญชงต้องการส่งออกแบบการค้าทั่วไป จึงต้องหันไปดูส่วนอื่นของต้นและผลิตภัณฑ์อื่นแทน

ตอนนี้ว่าด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่มนั้น ได้แก่ เมล็ด เส้นใยและลำต้น เครื่องสำอาง และอาหาร นอกจากนี้ยังอธิบายพิกัดศุลกากรและเอกสารส่งออกพื้นฐาน แล้วปิดท้ายด้วยรายการสินค้าที่เรียงตามความยากในการผ่านกฎระเบียบ ส่วนสารสกัดที่มี THC ไม่เกิน 0.2% ซึ่งไทยปลดออกจากการควบคุมแล้ว อยู่ในตอนที่ 1

บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1439

4. เมล็ด เส้นใย และลำต้นที่แก่เต็มที่

กฎหมายยาเสพติดของประเทศส่วนใหญ่ไม่นับส่วนเหล่านี้เป็น “กัญชา” ตัวอย่าง 3 ประเทศ:

  • สหราชอาณาจักร กฎหมาย Misuse of Drugs Act 1971 ยกเว้นลำต้นที่แก่เต็มที่ เส้นใยจากลำต้นที่แก่เต็มที่ และเมล็ด
  • ออสเตรเลีย อนุญาตให้ใช้เมล็ดกัญชงในอาหาร และเมื่อปี 2561 หน่วยงานศุลกากรอนุมัติให้ผลิตภัณฑ์จากเมล็ดและเส้นใยกัญชงบางรายการไม่ต้องขอใบอนุญาตนำเข้าหรือใบอนุญาตอื่นอีก
  • นิวซีแลนด์ ยกเว้นลำต้นและเมล็ด รวมถึงเมล็ดกะเทาะเปลือกที่ใช้เป็นอาหาร แต่ใบและดอกยังเป็นของควบคุม

สำหรับผู้ส่งออกไทย สินค้ากลุ่มนี้มีปัญหาข้อกฎหมายน้อยที่สุด ความยากอยู่ที่เรื่องธุรกิจทั่วไป สินค้ามีมูลค่าต่อกิโลกรัมต่ำ จึงต้องคำนวณให้ดีว่าคุ้มค่าขนส่งหรือไม่ และยังต้องแข่งราคากับผู้ผลิตเส้นใยและเมล็ดในต่างประเทศที่ทำตลาดมานานแล้ว

ฝั่งไทย สินค้ากลุ่มนี้ไม่ต้องผ่านระบบใบอนุญาตยาเสพติด และส่วนใหญ่ไม่อยู่ในความดูแลของ อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา):

  • เมล็ด โดยทั่วไปต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชจากกรมวิชาการเกษตร ใบนี้รับรองว่าสินค้าผ่านการตรวจแล้ว และเป็นไปตามข้อกำหนดเรื่องศัตรูพืชของประเทศปลายทาง เมล็ดยังต้องเป็นไปตามกฎหมายเมล็ดพันธุ์และพันธุ์พืชของไทยด้วย ถ้าเป็นเมล็ดสำหรับเพาะปลูก อาจต้องทำตามเงื่อนไขของกฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชง พ.ศ. 2563 อีกชั้นหนึ่ง
  • เส้นใยและลำต้น โดยทั่วไปใช้ขั้นตอนศุลกากรและขั้นตอนส่งออกสินค้าเกษตรตามปกติ

ก่อนส่งสินค้าล็อตแรก ให้สอบถามกรมวิชาการเกษตรและกรมศุลกากรให้แน่ชัดว่าสินค้าของคุณต้องใช้ใบอนุญาตอะไรบ้าง

