กัญชากับผิวหนัง: อาการปวด อาการคัน การตรวจสารเสพติด ความถูกต้องของฉลาก และความเสี่ยงต่อการแพ้ (ตอนที่ 2 จาก 2)

ครีมและบาล์มกัญชาขายกันโดยอ้างว่าช่วยเรื่องอาการปวด อาการคัน และปัญหาผิวอีกหลายอย่าง บทความนี้นำคำกล่าวอ้างเหล่านั้นมาเทียบกับผลการทดลองในคน บทความยังตอบว่าครีมทำให้เมาหรือทำให้ตรวจสารเสพติดไม่ผ่านได้หรือไม่ ฉลากผลิตภัณฑ์ถูกต้องแค่ไหน และส่วนผสมใดทำให้ผิวแพ้ ตอนท้ายมีตารางสรุปหลักฐาน และ 5 ข้อที่ควรตรวจก่อนซื้อ ทำเอง หรือแนะนำผลิตภัณฑ์ให้คนอื่น

ข้อเท็จจริง 2 ข้อจากตอนที่ 1 ช่วยให้เข้าใจทุกเรื่องด้านล่าง ข้อแรก ผิวชั้นนอกสุดเป็นชั้นของเซลล์ที่ตายแล้ว (stratum corneum หรือชั้นสตราตัมคอร์เนียม) ชั้นนี้เป็นเกราะป้องกันที่แข็งแรง แคนนาบินอยด์ชอบอยู่ในน้ำมันมาก ส่วนใหญ่จึงติดค้างอยู่ในชั้นเซลล์ตายนี้ ไม่ได้ไปถึงเซลล์ที่มีชีวิต

ข้อสอง ผลิตภัณฑ์ “ทาภายนอก (topical)” ออกแบบมาให้ออกฤทธิ์ในผิวหรือใต้ผิวลงไปเล็กน้อย สารเข้าสู่กระแสเลือดน้อยมากหรือไม่เข้าเลย ส่วนผลิตภัณฑ์ “ผ่านผิวหนัง (transdermal)” ออกแบบมาให้ซึมเข้าสู่กระแสเลือด ผลิตภัณฑ์แบบนี้ต้องมีข้อมูลอัตราการปล่อยสารและระดับสารในเลือดยืนยัน

บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1310

1. อาการปวดและการอักเสบเฉพาะที่

ผลิตภัณฑ์กัญชาแบบทาภายนอกถูกโฆษณาเรื่องบรรเทาปวดมากที่สุด แต่หลักฐานในเรื่องนี้อ่อนที่สุดเรื่องหนึ่ง

อาการปวดข้อ งานทดลองแบบเปิดชิ้นหนึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อปี พ.ศ. 2567 งานทดลองแบบเปิด (open-label) คือผู้เข้าร่วมรู้ว่าตัวเองใช้อะไร มีผู้เข้าร่วมที่อยู่จนจบ 15 คน ทุกคนใช้เจลแคนนาบิไดออล (CBD) ชนิดผ่านผิวหนังความเข้มข้น 4% นาน 4 สัปดาห์ อาการปวดลดลงประมาณ 2 คะแนนจากสเกล 10 คะแนน และแรงบีบมือดีขึ้น

ผลดีทั้งสองอย่างหายไปในช่วงหยุดใช้ (washout) คือช่วงหลังจากผู้เข้าร่วมเลิกใช้เจลแล้ว ความคาดหวังเพียงอย่างเดียวอธิบายรูปแบบนี้ได้ไม่ดีนัก ผู้วิจัยเองระบุข้อจำกัดไว้ คือไม่มีกลุ่มยาหลอก กลุ่มตัวอย่างเล็ก และทุกคนรู้ว่าตัวเองใช้อะไร ปี พ.ศ. 2565 มีงานทดลองแบบสุ่มในวารสาร Journal of Hand Surgery ที่ศึกษาโรคข้ออักเสบที่ฐานนิ้วโป้ง (thumb basal joint arthritis) งานนี้ก็รายงานว่าได้ผลดีเช่นกัน แต่มีผู้เข้าร่วมเพียง 18 คน

