แคนนาบิเจอรอล แคนนาบินอล และเดลตา-8 มักถูกขายพร้อมคำอ้างสรรพคุณที่ฟังดูเกินจริง บทความนี้ตรวจคำอ้างแต่ละข้อเทียบกับงานวิจัยที่อยู่เบื้องหลัง ว่าผลนั้นได้มาจากจานทดลองในห้องแล็บ จากหนู หรือจากคน
งานเขียนสำหรับผู้บริโภคส่วนใหญ่มักเอาหลักฐาน 3 แบบมาปนกัน ผลในจานทดลอง ผลในสัตว์ และผลในคน เป็นคนละเรื่องกัน บทความนี้แยกหลักฐานทั้ง 3 แบบออกจากกันสำหรับสารทุกตัว บทความนี้เขียนให้ผู้ปลูก พนักงานร้าน และทุกคนที่ต้องอ่านฉลาก รายละเอียดเมล็ดพันธุ์ที่ประกาศขาย หรือใบรับรองผลการวิเคราะห์ ซึ่งเป็นรายงานจากแล็บที่บอกว่าตัวอย่างมีสารอะไรอยู่บ้าง
เนื้อหาในบทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำในการรักษา ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 และจ่ายได้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์
ตอนที่ 1 อธิบายว่าแคนนาบินอยด์คืออะไร พืชสร้างสารเหล่านี้ขึ้นมาอย่างไร และเรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับเตตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC) และแคนนาบิไดออล (CBD)
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1307
ศัพท์ที่ใช้ในตอนนี้
- ตัวรับแคนนาบินอยด์: โปรตีนบนเซลล์ที่จะตอบสนองเมื่อมีโมเลกุลที่เข้าคู่กันมาจับ ชนิดที่ 1 มีอยู่หนาแน่นในสมอง และทำให้เกิดอาการเมาเมื่อ THC ไปกระตุ้น ชนิดที่ 2 อยู่บนเซลล์ภูมิคุ้มกันเป็นส่วนใหญ่
- ตัวกระตุ้น (agonist) และตัวต้าน (antagonist): ตัวกระตุ้นทำให้ตัวรับทำงาน ส่วนตัวต้านจะปิดกั้นตัวรับไว้
- รูปกรด: พืชที่ยังมีชีวิตจะสร้างสารในรูปกรดขึ้นมาก่อน เช่น THCA และ CBDA เมื่อโดนความร้อน สารเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็น THC และ CBD
แคนนาบิเจอรอล (CBG)
สารตั้งต้นของพืชคือกรดแคนนาบิเจอโรลิก (CBGA) ส่วนแคนนาบิเจอรอล (CBG) คือรูปที่ไม่เป็นกรดของสารตัวนี้ ระหว่างที่ต้นโต พืชจะเปลี่ยน CBGA ไปเป็นกรดแคนนาบินอยด์ตัวอื่น ๆ พอถึงเวลาเก็บเกี่ยว CBGA ส่วนใหญ่ก็ถูกเปลี่ยนไปแล้ว ด้วยเหตุนี้ ปกติจึงพบ CBG แค่ในปริมาณน้อยมาก
ในปี 2553 Cascio และคณะรายงานในวารสาร British Journal of Pharmacology ว่า CBG ออกฤทธิ์อย่างไร CBG เป็นตัวกระตุ้นที่แรงต่อตัวรับอัลฟา-2 อะดรีเนอร์จิก (alpha-2 adrenoceptor) ซึ่งเป็นตัวรับที่ตอบสนองต่ออะดรีนาลีนและนอร์อะดรีนาลีน CBG ยังเป็นตัวต้านที่ตัวรับ 5-HT1A ซึ่งเป็นตัวรับของเซโรโทนิน สารเคมีตัวหนึ่งในสมอง ส่วนการจับกับตัวรับแคนนาบินอยด์นั้นอ่อนมาก
ฤทธิ์ต้านแบคทีเรียทดลองในจานเพาะเชื้อและในหนู ยังไม่เคยทดลองในคน
ในปี 2563 Farha, Brown และคณะตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร ACS Infectious Diseases โดยนำแคนนาบินอยด์ไปทดสอบกับเชื้อ MRSA (methicillin-resistant Staphylococcus aureus) MRSA เป็นแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้กันทั่วไปหลายชนิด อ่านรายละเอียดงานวิจัยแนวนี้เพิ่มเติมได้ที่ กัญชากับฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย
| สิ่งที่ทดสอบ | ผลของ CBG | ความหมาย |
|---|---|---|