ฝั่งสหภาพยุโรป (EU) อาหารจากเมล็ดกัญชงไม่นับเป็นอาหารใหม่ (Novel Food ดูความหมายในหัวข้อ 7) แต่มีเพดาน THC ที่ใช้ทั่วทั้ง EU ระเบียบ (EU) 2022/1393 มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 และปัจจุบันรวมเข้าไปอยู่ในระเบียบสารปนเปื้อนฉบับรวม (EU) 2023/915 แล้ว ระเบียบนี้กำหนดปริมาณสูงสุดเป็น “ค่าเทียบเท่า Δ9-THC” (Δ9-THC equivalents) หมายความว่านับรวม THCA เข้าไปด้วย ไม่ได้นับเฉพาะ THC เพดานมีดังนี้:

สินค้า ค่าเทียบเท่า Δ9-THC สูงสุด
เมล็ดกัญชงและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเมล็ด 3.0 mg/kg
น้ำมันเมล็ดกัญชง 7.5 mg/kg

ตามข้อมูลของ ChemLinked ซึ่งเป็นสำนักข่าวด้านกฎระเบียบสำหรับตลาดเอเชีย Food Code ของเกาหลีใต้กำหนดค่าอ้างอิงของเมล็ดกัญชงไว้ที่ THC ≤5 mg/kg และ CBD ≤10 mg/kg ส่วนเรื่องคุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดกัญชง อ่านได้ในเมล็ดกัญชง: กรดอะมิโนจำเป็นครบทั้งเก้าชนิด ไลซีนเป็นตัวจำกัด และกฎหมายอาหารไทยกำหนดอะไรไว้บ้าง

หมายเหตุผู้แปล: ตอนเก็บเกี่ยวและนวด เมล็ดจะมียางเรซินจากดอกติดมาด้วย คราบเรซินนี้เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้เมล็ดตรวจไม่ผ่านเพดาน THC ที่เข้มงวด เช่น 3.0 mg/kg ของ EU นอกจากนี้ ในฤดูฝนของไทย เมล็ดที่ยังชื้นอาจขึ้นรา ซึ่งอาจทำให้มีปัญหาตอนตรวจสุขอนามัยพืชด้วย จึงควรทำความสะอาดและตากเมล็ดให้แห้งสนิท แล้วส่งตรวจหนึ่งล็อตก่อนเซ็นสัญญา

สิ่งที่ควรทำ: ส่งเมล็ดที่ทำความสะอาดแล้วหนึ่งล็อตไปแล็บ ขอผลเป็นค่าเทียบเท่า Δ9-THC หน่วย mg/kg แล้วเทียบกับเพดานของตลาดเป้าหมายก่อนเสนอราคา

5. พิกัดศุลกากรและเอกสารส่งออกพื้นฐาน

สินค้าส่งออกทุกรายการต้องสำแดงพิกัดศุลกากร หรือ HS code (Harmonized System) ซึ่งเป็นระบบรหัสสินค้าสากล ตัวเลข 6 หลักแรกใช้ตรงกันแทบทุกประเทศ ส่วนไทยและประเทศผู้นำเข้าจะเติมหลักต่อท้ายตามระบบภาษีของตัวเอง

รหัสนี้สำคัญด้วยเหตุผล 2 ข้อ ข้อแรก รหัสเป็นตัวกำหนดอากรขาเข้าและใบอนุญาตที่ประเทศปลายทางจะขอ ข้อสอง รหัสที่ไม่ตรงกับคำบรรยายสินค้าเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้สินค้าถูกกัก

เมล็ด น้ำมัน เส้นใย ลำต้น สารสกัด และเครื่องสำอาง อยู่คนละประเภทพิกัดกัน ตัวอย่างเช่น เส้นใยกัญชงแท้ที่เป็นเส้นใยดิบหรือผ่านการแปรรูปแล้วแต่ยังไม่ได้ปั่นเป็นด้าย อยู่ในประเภทพิกัด 5302 เมล็ดกัญชงมักสำแดงในประเภทย่อย 1207.99 และน้ำมันเมล็ดกัญชงใน 1515.90 อย่าลอกรหัสจากใบกำกับสินค้าของผู้ขายรายอื่น ให้ค้นสินค้าของคุณในพิกัดอัตราศุลกากรของไทย แล้วยืนยันรหัสกับกรมศุลกากรก่อนส่งล็อตแรก กรมศุลกากรออกคำวินิจฉัยพิกัดล่วงหน้า (advance ruling) เป็นลายลักษณ์อักษรได้ ยื่นคำขอออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมศุลกากร หรือยื่นที่สำนักพิกัดอัตราศุลกากรก็ได้ คำวินิจฉัยมีอายุ 3 ปี