อาการปวดจากเส้นประสาท ปี พ.ศ. 2563 Xu, Cullen, Tang และ Fang ตีพิมพ์งานทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มยาหลอกในวารสาร Current Pharmaceutical Biotechnology ผู้เข้าร่วม 29 คนมีภาวะเส้นประสาทส่วนปลายเสียหาย (peripheral neuropathy) ที่ขาและเท้า 15 คนได้น้ำมัน CBD แบบทาภายนอก และ 14 คนได้ยาหลอก ทุกคนใช้นาน 4 สัปดาห์ กลุ่มที่ใช้ CBD มีอาการปวดรุนแรงและอาการปวดแปลบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาการรู้สึกเย็นและอาการคันก็ลดลงด้วย

เมื่อดูรวมกัน ผลลัพธ์ชี้ไปในทางที่ดีและผลข้างเคียงไม่รุนแรง แต่กลุ่มตัวอย่างเล็กเกินไปที่จะสรุปได้แน่ชัด ขั้นตอนอื่นในการใช้ก็ทำให้คะแนนความปวดลดลงได้เองด้วย ได้แก่ น้ำมันตัวพา (carrier oil) และการนวดตอนทา และสารกระตุ้นผิว (counterirritant) ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ทำให้ผิวรู้สึกเย็นหรืออุ่น

หมายเหตุผู้แปล: บาล์มหลายชนิดที่ขายในไทยมีสารให้ความรู้สึกเย็นหรือร้อนอยู่แล้ว เช่น เมนทอลหรือการบูร รวมถึงยาหม่องสมุนไพรแบบดั้งเดิมด้วย ถ้าบาล์มกัญชามีสารเหล่านี้ คุณจะแยกไม่ออกว่าส่วนผสมตัวไหนที่ช่วยลดปวด

สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณลองใช้บาล์มกับอาการปวดข้อหรือปวดกล้ามเนื้อ ให้บันทึกคะแนนความปวด 0 ถึง 10 ทุกวันเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จดไว้ด้วยว่าวันนั้นนวดบริเวณที่ปวดหรือไม่ บันทึกนี้จะบอกว่าผลที่ได้อยู่นานจริงไหม และผลนั้นมาจากการนวดอย่างเดียวหรือเปล่า

2. อาการคัน

เรื่องอาการคันมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับมากที่สุด อาการคันส่งผ่านใยประสาทซี (C-fibre) ซึ่งเป็นใยประสาทเส้นเล็กที่ไม่มีปลอกหุ้ม (unmyelinated) ปลายของใยประสาทนี้อยู่ในหนังแท้ชั้นบน (dermis) และยื่นเข้าไปถึงหนังกำพร้า (epidermis) จึงเป็นเป้าหมายที่ตื้นที่สุดในผิวหนัง โมเลกุลที่ซึมผ่านผิวได้ไม่ดีจึงมีโอกาสไปถึงเป้าหมายนี้มากที่สุด บนใยประสาทเหล่านี้มีตัวรับแคนนาบินอยด์ ตัวรับนี้ยังพบบนแมสต์เซลล์ (mast cell) และเซลล์เคราติโนไซต์ (keratinocyte) ที่อยู่รอบๆ ด้วย

ปาล์มิโตอิลเอทานอลาไมด์ (palmitoylethanolamide หรือ PEA) เป็นโมเลกุลไขมันที่ร่างกายสร้างขึ้นเอง สารนี้เกี่ยวข้องกับระบบแคนนาบินอยด์ แต่ไม่ได้กระตุ้นตัวรับแคนนาบินอยด์โดยตรง มีการศึกษาระยะแรก 2 ชิ้นที่ทดสอบครีม PEA โดยไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบ:

  • Ständer, Reinhardt และ Luger รายงานในวารสาร Der Hautarzt ปี พ.ศ. 2549 ทีมนี้รักษาผู้ป่วย 22 รายที่เป็นผื่นตุ่มคันเรื้อรัง (prurigo) หรืออาการคันเรื้อรัง มี 14 รายจาก 22 รายที่ตอบสนอง และอาการคันของกลุ่มนี้ลดลงเฉลี่ย 86.4%
  • ปี พ.ศ. 2548 Szepietowski และคณะใช้ครีมคล้ายกันในผู้ป่วยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม 21 ราย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอาการคันจากภาวะไตวาย (uraemic pruritus) อาการคันหายสนิทใน 38% ของผู้ป่วย

