ใบรับรองผลการวิเคราะห์ (COA) คือรายงานจากห้องปฏิบัติการสำหรับตัวอย่างเพียงหนึ่งตัวอย่าง ที่ตรวจในวันใดวันหนึ่งเท่านั้น ใบรับรองที่ดูไม่มีปัญหาอาจยังซ่อนบางอย่างไว้ เช่น รายการตรวจที่สั้น วันที่ที่เก่า หรือผลที่ต่ำกว่าค่าจำกัดเพียงนิดเดียว บทความตอนนี้จะอธิบายการตรวจสารปนเปื้อนในชุดการตรวจแบบเต็ม วิธีอ่านเอกสารทีละบรรทัด และสัญญาณเตือน รวมถึงความหมายของเรื่องเหล่านี้สำหรับผู้ปลูกในประเทศไทย
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1318
1. การวิเคราะห์โปรไฟล์เทอร์ปีน
เทอร์ปีนคือสารที่ให้กลิ่นของต้นกัญชา (อ่านเพิ่มเติมใน เทอร์ปีนในกัญชา) เทอร์ปีนทนความร้อนที่ช่องฉีดตัวอย่างของเครื่องแก๊สโครมาโทกราฟได้ ต่างจากกรดแคนนาบินอยด์ จึงเหมาะกับการวิเคราะห์ด้วยแก๊สโครมาโทกราฟี (GC) ถ้าใช้ตัวตรวจวัดชนิดเฟลมไอออไนเซชัน (flame ionisation detector, GC-FID) จะวัดได้ว่าเทอร์ปีนแต่ละตัวมีอยู่เท่าไร ส่วนถ้าใช้แมสสเปกโทรมิเตอร์ (GC-MS) จะระบุได้ว่าเป็นเทอร์ปีนตัวไหน โดยเทียบรูปแบบสัญญาณกับคลังสเปกตรัมของสารที่รู้จักแล้ว
ให้อ่านตัวเลขเทอร์ปีนเป็นค่าโดยประมาณ (เรียกว่า “กึ่งเชิงปริมาณ” หรือ semi-quantitative) ข้อนี้เป็นแนวปฏิบัติทั่วไปของห้องแล็บ ไม่ได้มาจากงานวิจัยที่อ้างถึงในบทความนี้ ถ้าต้องการตัวเลขที่แม่นยำ แล็บต้องมีสารมาตรฐานอ้างอิงที่ผ่านการรับรองครบทุกตัว นอกจากนี้เทอร์ปีนยังระเหยง่าย จึงสูญเสียไปบางส่วนระหว่างการตากแห้ง การบ่ม และการเก็บรักษา
ทำไมผลจากสองแล็บจึงไม่ตรงกัน
แต่ละแล็บตรวจรายการเทอร์ปีนยาวไม่เท่ากัน ถ้ารายงานฉบับหนึ่งไม่มีสารบางตัว อาจเป็นเพียงเพราะแล็บนั้นไม่ได้ตรวจหาสารตัวนั้นเลย วิธีเตรียมตัวอย่าง สารมาตรฐานอ้างอิง และอายุของตัวอย่างก็ต่างกันด้วย
ตัวเลข “เทอร์ปีนรวม” มาจากการบวกเฉพาะสารที่แล็บนั้นตรวจหาเท่านั้น ตัวเลขรวมจากสองแล็บจึงตอบคำถามคนละข้อกัน
สิ่งที่ควรทำ: เมื่อเปรียบเทียบผลเทอร์ปีน ให้เทียบสารตัวเดียวกันจากแล็บเดียวกัน และใช้ตัวอย่างที่มีอายุใกล้เคียงกัน เพื่อให้เห็นความแตกต่างจริงระหว่างรุ่นการผลิต ไม่ใช่ความแตกต่างของรายการที่แต่ละแล็บตรวจ
2. โลหะหนัก
โดยทั่วไปแล็บจะตรวจตะกั่ว แคดเมียม สารหนู และปรอท บางพื้นที่กำหนดให้ตรวจโครเมียมหรือนิกเกิลเพิ่มด้วย รายการหลักนี้เป็นแนวปฏิบัติทั่วไป ส่วนรายการและค่าจำกัดจริงขึ้นอยู่กับกฎของแต่ละพื้นที่ Montoya และคณะ (2020) ระบุว่ารัฐโคโลราโดและรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกากำหนดให้ตรวจโลหะหนัก แต่ไม่ใช่ทุกที่ที่มีข้อกำหนดนี้
