การทดลองในช่วงทศวรรษ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 (ราว พ.ศ. 2513–2526) พบว่าแคนนาบินอยด์คุมอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดได้ดีกว่ายาแก้คลื่นไส้ในยุคนั้น ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 สหรัฐอเมริกาอนุมัติยาแคนนาบินอยด์สังเคราะห์ 2 ตัว คือนาบิโลนและโดรนาบินอล หลังจากนั้นมียาใหม่ที่ทำให้การดูแลอาการคลื่นไส้เปลี่ยนไปมาก แคนนาบินอยด์จึงกลายเป็นตัวเลือกสำรอง
บทความตอนนี้อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นอย่างไร และแนวทางเวชปฏิบัติด้านมะเร็งในปัจจุบันแนะนำอะไร จากนั้นจะพูดถึงข้อควรระวังด้านความปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล รวมถึงกฎของไทย ส่วนท้ายเป็นข้อแนะนำสำหรับผู้ปลูกที่มีใบอนุญาต ซึ่งช่อดอกอาจไปถึงมือผู้ป่วย
อย่าเปลี่ยนยาแก้คลื่นไส้ตัวใดเพียงเพราะอ่านบทความนี้ ทีมแพทย์ที่ดูแลโรคมะเร็ง (ทีมมะเร็งวิทยา) วางแผนคุมอาการคลื่นไส้ตามสูตรเคมีบำบัดที่ผู้ป่วยได้รับ แผนนี้ขึ้นอยู่กับว่าสูตรนั้นทำให้อาเจียนได้มากน้อยแค่ไหน หากยังคุมอาการคลื่นไส้ไม่ได้ ให้แจ้งทีมแพทย์ อย่าเปลี่ยนไปใช้อย่างอื่นเอง ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 และจ่ายได้ไม่เกิน 30 วัน
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1423
1. การดูแลอาการคลื่นไส้อาเจียนเปลี่ยนไปอย่างไรหลังทศวรรษ 1980
อาการคลื่นไส้จากเคมีบำบัดแบ่งได้ 3 ระยะ ระยะเฉียบพลันเกิดภายในราว 24 ชั่วโมงแรก สาเหตุหลักคือเซโรโทนินที่ลำไส้หลั่งออกมา ระยะล่าช้า (delayed) เกิดตั้งแต่ราว 24 ชั่วโมงไปจนถึงหลายวัน สาเหตุหลักคือสารสื่อประสาทในสมองที่ชื่อสาร P (substance P) ระยะล่วงหน้า (anticipatory) เป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายจำไว้และเกิดขึ้นก่อนให้ยารอบถัดไป ระยะนี้เกิดหลังจากรอบก่อน ๆ คุมอาการได้ไม่ดี
ยาใหม่ 2 กลุ่มออกมาหลังจากที่การทดลองแคนนาบินอยด์ทำเสร็จไปแล้ว:
- ยาต้านตัวรับ 5-HT3 (5-HT3 receptor antagonists) ยากลุ่มนี้ปิดกั้นสัญญาณเซโรโทนินที่มาจากลำไส้ ตัวแรกคือออนแดนซีตรอน (ondansetron) และมีตัวอื่นตามมาอีก
- ยาต้านตัวรับ NK1 (NK1 receptor antagonists) ยากลุ่มนี้ปิดกั้นสาร P ที่ตัวรับนิวโรไคนิน-1 (NK1) ในสมอง ตัวแรกคืออะพรีพิแทนต์ (aprepitant) และมีตัวอื่นตามมาอีก
แพทย์มักให้ยาเหล่านี้ร่วมกับคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยากลุ่มสเตียรอยด์ชนิดหนึ่ง ต่อมาโอแลนซาปีน (olanzapine) ซึ่งเป็นยารักษาโรคจิต ก็กลายเป็นอีกตัวเลือกมาตรฐาน