ต่อมามีงานทดลองที่มีกลุ่มควบคุม Viße, Blome, Phan, Augustin และ Ständer ตีพิมพ์งานนี้ในวารสาร Acta Dermato-Venereologica ทีมวิจัยสุ่มผู้มีอาการคันเรื้อรังจากผิวแห้ง 100 คนให้ใช้โลชั่น 1 ใน 2 แบบ กลุ่มหนึ่งได้โลชั่น PEA อีกกลุ่มได้เนื้อยาพื้น (vehicle) คือโลชั่นสูตรเดียวกันแต่ไม่มี PEA อาการคันดีขึ้นมากทั้งสองกลุ่ม กลุ่มที่ได้ PEA ดีกว่าเล็กน้อย (30.1% เทียบกับ 24.2%) แต่ความต่างนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

ผลนี้สะท้อนรูปแบบที่มักพบในงานวิจัยผลิตภัณฑ์กัญชาทาผิวทั้งสาขา การศึกษาที่ไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบมักรายงานตัวเลขที่ดูดีมาก แต่เมื่อเพิ่มกลุ่มที่ใช้เนื้อยาพื้นเข้าไป ผลส่วนใหญ่กลับมาจากตัวโลชั่นเอง

สิ่งที่ควรทำ: เมื่อผลิตภัณฑ์อ้างว่าบรรเทาอาการคันได้ ให้หางานทดลองที่เปรียบเทียบกับเนื้อยาพื้นสูตรเดียวกันแต่ไม่มีสารออกฤทธิ์ ถ้าไม่มีงานทดลองแบบนี้ ให้คาดไว้ก่อนว่าผลดีส่วนใหญ่มาจากความชุ่มชื้นที่ผิวได้รับ

3. อาการเมาและการตรวจสารเสพติด

ครีม บาล์ม หรือขี้ผึ้งทั่วไปที่ทาบนผิวปกติไม่มีแผล ไม่ทำให้เมา งานศึกษาในวารสาร Forensic Science International ปี พ.ศ. 2560 ใส่ข้อสรุปไว้ในชื่อเรื่องเลย ข้อสรุปคือ ผลิตภัณฑ์ทาภายนอกที่มีเทตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC) ไม่สามารถทำให้ผลตรวจแคนนาบินอยด์ในเลือดหรือปัสสาวะเป็นบวกได้

แต่มีข้อยกเว้นที่เกิดขึ้นได้จริง 3 กรณี

  • ผลิตภัณฑ์ผ่านผิวหนังของจริง ซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้จริง ในงานทดลองโรคข้อเสื่อมที่มือเมื่อปี พ.ศ. 2567 ตรวจพบ CBD และสารที่ได้จากการสลายตัวของ CBD ในปัสสาวะของผู้เข้าร่วมทุกคน แต่ไม่ได้แปลว่าตรวจกัญชาไม่ผ่าน การตรวจสารเสพติดมาตรฐานหา THC-COOH ซึ่งเป็นสารที่ได้จากการสลายตัวของ THC ไม่ได้หา CBD แต่ถ้าผลิตภัณฑ์ผ่านผิวหนังนั้นมี THC ด้วย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
  • เยื่อเมือก ไม่มีชั้นสตราตัมคอร์เนียม การใส่ผลิตภัณฑ์ในปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก จึงข้ามเกราะป้องกันนี้ไปทั้งหมด
  • ผิวที่เสียหาย มีเกราะป้องกันที่อ่อนแอ ผิวที่มีแผลหรืออักเสบปล่อยให้สารผ่านเข้าไปได้มากขึ้น คนที่ทาผลิตภัณฑ์เป็นบริเวณกว้างที่สุดมักเป็นคนที่ผิวเสียหาย คนกลุ่มนี้จึงได้รับสารมากที่สุด

หมายเหตุผู้แปล: ถ้านายจ้างของคุณตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ หรือคุณต้องขับรถหรือใช้เครื่องจักรในงาน ให้ถือว่าผลิตภัณฑ์ใดก็ตามที่ซึมเข้าร่างกายได้และอาจมี THC เป็นความเสี่ยง

สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณต้องตรวจสารเสพติด ให้ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีรายงานผลจากห้องปฏิบัติการตรงกับรุ่นการผลิต และรายงานต้องแสดงว่า THC ต่ำกว่าขีดจำกัดการตรวจพบ (detection limit) อย่าทาผลิตภัณฑ์กัญชาบนผิวที่มีแผลหรือบนเยื่อเมือก วิธีนี้ช่วยให้คุณเลี่ยง 3 ช่องทางที่ THC เข้าสู่ร่างกายได้จริง

