ช่องทางการใช้กัญชาทางการแพทย์: การดูดซึม เวลาเริ่มออกฤทธิ์ การสูดและการกลืน (ตอนที่ 1 จาก 2)

แคนนาบินอยด์ชนิดเดียวกันในปริมาณเท่ากันอาจให้ผลอ่อน ๆ และหมดฤทธิ์เร็ว หรืออาจแรงจนรับมือไม่ไหวนานถึง 12 ชั่วโมง หลายครั้งสิ่งเดียวที่ต่างกันคือช่องทาง หมายถึงวิธีที่สารเข้าสู่ร่างกาย ตอนนี้ครอบคลุม 4 เรื่อง: ช่องทางแต่ละแบบทำให้ยาเข้าสู่เลือดได้มากน้อยเท่าไร ออกฤทธิ์เร็วแค่ไหน ทำไมกัญชาที่สูดกับที่กลืนจึงให้ผลต่างกันมาก และผู้ป่วยนำตัวเลขเหล่านี้ไปใช้อย่างไรได้บ้าง

หมายเหตุผู้แปล: ญาติและผู้ป่วยมักถามผู้ปลูกในประเทศไทยว่ากัญชาทางการแพทย์ “ควรใช้อย่างไร” บทความนี้ไม่ได้ใช้แทนผู้สั่งจ่ายยา แต่อธิบายตัวเลขต่าง ๆ เพื่อให้คุณมีคำถามที่ตรงจุดมากขึ้นไว้ถามผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต

ทำไมช่องทางการใช้จึงสำคัญกว่าตัวเลขมิลลิกรัม

ตัวเลขมิลลิกรัมบอกเพียงว่าใส่เข้าปาก สูดเข้าปอด หรือทาลงบนผิวไปเท่าไร แต่ไม่ได้บอกว่าเข้าสู่กระแสเลือดได้เท่าไร และไม่ได้บอกว่าไปถึงเลือดเร็วแค่ไหน ตับทำอะไรกับมัน หรือมันอยู่ในร่างกายนานเท่าไร

ช่องทางการให้ยา (route of administration) คือทางที่ยาเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจเป็นการสูด การกลืน การอมไว้ใต้ลิ้น การทาบนผิว หรือการสอดเข้าทางทวารหนัก สำหรับกัญชา ช่องทางมีผลต่อผลลัพธ์มากกว่าปัจจัยอื่นใด ด้วยเหตุผล 3 ข้อ:

  • แคนนาบินอยด์ละลายในไขมันได้ดี แต่ละลายในน้ำได้น้อย
  • ตับย่อยสลายแคนนาบินอยด์ไปเป็นสัดส่วนมาก
  • ลำไส้ดูดซึมแคนนาบินอยด์ได้ไม่สม่ำเสมอ

สิ่งที่ควรทำ: เมื่อเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ 2 ชนิดหรือขนาดยา 2 ขนาด ให้เขียนช่องทางการใช้ไว้ข้างตัวเลขมิลลิกรัมเสมอ เพราะมิลลิกรัมเท่ากันจะให้ผลไม่เหมือนกันเมื่อสูดกับเมื่อกลืน

ศัพท์ 4 คำ: ชีวปริมาณออกฤทธิ์ เวลาเริ่มออกฤทธิ์ ช่วงสูงสุด และระยะเวลาออกฤทธิ์

  • ชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailability): สัดส่วนของปริมาณที่ใช้ ซึ่งเข้าสู่กระแสเลือดทั่วร่างกายโดยยังไม่ถูกเปลี่ยนรูป
  • เวลาเริ่มออกฤทธิ์ (onset): เวลาตั้งแต่ใช้จนเริ่มรู้สึกถึงผล
  • ช่วงสูงสุด (peak): เวลาตั้งแต่ใช้จนระดับในเลือดสูงที่สุด
  • ระยะเวลาออกฤทธิ์ (duration): ผลอยู่นานเท่าไร

Marilyn Huestis เขียนบทความทบทวนงานวิจัยเมื่อ พ.ศ. 2550 ชื่อ Human Cannabinoid Pharmacokinetics ซึ่งถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวาง เภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetics) คือการศึกษาว่าร่างกายดูดซึม เปลี่ยนแปลง และกำจัดยาออกอย่างไร ในงานวิจัยที่เธอทบทวน เตตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC ซึ่งเป็นแคนนาบินอยด์หลักที่ทำให้เมา) ที่ได้จากการสูบ เข้าสู่กระแสเลือดได้ร้อยละ 2 ถึง 56 งานวิจัยที่ควบคุมได้ดีกว่าให้ช่วงที่แคบลง คือประมาณร้อยละ 8 ถึง 24

