ทำไมเรื่องเล่าการหายป่วยจึงไม่ใช่หลักฐานทางการแพทย์: รูปแบบการศึกษา ระดับหลักฐาน และรายการตรวจสอบโพสต์เรื่องการหายป่วย (ตอนที่ 2 จาก 2)

เรื่องเล่าเพียงเรื่องเดียวว่า “หายเพราะสิ่งนี้” เป็นหลักฐานทางการแพทย์ที่อ่อนที่สุดประเภทหนึ่ง แม้คนเขียนจะเล่าตามจริงก็ตาม ตอนนี้อธิบายว่าการศึกษาแบบใดทดสอบข้อกล่าวอ้างเรื่องการรักษาได้จริง และงานทบทวนสำคัญเมื่อปี พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) แบ่งระดับหลักฐานอย่างไร นอกจากนี้ยังบอกว่าเรื่องเล่าของผู้ป่วยมีประโยชน์จริงด้านใด และมีรายการตรวจสอบให้คุณใช้อ่านโพสต์เรื่องการหายป่วย

ตอนที่ 1 อธิบายตัวกรอง 8 ชั้นที่อยู่ระหว่างการหายป่วยจริงกับเรื่องที่คุณได้อ่าน ชั้นแรกคือมีแต่คนที่หายแล้วเท่านั้นที่เขียนเล่า เรื่องเล่าไม่มีกลุ่มให้เปรียบเทียบ และผลของยาหลอก (placebo) อาจสูงมาก ผู้ป่วยมักได้รับการรักษาอื่นไปพร้อมกัน และโรคก็เปลี่ยนแปลงไปเองได้ นอกจากนี้ยังไม่มีการติดตามผล ตรวจสอบการวินิจฉัยไม่ได้ และทุกคนที่เล่าต่อกันมาก็เห็นแต่สิ่งที่ตัวเองคาดไว้ ตอนนี้จะอธิบายว่าหลักฐานแบบใดผ่านตัวกรองเหล่านั้นได้

บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1409


4. การศึกษาแต่ละแบบตัดปัจจัยใดออกได้ และปัจจัยใดยังตัดไม่ได้

การศึกษาแต่ละแบบออกแบบมาเพื่อตัดตัวกรองบางชั้นจากตอนที่ 1 ออก แต่ไม่มีแบบไหนตัดได้ครบทุกชั้น ขอเริ่มจากคำศัพท์สำคัญก่อน:

  • รายงานผู้ป่วยรายเดียว (case report): แพทย์ตีพิมพ์รายละเอียดของผู้ป่วยหนึ่งราย โดยยืนยันการวินิจฉัยแล้ว และบันทึกว่าโรคดำเนินไปอย่างไร
  • รายงานผู้ป่วยหลายราย (case series): ผู้ป่วยหลายรายที่เป็นโรคเดียวกัน และบันทึกทุกรายด้วยวิธีเดียวกัน
  • การศึกษาเชิงสังเกตแบบติดตามกลุ่ม (observational cohort): การศึกษาที่ติดตามกลุ่มคนที่เลือกวิธีรักษาต่างกันเอง แล้วเปรียบเทียบว่าแต่ละกลุ่มมีผลเป็นอย่างไร
  • ปัจจัยกวน (confounding): กลุ่มที่นำมาเทียบกันต่างกันในเรื่องอื่นนอกจากการรักษา และความต่างนั้นส่งผลต่อผลลัพธ์ เทียบกับงานเกษตรก็เหมือนแปลงที่ได้ปุ๋ยสูตรใหม่อาจเป็นแปลงที่ดินดีกว่าอยู่แล้ว
  • การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (randomised controlled trial): ผู้เข้าร่วมถูกจัดเข้ากลุ่มรักษาหรือกลุ่มเปรียบเทียบแบบสุ่ม เหมือนจับสลาก วิธีนี้ทำให้โดยเฉลี่ยแล้วแต่ละกลุ่มมีลักษณะใกล้เคียงกัน เกษตรกรที่ทำแปลงทดลองโดยสุ่มตำแหน่งแปลงก็ใช้หลักเดียวกันนี้
  • การปกปิด (blinding): ไม่มีใครรู้ว่าใครได้ผลิตภัณฑ์จริง ความคาดหวังจึงทำให้ผลเอนเอียงไม่ได้
  • อคติในการตีพิมพ์ (publication bias): การศึกษาที่ได้ผลบวกมีโอกาสได้ตีพิมพ์มากกว่าการศึกษาที่ไม่พบผลอะไร
รูปแบบการศึกษา ตัดอะไรออกได้ ยังตัดอะไรไม่ได้
เรื่องเล่าส่วนตัว (testimonial) ไม่มีเลย ตัวกรองทั้ง 8 ชั้นในตอนที่ 1
รายงานผู้ป่วยรายเดียวที่ตีพิมพ์ ยืนยันการวินิจฉัยแล้ว และบันทึกการดำเนินของโรคไว้ ความบังเอิญ การรักษาอื่นที่ได้รับพร้อมกัน และการเลือกว่ารายใดได้ตีพิมพ์
รายงานผู้ป่วยหลายราย บันทึกผู้ป่วยหลายรายด้วยวิธีเดียวกัน ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ และการเลือกว่ารายใดถูกนับรวม
การศึกษาเชิงสังเกตแบบติดตามกลุ่ม มีกลุ่มเปรียบเทียบ และมีจำนวนคนมากกว่า ปัจจัยกวน: กลุ่มต่างกันมากกว่าแค่เรื่องการรักษา
การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม ปัจจัยกวน โดยใช้การสุ่มจัดกลุ่ม การปกปิดที่ล้มเหลว และการทดลองขนาดเล็กก็ยังทำให้เข้าใจผิดได้
การทดลองแบบสุ่ม ปกปิด และมีกลุ่มยาหลอก ปัจจัยกวน และ ความคาดหวัง อคติในการตีพิมพ์ และผลอาจใช้ไม่ได้กับทุกคน
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ / การวิเคราะห์อภิมาน (systematic review / meta-analysis) ผลฟลุกจากการศึกษาชิ้นเดียว และการเลือกรายงานเฉพาะบางผล ดีได้เท่ากับคุณภาพของการทดลองที่นำมารวมเท่านั้น

ตารางนี้ไม่ได้บอกว่าเรื่องเล่าส่วนตัวไม่มีค่า แต่บอกว่าเรื่องเล่าอยู่แถวบนสุด ซึ่งเป็นรูปแบบที่อ่อนที่สุด ส่วนยาที่ได้รับอนุมัติล้วนอาศัยหลักฐานจากแถวล่าง ๆ

สิ่งที่ควรทำ: เมื่อโพสต์หรือผลิตภัณฑ์ใดอ้างว่า “งานวิจัยพบว่า” ให้หาว่างานวิจัยนั้นอยู่แถวไหนของตารางนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าควรให้น้ำหนักกับข้อกล่าวอ้างนั้นแค่ไหน

5. ระดับหลักฐาน: งานทบทวนสำคัญปี พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) ให้ระดับข้อกล่าวอ้างเรื่องกัญชาอย่างไร

ในปี พ.ศ. 2560 สถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการแพทย์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine: NASEM) ได้ตีพิมพ์งานทบทวนหลักฐานขนาดใหญ่เรื่องกัญชากับสุขภาพ NASEM เป็นองค์กรอิสระที่ให้คำปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ งานนี้มีชื่อว่า The Health Effects of Cannabis and Cannabinoids: The Current State of Evidence and Recommendations for Research รายงานนี้ไม่ได้ตอบแค่ว่าใช่หรือไม่ใช่ในแต่ละโรค แต่จัดข้อสรุปทุกข้อไว้ในระดับหลักฐานระดับใดระดับหนึ่งจาก 5 ระดับ ดังนี้