เอกสารส่งออกพื้นฐานของสินค้ากัญชงมักมีดังนี้:

  • ใบกำกับสินค้า (commercial invoice) ระบุว่าขายอะไร จำนวน ราคา ผู้ซื้อ ผู้ขาย และ HS code
  • ใบรายการบรรจุหีบห่อ (packing list) ระบุวิธีบรรจุ น้ำหนัก และหมายเลขหีบห่อ
  • ใบขนสินค้าขาออก ยื่นต่อกรมศุลกากร
  • ใบรับรองสุขอนามัยพืช ออกโดยกรมวิชาการเกษตร ใช้กับเมล็ดและวัตถุดิบพืชที่ยังไม่แปรรูป
  • ใบรับรองผลการวิเคราะห์ (certificate of analysis) สำหรับสินค้าที่ผู้ซื้อหรือด่านปลายทางตรวจปริมาณ THC หรือ CBD
  • ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ใช้เมื่อผู้ซื้อต้องการขอลดอัตราภาษีตามความตกลงการค้า
  • ใบอนุญาตอื่น ๆ ที่ อย. หรือประเทศปลายทางกำหนดสำหรับสินค้าประเภทนั้น (เรื่องสารสกัดดูตอนที่ 1)

ใช้ชื่อสินค้าและ HS code เดียวกันในเอกสารทุกฉบับ เรื่องการรับเงิน ประเทศทางผ่าน และเอกสารครบชุดสำหรับการส่งออกกัญชาที่มีใบอนุญาต อ่านได้ในการรับเงินจากการส่งออกกัญชาที่มีใบอนุญาตจากประเทศไทย และส่งออกกัญชาถูกกฎหมายจากไทยให้ถึงมือผู้ซื้อ

สิ่งที่ควรทำ: สำหรับสินค้าแต่ละตัว ให้เขียนสรุปหนึ่งบรรทัด ระบุชื่อสินค้า HS code และเอกสารที่ต้องใช้ นำบรรทัดนั้นไปยืนยันกับกรมศุลกากรและกรมวิชาการเกษตร จากนั้นส่งล็อตทดลองเล็ก ๆ ก่อนรับคำสั่งซื้อเต็มจำนวน

6. เครื่องสำอาง

ไทยอนุญาตให้ผู้ผลิตในประเทศใช้ส่วนผสมจากกัญชาและกัญชงในเครื่องสำอางได้ 4 กลุ่ม โดยผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต้องมี THC ไม่เกิน 0.2% โดยน้ำหนัก ตามที่ ChemLinked สรุปไว้ 4 กลุ่มนี้ได้แก่ น้ำมันเมล็ดกัญชงหรือสารสกัดจากเมล็ด, ส่วนของพืชที่ไม่ใช่ดอก (เปลือก ลำต้น เส้นใย กิ่ง ราก และใบ) และเมล็ดกัญชง, สารสกัด CBD (ห้ามใช้ CBD นำเข้าหรือ CBD สังเคราะห์) และเทอร์พีนจากกัญชาหรือกัญชง

สหภาพยุโรป

เครื่องสำอางใน EU อยู่ภายใต้ระเบียบ (EC) 1223/2009 ระเบียบนี้ไม่ได้ห้าม CBD โดยตรง แต่ภาคผนวก II ลำดับที่ 306 ห้ามใช้ยาเสพติดที่อยู่ในบัญชีของอนุสัญญาเดี่ยว (Single Convention) ซึ่งเป็นสนธิสัญญายาเสพติดของสหประชาชาติปี 2504 (ค.ศ. 1961) ผลที่ตามมาคือ:

  • ห้ามใช้ CBD ที่อยู่ในสารสกัด เรซิน หรือทิงเจอร์ที่ทำจากส่วนยอดที่ออกดอก
  • CBD สังเคราะห์ หรือ CBD จากใบและเมล็ดที่ไม่มีส่วนยอดดอกปน ไม่อยู่ในข้อห้ามนี้

ในปี 2569 คณะกรรมการวิทยาศาสตร์ด้านความปลอดภัยของผู้บริโภค (SCCS) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยเครื่องสำอางของ EU สรุปว่า CBD ปลอดภัยเมื่อใช้ไม่เกิน 0.19% ในเครื่องสำอาง โดยมี THC ปนเป็นสิ่งเจือปนได้ไม่เกิน 0.00025% ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงระดับอ้างอิงที่เสนอไว้ ยังไม่มีการกำหนดค่าสูงสุดที่มีผลบังคับไว้ในระเบียบ

ฉลากสำหรับ EU ต้องทำแยกจากฉลากไทย:

  • ต้องระบุส่วนผสมด้วยชื่อ INCI (International Nomenclature of Cosmetic Ingredients ชื่อมาตรฐานสากลของส่วนผสมเครื่องสำอาง) เช่น Cannabis Sativa Seed Oil หรือ Cannabidiol
  • ผู้ผลิตที่อยู่นอก EU ต้องมีผู้รับผิดชอบ (Responsible Person) ที่ตั้งอยู่ใน EU คือบริษัทที่รับผิดชอบสินค้าตามกฎหมายใน EU และต้องพิมพ์ชื่อและที่อยู่ของบริษัทนี้บนฉลาก
  • ข้อความบังคับต้องเป็นภาษาที่แต่ละประเทศสมาชิกกำหนด ถ้าขายหลายประเทศ มักต้องทำฉลากหลายภาษาหรือแยกฉลากตามประเทศ

เอเชีย

ตลาดเอเชียเข้มงวดกว่า EU มาก และผู้ส่งออกมักประเมินความเข้มงวดของตัวเลขเหล่านี้ต่ำเกินไป:

  • ญี่ปุ่น กฎหมายควบคุมกัญชาฉบับแก้ไข (Cannabis Control Act) มีผลตั้งแต่ 12 ธันวาคม 2567 กฎเดิมอนุญาตเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ทำจากลำต้นแก่หรือเมล็ด กฎใหม่เปลี่ยนมาตรวจปริมาณ THC แทน เพดาน THC ตกค้างคือ 10 ppm สำหรับน้ำมันและผง 1 ppm สำหรับของแข็งและผลิตภัณฑ์เนื้อข้นรวมถึงเครื่องสำอาง และ 0.1 ppm สำหรับสารละลายที่มีน้ำเป็นฐาน
  • จีน ห้ามใช้ส่วนผสมเครื่องสำอางที่มาจากกัญชาตั้งแต่ 28 พฤษภาคม 2564 CBD ถูกใส่ในบัญชีส่วนผสมต้องห้าม ส่วนสารสกัดจากใบ ผล และน้ำมันเมล็ดของ Cannabis sativa ถูกใส่ในบัญชีส่วนผสมจากพืชที่ต้องห้าม จีนไม่ได้แค่ตั้งเพดานให้เข้มขึ้นแบบญี่ปุ่น แต่ห้ามใช้เลย

เพดานหน่วย ppm ของญี่ปุ่นต่ำกว่าสเปก THC 0.2% อยู่ 100 ถึง 10,000 เท่า (0.2% เท่ากับ 2,000 ppm) เครื่องสำอางที่ผลิตตามเพดานของไทยจึงไม่ได้ผ่านเกณฑ์ญี่ปุ่นไปด้วยโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ควรทำ: เลือกประเทศปลายทางก่อนเขียนสูตร ตั้งสูตรให้อยู่ใต้เพดานของประเทศนั้น แล้วส่งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปไปตรวจเทียบกับเพดานนั้น