| จานเพาะเชื้อในแล็บ | เป็น 1 ใน 7 สารที่มีความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งเชื้อได้ (minimum inhibitory concentration) ไม่เกิน 2 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร | ความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งเชื้อได้ คือความเข้มข้นต่ำที่สุดที่ทำให้แบคทีเรียหยุดเจริญเติบโต |
| หนูที่ติดเชื้อลุกลามไปทั่วร่างกาย | ได้ผลใกล้เคียงกับแวนโคมัยซิน (vancomycin) | แวนโคมัยซินเป็นยาปฏิชีวนะมาตรฐานที่โรงพยาบาลใช้รักษา MRSA |
| แบคทีเรียชนิดอื่น | ถ้าใช้ตัวเดียว ไม่มีฤทธิ์ต่อแบคทีเรียแกรมลบ | แบคทีเรียแกรมลบเป็นแบคทีเรียกลุ่มใหญ่ที่มีเยื่อหุ้มชั้นนอกเพิ่มมาอีกชั้นหนึ่ง |
ดังนั้นหลักฐานที่มีจึงมาจากจานเพาะเชื้อและหนูเท่านั้น ยังไม่มีการทดลองทางคลินิกในคนที่ใช้ CBG เป็นยาต้านแบคทีเรีย และยังไม่มีใครกำหนดขนาดที่ปลอดภัยในคนเมื่อให้ CBG เข้าสู่กระแสเลือด
การทดลองในคนที่มีอยู่เพียงงานเดียว
ในปี 2567 Cuttler และคณะตีพิมพ์ผลการทดลอง CBG ในคนในวารสาร Scientific Reports การทดลองนี้เป็นแบบปกปิดสองทาง (double-blind) คือทั้งผู้เข้าร่วมและนักวิจัยไม่รู้ว่าใครได้รับอะไร มีการเทียบกับยาหลอก (placebo-controlled) และเป็นแบบไขว้ (crossover) คือแต่ละคนได้รับทั้ง CBG และยาหลอก โดยเว้นห่างกัน 1 สัปดาห์
ผู้เข้าร่วมเป็นผู้ใหญ่สุขภาพดี 34 คนที่ใช้กัญชาอยู่แล้ว แต่ละคนได้รับ CBG ที่ได้จากกัญชงขนาด 20 mg เพียงครั้งเดียว หลังได้รับ CBG ความวิตกกังวลและความเครียดที่ผู้เข้าร่วมให้คะแนนตัวเองลดลงในบางช่วงเวลาที่วัด แต่อารมณ์ไม่เปลี่ยน
นักวิจัยระบุข้อจำกัดไว้เอง กลุ่มตัวอย่างมีจำนวนน้อย สุขภาพดี และเป็นผู้ใช้กัญชาทั้งหมด ขนาดที่ให้ก็ไม่สูง และทดสอบทางไกล นอกจากนี้ยังไม่ได้ปรับค่าทางสถิติสำหรับการเปรียบเทียบพหุคูณ (multiple-comparison correction) การปรับทางสถิติแบบนี้ช่วยลดผลที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญเมื่อวัดผลหลายตัวพร้อมกัน
หมายเหตุผู้แปล: เมล็ดพันธุ์บางรายการขายเป็นสายพันธุ์ “CBG สูง” แต่ตามปกติ CBG ส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนไปแล้วเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ก่อนซื้อเมล็ดจำนวนมาก ให้ขอผลแล็บของสายพันธุ์นั้นจากผู้ขาย โดยต้องเป็นผลจากต้นที่ปลูกจนเก็บเกี่ยวได้จริง จากนั้นปลูกทดลองล็อตเล็ก ๆ ก่อนแล้วส่งตรวจ คุณจะได้รู้ว่าสายพันธุ์นี้ให้ผลอย่างไรในสภาพการปลูกของคุณเอง
สิ่งที่คุณทำได้: อย่านำคำอ้างว่า CBG ต้านแบคทีเรียหรือลดความวิตกกังวลไปพูดต่อเหมือนเป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้ว ถ้าจะพูดถึง ให้บอกให้ชัดว่ามีหลักฐานอะไรรองรับ ฤทธิ์ต้านแบคทีเรียมีหลักฐานแค่ในหนู ส่วนเรื่องความวิตกกังวลมีแค่การทดลองแบบให้ครั้งเดียวในคนสุขภาพดี 34 คน
แคนนาบินอล (CBN)
แคนนาบินอล (CBN) ไม่ได้เป็นสารที่พืชตั้งใจสร้างขึ้น CBN เกิดขึ้นเมื่อ THC ถูกออกซิไดซ์ คือทำปฏิกิริยากับออกซิเจน เวลา อากาศ แสง และความร้อนล้วนเร่งให้เกิดเร็วขึ้น ถ้าตัวอย่างไหนมี CBN สูง แปลว่าตัวอย่างนั้นค่อนข้างเก่าหรือถูกเก็บในสภาพที่ไม่เหมาะ