  • หลักฐานชัดเจน (conclusive evidence): การศึกษาคุณภาพดีจำนวนมากให้ผลตรงกัน และไม่มีหลักฐานแย้งที่น่าเชื่อถือ
  • หลักฐานหนักแน่น (substantial evidence): การศึกษาที่ดีหลายชิ้นสนับสนุนอย่างหนักแน่น มีข้อสงสัยเพียงเล็กน้อย
  • หลักฐานปานกลาง (moderate evidence): มีการศึกษาที่ดีบางชิ้นสนับสนุน แต่ยังไม่แน่นอนจริง ๆ
  • หลักฐานจำกัด (limited evidence): หลักฐานสนับสนุนอ่อนหรือขัดแย้งกัน และยังมีข้อสงสัยมาก
  • ไม่มีหลักฐานหรือหลักฐานไม่เพียงพอ (no or insufficient evidence): มีการศึกษาที่ดีไม่พอจะสรุปอะไรได้

ระดับหลักฐานบอกว่าหลักฐานมั่นคงแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าได้ผลมากแค่ไหน ตัวอย่างระดับหลักฐานที่ NASEM ให้กับข้อกล่าวอ้างที่พบบ่อย มีดังนี้

  • อาการปวดเรื้อรังในผู้ใหญ่: มีหลักฐานหนักแน่นว่ากัญชารักษาได้ผล
  • อาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด เมื่อใช้ยาแคนนาบินอยด์ชนิดรับประทาน: หลักฐานชัดเจน
  • อาการกล้ามเนื้อเกร็งในโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) ตามที่ผู้ป่วยรายงานเอง: มีหลักฐานหนักแน่นสำหรับแคนนาบินอยด์ชนิดรับประทาน
  • การรักษาตัวโรคมะเร็งโดยตรง รวมถึงเนื้องอกสมองชนิดกลิโอมา (glioma): ไม่มีหลักฐานหรือหลักฐานไม่เพียงพอ

ระดับหลักฐานสะท้อนสภาพของหลักฐาน ณ เวลาที่เขียนงานทบทวน งานวิจัยที่ออกมาภายหลังอาจเปลี่ยนภาพได้ ตัวอย่างเช่น งานทบทวนของ Gedin ปี พ.ศ. 2565 ที่กล่าวถึงในตอนที่ 1 ได้รวมข้อมูลการทดลองแบบปกปิดเรื่องอาการปวด 20 ชิ้น ผู้เข้าร่วม 1,459 คน ในการทดลองเหล่านั้น ยาหลอกก็ลดอาการปวดได้มากเช่นกัน

ผลของผลิตภัณฑ์จริงกับยาหลอกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ต่อให้มีเรื่องเล่าส่วนตัวมากแค่ไหน ก็เลื่อนระดับหลักฐานขึ้นหรือลงไม่ได้ เพราะเรื่องเล่าอยู่ในแถวที่อ่อนที่สุดของตารางในหัวข้อที่ 4

ระดับหลักฐานช่วยให้คุณดูได้เร็วว่าข้อกล่าวอ้างมีหลักฐานมั่นคงแค่ไหน ก่อนจะเสียเงินหรือเปลี่ยนการรักษา ในประเทศไทย เมื่อผู้ขาย โพสต์ หรือญาติบอกว่า “มีงานวิจัยพิสูจน์แล้ว” ให้เทียบข้อกล่าวอ้างนั้นกับระดับหลักฐานของโรคนั้น แล้วนำคำถามไปปรึกษาแพทย์ เริ่มจากค้นข้อสรุปของ NASEM เฉพาะโรคที่คุณสนใจเพียงโรคเดียว แล้วจดระดับหลักฐานไว้ อ่านรายงานฉบับเต็มออนไลน์ได้ฟรีที่ https://doi.org/10.17226/24625

สิ่งที่ควรทำ: เขียนชื่อโรคและระดับหลักฐานไว้ข้างข้อกล่าวอ้างทุกข้อที่คุณกำลังชั่งใจ ถ้าเจอข้อกล่าวอ้างว่า “รักษาหาย” สำหรับโรคที่ได้ระดับ “ไม่มีหลักฐานหรือหลักฐานไม่เพียงพอ” ให้หยุดและถามแพทย์ก่อน

6. เรื่องเล่าของผู้ป่วยมีประโยชน์จริงด้านใด

การมองข้ามสิ่งที่ผู้ป่วยรายงานไปทั้งหมดก็เป็นความผิดพลาดเช่นกัน และอาจต้องจ่ายราคาแพง เรื่องเล่ามีประโยชน์จริงอยู่ 4 ด้าน