7. อาหาร และทำไมอาหาร CBD จึงขายใน EU ไม่ได้

ใน EU อาหารใหม่ (Novel Food) คืออาหารหรือส่วนผสมที่คนใน EU ไม่ได้กินกันทั่วไปก่อนวันตัดรอบที่กฎ Novel Food กำหนด อาหารกลุ่มนี้ต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยและได้รับอนุญาตก่อนจึงจะวางขายได้ CBD ในอาหารต้องได้รับอนุญาตแบบนี้ และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีรายใดได้รับอนุญาต

สำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป (EFSA) กำหนดปริมาณการบริโภคที่ปลอดภัยชั่วคราวไว้ราว 2 mg CBD ต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ ซึ่งต่ำกว่าปริมาณที่อาหาร CBD ส่วนใหญ่ให้อยู่มาก

ฉลากอาหารทุกชนิดใน EU ยังต้องทำตามกฎอีก 2 ฉบับ:

  • ระเบียบว่าด้วยการให้ข้อมูลอาหารแก่ผู้บริโภค (EU) 1169/2011 กำหนดว่าฉลากต้องแสดงอะไรบ้าง
  • การกล่าวอ้างทางสุขภาพทุกข้อ อยู่ภายใต้ระเบียบ (EC) 1924/2006

ผลิตภัณฑ์สำหรับสูบไม่นับเป็นอาหารเลย หลายประเทศจึงใช้กฎหมายยาเสพติดหรือกฎหมายยาสูบมาจำกัดช่อดอกสำหรับสูบแทน ตัวอย่างเช่น:

  • อิตาลี ตามกฤษฎีกาด้านความมั่นคงปี 2568 (Decree-Law 48/2025 ซึ่งแปลงเป็นกฎหมายโดย Law 80/2025)
  • ออสเตรีย ผ่านกฎหมายยาสูบ
  • สหราชอาณาจักร ภายใต้ Misuse of Drugs Act

สิ่งที่ควรทำ: อย่าวางแผนเปิดตัวอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร CBD ใน EU โดยหวังว่าจะได้รับอนุญาตเร็ว ๆ นี้ ถ้าสินค้าของคุณเป็นอาหาร ให้เริ่มจากผลิตภัณฑ์เมล็ดกัญชง ซึ่งไม่นับเป็น Novel Food

8. รายการสินค้าที่ทำได้จริงสำหรับธุรกิจกัญชงไทย

รายการด้านล่างเรียงตามความยากในการผ่านกฎระเบียบ ไม่ได้เรียงตามกำไร ข้อแรกง่ายที่สุด