ยาที่กลืนลงไปเข้าสู่เลือดได้น้อยกว่านั้นมาก โดย Huestis ระบุไว้ที่ร้อยละ 4 ถึง 20

ทำไมช่วงตัวเลขที่ตีพิมพ์จึงกว้างมาก

  1. วิธีสูดของแต่ละคน Huestis เชื่อมโยงความแตกต่างนี้กับจำนวนครั้งที่สูดและความยาวของการสูดแต่ละครั้ง ช่วงห่างระหว่างการสูด เวลาที่กลั้นหายใจ และความลึกของการหายใจเข้าก็มีผลเช่นกัน
  2. การเผาผลาญผ่านตับครั้งแรก (first-pass metabolism) ทุกอย่างที่กลืนลงไปต้องผ่านผนังลำไส้และตับก่อนจะไปถึงส่วนอื่นของร่างกาย ตับจะย่อยสลายยาไปส่วนหนึ่งในการผ่านครั้งแรกนี้
  3. อาหาร ไขมันในกระเพาะขณะใช้ยาจะเปลี่ยนปริมาณที่ลำไส้ดูดซึมได้
  4. สูตรตำรับ (formulation) หมายถึงวิธีผลิตผลิตภัณฑ์นั้น น้ำมัน แคปซูล และสารสกัดสมุนไพรอาจมีปริมาณตามฉลากเท่ากัน แต่ยังให้ผลในร่างกายต่างกันได้

สิ่งที่ควรทำ: หากคุณติดตามว่าผลิตภัณฑ์หนึ่งได้ผลกับคุณอย่างไร ให้ใช้ผลิตภัณฑ์เดิม ช่องทางเดิม และจังหวะเวลาเทียบกับมื้ออาหารแบบเดิมทุกครั้ง ไม่อย่างนั้นคุณจะแยกไม่ออกว่าผลที่เปลี่ยนไปมาจากขนาดยา หรือมาจากปัจจัยข้อใดข้อหนึ่งใน 4 ข้อนี้

เทียบแต่ละช่องทาง

ช่องทาง สัดส่วนที่เข้าสู่เลือด เวลาเริ่มออกฤทธิ์ ช่วงสูงสุด ระยะเวลาออกฤทธิ์ ข้อดี ความเสี่ยงและข้อจำกัด
สูด (ระเหยหรือสูบ) 2–56% ในงานวิจัยต่าง ๆ; ประมาณ 8–24% ในงานวิจัยที่ควบคุมได้ดีกว่า 5–10 นาที ผลสูงสุด: 10–20 นาที; ระดับในเลือด: ประมาณ 9 นาทีหลังสูบ 2–4 ชั่วโมง รู้สึกถึงผลได้เร็ว; ปรับขนาดทีละน้อยได้ง่าย ปอดได้รับสาร; ผลขึ้นกับเทคนิคการสูด
กลืน (น้ำมัน แคปซูล อาหารผสมกัญชา) 4–20% 30–60 นาที นานสุดถึง 3 ชั่วโมง 2–4 ชั่วโมง บางครั้งเกิน 6 ชั่วโมง 4–6 ชั่วโมงหรือนานกว่า ออกฤทธิ์นาน; ทำให้ได้ผลสม่ำเสมอได้ง่าย ออกฤทธิ์ช้าจนคนอยากใช้เพิ่ม; อาหารเปลี่ยนการดูดซึม
ใต้ลิ้น / สเปรย์พ่นในช่องปาก ไม่มีตัวเลขที่เชื่อถือได้; ใกล้เคียงกับการกลืน เข้าสู่เลือดภายในประมาณ 15 นาที 45–120 นาที (สเปรย์ที่ได้รับอนุญาต) หลายชั่วโมง เลี่ยงการผ่านตับครั้งแรกได้บางส่วน ส่วนไม่น้อยถูกกลืนลงไปอยู่ดี; ผลต่างกันมากในแต่ละคน
ทาผิว (ครีม บาล์ม) เกือบเป็นศูนย์ หากเป็นยาทาภายนอก (topical) แท้ เฉพาะที่ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีช่วงสูงสุดในเลือด เฉพาะที่เท่านั้น ไม่ทำให้เมา ไม่มีผลต่อทั้งร่างกาย; ไม่เหมือนแผ่นแปะผิวหนัง
ทางทวารหนัก (ยาเหน็บ หรือ suppository) ไม่พบการดูดซึมของ THC ทั่วไป; 13.5% สำหรับ THC รูปแบบดัดแปลงในลิง ช้า เป็นชั่วโมง 2–8 ชั่วโมง ในงานวิจัยของรูปแบบดัดแปลง ยาวนานขึ้น ไม่ผ่านกระเพาะ ตัวเลขสูง ๆ ที่เล่าต่อกันไม่มีหลักฐานรองรับ