สรุปคือ ยาที่แคนนาบินอยด์เอาชนะได้เป็นยาในยุคราว พ.ศ. 2523 ซึ่งปัจจุบันไม่ได้ใช้กับผู้ป่วยแล้ว ไม่ได้แปลว่าการทดลองเก่าผิด แต่ผลการทดลองมีความหมายต่างไปจากเดิม แคนนาบินอยด์เปลี่ยนจาก “ดีกว่ายาที่มีอยู่” มาเป็น “ทางเลือกเมื่อยาที่มีอยู่ไม่ได้ผล”
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนนำผลการทดลองเก่ามาใช้กับปัจจุบัน ให้ดูว่าทำการทดลองในปีไหน และเทียบกับยาอะไร
2. แนวทางเวชปฏิบัติปัจจุบันจัดแคนนาบินอยด์ไว้ตรงไหน
แนวทางเวชปฏิบัติด้านมะเร็งที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดมาจาก 2 องค์กรในสหรัฐฯ:
- NCCN (National Comprehensive Cancer Network) เป็นเครือข่ายความร่วมมือของศูนย์มะเร็งในสหรัฐฯ
- ASCO (American Society of Clinical Oncology) เป็นสมาคมวิชาชีพหลักของแพทย์มะเร็งในสหรัฐฯ
คำ 2 คำด้านล่างใช้เรียกอาการคลื่นไส้ที่ยามาตรฐานคุมไม่อยู่:
- อาการคลื่นไส้อาเจียนที่หลุดรอด (breakthrough) คืออาการที่ยังเกิดขึ้นแม้ได้ยาป้องกันแล้ว
- อาการคลื่นไส้อาเจียนที่ดื้อต่อการรักษา (refractory) คืออาการที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษามาตรฐาน
แนวทาง NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology: Antiemesis จัดให้โดรนาบินอลเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับอาการคลื่นไส้อาเจียนที่หลุดรอดหรือดื้อต่อการรักษา NCCN ปรับปรุงแนวทางนี้บ่อย จึงควรตรวจสอบฉบับปัจจุบัน
ASCO ปรับปรุงแนวทางยาแก้คลื่นไส้อาเจียนในปี พ.ศ. 2560 แนวทางนี้แนะนำแคนนาบินอยด์ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) อนุมัติแล้ว คือโดรนาบินอลหรือนาบิโลน สำหรับอาการคลื่นไส้อาเจียนที่ดื้อต่อยามาตรฐาน แต่ ASCO เห็นว่าหลักฐานยังไม่หนักแน่นพอที่จะแนะนำ “กัญชาทางการแพทย์” (medical marijuana) ในกรณีนี้ คำนี้ในที่นี้หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากต้นกัญชา ต่อมา ASCO ปรับปรุงแนวทางยาแก้คลื่นไส้อาเจียนอีกครั้งในปี พ.ศ. 2563
ทุกแนวทางข้างต้นจัดแคนนาบินอยด์เป็นการรักษาลำดับที่สองหรือลำดับถัดไป ใช้ได้เฉพาะเมื่อการรักษาป้องกันมาตรฐานยังไม่พอ และไม่ได้ใช้แทนการรักษามาตรฐาน
การเปลี่ยนแปลงในปี พ.ศ. 2567
ในปี พ.ศ. 2567 ASCO ออกแนวทางอีกฉบับเรื่องกัญชาและแคนนาบินอยด์ในผู้ใหญ่ที่เป็นมะเร็ง แนวทางนี้ครอบคลุมผู้ใหญ่ที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดชนิดดื้อต่อการรักษา และได้รับยาป้องกันตามแนวทางอยู่แล้ว ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจใช้ตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่งต่อไปนี้เพิ่มเข้าไป:
- โดรนาบินอล
- นาบิโลน