ชี้ว่าเรื่องไหนควรนำไปทดสอบ สิ่งที่ผู้ป่วยรายงานมักเป็นสัญญาณแรกว่าเรื่องนั้นควรได้รับการศึกษาอย่างจริงจัง และเคยนำไปสู่การศึกษาอย่างเป็นทางการมาแล้วหลายครั้ง ตัวอย่างเรื่องกัญชามาจากกลุ่มอาการดราเวต (Dravet syndrome) ซึ่งเป็นโรคลมชักชนิดรุนแรงที่เริ่มตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนที่แคนนาบิไดออล (CBD สารในกัญชาที่ไม่ทำให้มึนเมา) จะถูกทดสอบในการทดลองแบบสุ่มสำหรับโรคนี้ มีเรื่องเล่าจากครอบครัวผู้ป่วยที่แพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง แบบสำรวจผู้ปกครองในปี พ.ศ. 2556 ก็ระบุว่าอาการชักลดลงอย่างมาก

การทดลองแบบปกปิดสองทาง (double-blind) และมีกลุ่มยาหลอกที่ทำตามมา ตีพิมพ์โดย Devinsky และคณะในวารสาร New England Journal of Medicine ปี พ.ศ. 2560 การทดลองนี้มีผู้ป่วย 120 คน และยืนยันว่าแคนนาบิไดออลลดอาการชักแบบเกร็งกระตุกได้มากกว่ายาหลอก แต่ผู้ป่วยที่หยุดชักได้สนิทมีน้อยมาก คือ 5% ในกลุ่มแคนนาบิไดออล เทียบกับ 0% ในกลุ่มยาหลอก และความต่างนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผลนี้ต่ำกว่าที่เรื่องเล่าซึ่งโด่งดังที่สุดทำให้คนคาดหวังไว้มาก เมื่อเจอเรื่องเล่าที่น่าทึ่ง สิ่งที่ควรทำคือศึกษาต่อ ไม่ใช่สรุปทันที เรื่องเล่าทำให้เกิดการศึกษา แล้วการศึกษาจะวัดว่าได้ผลจริงมากแค่ไหน

จับผลข้างเคียง ในด้านนี้ สิ่งที่ผู้ป่วยรายงานไม่ได้แค่มีประโยชน์ แต่ขาดไม่ได้ อันตรายที่พบน้อยมักปรากฏหลังยาได้รับอนุมัติแล้ว เพราะตอนนั้นมีคนใช้มากกว่าจำนวนผู้เข้าร่วมในการทดลองใด ๆ หลายเท่า ระบบเฝ้าระวังความปลอดภัยของยา (pharmacovigilance) มีไว้เพื่อเก็บรายงานแบบนี้โดยเฉพาะ ผู้ป่วยที่แจ้งอาการไม่คาดคิดจึงกำลังให้ข้อมูลที่มีน้ำหนักจริง

หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย หากคุณมีอาการไม่คาดคิดจากผลิตภัณฑ์กัญชา ให้แจ้งผู้ประกอบวิชาชีพที่สั่งจ่าย หรือเภสัชกรที่จ่ายผลิตภัณฑ์ให้คุณ เขาจะส่งต่อรายงานไปยังศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Health Product Vigilance Center: HPVC) ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ ศูนย์นี้รวบรวมรายงานผลข้างเคียงของผลิตภัณฑ์สุขภาพ คุณรายงานเองได้ด้วยทางเว็บไซต์ของ HPVC (hpvcthai.fda.moph.go.th) ผู้ประกอบการร้านที่มีใบอนุญาตดูวิธีจัดทำสมุดบันทึกอาการไม่พึงประสงค์ได้ในหัวข้อเรื่องการบริหารร้านจำหน่ายกัญชา (dispensary)

บอกว่าการใช้ยาในชีวิตจริงเป็นอย่างไร การทดลองวัดเฉพาะผลลัพธ์ที่กำหนดไว้ จึงแทบไม่บอกว่ายานั้นทนใช้ทุกวันนานสิบปีได้ไหม หรือรบกวนการทำงานหรือเปล่า และแทบไม่บอกว่าผลข้างเคียงตัวไหนที่ทำให้คนเลิกใช้จริง ๆ