วิธีอ่านตาราง:

  • สำหรับการสูด ผลจะสูงสุดที่ 10–20 นาที ส่วนระดับในเลือดหลังสูบจะสูงสุดเร็วกว่านั้น คือประมาณ 9 นาที
  • ช่วงสูงสุด 45–120 นาทีของช่องทางใต้ลิ้นมาจาก nabiximols ซึ่งเป็นสเปรย์พ่นในช่องปากที่ได้รับอนุญาต
  • ตัวเลขร้อยละ 13.5 ของทางทวารหนักวัดในลิง และใช้กับ THC ที่ถูกดัดแปลงทางเคมี ตอนที่ 2 จะอธิบาย 3 ช่องทางนี้โดยละเอียด

เวลาเริ่มออกฤทธิ์: ข้อมูลความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยใหม่

ถ้าผู้ป่วยใหม่จะจำได้เพียงเรื่องเดียว ควรเป็นเรื่องเวลาเริ่มออกฤทธิ์ เหตุผลอยู่ที่พฤติกรรมของคนระหว่างรอ

กัญชาที่สูดเข้าไปออกฤทธิ์ภายในไม่กี่นาที ผู้ใช้จึงรู้สึกถึงผลและหยุดได้ทัน ส่วนผลิตภัณฑ์ที่กลืนลงไปอาจไม่แสดงผลอะไรเลยนานหนึ่งชั่วโมงหรือมากกว่า หลายคนจึงสรุปว่า “ไม่ได้ผล” แล้วใช้เพิ่ม กว่าครั้งแรกจะเริ่มออกฤทธิ์ ครั้งที่สองและครั้งที่สามก็อาจเข้าไปอยู่ในร่างกายแล้ว

สิ่งที่ควรทำ:

  • ในการใช้ครั้งแรก ๆ ของผลิตภัณฑ์ใหม่หรือช่องทางใหม่ ให้จดเวลาที่ใช้ และจดเวลาที่เริ่มรู้สึกถึงผลกับเวลาที่ผลหายไปด้วย วิธีนี้ทำให้คุณรู้เวลาเริ่มออกฤทธิ์ของตัวเอง ซึ่งอาจต่างจากค่าเฉลี่ยข้างต้น
  • ก่อนใช้แบบกลืนครั้งแรก ให้ถามผู้สั่งจ่ายยาว่าต้องรอนานเท่าไรก่อนจะใช้เพิ่ม เพื่อป้องกันการใช้ซ้อนกันหลายครั้งตามที่อธิบายไว้ข้างต้น
  • หากมีคนใช้มากเกินไปแล้ว ให้อ่านกระทู้ของเราเรื่องภาวะเมาจาก THC เกินขนาด ซึ่งอธิบายว่าอะไรช่วยได้ และเมื่อใดควรไปโรงพยาบาล

การสูด: การระเหยเทียบกับการสูบ

การเผาไหม้ (combustion) เกิดที่ประมาณ 230 °C การเผากัญชาให้สารแบบเดียวกับการเผาวัสดุจากพืชทั่วไป:

  • คาร์บอนมอนอกไซด์
  • น้ำมันดิน (tar) คือคราบเหนียวสีน้ำตาลในควัน
  • สารไฮโดรคาร์บอนอะโรมาติกที่ระเหยง่าย ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีอันตรายที่เกิดจากการเผาไหม้

เครื่องระเหย (vaporiser) ให้ความร้อนแก่วัสดุที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดนั้น แคนนาบินอยด์และเทอร์พีน (สารที่ให้กลิ่น) จะกลายเป็นไอ แต่เนื้อพืชไม่ติดไฟ

งานวิจัยที่ซานฟรานซิสโก: ระดับในเลือดเท่ากัน แต่คาร์บอนมอนอกไซด์น้อยกว่ามาก

Donald Abrams และคณะจาก University of California, San Francisco (สหรัฐอเมริกา) ทำการศึกษานำร่อง และตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2550 ในวารสาร Clinical Pharmacology and Therapeutics ผู้เข้าร่วม 18 คนสูดกัญชา 2 วิธี คือจากเครื่องระเหยที่ตั้งไว้ 180–200 °C และจากการสูบ

ระดับ THC ในเลือดใกล้เคียงกันทั้ง 2 วิธี การสูบทำให้คาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจออกของผู้เข้าร่วมสูงขึ้น ขณะที่เครื่องระเหยแทบไม่ทำให้คาร์บอนมอนอกไซด์เพิ่มขึ้นเลย เหตุผลคือเครื่องระเหยทำงานต่ำกว่าจุดเผาไหม้ จึงไม่เกิดสารจากการเผาไหม้