- สารสกัดชนิดรับประทานที่ควบคุมคุณภาพ ซึ่งมี THC และ CBD ในอัตราส่วน 1:1
THC (เตตระไฮโดรแคนนาบินอล) คือสารหลักในกัญชาที่ทำให้เมา CBD (แคนนาบิไดออล) เป็นแคนนาบินอยด์ที่ไม่ทำให้เมา ไม่ว่าจะเลือกตัวใด ต้องใช้เสริมยาแก้คลื่นไส้ที่ใช้อยู่ ไม่ใช่ใช้แทน ASCO จัดระดับคำแนะนำนี้ไว้ที่ “อ่อน” (weak)
การทดลองหลักที่ใช้สนับสนุนตัวเลือกสารสกัด คืองานของ Grimison และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Oncology ปี พ.ศ. 2563 เป็นการทดลองระยะต้น (ระยะที่ 2) แบบสุ่ม มีกลุ่มยาหลอก และให้ผู้ป่วยแต่ละคนได้ทั้งยาจริงและยาหลอกสลับกัน (crossover) ผู้ป่วยทุกคนมีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดชนิดดื้อต่อการรักษา ในบางรอบเคมีบำบัด ผู้ป่วยกินแคปซูลที่มี THC 2.5 มก. และ CBD 2.5 มก. ส่วนรอบอื่นกินแคปซูลหลอก (ยาหลอก)
- การตอบสนองสมบูรณ์ (complete response) เพิ่มจาก 14% เมื่อได้ยาหลอก เป็น 25% เมื่อได้ THC:CBD การตอบสนองสมบูรณ์คือตัววัดความสำเร็จหลักของการทดลองนี้ หมายถึงไม่อาเจียนเลยและไม่ต้องใช้ยาแก้อาการเพิ่ม (rescue medicine) ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 0 ถึง 120 หลังให้เคมีบำบัด
- ผู้เข้าร่วม 31% มีผลข้างเคียงจากแคนนาบินอยด์ระดับปานกลางถึงรุนแรง เช่น ง่วงซึม เวียนศีรษะ หรือสับสน
- ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ชอบ THC:CBD มากกว่ายาหลอก
สิ่งที่ควรทำ: หากยังคลื่นไส้อยู่แม้ได้ยามาตรฐานแล้ว ให้ถามทีมมะเร็งวิทยาว่ายาเสริมตามแนวทางตัวใดเหมาะกับผู้ป่วย ยาเสริมที่แนวทางระบุไว้คือ โดรนาบินอล นาบิโลน หรือสารสกัด THC:CBD 1:1 ชนิดรับประทานที่ควบคุมคุณภาพ ทีมแพทย์จะตรวจว่าตัวเลือกนั้นเข้ากับยาอื่นของผู้ป่วยและแผนเคมีบำบัดได้หรือไม่
3. หลักฐานครอบคลุมผลิตภัณฑ์ใดบ้าง
ลำดับความหนักแน่นของหลักฐานเมื่อแยกตามชนิดผลิตภัณฑ์ยังเหมือนเดิม หลักฐานรองรับแคนนาบินอยด์ที่ผลิตเป็นยา และรองรับสารสกัดชนิดรับประทานที่ควบคุมคุณภาพ ซึ่งมีส่วนประกอบที่กำหนดไว้และวัดปริมาณได้ชัดเจน
สำหรับการใช้ในกรณีนี้ หลักฐานอ่อนที่สุดคือกัญชาแบบสูบหรือสูดเข้าปอด และช่อดอกที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ไม่มีคำแนะนำในแนวทางใดที่อ้างอิงผลิตภัณฑ์เหล่านี้
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนเชื่อคำโฆษณาว่าผลิตภัณฑ์ช่วยแก้คลื่นไส้จากเคมีบำบัด ให้ดูก่อนว่าเป็นผลิตภัณฑ์อะไร หลักฐานครอบคลุมเฉพาะโดรนาบินอล นาบิโลน หรือสารสกัดชนิดรับประทานที่ระบุปริมาณ THC:CBD และมีใบรับรองผลการตรวจของแต่ละรุ่นการผลิต ไม่มีแนวทางใดสนับสนุนช่อดอกสำหรับสูบ