ผู้วิจัยกลุ่มเดียวกันระบุว่ากัญชาเป็นพืชที่สะสมโลหะได้สูงมาก กัญชาดูดโลหะจากดินแล้วเก็บไว้ในเนื้อเยื่อทั่วทั้งต้น จึงเคยมีการศึกษาการใช้กัญชาบำบัดดินที่ปนเปื้อน ผู้วิจัยรายงานว่าในกัญชาที่ปลูกบนดินภูเขาไฟในฮาวาย พบปรอทสูงถึง 440 นาโนกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง วิธีตรวจที่นิยมใช้คือ ICP-MS (inductively coupled plasma mass spectrometry) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่วัดธาตุแต่ละตัวได้แม้มีอยู่น้อยมาก
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณปลูกลงดินในแปลง หรือใช้ที่ดินที่ไม่รู้ประวัติมาก่อน ให้ส่งตรวจโลหะหนักทั้งในดินและในผลผลิตรุ่นแรก เพื่อให้รู้ปัญหาก่อนผู้ซื้อ เพราะในดินมีอะไร ต้นกัญชาก็จะดูดขึ้นมาสะสมไว้ด้วย
3. สารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง
การตรวจสารกำจัดศัตรูพืชเป็นการตรวจตามรายการที่กำหนดไว้ เครื่องมือจะมองหาเฉพาะสารที่อยู่ในรายการ และมองไม่เห็นสารตัวอื่น ผล “ไม่พบ” จึงหมายความเพียงว่าไม่มีสารในรายการตัวใดเกินเกณฑ์การรายงานของแล็บนั้น
รายการของแต่ละแล็บสร้างจากจุดตั้งต้นต่างกัน บางแล็บใช้สารที่ขึ้นทะเบียนในประเทศ บางแล็บใช้สารที่เคยตรวจไม่ผ่านในการตรวจตามกฎหมายครั้งก่อน ๆ บางแล็บก็ยืมรายการของพืชอาหารมาใช้ Montoya และคณะชี้ว่าสหรัฐอเมริกาไม่มีแนวทางจากหน่วยงานสิ่งแวดล้อมระดับรัฐบาลกลางเรื่องการใช้สารกำจัดศัตรูพืชกับกัญชา แล็บในสหรัฐฯ จึงมักไม่มีรายการสารตกค้างอย่างเป็นทางการให้ใช้เป็นจุดเริ่มต้น
ผลการสำรวจการปนเปื้อน
| ผลที่พบ | พื้นที่ | ผู้รายงาน |
|---|---|---|
| 84% ของตัวอย่างพบสารได้ถึง 24 ชนิด ทั้งสารฆ่าแมลง สารป้องกันกำจัดเชื้อรา และสารควบคุมการเจริญเติบโต | รัฐวอชิงตัน (สหรัฐอเมริกา) 26 ตัวอย่าง | Montoya และคณะ, 2020 |
| 49% พบสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ได้เฉพาะกับไม้ประดับ เช่น abamectin และ bifenazate | ร้านจำหน่ายกัญชาที่ได้รับอนุญาตในรัฐแคลิฟอร์เนีย | Montoya และคณะ, 2020 |
| สารที่พบซ้ำบ่อย: myclobutanil, imazalil, daminozide, paclobutrazol | หลายพื้นที่ | Montoya และคณะ, 2020 |
สิ่งที่ควรทำ: ขอรายการสารกำจัดศัตรูพืชฉบับเต็มจากแล็บ แล้วตรวจดูว่าผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่คุณเคยพ่นในฟาร์มอยู่ในรายการนั้นหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าผล “ไม่พบ” หมายถึง “ตรวจสารที่ฉันใช้จริงแล้ว” ไม่ใช่ “ไปตรวจสารตัวอื่น”
หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย ให้ใช้เฉพาะสารกำจัดศัตรูพืชที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และใช้ตามที่ฉลากระบุทุกประการ จดบันทึกทุกครั้งที่พ่น โดยระบุชื่อผลิตภัณฑ์ วันที่ และอัตราที่ใช้ บันทึกนี้ช่วยบอกแล็บว่าต้องตรวจหาสารอะไร และผู้ตรวจประเมินก็จะขอดูด้วย อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน สารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชในกัญชา และ สารที่พ่นบนกัญชาได้ตามกฎหมายภายใต้ GACP ของไทย
4. การตรวจเชื้อจุลินทรีย์
การตรวจเชื้อจุลินทรีย์ให้ผลสองแบบ แบบแรกคือการนับจำนวน เพื่อประมาณว่าในหนึ่งกรัมมีจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่เท่าไร ผลรายงานเป็นหน่วยโคโลนีต่อกรัม (CFU/g) โดยหนึ่ง “โคโลนี” บนจานเพาะเชื้อเจริญมาจากเซลล์ที่มีชีวิตประมาณหนึ่งเซลล์ แบบที่สองคือการตรวจหาเชื้อที่ระบุชื่อไว้ ซึ่งพบเท่าไรก็ถือว่ายอมรับไม่ได้ โดยทั่วไปได้แก่ แบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม (บ่งบอกว่าสุขอนามัยไม่ดี) Escherichia coli และ Salmonella
การแบ่งกลุ่มแบบนี้เป็นแนวปฏิบัติทั่วไป ส่วนรายการและค่าจำกัดจริงขึ้นอยู่กับกฎของแต่ละพื้นที่ Gwinn และคณะ (Frontiers in Microbiology, 2023) ระบุว่าวิธีทางชีวโมเลกุล เช่น PCR (ปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส ซึ่งเป็นการตรวจดีเอ็นเอ) ไวกว่าและจำเพาะกว่าการเพาะเชื้อบนจาน แต่ PCR อาจให้ผลบวกกับเชื้อ Aspergillus ชนิดที่ไม่ได้อยู่ในรายการเป้าหมาย และอาจตรวจพบซากเชื้อที่ตายแล้วได้ด้วย
ทำไมค่า “ยีสต์และราทั้งหมด” จึงยังเป็นที่ถกเถียง
Gwinn และคณะให้เหตุผลว่า การนับยีสต์และราทุกชนิดรวมกัน ไม่ว่าเชื้อนั้นเคยก่อโรคหรือไม่ ไม่ได้บอกความเสี่ยงต่อสุขภาพ เพราะตัวเลขเดียวนี้รวมทั้งเชื้อราที่ไม่มีอันตรายและเชื้อราที่ต้องระวังเข้าไว้ด้วยกัน
ผู้วิจัยรายงานว่าค่าจำกัดที่ใช้ตัดสินในสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่าง 10,000 ถึง 100,000 CFU/g ซึ่งต่างกันถึงสิบเท่า และยังอ้างถึงบทความทบทวนที่รวบรวมรายงานผู้ป่วยโรคแอสเปอร์จิลโลซิส (aspergillosis) ในผู้สูบกัญชาไว้ 7 ราย
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าใบรับรองแสดงค่ายีสต์และราทั้งหมดสูง ให้ถามแล็บว่าได้ตรวจหาเชื้อ Aspergillus แยกเป็นรายชนิดด้วยหรือไม่ เพื่อแยกให้ออกว่าตัวเลขที่สูงนั้นเป็นเชื้อที่ไม่มีอันตราย หรือเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพจริง
5. ไมโคทอกซิน
ไมโคทอกซิน คือสารพิษที่เชื้อราสร้างขึ้น การตรวจเชื้อจุลินทรีย์อย่างเดียวจึงไม่พอ เพราะแม้เชื้อราจะตายไปแล้ว สารพิษก็ยังค้างอยู่ในวัตถุดิบ