4. ในกระปุกมีอะไรอยู่จริง

ความถูกต้องของฉลาก

ข้อมูลที่รัดกุมที่สุดมาจากงานของ Spindle และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open ปี พ.ศ. 2565 ทีมนักวิจัยที่นำโดยมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ในสหรัฐอเมริกา วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ทาภายนอกที่ทำจากกัญชง 105 รายการ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ซื้อมาทั้งทางออนไลน์และจากร้านค้า เมื่อดูเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ระบุปริมาณ CBD ไว้ ผลเป็นดังนี้:

  • 18% ติดฉลากเกินจริง (overlabelled): มี CBD น้อยกว่าที่โฆษณาไว้เกิน 10%
  • 58% ติดฉลากต่ำกว่าจริง (underlabelled): มี CBD มากกว่าที่ระบุบนฉลาก
  • มีเพียง 24% ที่ถูกต้อง คือคลาดเคลื่อนจากฉลากไม่เกิน 10%

พบ THC ใน 35% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ในกลุ่มที่พบ THC มี 11% ที่ติดฉลากว่าไม่มี THC และอีก 51% ไม่ได้พูดถึง THC บนฉลากเลย

น้ำมันเมล็ดกัญชงไม่ใช่ CBD

ผู้ซื้อพลาดบ่อยที่สุดตอนอ่านรายการส่วนผสม น้ำมันเมล็ดกัญชง ปรากฏบนฉลากเครื่องสำอางในชื่อ Cannabis sativa seed oil น้ำมันนี้ได้จากการบีบเมล็ด และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวได้ดี แต่แทบไม่มีแคนนาบินอยด์เลย เพราะแคนนาบินอยด์สร้างขึ้นในต่อมยางของช่อดอก (glandular trichome) ไม่ได้สร้างในเมล็ด ปริมาณเล็กน้อยที่พบในน้ำมันเมล็ดเป็นเพียงสิ่งที่ปนมาระหว่างการผลิต

สารสกัด CBD ได้มาจากส่วนของต้นที่อยู่เหนือดิน จึงเป็นวัตถุดิบคนละตัวและราคาแพงกว่า กระปุกหนึ่งอาจมีรูปใบกัญชาและขายในชื่อครีมกัญชา ทั้งที่ข้างในมีแค่น้ำมันเมล็ด

สิ่งที่คุณเห็นบนฉลาก ความหมาย สิ่งที่ต้องตรวจ
Cannabis sativa seed oil สารให้ความชุ่มชื้นจากเมล็ด มีแคนนาบินอยด์น้อยจนไม่มีผล มีการระบุแคนนาบินอยด์แยกไว้ต่างหากหรือไม่
Hemp extract, full-spectrum (สารสกัดกัญชงแบบฟูลสเปกตรัม) เป็นคำกว้างๆ อาจไม่มี CBD เลยก็ได้ ปริมาณเป็นมิลลิกรัม และรายงานผลจากห้องปฏิบัติการ
“500 mg” โดยไม่มีรายละเอียดอื่น เป็นปริมาณรวมทั้งกระปุก ไม่ใช่ความเข้มข้น 500 mg ในกระปุก 500 g คิดเป็นแค่ 0.1%
“ปราศจาก THC” (Tetrahydrocannabinol-free) เป็นคำกล่าวอ้าง ไม่ใช่ผลการวัด ขีดจำกัดการตรวจพบในรายงานผลจากห้องปฏิบัติการ

การอ่านใบรับรองผลการวิเคราะห์

ใบรับรองผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis หรือ COA) คือรายงานผลจากห้องปฏิบัติการสำหรับรุ่นการผลิตหนึ่งรุ่น ใบที่เชื่อถือได้ต้องผ่านครบทุกข้อต่อไปนี้:

  • ระบุชื่อห้องปฏิบัติการอิสระ ไม่ใช่ตัวแบรนด์เอง
  • เลขรุ่นการผลิตตรงกับผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในมือคุณ
  • มีวันที่
  • แสดงผลแคนนาบินอยด์ครบชุด พร้อมค่าที่วัดได้และขีดจำกัดการตรวจพบ
  • ตรวจโลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืช ตัวทำละลายตกค้าง และเชื้อจุลินทรีย์