4. ความผิดพลาด 2 แบบที่ตรงข้ามกันเมื่ออ่านหลักฐานนี้
พูดเกินจริง: อ้างว่ากัญชาเป็นยาแก้คลื่นไส้ที่พิสูจน์แล้วสำหรับผู้ป่วยเคมีบำบัดทั่วไป ความจริงหลักฐานรองรับเฉพาะผลิตภัณฑ์แคนนาบินอยด์บางชนิด และใช้เป็นยาเสริมในรายที่ดื้อต่อการรักษาเท่านั้น ได้แก่ สารสังเคราะห์ 2 ตัวที่ได้รับอนุญาต และสารสกัด THC:CBD ชนิดรับประทานที่ควบคุมคุณภาพ ซึ่งเพิ่มเข้ามาตั้งแต่แนวทาง ASCO ปี พ.ศ. 2567
พูดน้อยเกินไป: อ้างว่าแคนนาบินอยด์ไม่มีบทบาทที่มีหลักฐานรองรับเลยในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง ความจริงคือมีบทบาทในเรื่องนี้ ซึ่งระบุไว้ในแนวทางเวชปฏิบัติเป็นทางเลือกลำดับที่สอง ข้ออ้างอื่น ๆ เกี่ยวกับกัญชาแทบไม่มีข้อไหนมีหลักฐานรองรับมากเท่านี้
ความผิดพลาดทั้งสองแบบพบได้บ่อย หลายคนพลาดแบบที่สองเพราะพยายามแย้งคนที่พลาดแบบแรก
สิ่งที่ควรทำ: เมื่อโพสต์หรือตอบคำถามเรื่องนี้ในฟอรัม ให้ระบุชื่อผลิตภัณฑ์และกลุ่มผู้ป่วยให้ชัด เช่น เขียนว่า “โดรนาบินอลใช้เป็นยาเสริมสำหรับอาการคลื่นไส้จากเคมีบำบัดที่ดื้อต่อการรักษา” ไม่ใช่ “กัญชาช่วยผู้ป่วยเคมีบำบัด”
5. ข้อควรรู้สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล
แจ้งทีมมะเร็งวิทยาเมื่อคุมอาการคลื่นไส้ไม่ได้
อาการคลื่นไส้ที่คุมไม่อยู่ยังรักษาได้ และทีมแพทย์ยังมีตัวเลือกอีกหลายทาง แต่ทีมแพทย์จะช่วยได้ก็ต่อเมื่อรู้ปัญหา ถ้ารอบใดคุมอาการได้ไม่ดี รอบถัดไปจะคุมยากขึ้น เพราะผู้ป่วยอาจเกิดอาการคลื่นไส้ล่วงหน้า
สิ่งที่ควรทำ: จดบันทึกง่าย ๆ ทุกวันว่าคลื่นไส้และอาเจียนกี่ครั้งในแต่ละรอบเคมีบำบัด แล้วนำไปให้ทีมแพทย์ดูในวันนัดครั้งถัดไป บันทึกนี้ช่วยให้ทีมแพทย์รู้ว่ายาที่ให้ยังคุมอาการระยะไหนไม่ได้
อย่าเปลี่ยนหรือเพิ่มอะไรเอง
การเพิ่มหรือเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เองมีความเสี่ยง 2 อย่าง อย่างแรกคือผู้ป่วยอาจคุมอาการคลื่นไส้ได้น้อยลงจากที่เคยคุมได้ อย่างที่สองคือผลิตภัณฑ์ใหม่อาจทำปฏิกิริยากับยาอื่น ตับย่อยสลายแคนนาบินอยด์ด้วยเอนไซม์กลุ่มหนึ่งที่ชื่อไซโตโครม P450 (cytochrome P450) ผู้ป่วยมะเร็งมักใช้ยาหลายตัวที่ถูกกำจัดด้วยเอนไซม์กลุ่มเดียวกันนี้ อ่านเพิ่มเติมที่ ปฏิกิริยาระหว่างยากับกัญชา: รายการที่ควรพกไปให้แพทย์ดู
ภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทีมแพทย์ต้องรู้ ยากลุ่มนี้ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเซลล์มะเร็ง Taha และคณะ (The Oncologist, พ.ศ. 2562) ย้อนดูเวชระเบียนของผู้ป่วย 140 รายที่ได้รับนิโวลูแมบ (nivolumab) ซึ่งเป็นยาภูมิคุ้มกันบำบัด การศึกษาที่ย้อนดูเวชระเบียนแบบนี้ (การศึกษาเชิงสังเกตแบบย้อนหลัง) บอกได้ว่าสองสิ่งเกิดคู่กัน แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าสิ่งหนึ่งเป็นสาเหตุของอีกสิ่งหนึ่ง