อะฟลาทอกซินมาจากเชื้อ Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus เป็นหลัก แบ่งได้ 4 ชนิด คือ B1, B2, G1 และ G2 อะฟลาทอกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่รุนแรงที่สุดกลุ่มหนึ่งเท่าที่รู้จัก และทำให้เกิดมะเร็งตับได้ มีการระบุว่าระดับที่ต้องดำเนินการ (action level) ขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่าง 20 ถึง 300 ส่วนในพันล้านส่วน แล้วแต่ชนิดสินค้า แล็บตรวจหาอะฟลาทอกซินด้วยโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) และโครมาโทกราฟีของเหลวร่วมกับแมสสเปกโทรเมตรีแบบสองขั้น (LC-MS/MS) Gwinn และคณะยังระบุว่าไมโคทอกซินอีกชนิดหนึ่ง คือโอคราทอกซิน เอ อาจทำให้ไตเสียหายได้
ผลการสำรวจ
Gwinn และคณะรายงานว่าในการตรวจตามกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย จากตัวอย่างช่อดอก 5,654 ตัวอย่าง มีเพียง 1 ตัวอย่างที่อะฟลาทอกซินเกินค่าจำกัด ส่วนตัวอย่างถูกกฎหมายจากแคลิฟอร์เนียกว่า 9,000 ตัวอย่างที่ตรวจในปี พ.ศ. 2563 และ 2564 ไม่พบโอคราทอกซิน เอ เลย
ในตลาดผิดกฎหมาย ผลออกมาต่างกันมาก จากตัวอย่างผิดกฎหมาย 142 ตัวอย่างในลักเซมเบิร์ก พบโอคราทอกซิน เอ ใน 39% ของตัวอย่างยางกัญชา และ 27% ของตัวอย่างกัญชาแห้ง กฎระเบียบของแต่ละที่ก็ต่างกันมาก บางรัฐในสหรัฐอเมริกากำหนดว่าต้องไม่พบเลย บางรัฐไม่กำหนดค่าจำกัดไว้เลย ส่วนแคนาดาและสหภาพยุโรปใช้แนวทางของเภสัชตำรับยุโรป (European Pharmacopoeia)
ทำไมเรื่องนี้สำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วย
อะฟลาทอกซิน B1 อาจทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง การได้รับสารนี้สัมพันธ์กับปริมาณไวรัสที่สูงขึ้นในผู้ติดเชื้อเอชไอวี ปริมาณที่ร่างกายของผู้ใหญ่สุขภาพดีกำจัดออกได้ อาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแออยู่แล้ว การตรวจไมโคทอกซินจึงสำคัญที่สุดในห่วงโซ่การผลิตเพื่อการแพทย์
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณส่งวัตถุดิบเพื่อการใช้ทางการแพทย์ ให้ตรวจว่าใบรับรองของทุกรุ่นการผลิตมีผลตรวจอะฟลาทอกซินและโอคราทอกซิน เอ ไม่ใช่มีแค่ผลนับเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อปกป้องผู้ป่วยกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด และให้ตรงกับข้อกำหนดของผู้ซื้อฝั่งการแพทย์
6. ตัวทำละลายตกค้าง
การตรวจนี้ใช้กับสารสกัด ไม่ใช่ช่อดอก ช่อดอกที่ไม่เคยสัมผัสตัวทำละลายย่อมไม่มีตัวทำละลายตกค้าง ตามปกติจะตรวจด้วยแก๊สโครมาโทกราฟีแบบเฮดสเปซ โดยให้ความร้อนกับตัวอย่างในขวดที่ปิดสนิท แล้วเครื่องจะดูดไอที่ลอยอยู่ในช่องว่างเหนือตัวอย่าง (เรียกว่า “เฮดสเปซ” หรือ headspace) ไปวิเคราะห์