ชี้ว่าระบบสาธารณสุขบกพร่องตรงไหน บางครั้งผู้ป่วยจำนวนมากบอกว่าต้องหันมาใช้กัญชาเอง เพราะไม่มีแพทย์คนไหนยอมคุยเรื่องนี้ด้วย นี่คือข้อค้นพบจริงเกี่ยวกับระบบสาธารณสุข และเป็นจริงไม่ว่ากัญชาจะรักษาได้ผลหรือไม่ก็ตาม

สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณโพสต์ประสบการณ์ของตัวเอง ให้ระบุผลข้างเคียง ระยะเวลาที่ใช้ผลิตภัณฑ์ และยาหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้ร่วมด้วย รายละเอียดเหล่านี้ทำให้เรื่องเล่ากลายเป็นข้อมูลที่คนอื่นนำไปใช้ได้จริง

7. รายการตรวจสอบสำหรับอ่านโพสต์เรื่องการหายป่วย

คำถามที่ควรถาม เรื่องเล่าที่น่าเชื่อถือกว่าควรมีอะไร
วินิจฉัยว่าเป็นโรคอะไร และยืนยันอย่างไร ชื่อโรค ระยะของโรค และแพทย์วินิจฉัยด้วยวิธีใด
ช่วงเดียวกันนั้นผู้ป่วยได้รับการรักษาอะไรอีกบ้าง รายการการรักษาครบทุกอย่าง รวมถึงการรักษาทางการแพทย์มาตรฐาน
ติดตามผลนานแค่ไหน หลายปีและมีการอัปเดต ไม่ใช่แค่ไม่กี่สัปดาห์
มีใครอีกบ้างที่ใช้แล้วไม่ดีขึ้น มีสัญญาณว่าผู้เขียนรู้ว่ามีคนอื่นลองใช้เหมือนกัน
มีการวัดผลอะไรไหม หรือแค่รู้สึกเอา ผลสแกน ผลตรวจทางห้องแล็บ คะแนนอาการตามแบบประเมินมาตรฐาน
ใครรวบรวมเรื่องเล่าชุดนี้ และเขาได้ประโยชน์อะไร ไม่มีความเกี่ยวข้องกับผู้ขายผลิตภัณฑ์ใด ๆ
เรื่องเล่าแบบเดียวกันนี้ปรากฏกับโรคที่ไม่เกี่ยวข้องกันด้วยหรือไม่ ถ้าใช่ แบบแผนนั้นมาจากคนที่เขียนหรือรวบรวมเรื่องเล่า ไม่ได้มาจากตัวโรค

สิ่งที่ควรทำ: คัดลอกคำถาม 7 ข้อนี้เก็บไว้ในโน้ตหรือในโทรศัพท์ แล้วใช้ตรวจเรื่องเล่าการหายป่วยทุกเรื่องก่อนจะแชร์หรือทำตาม ทุกข้อที่ “ไม่มีคำตอบ” คือช่องโหว่ที่เรื่องเล่านั้นอุดไม่ได้

8. ถ้าคุณเองคือผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัย

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องสงสัยประสบการณ์ของตัวเอง หรือต้องเก็บเงียบไม่เล่า แต่หมายความว่าไม่ควรปล่อยให้เรื่องเล่าของคนแปลกหน้ามาตัดสินการรักษาของคุณ ให้จำไว้ 3 ข้อ

  • การบรรเทาอาการกับการรักษาตัวโรคเป็นคนละเรื่องกัน หลักฐานว่าบรรเทาอาการได้ไม่ใช่หลักฐานว่ารักษาโรคได้ ผลิตภัณฑ์กัญชาอาจช่วยให้คุณกินได้ นอนหลับ หรือรู้สึกไม่สบายน้อยลงจริง โดยที่ตัวโรคไม่ได้เปลี่ยนเลย
  • ทีมรักษาต้องรู้ทุกอย่างที่คุณใช้ เหตุผลแรกคือปฏิกิริยาระหว่างยา (ดูรายการปฏิกิริยาระหว่างยาที่ควรพกไปให้แพทย์ดู) เหตุผลที่สองคือ ถ้าแพทย์ไม่รู้ข้อมูลนี้ ก็จะแปลผลตรวจของคุณได้ไม่ถูกต้อง
  • การปฏิเสธหรือเลื่อนการรักษาที่รู้แล้วว่าช่วยให้รอดชีวิตมากขึ้น เป็นการตัดสินใจที่เดิมพันสูงที่สุดที่คุณจะเลือกได้ บทความเรื่องการปฏิเสธการรักษามะเร็งเพื่อใช้กัญชาแทนสรุปสิ่งที่รู้แล้วเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการเลือกทางนี้

หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย เวลาไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ให้นำผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่คุณใช้ไปด้วย รวมถึงน้ำมันที่ได้จากเพื่อนหรือที่ไม่มีฉลาก คุณจะได้ช่อดอกกัญชามาอย่างถูกกฎหมายก็ต่อเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ซึ่งสั่งจ่ายได้ในปริมาณสำหรับใช้ไม่เกิน 30 วัน การถามแพทย์ผู้รักษาจึงเป็นช่องทางที่ถูกกฎหมายด้วย โรงพยาบาลรัฐบางแห่งในไทยมีคลินิกกัญชาทางการแพทย์ ลองถามแพทย์ว่าโรงพยาบาลของคุณมีหรือไม่ แนวทางเรื่องขนาดการใช้อ่านได้ในหัวข้อเริ่มต้นแต่น้อย ค่อย ๆ เพิ่ม

ร่วมพูดคุย: ถ้าคุณเคยอ่านเรื่องเล่าการหายป่วยที่รู้สึกว่าน่าเชื่อจริง ๆ โพสต์ไว้ในช่องตอบกลับได้เลย เราจะมาไล่ดูด้วยกันตามรายการตรวจสอบในหัวข้อที่ 7 จุดประสงค์ไม่ใช่การเถียงให้ชนะ การไล่ดูตัวอย่างจริงสักเรื่องฝึกทักษะนี้ได้ดีกว่าการอ่านรายการตรวจสอบอย่างเดียว ถ้าคุณมีเรื่องที่ไม่ได้จบอย่างที่หวังไว้ ก็อยากชวนให้แบ่งปันด้วย เรื่องเล่าแบบนี้มีค่าต่อชุมชนมากกว่าเรื่องที่สำเร็จ และโพสต์ได้ยากกว่า

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง:


เอกสารอ้างอิง

  • Gedin F, Blomé S, Pontén M, Lalouni M, Fust J, Raquette A, Vadenmark Lundquist V, Thompson WH, Jensen K. Placebo Response and Media Attention in Randomized Clinical Trials Assessing Cannabis-Based Therapies for Pain: A Systematic Review and Meta-analysis. JAMA Netw Open. 2022;5(11):e2243848. doi:10.1001/jamanetworkopen.2022.43848
  • Ellison GL, Helzlsouer KJ, Rosenfield SM, et al. Perceptions, prevalence, and patterns of cannabis use among cancer patients treated at 12 NCI-Designated Cancer Centers. J Natl Cancer Inst Monogr. 2024;2024(66):202–217. doi:10.1093/jncimonographs/lgae029
  • Devinsky O, et al. Trial of Cannabidiol for Drug-Resistant Seizures in the Dravet Syndrome. N Engl J Med. 2017;376(21):2011–2020. doi:10.1056/NEJMoa1611618
  • Koubeissi M. Anticonvulsant Effects of Cannabidiol in Dravet Syndrome. Epilepsy Curr. 2017;17(5):281–282.
  • National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine. The Health Effects of Cannabis and Cannabinoids: The Current State of Evidence and Recommendations for Research. Washington, DC: The National Academies Press; 2017. doi:10.17226/24625

บทความนี้อยู่ในชุดบทความให้ความรู้ของ Asiannabis Community เรื่องการพิจารณาข้อกล่าวอ้างทางการแพทย์ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากคุณต้องตัดสินใจเรื่องการรักษา คนที่ช่วยคุณได้คือแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่รู้ประวัติการรักษาของคุณดี