ทุกวันนี้ผู้ขายแทบจะทำตลาด CBN ในฐานะตัวช่วยให้นอนหลับเพียงอย่างเดียว ในปี 2564 นักวิจัยชื่อ Corroon ทบทวนคำอ้างนี้ในวารสาร Cannabis and Cannabinoid Research บทความของเขามีชื่อว่า “Cannabinol and Sleep: Separating Fact from Fiction” Corroon พบว่า:
- ไม่มีการทดลองทางคลินิกที่ใช้แบบสอบถามการนอนที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว (validated) คือแบบสอบถามมาตรฐานที่ทดสอบแล้วว่าวัดการนอนได้อย่างน่าเชื่อถือ
- ไม่มีการศึกษาด้วยการตรวจการนอนหลับ (polysomnography) ซึ่งเป็นการบันทึกคลื่นสมอง การหายใจ และการเคลื่อนไหวตลอดทั้งคืนในห้องแล็บการนอน
- งานวิจัยในคนส่วนใหญ่ทำในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 (ราว พ.ศ. 2513–2532) และมีผู้เข้าร่วมไม่มาก
- หลักฐานยังขัดแย้งกันว่า CBN ทำให้เกิดฤทธิ์แบบกัญชาหรือเปล่า งานส่วนใหญ่พบว่าไม่ทำให้เกิด
หมายเหตุผู้แปล: ห้องเก็บสินค้าในไทยมักร้อนถึง 30–35 °C และเวลาไฟดับแอร์ก็อาจหยุดทำงาน ความร้อนเร่งให้ THC ถูกออกซิไดซ์เป็น CBN ของที่เก็บในห้องร้อนจึงเสื่อมเร็วกว่า เรื่องภาชนะและสภาพการเก็บ ดูได้ที่ การเก็บรักษาช่อดอกกัญชาแห้ง
สิ่งที่คุณทำได้: เมื่อส่งตรวจซ้ำรุ่นการผลิตที่เก็บไว้ ให้เทียบค่า CBN และ THC กับผลแล็บครั้งแรก ถ้า CBN เพิ่มขึ้นแต่ THC ลดลง แปลว่า THC กำลังสลายตัว ให้ย้ายของไปใส่ภาชนะปิดสนิทแล้วเก็บในที่เย็นและมืดกว่าเดิม และหยิบของเก่าออกมาใช้ก่อน
แคนนาบินอยด์ที่ยังมีการศึกษาน้อย
เตตระไฮโดรแคนนาบิวาริน (THCV)
THCV มีโครงสร้างหลักเหมือน THC แต่สายข้างสั้นกว่า เรียกว่าสายโพรพิล (propyl chain) เมื่อได้รับในปริมาณต่ำ THCV ออกฤทธิ์แทบจะตรงข้ามกับ THC
ในปี 2568 Haghdoost และคณะตีพิมพ์บทความแสดงทัศนะ (perspective) เรื่อง THCV ในวารสาร Cannabis and Cannabinoid Research ที่ขนาดส่วนใหญ่ที่ใช้กันจริง THCV เป็นตัวต้านที่ตัวรับแคนนาบินอยด์ชนิดที่ 1 คือปิดกั้นตัวรับนี้ไว้ THCV จะกลายเป็นตัวกระตุ้นก็ต่อเมื่อใช้ขนาดสูงขึ้นเท่านั้น ในคน ความรู้สึกที่ได้หลังกิน THCV ขนาด 10 mg แยกไม่ออกจากความรู้สึกหลังกินยาหลอก
แคนนาบิโครมีน (CBC)
ในปี 2567 Sepulveda และคณะเขียนบทความทบทวนเรื่อง CBC ในวารสาร Journal of Pharmacology and Experimental Therapeutics ผู้ทบทวนอธิบายว่า CBC เป็นตัวกระตุ้นที่ตัวรับแคนนาบินอยด์ชนิดที่ 2 และจับได้แน่นพอ ๆ กับ THC ส่วนฤทธิ์ที่ตัวรับชนิดที่ 1 ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ CBC ยังเป็นตัวกระตุ้นที่แรงต่อ TRPA1 ด้วย TRPA1 คือช่องไอออน (ion channel) ที่เส้นประสาทใช้รับรู้สารระคายเคือง
ข้อมูลในคนมีแค่การศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ 2 งาน การศึกษาแบบนี้วัดว่าร่างกายดูดซึมและกำจัดสารออกไปอย่างไร ไม่ได้วัดว่าสารช่วยรักษาได้หรือไม่ ผู้ทบทวนชี้ว่าผลิตภัณฑ์ CBC วางขายทั้งที่มีหลักฐานด้านความปลอดภัยและประสิทธิผลน้อยมาก
แคนนาบิไดวาริน (CBDV)
CBDV เกี่ยวข้องกับ CBD แบบเดียวกับที่ THCV เกี่ยวข้องกับ THC เคยมีการศึกษา CBDV ในฐานะยากันชัก (anticonvulsant)