- อัตราการตอบสนองต่อยาอยู่ที่ 15.9% ในผู้ใช้กัญชา และ 37.5% ในผู้ที่ไม่ใช้ อัตราการตอบสนองคือสัดส่วนของผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งเล็กลง
- ระยะเวลาปลอดการลุกลามของโรค (progression-free survival) คือช่วงเวลาก่อนที่มะเร็งจะโตขึ้น ค่านี้ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ อัตราการรอดชีวิตโดยรวมก็ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
- ผู้วิจัยย้ำว่าต้องมีการศึกษาแบบติดตามไปข้างหน้า (prospective) เพิ่มเติม
ผลนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่ากัญชาเป็นอันตราย แต่ก็มากพอที่จะต้องบอกทีมแพทย์ แทนที่จะคาดเดาเอง
สิ่งที่ควรทำ: เขียนรายการทุกอย่างที่ผู้ป่วยใช้อยู่ รวมทั้งผลิตภัณฑ์กัญชาและยาสมุนไพร แล้วนำไปด้วยทุกครั้งที่พบทีมมะเร็งวิทยา ทีมแพทย์จะได้ตรวจหาปฏิกิริยาระหว่างยาก่อนที่จะเกิดปัญหา
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนรุนแรงกว่าแทบทุกกลุ่ม
เคมีบำบัดมักทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง แพทย์เรียกภาวะนี้ว่าภูมิคุ้มกันบกพร่อง (immunocompromised) มีรายงานแล้วว่ากัญชาที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อราและแบคทีเรีย การใช้แบบสูดเข้าปอดน่ากังวลที่สุด
สิ่งที่ควรทำ: ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์จากช่องทางที่ถูกกฎหมายและมีการตรวจแต่ละรุ่นการผลิต และขอดูใบรับรองผลการตรวจทุกครั้ง
รู้จักกลุ่มอาการอาเจียนรุนแรงจากกัญชา (cannabinoid hyperemesis syndrome)
ในภาวะนี้ การใช้กัญชาเป็นประจำเป็นตัวที่ทำให้อาเจียนซ้ำเป็นรอบ ๆ อาการมักทุเลาลงชั่วคราวเมื่ออาบน้ำร้อน การใช้กัญชาเพิ่มไม่ช่วยอะไร อาการจะหายก็ต่อเมื่อหยุดใช้กัญชาเท่านั้น
ผู้ป่วยที่อาเจียนจากเคมีบำบัดอยู่แล้วอาจมีภาวะนี้โดยไม่มีใครสังเกต ผู้ป่วยมักคิดว่าควรใช้กัญชาเพิ่ม แต่ยิ่งใช้อาการก็ยิ่งแย่ลง
สิ่งที่ควรทำ: หากผู้ที่ใช้กัญชาเป็นประจำอาเจียนซ้ำหลายครั้ง และอาการทุเลาเมื่ออาบน้ำร้อน ให้แจ้งแพทย์ว่าผู้ป่วยใช้กัญชาอยู่
6. ในประเทศไทย
กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จัดทำคำแนะนำการใช้กัญชาทางการแพทย์ ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 (มกราคม พ.ศ. 2564) จัดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดไว้ในกลุ่มโรคหรือภาวะที่ได้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์กัญชา คำแนะนำนี้มีการปรับปรุงอีกหลายครั้ง ฉบับล่าสุดที่เราพบคือฉบับปรับปรุงครั้งที่ 6 (พ.ศ. 2567) จึงควรตรวจสอบว่าฉบับที่ใช้อยู่ตอนนี้เป็นฉบับไหน