  1. เมล็ดกัญชง เมล็ดกะเทาะเปลือก และน้ำมันเมล็ดสำหรับอาหาร เป็นเส้นทางที่ไม่ซับซ้อนที่สุด ขอเพียงสินค้าผ่านเพดาน 3.0 และ 7.5 mg/kg ของ EU หรือเพดานเทียบเท่าของประเทศปลายทาง
  2. เส้นใย แกนลำต้น (hurd ส่วนเนื้อไม้ด้านในของลำต้น) และวัตถุดิบสำหรับเฮมพ์ครีต ไม่มีประเด็นเรื่องแคนนาบินอยด์เลย ข้อจำกัดอยู่ที่ค่าขนส่ง อ่านเพิ่มเติมในเฮมพ์ครีตในประเทศไทย: เป็นฉนวนได้ดีแค่ไหน กักเก็บคาร์บอนได้เท่าไร และทำไมจึงรับน้ำหนักอาคารไม่ได้
  3. สารสกัด CBD และ CBD ไอโซเลต (CBD บริสุทธิ์ในรูปผลึกหรือผง) ที่อยู่ในเกณฑ์สารสกัด 0.2% ของไทย ให้ระบุสเปกกับผู้ซื้อว่า total THC ≤0.2% และขายในฐานะส่วนผสมเครื่องสำอางหรือวัตถุดิบแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B) สินค้านี้พ้นจากการควบคุมยาเสพติดในไทยแล้ว แต่ยังอยู่ภายใต้กฎหมายผลิตภัณฑ์ของ อย. ที่ประเทศปลายทาง สิ่งที่ต้องดูคือกฎหมายเครื่องสำอางหรือกฎหมายอาหาร ไม่ใช่กฎหมายยาเสพติด
  4. เครื่องสำอางสำเร็จรูป ทำได้ แต่ต้องตั้งสูตรตามกฎของประเทศปลายทาง ญี่ปุ่นกำหนดเพดาน THC ตกค้างเป็น ppm ส่วนจีนห้ามส่วนผสมเครื่องสำอางที่มาจากกัญชาโดยสิ้นเชิง
  5. อาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร CBD สำหรับ EU ตอนนี้ยังติดข้อกำหนด Novel Food อย่าวางแผนเปิดตัวโดยหวังว่าจะได้รับอนุญาตเร็ว ๆ นี้
  6. ช่อดอกกัญชงดิบ ถูกควบคุมฝั่งไทยตั้งแต่มิถุนายน 2568 และถูกห้ามหรือจำกัดในหลายประเทศปลายทาง อ่านสมุนไพรควบคุมกับยาเสพติดให้โทษประเภท 5: เกณฑ์ THC 0.2% และ 1.0% ของไทย และอ่านว่าตลาดปลายทางปฏิบัติกับช่อดอกอย่างไรในช่อดอก CBD ดิบเทียบกับสารสกัด

หมายเหตุผู้แปล: สำหรับผู้ปลูกรายเล็กในไทย สินค้า 2 ข้อแรกใช้เงินทุนน้อยที่สุด และไม่ต้องมีใบอนุญาตพิเศษนอกเหนือจากเอกสารการเกษตรและการส่งออกตามปกติ เริ่มจากสินค้าเดียวและประเทศปลายทางเดียว ส่งล็อตทดลองเล็ก ๆ แล้วจดไว้ว่ามีการขอเอกสารอะไรบ้าง บันทึกนี้จะบอกคุณเรื่องตลาดนั้นได้มากกว่าบทสรุปใด ๆ

สิ่งที่ควรทำ: เลือกสินค้า 1 รายการจาก 3 อันดับแรก เลือกประเทศปลายทาง 1 ประเทศ แล้วส่งล็อตทดลอง 1 ครั้ง จดเอกสารทุกฉบับที่ปลายทางหรือหน่วยงานขอ และจดทุกครั้งที่สินค้าล่าช้า


แลกเปลี่ยนประสบการณ์ใต้กระทู้นี้ได้เลย ถ้าคุณขายเมล็ด เส้นใย หรือสารสกัดกัญชงออกจากไทย ประเทศปลายทางไหนมีปัญหาน้อยที่สุด เราไม่ได้ถามถึงตลาดที่กำไรดีที่สุด แต่หมายถึงประเทศที่ยื่นเอกสารครั้งแรกก็ผ่าน และไม่เคยมีสินค้าถูกกัก ข้อมูลนี้มีประโยชน์ที่สุดเวลาวางแผนเปิดตลาดที่สอง และไม่มีใครเผยแพร่ไว้ที่ไหนเลย

อ่านเพิ่มเติมใน Asiannabis

แหล่งอ้างอิง

บทความนี้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับผู้อ่านที่ดำเนินกิจการอย่างถูกกฎหมายในเขตอำนาจของตน ไม่ใช่คำแนะนำด้านกฎหมาย ศุลกากร ความปลอดภัยอาหาร หรือภาษี กฎหมายอาหาร เครื่องสำอาง และยาเสพติดของแต่ละตลาดที่กล่าวถึงแตกต่างกันและเปลี่ยนแปลงเร็ว ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่มีอำนาจและผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติก่อนตั้งสูตร ทำฉลาก หรือส่งสินค้า