ผล “ไม่พบ” หมายความเพียงว่าไม่พบตัวทำละลายที่อยู่ในรายการของแล็บนั้นเกินเกณฑ์การรายงาน ผลนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าไม่มีการใช้ตัวทำละลาย และไม่ได้บอกอะไรเลยเกี่ยวกับตัวทำละลายที่ไม่อยู่ในรายการ
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณผลิตหรือซื้อสารสกัด ให้ตรวจว่าตัวทำละลายทุกตัวที่ใช้ในการผลิตมีอยู่ในรายการของใบรับรอง เพื่อให้มั่นใจว่าการตรวจครอบคลุมกระบวนการผลิตที่ใช้จริง
7. ค่าวอเตอร์แอกทิวิตี้และความชื้น
ปริมาณความชื้นคือน้ำหนักของน้ำทั้งหมดในวัตถุดิบ ส่วนค่าวอเตอร์แอกทิวิตี้ (aw) บอกว่าน้ำนั้นพร้อมให้จุลินทรีย์นำไปใช้ได้มากแค่ไหน ค่านี้มีสเกลตั้งแต่ 0 ถึง 1 Gwinn และคณะรายงานว่าเชื้อราส่วนใหญ่เจริญได้ดีที่สุดเมื่อค่า aw อยู่ระหว่าง 0.83 ถึง 0.99 และจะเจริญไม่ได้เมื่อต่ำกว่า 0.7 แต่เชื้อ Aspergillus และ Penicillium ยังมีชีวิตรอดได้ในช่วง 0.62 ถึง 0.7
ค่าวอเตอร์แอกทิวิตี้เป็นตัวเลขเดียวในใบรับรองที่ใช้คาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ ผลตรวจอื่น ๆ บอกสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่ค่านี้ช่วยคาดการณ์ว่าจุลินทรีย์จะเพิ่มจำนวนได้หรือไม่ระหว่างที่เก็บวัตถุดิบไว้
สิ่งที่ควรทำ: วัดค่าวอเตอร์แอกทิวิตี้ตอนบรรจุ แล้ววัดอีกครั้งก่อนขาย เพื่อให้รู้ว่าวิธีเก็บรักษาของคุณยังกันเชื้อราไม่ให้เจริญได้อยู่หรือไม่ อ่านเพิ่มเติมใน การตากแห้งกัญชาโดยไม่ทำให้ผลผลิตเสียหาย
หมายเหตุผู้แปล: ในหลายพื้นที่ของไทย อากาศในห้องช่วงฤดูฝนทั้งร้อน (30–35 °C) และชื้นมาก ช่อดอกแห้งที่อยู่ในภาชนะเปิดหรือปิดไม่สนิทจะดูดความชื้นจากอากาศ ค่าวอเตอร์แอกทิวิตี้จึงสูงขึ้นได้หลังส่งตรวจไปแล้ว ใบรับรองที่แสดงค่าปลอดภัยตอนบรรจุ ไม่ได้รับประกันว่าอีกหลายเดือนต่อมาค่าจะยังเท่าเดิม ให้เก็บในภาชนะปิดสนิทในที่เย็น และวัดซ้ำทุกรุ่นการผลิตที่เก็บไว้ผ่านช่วงฤดูฝน
8. สิ่งแปลกปลอม (foreign matter) และการตรวจสภาพทางกายภาพ
การตรวจนี้ทำด้วยตาเปล่าและแว่นขยายกำลังต่ำ เพื่อหาสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ในวัตถุดิบ เช่น ชิ้นส่วนแมลงและมูลแมลง เชื้อราที่มองเห็นได้ เส้นผม ดิน ทราย พลาสติก โลหะ และก้านที่มากเกินไป แนวทาง GACP ของสำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (European Medicines Agency) กำหนดให้ต้องตรวจวัตถุดิบพืช และร่อนผ่านตะแกรงเมื่อจำเป็น ถ้าตรวจไม่ผ่านในข้อนี้ มักแปลว่ามีปัญหาในขั้นตอนการจัดการหรือการเก็บรักษา