รายงานที่ไม่มีวันที่ ไม่มีเลขรุ่นการผลิต หรือออกโดยผู้ขายเอง อาจดูเหมือนข้อมูล แต่พิสูจน์อะไรไม่ได้เลย

หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ประกาศนี้ห้ามโฆษณาช่อดอกและห้ามขายทางออนไลน์ ส่วนใบอนุญาตเกี่ยวกับสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ออกให้ได้เฉพาะผู้ขอ 3 ประเภทเท่านั้น ได้แก่ นิติบุคคลไทยที่ไม่ใช่ “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หน่วยงานของรัฐ และสภากาชาดไทย ข้อกำหนดนี้มาจากกฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569

หมายเหตุผู้แปล: สำหรับผลิตภัณฑ์ทาผิวที่ขายในไทย ให้ตรวจดูเลข อย. บนฉลาก หัวข้อการติดฉลากผลิตภัณฑ์กัญชาในประเทศไทย อธิบายว่าฉลากผลิตภัณฑ์กัญชาต้องแสดงอะไรบ้าง ถ้าต้องการหาห้องปฏิบัติการในไทยที่ตรวจครีมหรือน้ำมันได้ ให้ถามสมาชิกคนอื่นในหมวดบริการ B2B: ห้องปฏิบัติการ ถามแต่ละแห่งด้วยว่าวิธีตรวจใช้กับครีมและน้ำมันได้หรือไม่ ไม่ใช่ตรวจได้เฉพาะดอกแห้ง

สิ่งที่ควรทำ: อ่านรายการส่วนผสมก่อนดูด้านหน้ากระปุก ถ้ามีแค่ Cannabis sativa seed oil แปลว่าคุณกำลังซื้อครีมให้ความชุ่มชื้น ถ้าผลิตภัณฑ์อ้างว่ามี CBD ให้ขอใบรับรองจากห้องปฏิบัติการอิสระที่มีวันที่และตรงกับรุ่นการผลิต วิธีนี้ทำให้คุณรู้ว่ากำลังจ่ายเงินซื้ออะไรจริงๆ

5. การระคายเคือง การแพ้ และการทดสอบแพ้แบบแปะผิว (patch test)

ในงานทดลองที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ทนต่อครีมแคนนาบินอยด์ได้ดี ปฏิกิริยาที่ผิวส่วนใหญ่มาจากส่วนผสมอื่นในกระปุก โดยเฉพาะเทอร์ปีนที่ใช้แต่งกลิ่น ลิโมนีน (limonene) และลินาลูล (linalool) พบบ่อยในผลิตภัณฑ์จากพืช และพบในวัตถุดิบจากกัญชาเองด้วย เมื่อโดนอากาศ ทั้งสองตัวจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจน (ออกซิไดซ์) กลายเป็นไฮโดรเปอร์ออกไซด์ (hydroperoxide) ซึ่งทำให้ผิวแพ้ได้ง่ายกว่ามาก

ผลการทดสอบแพ้แบบแปะผิวแสดงว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่พบได้ยาก ในกลุ่มคนที่ถูกทดสอบเพราะสงสัยว่าเป็นผื่นแพ้สัมผัส (contact dermatitis) มีคนแพ้ไฮโดรเปอร์ออกไซด์เหล่านี้ตั้งแต่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ไปจนถึงมากกว่า 10% ตัวเลขขึ้นกับแต่ละการศึกษา ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ปกติตอนเปิดใหม่ จึงอาจทำให้แพ้ได้ในอีกหลายเดือนต่อมา

ถ้าผิวแพ้ง่าย แนวปฏิบัติมาตรฐานคือลองผลิตภัณฑ์ทาผิวใหม่ทุกชนิดบนผิวบริเวณเล็กๆ ก่อน ถ้าสงสัยว่าแพ้ ต้องยืนยันด้วยการทดสอบแพ้แบบแปะผิวอย่างเป็นทางการ ทั้งสองเรื่องเป็นหน้าที่ของแพทย์ ไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินกันในกระดานสนทนา

ต้องระวังเป็นพิเศษในกรณีต่อไปนี้:

  • ผิวมีแผลหรือมีน้ำเหลืองซึม
  • เคยแพ้น้ำหอมหรือพืช
  • มีการติดเชื้อที่ผิวหนังอยู่
  • เด็ก
  • ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ต้องตรวจสารเสพติดที่ทำงาน
  • เป็นผิวหนังอักเสบเอ็กซีมาหรือโรคสะเก็ดเงินที่กำลังรักษาด้วยยาที่แพทย์สั่ง

กรณีสุดท้ายเสี่ยงที่สุด ถ้าเลิกการรักษาที่ได้ผลแล้วหันมาใช้ครีมที่ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ จะเกิดผลเสียมากกว่าผลเสียจากตัวครีมเอง

หมายเหตุผู้แปล: ห้องในบ้านที่ไทยมักร้อนถึง 30–35 °C และโดยทั่วไปความร้อนเร่งให้สารออกซิไดซ์เร็วขึ้น ปิดฝากระปุกให้แน่น เก็บให้พ้นแดด และวางไว้ในที่ที่เย็นที่สุดเท่าที่มี เขียนวันที่เปิดใช้ไว้บนฝา และเลือกขนาดที่คุณใช้หมดได้เร็ว

สิ่งที่ควรทำ: หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทันทีถ้าทาแล้วเริ่มแสบ หรือกลิ่นเปลี่ยนไปจากตอนเปิดใหม่ ถ้ามีผื่นขึ้น ให้นำกระปุกไปให้แพทย์ดู วิธีนี้ช่วยให้รู้ทันอาการแพ้จากสารแต่งกลิ่นที่ออกซิไดซ์แล้ว ก่อนที่ผื่นจะลุกลาม

6. สรุปหลักฐานในตารางเดียว

หัวข้อ หลักฐานที่ดีที่สุดที่มี ขนาดการศึกษา ผลที่แสดง
สิว, ในห้องปฏิบัติการ เซลล์ต่อมไขมันที่เพาะเลี้ยง และผิวหนังในจานเพาะเลี้ยง Oláh 2014 เป็นแค่เหตุผลให้ทดสอบต่อ
สิว, ในคน สุ่ม มีกลุ่มเนื้อยาพื้นเป็นกลุ่มควบคุม ผู้ป่วย 368 ราย ไม่ได้ผลตามเป้าหมายหลัก
โรคสะเก็ดเงิน, ในห้องปฏิบัติการ เซลล์เคราติโนไซต์ที่เพาะเลี้ยง Wilkinson 2007 เป็นแค่เหตุผลให้ทดสอบต่อ
โรคสะเก็ดเงิน, ในคน สุ่ม เปรียบเทียบสองข้างของร่างกาย (split-body) 51 มีแนวโน้มดี
ผิวหนังอักเสบเอ็กซีมา, PEA สุ่ม มีกลุ่มควบคุม ลงทะเบียน 72 คน ได้ผลไม่มากแต่มีผลจริง
ผิวหนังอักเสบเอ็กซีมา, CBD การศึกษาที่ไม่มีกลุ่มควบคุม 20 (เป็นเอ็กซีมา 5 คน) ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสิน
อาการคัน, งานทดลองที่มีกลุ่มควบคุม สุ่ม มีกลุ่มเนื้อยาพื้นเป็นกลุ่มควบคุม 100 ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ปวดข้อและปวดจากเส้นประสาท งานทดลองแบบสุ่มและแบบเปิดขนาดเล็ก 15 และ 29 เล็กเกินไปที่จะสรุปได้แน่ชัด

7. 5 ข้อที่ต้องตรวจก่อนซื้อ ทำเอง หรือแนะนำผลิตภัณฑ์

  1. ฉลากระบุปริมาณแคนนาบินอยด์เป็นมิลลิกรัม และบอกขนาดบรรจุหรือไม่ คุณต้องรู้ทั้งสองตัวเลขจึงจะคำนวณความเข้มข้นจริงได้
  2. มีใบรับรองผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการอิสระ ที่มีวันที่และตรงกับรุ่นการผลิตหรือไม่ ใบนี้เป็นหลักฐานเดียวว่าในกระปุกมีอะไร รวมถึง THC
  3. รายการส่วนผสมระบุชื่อแคนนาบินอยด์จริงๆ หรือมีแค่ Cannabis sativa seed oil ข้อนี้บอกว่าเป็นผลิตภัณฑ์แคนนาบินอยด์ หรือเป็นแค่ครีมให้ความชุ่มชื้น
  4. ถ้าเขียนว่า “transdermal” (ผ่านผิวหนัง) มีข้อมูลอัตราการปล่อยสารหรือระดับสารในเลือดหรือไม่ ถ้าไม่มี ให้ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทาภายนอกธรรมดา
  5. ได้ปรึกษาแพทย์เรื่องปัญหาผิวหรือข้อแล้วหรือยัง การรักษามาตรฐานมีหลักฐานรองรับมากกว่ามาก และการหยุดการรักษาเหล่านั้นทำให้เกิดผลเสียมากที่สุด