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีหลักฐานสูงสุดในคำแนะนำ ในกลุ่มเดียวกันยังมีภาวะอื่น เช่น โรคลมชักที่ดื้อต่อยา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) และอาการปวดจากเส้นประสาท การจัดกลุ่มนี้สอดคล้องกับแนวทางสากลข้างต้น แต่ไม่ได้ทำให้กัญชาเป็นยาแก้คลื่นไส้ตัวแรกที่ควรเลือก การใช้ทุกกรณีต้องอยู่ในแผนการรักษาของทีมมะเร็งวิทยา
ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 และจ่ายได้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์ อ่านกฎเรื่องใบสั่งจ่ายได้ที่ กัญชาทางการแพทย์: ความหมายของคำนี้ หลักฐานรองรับอะไรบ้าง และแบบ ภ.ท.33 ของประเทศไทย
แพทย์สั่งจ่ายช่อดอกได้หรือไม่เป็นคำถามหนึ่ง ส่วนโดรนาบินอลหรือนาบิโลนขึ้นทะเบียนและมีจำหน่ายในไทยหรือไม่เป็นอีกคำถามหนึ่ง เรายังยืนยันไม่ได้ว่ายาทั้งสองตัวขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้วหรือยัง ยาที่ได้รับอนุมัติในต่างประเทศไม่ได้แปลว่าขึ้นทะเบียนในไทยแล้ว
สิ่งที่ควรทำ: อย่าคิดเอาเองว่ามีหรือไม่มี ให้ถามแพทย์มะเร็งที่รักษาอยู่หรือห้องยาของโรงพยาบาลว่ามีโดรนาบินอลหรือนาบิโลนหรือไม่ ถ้าไม่มีทั้งสองตัว ให้ถามว่าทีมแพทย์ใช้ยาเสริมตัวไหนกับอาการคลื่นไส้ที่ยังไม่หาย
7. ข้อแนะนำสำหรับผู้ปลูกที่มีใบอนุญาตซึ่งช่อดอกอาจไปถึงมือผู้ป่วย
หมายเหตุผู้แปล: ผลผลิตของคุณอาจไปถึงผู้ป่วยเคมีบำบัด ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะภูมิคุ้มกันมักอ่อนแอ สภาพอากาศในไทยยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเรื่องเชื้อรา ห้องอาจร้อนถึง 30–35 °C ฤดูฝนความชื้นสูง และถ้าไฟดับระหว่างการทำแห้ง เครื่องลดความชื้นและเครื่องปรับอากาศก็จะหยุดทำงาน
- ตรวจทุกรุ่นการผลิต ส่งตัวอย่างไปให้ห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อรา แบคทีเรีย และไมโคทอกซิน (สารพิษจากเชื้อรา) ก่อนส่งของออกจากฟาร์ม คุณจะรู้ว่ารุ่นนั้นปลอดภัยสำหรับผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือไม่ และมีหลักฐานให้ผู้ซื้อดูได้ ถามห้องปฏิบัติการด้วยว่าการตรวจแต่ละรายการได้รับการรับรองมาตรฐานใด
- จดบันทึกห้องทำแห้งและห้องเก็บ ทั้งอุณหภูมิและความชื้นทุกวัน และจดทุกครั้งที่ไฟดับว่าดับนานเท่าไร หากเกิดปัญหา คุณจะย้อนดูได้ว่ารุ่นการผลิตไหนได้รับผลกระทบ และส่งรุ่นนั้นไปตรวจซ้ำได้
- เก็บบันทึกตามมาตรฐาน GACP (หลักปฏิบัติที่ดีทางการเกษตรและการเก็บเกี่ยว) แต่ละรุ่นการผลิตจะตรวจย้อนกลับได้ตั้งแต่วันปลูกจนถึงวันขาย