สิ่งที่ควรทำ: ตรวจทุกรุ่นการผลิตด้วยแว่นขยายก่อนเก็บตัวอย่าง และจดบันทึกสิ่งที่คัดออก เพื่อแก้ปัญหาการจัดการตั้งแต่ในฟาร์ม ก่อนที่ปัญหาจะไปโผล่เป็นผลตรวจไม่ผ่าน
9. การอ่านตัวเอกสาร
ข้อมูลระบุรุ่นการผลิต วันที่ และขอบเขตการตรวจ
- ตรวจว่าเลขรุ่นการผลิตบนใบรับรองตรงกับบนบรรจุภัณฑ์ทุกตัวอักษร
- ตรวจว่ามีเลขตัวอย่างแยกไว้ต่างหาก
- ตรวจว่าใบรับรองระบุว่าใครเป็นผู้เก็บตัวอย่าง และเก็บเมื่อไร
- ตรวจวันที่เก็บตัวอย่าง วันที่แล็บรับตัวอย่าง และวันที่ออกใบรับรอง ถ้าวันเหล่านี้ห่างกันนาน ผลเทอร์ปีนอาจคลาดเคลื่อนเพราะเทอร์ปีนระเหยได้ และจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ก็อาจเปลี่ยนไปแล้ว
ตรวจด้วยว่าใบรับรองครอบคลุมอะไรบ้าง ใบรับรองที่ตรวจเฉพาะความแรงของสารสำคัญ ไม่ได้บอกอะไรเลยเกี่ยวกับการปนเปื้อน และใบรับรองของช่อดอกก็ไม่ครอบคลุมสารสกัดที่ทำจากช่อดอกนั้น
ขีดจำกัดการตรวจพบกับขีดจำกัดการวัดปริมาณ
ขีดจำกัดการตรวจพบ (LOD) คือระดับต่ำสุดที่วิธีตรวจบอกได้อย่างเชื่อถือได้ว่ามีสารนั้นอยู่ ส่วนขีดจำกัดการวัดปริมาณ (LOQ) เป็นระดับที่สูงกว่า ซึ่งวิธีตรวจบอกได้ว่ามีสารอยู่เท่าไร “ตรวจไม่พบ” กับ “ต่ำกว่า LOQ” มีความหมายต่างกัน และทั้งสองคำไม่ได้แปลว่าเป็นศูนย์
สิ่งที่คำว่า “ผ่าน” ซ่อนไว้
ค่าจำกัดที่ใช้ตัดสิน (action limit คือระดับที่ถ้าเกินแล้วถือว่าไม่ผ่าน) เป็นค่าที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด ไม่ใช่แล็บกำหนดเอง และแต่ละพื้นที่ก็ใช้ค่าต่างกัน ใบรับรองควรระบุว่าใช้ค่าจำกัดของหน่วยงานใด ถ้ามีตัวเลขอยู่ข้างคำว่า “ผ่าน” ให้ดูที่ตัวเลข ผลที่อยู่ที่ 95% ของค่าจำกัด กับผลที่อยู่ที่ 2% ของค่าจำกัด จะขึ้นว่า “ผ่าน” เหมือนกัน
สัญญาณเตือนบนใบรับรอง
| สัญญาณเตือน | ลักษณะที่เห็น | ทำไมจึงสำคัญ |
|---|---|---|
| ไม่มีข้อมูลการรับรองความสามารถของแล็บ | ไม่ระบุหน่วยรับรอง หมายเลขการรับรอง หรือขอบข่ายที่ได้รับการรับรอง | ไม่มีอะไรยืนยันว่าแล็บมีความสามารถตรวจได้จริง |
| ผิดล็อต | เลขรุ่นการผลิตไม่ตรงกับบนบรรจุภัณฑ์ | ใบรับรองนี้เป็นผลของวัตถุดิบคนละชุด |
| ใบรับรองเก่า | ออกก่อนวันที่คุณได้รับวัตถุดิบนานมาก | จำนวนเชื้อจุลินทรีย์และค่าวอเตอร์แอกทิวิตี้เปลี่ยนไปตามเวลา |
| เลือกรุ่นเดียวมาส่งตรวจ | ใช้ใบรับรองฉบับเดียวซ้ำกับหลายล็อต | ใบรับรองไปรับรองวัตถุดิบที่ไม่เคยถูกตรวจ |
| เลือกแล็บตามผลที่ต้องการ | ผลความแรงมาจากแล็บหนึ่ง ผลสารปนเปื้อนมาจากอีกแล็บหนึ่ง | ผลถูกคัดมาแสดง ไม่ใช่รายงานไปตามจริง |
| มีแค่คำว่า “ผ่าน” | เขียนว่า “ผ่าน” แต่ไม่มีตัวเลขผลตรวจหรือค่าจำกัด | ซ่อนไว้ว่าผลเข้าใกล้ค่าจำกัดแค่ไหน |