CBDV ไปถึงการทดลองระยะที่ 2 ในผู้ใหญ่ที่มีอาการชักเฉพาะที่ (focal seizures) ซึ่งเป็นอาการชักที่เริ่มจากสมองบริเวณเดียว การทดลองระยะที่ 2 คือการทดลองขั้นกลางที่ทำในผู้ป่วย การทดลองนี้ไม่ได้ผลลัพธ์หลัก (primary endpoint) ตามที่ตั้งไว้ ผลลัพธ์หลักคือผลสำคัญที่การทดลองออกแบบมาเพื่อพิสูจน์ งานวิจัยต่อมาในกลุ่มอาการออทิซึมสเปกตรัม (autism spectrum disorder) ก็ยังไม่ทำให้ CBDV ได้รับอนุมัติให้ใช้ในข้อบ่งใช้ใด
สิ่งที่คุณทำได้: ถ้าเจอผลิตภัณฑ์ THCV, CBC หรือ CBDV ที่ขายพร้อมคำอ้างด้านสุขภาพ ให้ถามผู้ขายว่ามีการศึกษาในคนงานไหนรองรับคำอ้างนั้น งานทบทวนข้างต้นไม่พบการศึกษาในคนที่แสดงว่าสารทั้ง 3 ตัวนี้มีประโยชน์เลย
เดลตา-8 และแคนนาบินอยด์กึ่งสังเคราะห์
เดลตา-8 คืออะไร
เดลตา-8-เตตระไฮโดรแคนนาบินอล (delta-8-THC) มีอยู่ในกัญชาตามธรรมชาติ แต่มีน้อยมาก ในปี 2565 Kruger และ Kruger อธิบายสารนี้ไว้ในวารสาร Journal of Cannabis Research เดลตา-8 จับกับตัวรับแคนนาบินอยด์ชนิดที่ 1 ได้แน่นน้อยกว่าเดลตา-9-THC ที่เรารู้จักกันทั่วไป งานวิจัยปี 2516 พบว่าเดลตา-8 มีฤทธิ์แรงประมาณสองในสามของเดลตา-9 พูดง่าย ๆ คือเดลตา-8 เป็นญาติของ THC ที่ฤทธิ์อ่อนกว่า แต่ก็ยังทำให้เมาได้
ในทางปฏิบัติผลิตกันอย่างไร
ส่วนที่แปลกคือที่มาของสินค้า ในต้นกัญชามีเดลตา-8 อยู่น้อยมาก เดลตา-8 ที่ขายกันในเชิงพาณิชย์จึงไม่ได้มาจากการสกัด แต่ผลิตขึ้นจาก CBD โดยใช้กรดจัดเรียงโมเลกุลของ CBD ใหม่ให้กลายเป็นเดลตา-8 นักเคมีเรียกกระบวนการนี้ว่าการเปลี่ยนไอโซเมอร์โดยใช้กรดเป็นตัวเร่ง (acid-catalysed isomerisation)
วิธีเดียวกันนี้ยังใช้ผลิตเฮกซะไฮโดรแคนนาบินอล (HHC) ได้ด้วย ทั้งสองตัวเป็นแคนนาบินอยด์กึ่งสังเคราะห์ หมายถึงผลิตขึ้นโดยนำสารที่ได้จากพืชไปดัดแปลงทางเคมี
ในเดือนพฤษภาคม 2565 องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลยาของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ระบุ 3 ข้อ ข้อแรก เดลตา-8 แบบเข้มข้นส่วนใหญ่ผลิตจาก CBD ที่ได้จากกัญชง ข้อสอง FDA ได้รับรายงานอาการไม่พึงประสงค์ ซึ่งรวมถึงกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ข้อสาม ศูนย์พิษวิทยาในสหรัฐฯ ได้รับรายงานการสัมผัสสาร 2,362 กรณี ระหว่างเดือนมกราคม 2564 ถึงกุมภาพันธ์ 2565
ปัญหาเรื่องความบริสุทธิ์
การเปลี่ยน CBD เป็นเดลตา-8 ได้ผลผลิตที่ไม่บริสุทธิ์ สิ่งที่ได้ออกมาคือสารหลายตัวปนกัน และส่วนผสมนี้เองคือปัญหา
ในปี 2565 Ray และคณะวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์เดลตา-8 จำนวน 10 รายการ และตีพิมพ์ผลในวารสาร Molecules ทีมวิจัยพบสิ่งเจือปนมากกว่าที่ใบรับรองผลการวิเคราะห์ของผลิตภัณฑ์ระบุไว้มาก สารบางตัวที่ตรวจพบไม่ใช่แคนนาบินอยด์ที่ระบุชนิดได้ด้วยซ้ำ จึงไม่มีใครรู้ว่าสารเหล่านี้ส่งผลต่อคนอย่างไร
ผลการตรวจที่ Kruger และ Kruger อ้างถึงพบเดลตา-9-THC 1.3 ถึง 5.3% ในผลิตภัณฑ์ที่ขายในชื่อเดลตา-8 และยังพบโลหะหนักด้วย ตัวโมเลกุลเดลตา-8 เป็นสารที่เข้าใจกันดีแล้ว แต่ผลิตภัณฑ์ที่ขายในชื่อนี้ ยังไม่มีใครรู้ชัดว่ามีอะไรอยู่ข้างใน
สถานะทางกฎหมายที่ยังไม่ชัดเจน
| เขตอำนาจ | สถานะ ณ เวลาที่เขียน |
|---|---|