แบ่งปันประสบการณ์ของคุณ

ถ้าคุณเคยใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทาผิวกับปัญหาผิวหนังหรือปัญหาข้อ โพสต์ประสบการณ์ไว้ด้านล่างพร้อมรายการส่วนผสมทั้งหมด ใส่รายละเอียด 3 ข้อ คือ ในผลิตภัณฑ์มีอะไรอยู่จริง มีใบรับรองผลการวิเคราะห์ที่ตรงกับรุ่นการผลิตหรือไม่ และผลที่ได้อยู่นานกว่า 2 สัปดาห์หรือไม่ คำบอกเล่าส่วนตัวไม่ใช่หลักฐานทางการแพทย์ แต่ประสบการณ์ที่เล่าตามจริงก็ยังมีประโยชน์กว่าคำโฆษณาผลิตภัณฑ์อีกรอบ ประสบการณ์ที่ใช้แล้วไม่เห็นผลอะไรเลยก็มีประโยชน์เช่นกัน

เอกสารอ้างอิง

  • งานทดลองแบบเปิดของเจล CBD ชนิดผ่านผิวหนัง 4% ในโรคข้อเสื่อมที่มือ (ผู้อยู่จนจบ 15 คน) Scientific Reports, 2024.
  • งานทดลองแบบสุ่มในโรคข้ออักเสบที่ฐานนิ้วโป้ง Journal of Hand Surgery, 2022.
  • Xu, Cullen, Tang, Fang. น้ำมัน CBD แบบทาภายนอกในภาวะเส้นประสาทส่วนปลายเสียหายที่ขาและเท้า Current Pharmaceutical Biotechnology, 2020.
  • Ständer, Reinhardt, Luger. ครีม PEA ในผื่นตุ่มคันเรื้อรัง (prurigo) และอาการคันเรื้อรัง Der Hautarzt, 2006.
  • Szepietowski และคณะ ครีม PEA ในอาการคันจากภาวะไตวาย, 2005.
  • Viße, Blome, Phan, Augustin, Ständer. โลชั่น PEA เทียบกับเนื้อยาพื้นในอาการคันเรื้อรังจากผิวแห้ง Acta Dermato-Venereologica, 2017.
  • การศึกษาที่สรุปว่าผลิตภัณฑ์ THC แบบทาภายนอกไม่สามารถทำให้ผลตรวจแคนนาบินอยด์ในเลือดหรือปัสสาวะเป็นบวกได้ Forensic Science International, 2017.
  • Spindle และคณะ ความถูกต้องของฉลากผลิตภัณฑ์ทาภายนอกจากกัญชง 105 รายการ JAMA Network Open, 2022.
  • การศึกษาทดสอบแพ้แบบแปะผิวในผู้ป่วยต่อเนื่อง สำหรับไฮโดรเปอร์ออกไซด์ของ limonene และ linalool (เช่น ชุดผู้ป่วย 821 ราย และชุดผู้ป่วยในเดนมาร์ก 6,719 ราย)
  • การศึกษาในตารางหลักฐานที่กล่าวถึงในตอนที่ 1 ด้วย: Oláh และคณะ, Journal of Clinical Investigation, 2014; Botanix Pharmaceuticals, ผลการทดลองระยะที่ 2 ของ BTX 1503, ตุลาคม 2019; Wilkinson และ Williamson, Journal of Dermatological Science, 2007; Puaratanaarunkon, Sittisaksomjai และคณะ, 2022; Rao, Moussa, Erickson, Briskey, Skin Pharmacology and Physiology, 2024; Palmieri และคณะ, 2019.

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้เรื่องกัญชาทางการแพทย์ของ Asiannabis Community เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การตัดสินใจเรื่องการรักษาควรทำร่วมกับผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับใบอนุญาต เนื้อหามีไว้เพื่อการศึกษาในพื้นที่ที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์