สิ่งที่ควรทำ: ไล่ตรวจตามตารางนี้กับใบรับรองทุกฉบับก่อนลงนามในสัญญาซื้อหรือขาย เพื่อจับใบรับรองที่ไม่ใช่ผลของวัตถุดิบที่อยู่ตรงหน้าคุณ
10. บริบทของประเทศไทย
บทความต้นฉบับให้ข้อมูลพื้นหลังไว้ดังนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ให้กัญชาทางการแพทย์ถูกกฎหมาย เมื่อปี พ.ศ. 2561 ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 ช่อดอกกัญชาถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติด ส่วนสารสกัดที่มีเตตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC) เกิน 0.2% โดยน้ำหนัก ยังอยู่ภายใต้กฎหมายยาเสพติดและต้องมีใบอนุญาต
กฎเกณฑ์ปัจจุบันมีดังนี้ ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 และจ่ายได้ในปริมาณสำหรับใช้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์ นอกจากนี้กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569 ยังกำหนดเกณฑ์การออกใบอนุญาตเกี่ยวกับช่อดอกกัญชาให้เข้มงวดขึ้น
สำนักงานกฎหมาย Tilleke & Gibbins รายงานว่าช่อดอกกัญชาที่ขายหรือส่งออกต้องมาจากสถานที่ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรและการเก็บเกี่ยวที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร (GACP) การตรวจประเมินครอบคลุมดิน น้ำ การใช้สารกำจัดศัตรูพืช สุขอนามัยของคนงาน และการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การรับรองมีอายุ 1 ถึง 3 ปี และมีการตรวจติดตามทุกปี บันทึกที่ต้องมีได้แก่ แหล่งที่มาของเมล็ดพันธุ์ บันทึกการใช้ปัจจัยการผลิต และผลการตรวจควบคุมคุณภาพ
ข้อสุดท้ายนี้สำคัญที่สุด ในประเทศไทย การตรวจวิเคราะห์เป็นส่วนหนึ่งของการรับรองแหล่งปลูก ไม่ได้เป็นข้อกำหนดแยกต่างหากที่ทำขึ้นเพื่อผู้บริโภค
สิ่งที่ควรทำ: เก็บใบรับรองทุกฉบับไว้รวมกับบันทึกฟาร์มของรุ่นการผลิตนั้น (แหล่งที่มาของเมล็ด ปัจจัยการผลิต การพ่นสาร วันเก็บเกี่ยว และวันตากแห้ง) เพื่อให้ผู้ตรวจประเมินเห็นเส้นทางครบถ้วนตั้งแต่ต้นกัญชาจนถึงผลตรวจ
สิ่งที่ธุรกิจส่งออกต้องมี
ผู้ปลูกที่ขายไปต่างประเทศต้องผ่านชุดการตรวจของตลาดปลายทาง ไม่ใช่ชุดการตรวจของไทย ซึ่งหมายถึง:
- แล็บที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และสารทุกตัวที่ตลาดปลายทางกำหนดต้องอยู่ในขอบข่ายที่แล็บได้รับการรับรอง
- รายการสารกำจัดศัตรูพืชของตลาดปลายทาง ซึ่งอาจยาวกว่ารายการในประเทศมาก
- ผลตรวจสารปนเปื้อนที่เทียบกับค่าจำกัดที่ใช้ตัดสินของตลาดนั้น และพิมพ์ค่าจำกัดเหล่านั้นไว้บนใบรับรอง