| ไทย – ช่อดอก | ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ประกาศนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 มิถุนายน 2568 ขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 และจ่ายได้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์ กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ 30 เมษายน 2569 ทำให้เกณฑ์การขอใบอนุญาตสำหรับช่อดอกเข้มงวดขึ้น |
| ไทย – สารสกัด | สารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ยังเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ตามกฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 (มีผลบังคับใช้ 26 เมษายน 2569) ใบอนุญาตสำหรับสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ออกให้เฉพาะนิติบุคคลไทยที่ไม่ใช่ “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หน่วยงานของรัฐ และสภากาชาดไทย |
| ไทย – สารกึ่งสังเคราะห์ | ณ วันที่ตรวจสอบบทความนี้ ไม่พบตัวบทกฎหมายไทยที่ระบุชื่อเดลตา-8 หรือ HHC สถานะจึงยังไม่ชัดเจน ในเมื่อแม้แต่ช่อดอกยังขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่าย สารสกัดที่ทำให้เมาและมี THC เกิน 0.2% ก็ยิ่งไม่ควรคิดเอาเองว่าทำได้ ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่เป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างเมื่อ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว จนกว่าร่างนี้จะเป็นกฎหมาย กฎเกณฑ์ยังอิงประกาศและกฎกระทรวงที่เปลี่ยนแปลงบ่อย |
| สหภาพยุโรป | European Drug Report ปี 2568 ซึ่งเป็นรายงานประจำปีด้านยาเสพติดของสหภาพยุโรป บันทึกว่าพบ HHC ใน 27 ประเทศในยุโรป และมีประเทศสมาชิกอย่างน้อย 22 ประเทศที่ควบคุม HHC แล้ว |
| สหรัฐอเมริกา | กฎหมายระดับรัฐบาลกลางที่ผ่านเมื่อพฤศจิกายน 2568 จำกัดผลิตภัณฑ์กัญชงให้มี THC รวมไม่เกิน 0.4 mg ต่อภาชนะบรรจุ และตัดแคนนาบินอยด์ที่สังเคราะห์ขึ้นนอกพืชออกจากขอบเขตของผลิตภัณฑ์กัญชง กฎหมายงบประมาณที่ลงนามเมื่อ 2 กันยายน 2569 (H.R. 6500) เลื่อนเพดาน 0.4 mg และกฎอื่น ๆ สำหรับ THC จากกัญชงที่ได้จากธรรมชาติออกไปเป็น 11 ธันวาคม 2569 ส่วนการตัดแคนนาบินอยด์สังเคราะห์ที่พืชสร้างเองไม่ได้ยังมีผลตั้งแต่ 12 พฤศจิกายน 2569 |
ทุกประเทศไปในทิศทางเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลกำลังปิดช่องโหว่ที่เคยเปิดให้ผู้ขายอ้างได้ว่าผลิตภัณฑ์ของตน “ในทางเทคนิคไม่ใช่โมเลกุลที่ถูกควบคุม”
หมายเหตุผู้แปล: การเปลี่ยน CBD เป็นเดลตา-8 หรือ HHC เป็นกระบวนการทางเคมี ยังไม่ชัดเจนว่าระบบใบอนุญาตของไทยจะมองเรื่องนี้อย่างไร ถ้าถือว่าเป็นการแปรรูปสมุนไพรควบคุม การทำโดยไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 โทษคือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถึงในประเทศที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกกฎหมาย ก็มักไม่มีใครรู้ว่าข้างในมีอะไรบ้าง
สิ่งที่คุณทำได้: อย่าผลิต ซื้อ หรือสต็อกผลิตภัณฑ์เดลตา-8 หรือ HHC ในประเทศไทย จนกว่าจะได้คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานที่ออกใบอนุญาต ถ้าลูกค้านำผลิตภัณฑ์แบบนี้มาให้ดู ให้ขอผลแล็บของผลิตภัณฑ์นั้น แล้วตรวจในผลแล็บว่ามีเดลตา-9-THC สารที่ระบุชนิดไม่ได้ หรือโลหะหนักหรือไม่
เอฟเฟกต์เอนทูราจ