- อย่าโฆษณาว่าช่อดอกรักษาอาการคลื่นไส้จากเคมีบำบัดได้ กฎหมายไทยห้ามโฆษณาช่อดอก และไม่มีแนวทางใดสนับสนุนการใช้ช่อดอกในกรณีนี้
หากคุณหรือคนที่คุณดูแลเคยรับเคมีบำบัดในประเทศไทย ช่วยเล่าประสบการณ์ไว้ใต้กระทู้นี้ด้วย เช่น ทีมแพทย์ได้คุยเรื่องการคุมอาการคลื่นไส้ตั้งแต่ก่อนเริ่มรอบแรกหรือไม่ หรือเพิ่งมาคุยหลังจากที่อาการกลายเป็นปัญหาแล้ว หลักฐานบอกว่ารอบแรกมีผลต่อรอบที่เหลือทั้งหมด เรื่องเล่าจากสมาชิกจะช่วยให้เห็นว่าโรงพยาบาลในไทยคุยเรื่องนี้กับผู้ป่วยบ่อยแค่ไหน
เอกสารอ้างอิง (ตอนที่ 2)
- US FDA. Marinol (dronabinol) capsules, prescribing information (เอกสารกำกับยา). https://www.accessdata.fda.gov/drugsatfda_docs/label/2026/018651s036lbl.pdf
- US FDA. Cesamet (nabilone) capsules, prescribing information (เอกสารกำกับยา).
- Hesketh PJ et al. Antiemetics: American Society of Clinical Oncology Clinical Practice Guideline Update. J Clin Oncol 2017.
- Hesketh PJ et al. Antiemetics: ASCO Guideline Update. J Clin Oncol 2020;38(24):2782-2797. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/32658626/
- Braun IM et al. Cannabis and Cannabinoids in Adults With Cancer: ASCO Guideline. J Clin Oncol 2024;42(13):1575-1593. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38478773/
- NCCN Clinical Practice Guidelines in Oncology: Antiemesis (ตรวจสอบฉบับปัจจุบัน). https://www.nccn.org/guidelines/guidelines-detail?category=3&id=1415
- Grimison P et al. Oral THC:CBD cannabis extract for refractory chemotherapy-induced nausea and vomiting: a randomised, placebo-controlled, phase II crossover trial. Ann Oncol 2020;31(11):1553-1560. doi:10.1016/j.annonc.2020.07.020
- Taha T et al. Cannabis Impacts Tumor Response Rate to Nivolumab in Patients with Advanced Malignancies. Oncologist 2019;24(4):549-554. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/30670598/
- กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. คำแนะนำการใช้กัญชาทางการแพทย์. https://cpg.dms.go.th
ดูรายการการทดลองในอดีต (Chan 1987, Dalzell 1986) ได้ในเอกสารอ้างอิงของตอนที่ 1
บทความเพื่อการศึกษาจากชุมชน Asiannabis เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ใช่เหตุผลให้เปลี่ยนการรักษาอาการคลื่นไส้ใด ๆ ทีมมะเร็งวิทยาที่รักษาอยู่เป็นผู้วางแผนคุมอาการคลื่นไส้ระหว่างเคมีบำบัด