- การเก็บตัวอย่างโดยบุคคลที่สามที่เป็นอิสระ พร้อมเอกสารหลักฐาน เพราะหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศผู้นำเข้าจะถามว่าใครเป็นผู้เก็บตัวอย่าง
- ตัวอย่างที่เก็บสำรองไว้ และนโยบายการตรวจซ้ำที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน ตรวจวิเคราะห์ช่อดอกกัญชาก่อนส่งออก
หมายเหตุผู้แปล: ก่อนลงนามในสัญญาส่งออก ให้ผู้ซื้อระบุเป็นลายลักษณ์อักษรว่าต้องการให้ตรวจอะไรบ้าง ใช้ค่าจำกัดเท่าไร และแล็บต้องได้รับการรับรองแบบไหน จากนั้นถามแล็บในไทยว่าขอบข่ายที่ได้รับการรับรองครอบคลุมทุกข้อหรือไม่ ถ้าไม่ครอบคลุม คุณต้องใช้แล็บที่สองเพิ่ม และควรวางแผนค่าใช้จ่ายกับเวลาไว้ตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว ไม่ใช่รอจนเก็บเกี่ยวแล้ว
ส่งใบรับรองที่อ่านแล้วงงมาให้ช่วยกันดู
โพสต์ใบรับรองไว้ใต้หัวข้อนี้ได้เลย แต่ให้ปิดชื่อผู้ผลิตและชื่อแล็บก่อน แล้วบอกว่าคุณสงสัยตรงไหน เช่น ยอดรวมบวกกันแล้วตรงหรือไม่ ทำไมสองแล็บให้ผลไม่ตรงกันทั้งที่เป็นรุ่นการผลิตเดียวกัน หรือรายการตรวจดูสั้นเกินไปสำหรับตลาดที่คุณจะขายหรือไม่ การอ่านเอกสารจริงด้วยกันเป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการแยกใบรับรองที่บอกอะไรได้จริง ออกจากใบรับรองที่แค่ดูน่าเชื่อถือ
เอกสารอ้างอิง
- California Department of Cannabis Control: การออกใบอนุญาตห้องปฏิบัติการ ข้อกำหนด ISO/IEC 17025 หมวดการตรวจที่บังคับ และรายการตรวจสอบการเก็บตัวอย่างที่เป็นตัวแทนสำหรับผู้จัดจำหน่าย
- European Medicines Agency. Guideline on Good Agricultural and Collection Practice (GACP) for starting materials of herbal origin, EMA/HMPC/246816/2005 Rev. 1.
- Giordano และคณะ. Scientific Reports, 2025 (ความถูกต้องของฉลากผลิตภัณฑ์กัญชา 277 รายการในรัฐโคโลราโด ตรวจด้วย HPLC)
- Montoya และคณะ. Frontiers in Pharmacology, 2020 (ความถูกต้องของฉลาก CBD โลหะหนัก และการปนเปื้อนสารกำจัดศัตรูพืช)
- Gwinn และคณะ. Frontiers in Microbiology, 2023 (การตรวจเชื้อจุลินทรีย์ ยีสต์และราทั้งหมด ไมโคทอกซิน และค่าวอเตอร์แอกทิวิตี้)
- Tilleke & Gibbins. สรุปสาระสำคัญของประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 และข้อกำหนด GACP
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้ของ Asiannabis Community ว่าด้วยมาตรฐานการเพาะปลูก การตรวจวิเคราะห์ และการส่งออก เนื้อหาเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำด้านกฎหมายหรือด้านการกำกับดูแล และจัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาในพื้นที่ที่กัญชาถูกกฎหมายเท่านั้น