เอฟเฟกต์เอนทูราจ คือแนวคิดที่ว่าสารต่าง ๆ ในกัญชาเมื่ออยู่รวมกันจะให้ผลต่างจากตอนที่แต่ละตัวอยู่เดี่ยว ๆ ถ้ามองเป็นสมมติฐานที่รอการทดสอบ แนวคิดนี้ก็สมเหตุสมผล แต่ถ้าใช้เป็นคำขาย ก็เป็นการอ้างเกินกว่าที่หลักฐานแสดงไว้มาก
Simei และคณะตั้งคำถามตรง ๆ ว่าเอฟเฟกต์นี้มีอยู่จริงหรือไม่ ทีมนี้ตีพิมพ์งานทบทวนขอบเขตเชิงบรรยาย (narrative scoping review) ในวารสาร Cannabis and Cannabinoid Research งานทบทวนขอบเขต (scoping review) คือการสำรวจว่ามีงานวิจัยอะไรบ้างในคำถามหนึ่ง ผลที่พบมี 3 ข้อ:
- มีหลักฐานจำกัดว่าเอฟเฟกต์นี้เกิดขึ้นอย่างคงที่และคาดการณ์ได้
- ผลการศึกษาก่อนคลินิก (preclinical คือการศึกษาในเซลล์และในสัตว์) ขัดแย้งกันเอง
- มีหลักฐานจำกัดเรื่องประสิทธิผลหรือความปลอดภัยของการรักษาที่สร้างขึ้นจากแนวคิดนี้
ผู้วิจัยเรียกร้องให้ภาคอุตสาหกรรม สื่อ และบุคลากรทางการแพทย์ เลิกนำเสนอเอฟเฟกต์เอนทูราจเหมือนเป็นเรื่องที่พิสูจน์แล้ว
สิ่งที่พิสูจน์ได้จริงยังมีขอบเขตแคบมาก บทความในวารสาร Scientific Reports ปี 2564 พบว่าเทอร์ปีนหลายตัวในกัญชามีฤทธิ์คล้ายแคนนาบินอยด์ (cannabimimetic) บางตัวเสริมฤทธิ์ของแคนนาบินอยด์ได้อย่างจำเพาะ แต่ทั้งหมดนี้เป็นการทดลองในเซลล์และในสัตว์ฟันแทะ
อะไรที่เกินจากนี้เป็นการคาดเดาต่อยอดทั้งสิ้น ตัวอย่างมี 2 ข้อ ข้อแรกคือคำอ้างว่าผลิตภัณฑ์จากพืชทั้งต้นได้ผลในคนดีกว่าอย่างสม่ำเสมอ ข้อสองคือคำอ้างว่าโปรไฟล์เทอร์ปีนแบบหนึ่งจะให้ผลเฉพาะอย่างตามที่ตั้งชื่อไว้ ผู้ขายชอบใช้คำนี้เพราะมันเปลี่ยนความซับซ้อนของพืชให้กลายเป็นจุดขาย และยังเป็นข้ออ้างให้ตั้งราคาสูงขึ้น ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ตัวนั้นไม่เคยผ่านการทดลองเลย
สิ่งที่คุณทำได้: เมื่อเจอผลิตภัณฑ์ที่ขายโดยอ้างเอฟเฟกต์เอนทูราจ ให้ถามว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นเองเคยทดสอบในคนหรือไม่ ถ้าไม่เคย ให้อธิบายผลิตภัณฑ์นั้นด้วยปริมาณสารที่แล็บวัดได้เท่านั้น
จุดเดือด และทำไมแผนภูมิที่เผยแพร่กันจึงไม่ตรงกัน
ตัวเลขจุดเดือดบนเว็บไซต์ยอดนิยมมักไม่บอกแหล่งที่มาและไม่บอกความดัน Turovsky และคณะวัดค่าเหล่านี้อย่างถูกวิธีและตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Cannabis Research ทีมนี้ใช้ 2 วิธี วิธีแรกคือการวิเคราะห์น้ำหนักที่เปลี่ยนไปเมื่อให้ความร้อน (thermogravimetric analysis) ซึ่งชั่งน้ำหนักตัวอย่างไปพร้อมกับให้ความร้อน เพื่อดูว่าสารเริ่มระเหยเมื่อไร วิธีที่สองคือดิฟเฟอเรนเชียลสแกนนิงแคลอริเมทรี (differential scanning calorimetry) ซึ่งวัดว่าตัวอย่างดูดความร้อนเข้าไปเท่าไร
จากผลการวัด ผู้วิจัยประมาณจุดเดือดปกติที่ความดันบรรยากาศได้ดังนี้:
- 245 ± 6 °C สำหรับเดลตา-9-THC
- 378 ± 4 °C สำหรับ THCV
ผู้วิจัยอธิบายว่าตัวเลข 157 °C ของ THC ที่อ้างกันทั่วไป น่าจะเป็นจุดเดือดที่ความดันต่ำ งานวิจัยยุคแรกรายงานว่ากลั่น THC ได้ที่ 157 °C ในสภาพสุญญากาศ ความดันยิ่งต่ำ จุดเดือดก็ยิ่งต่ำ ตัวเลขที่วัดในสุญญากาศจึงต่ำกว่าตัวเลขที่วัดที่ความดันอากาศปกติมาก ถ้าจุดเดือดไม่บอกความดันหรือแหล่งที่มา ก็เชื่อถือไม่ได้
สิ่งที่คุณทำได้: ถ้าแผนภูมิอุณหภูมิเครื่องระเหยสมุนไพร (vaporiser)ไม่ระบุความดันและแหล่งที่มา อย่าใช้ตัวเลขจากแผนภูมินั้น ทุกครั้งที่โพสต์ค่าตั้งเครื่องระเหย ให้บอกด้วยว่าใช้แผนภูมิไหน
เปรียบเทียบแคนนาบินอยด์หลัก
| แคนนาบินอยด์ | ทำให้เมา | การออกฤทธิ์หลักที่ตัวรับ | หลักฐานในคน | จุดเดือด |
|---|---|---|---|---|
| เดลตา-9-THC | ใช่ | ตัวกระตุ้นบางส่วน (partial agonist) ที่ตัวรับชนิดที่ 1 และ 2 | แน่นที่สุดในตระกูล: มีอาการ 3 กลุ่มที่หลักฐานถูกจัดระดับว่าชัดเจนหรือมีน้ำหนักมาก และมีบันทึกเรื่องโทษ | 245 ± 6 °C |
| CBD | ไม่ | ตัวปรับแบบอัลโลสเตอริกเชิงลบ (negative allosteric modulator) ที่ตัวรับชนิดที่ 1 | มีหลักฐานจากการทดลองแบบสุ่มใน 3 ภาวะที่มีอาการชัก ภาวะอื่นหลักฐานอ่อนหรือไม่มี | ไม่มีข้อมูล |
| CBG | ไม่ | ตัวกระตุ้นตัวรับอัลฟา-2 อะดรีเนอร์จิก, ตัวต้านที่ 5-HT1A | ข้อมูลฤทธิ์ต้านแบคทีเรียจากแล็บและหนู; การทดลองขนาดเล็ก 1 งาน | ไม่มีข้อมูล |
| CBN | แทบไม่ทำให้เมา | จับกับตัวรับชนิดที่ 1 ได้อ่อน | น้อยมาก; ไม่พบการทดลองเรื่องการนอนแบบมีกลุ่มควบคุมยุคใหม่ | ไม่มีข้อมูล |
| THCV | ไม่ เมื่อได้รับในปริมาณต่ำ | ตัวต้านที่ตัวรับชนิดที่ 1 ในขนาดส่วนใหญ่ที่ใช้กันจริง | การศึกษาในคนขนาดเล็กไม่กี่งาน | 378 ± 4 °C |
| CBC | ไม่ | ตัวกระตุ้นที่ตัวรับชนิดที่ 2; ตัวกระตุ้นที่แรงต่อ TRPA1 | มีแค่การศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ 2 งาน | ไม่มีข้อมูล |
| CBDV | ไม่ | ญาติใกล้ชิดของ CBD | การทดลองระยะที่ 2 เรื่องอาการชักไม่ได้ผลลัพธ์หลักตามที่ตั้งไว้ | ไม่มีข้อมูล |
| THCA | ไม่ | ไม่ออกฤทธิ์ที่ตัวรับชนิดที่ 1 แบบที่ THC ทำ | มีแค่ข้อมูลด้านเคมีและความคงตัว | เปลี่ยนเป็น THC เมื่อโดนความร้อน |
| CBDA | ไม่ | สารตั้งต้น ต่างจาก CBD | มีแค่ข้อมูลจากแล็บและจากสัตว์ | เปลี่ยนเป็น CBD เมื่อโดนความร้อน |
| เดลตา-8-THC | ใช่ | ตัวกระตุ้นที่ตัวรับชนิดที่ 1 อ่อนกว่าเดลตา-9 | ตัวโมเลกุลมีข้อมูลชัดเจน แต่ผลิตภัณฑ์ที่ขายในชื่อนี้ไม่มี | ไม่มีข้อมูล |
ช่องจุดเดือดที่ไม่มีตัวเลขนั้นตั้งใจไว้แบบนั้น สำหรับสารเหล่านี้มีตัวเลขเผยแพร่กันมาก แต่ยังไม่มีค่าที่วัดจริงและสืบย้อนไปถึงแหล่งที่มาได้
ตารางนี้แสดงให้เห็นรูปแบบชัดเจน มีสารเพียงตัวเดียวคือ THC ที่มีหลักฐานในคนอย่างจริงจังและมีบันทึกเรื่องโทษ มีอีกตัวคือ CBD ที่มีข้อบ่งใช้แคบ ๆ ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลพิจารณาแล้ว ส่วนคำอ้างทางการตลาดเกี่ยวกับ CBD นั้นไปไกลกว่าข้อบ่งใช้นี้มาก สารที่เหลือมีหลักฐานน้อย
นิสัยหนึ่งอย่างที่ควรนำไปใช้
ทุกครั้งที่เจอคำอ้างเรื่องแคนนาบินอยด์บนฉลาก ในรายละเอียดเมล็ดพันธุ์ที่ประกาศขาย หรือในโพสต์โซเชียลมีเดีย ให้ตรวจ 2 เรื่อง เรื่องแรก ผลนั้นได้มาจากจานทดลอง จากหนู หรือจากคน เรื่องที่สอง ได้ผลที่ขนาดหรือปริมาณเท่าไร จดคำตอบทั้งสองไว้ข้างคำอ้างนั้นก่อนจะนำไปพูดต่อ
หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย ห้ามโฆษณาช่อดอกกัญชา ก่อนจะโพสต์คำอ้างเหล่านี้ให้ร้านหรือฟาร์ม ให้อ่านกฎการโฆษณาและการขายกัญชา ก่อน
ถ้าคุณเคยเห็นคำอธิบายแคนนาบินอยด์ที่หลักฐานไม่รองรับ ให้โพสต์คำอ้างนั้นในช่องตอบกลับใต้หัวข้อนี้ และบอกด้วยว่าเห็นมาจากที่ไหน สมาชิกคนอื่นจะได้ช่วยตรวจเทียบกับงานวิจัยที่ระบุไว้ในบทความนี้
เอกสารอ้างอิง (ตอนที่ 2)
บทความต้นฉบับระบุแหล่งที่มาไว้ในเนื้อหาเท่านั้น และไม่มีลิงก์ รายการด้านล่างจึงเขียนตามที่ต้นฉบับให้ไว้
- Cascio และคณะ. เภสัชวิทยาของแคนนาบิเจอรอลที่ตัวรับอัลฟา-2 อะดรีเนอร์จิกและตัวรับ 5-HT1A. British Journal of Pharmacology, 2010.
- Farha, Brown และคณะ. ฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของแคนนาบินอยด์ต่อเชื้อ methicillin-resistant Staphylococcus aureus. ACS Infectious Diseases, 2020.
- Cuttler และคณะ. การทดลองแบบปกปิดสองทาง มีกลุ่มยาหลอก และแบบไขว้ ของแคนนาบิเจอรอล 20 mg ในผู้ใหญ่สุขภาพดี 34 คน. Scientific Reports, 2024.
- Corroon. “Cannabinol and Sleep: Separating Fact from Fiction”. Cannabis and Cannabinoid Research, 2021.
- Haghdoost และคณะ. “Tetrahydrocannabivarin is Not Tetrahydrocannabinol” (บทความแสดงทัศนะ). Cannabis and Cannabinoid Research, 2025.
- Sepulveda และคณะ. บทความทบทวนเรื่องแคนนาบิโครมีน. Journal of Pharmacology and Experimental Therapeutics, 2024.
- การทดลองระยะที่ 2 ของแคนนาบิไดวารินในผู้ใหญ่ที่มีอาการชักเฉพาะที่ (ต้นฉบับไม่ได้ให้รายละเอียดการอ้างอิง)
- Kruger และ Kruger. บทความทบทวนเรื่องเดลตา-8-เตตระไฮโดรแคนนาบินอล. Journal of Cannabis Research, 2022. บทความนี้อ้างถึงงานวิจัยเรื่องความแรงของฤทธิ์ปี 1973 และผลการตรวจผลิตภัณฑ์หาเดลตา-9 และโลหะหนัก
- องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA). แถลงการณ์เรื่องเดลตา-8-เตตระไฮโดรแคนนาบินอล, พฤษภาคม 2565.
- Ray และคณะ. การวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์เดลตา-8 จำนวน 10 รายการ. Molecules, 2022.
- European Drug Report, 2025.
- กฎหมายระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา เดือนพฤศจิกายน 2568 ว่าด้วยผลิตภัณฑ์กัญชง (P.L. 119-37) กฎสำหรับ THC จากกัญชงที่ได้จากธรรมชาติถูกเลื่อนไปเป็นวันที่ 11 ธันวาคม 2569 โดย H.R. 6500 (กันยายน 2569) ส่วนการตัดแคนนาบินอยด์สังเคราะห์ออกจากขอบเขตมีผลตั้งแต่ 12 พฤศจิกายน 2569
- Simei และคณะ. “Does the ‘Entourage Effect’ in Cannabinoids Exist? A Narrative Scoping Review”. Cannabis and Cannabinoid Research, 2024.
- บทความเรื่องเทอร์ปีนที่มีฤทธิ์คล้ายแคนนาบินอยด์. Scientific Reports, 2021.
- Turovsky และคณะ. จุดเดือดของแคนนาบินอยด์จากการวิเคราะห์ด้วย thermogravimetric analysis และ differential scanning calorimetry. Journal of Cannabis Research, 2025.
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้เรื่องกัญชาทางการแพทย์ของ Asiannabis Community เนื้อหาเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การตัดสินใจเรื่องการรักษาควรอยู่ในมือผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต เนื้อหานี้มีไว้เพื่อการศึกษาในเขตอำนาจที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์