บทเรียน: ในงานวิจัยนี้ การระเหยให้ THC ได้เท่ากับการสูบ แต่ผู้ใช้ได้รับสารจากการเผาไหม้น้อยกว่า

การทดสอบอุณหภูมิของเครื่องระเหยในห้องปฏิบัติการ

Dale Gieringer ทดสอบเครื่องระเหยในห้องปฏิบัติการ ไม่ได้ทดสอบในคน ผลงานเผยแพร่ผ่าน Multidisciplinary Association for Psychedelic Studies (MAPS) ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยไม่แสวงหากำไรในสหรัฐอเมริกา แคนนาบินอยด์ถูกปล่อยออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ประมาณ 180–190 °C ส่วนเบนซีนเริ่มปรากฏที่ประมาณ 200 °C

ไม่พบสารพิษ 3 ชนิดที่มักพบในควันบุหรี่และควันกัญชา ได้แก่ เบนซีน โทลูอีน และแนฟทาลีน คาร์บอนมอนอกไซด์ลดลง แต่การทดสอบไม่ได้วัดว่าลดลงเท่าไร ถ้าตั้งเครื่องให้ร้อนขึ้น ปฏิกิริยาเคมีจะกลับไปใกล้เคียงการเผาไหม้

สิ่งที่ควรทำ: หากผู้สั่งจ่ายยาอนุมัติให้ใช้วิธีระเหย ให้ใช้เครื่องที่ควบคุมอุณหภูมิได้ และตั้งไว้ในช่วง 180–200 °C ตามที่ใช้ในงานวิจัยเหล่านี้ ถ้าสูงกว่าช่วงนี้ ข้อดีของการไม่เผาไหม้วัสดุจะเริ่มหายไป

หมายเหตุผู้แปล: ก่อนซื้ออุปกรณ์ใด ๆ ในประเทศไทย ให้ตรวจสอบกฎระเบียบปัจจุบันของไทยเกี่ยวกับเครื่องระเหยและอุปกรณ์สูบไอ (vaping) รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้า กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หลักฐานเรื่องอันตรายต่อปอด

US National Academies คือองค์กรที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ระดับชาติของสหรัฐอเมริกา รายงานปี พ.ศ. 2560 ชื่อ The Health Effects of Cannabis and Cannabinoids จัดระดับหลักฐานเรื่องกัญชากับปอด ไว้ดังนี้:

  • หลักฐานค่อนข้างมาก (substantial): การสูบกัญชาเป็นเวลานานสัมพันธ์กับอาการทางเดินหายใจที่แย่ลง และยังสัมพันธ์กับการกำเริบของหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (การอักเสบของทางเดินหายใจที่เป็นอยู่นาน) ที่บ่อยขึ้น
  • หลักฐานปานกลาง: การเลิกสูบสัมพันธ์กับอาการที่ดีขึ้น
  • หลักฐานจำกัด: การสูบเป็นครั้งคราวสัมพันธ์กับความเสี่ยงของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ซึ่งเป็นโรคปอดระยะยาวที่ทำให้หายใจลำบาก หลักฐานนี้ได้ปรับแยกผลของการสูบบุหรี่ (ยาสูบ) ออกแล้ว

สิ่งที่ควรทำ: แจ้งผู้สั่งจ่ายยาเรื่องอาการไอหรือปัญหาการหายใจใด ๆ ก่อนตัดสินใจเลือกวิธีสูด หลักฐานแสดงว่าอาการมักดีขึ้นหลังเลิกสูบ จึงเปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่นได้

สิ่งที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับความปลอดภัยของเครื่องระเหย

การได้รับสารจากการเผาไหม้น้อยลงไม่ได้แปลว่าเครื่องระเหยปลอดภัย ยังไม่มีงานวิจัยระยะยาวในคนที่ติดตามผลต่อสุขภาพจากการระเหยดอกแห้ง บทความทบทวนปี พ.ศ. 2568 ในวารสาร Frontiers in Toxicology เรื่องการสูบไอสารสกัดกัญชาเข้มข้นระบุว่า งานวิจัยด้านความเสี่ยงต่อสุขภาพตามหลังการใช้จริงอยู่มาก

การระบาดของการบาดเจ็บที่ปอดจากการสูบไอในสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นว่าช่องว่างนี้สำคัญแค่ไหน ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐอเมริกา (CDC) บันทึกผู้ป่วยไว้ 2,807 รายที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต ในจำนวนนี้เสียชีวิต 68 ราย ในผู้ป่วยที่เข้าโรงพยาบาล 2,022 รายที่มีข้อมูลเรื่องนี้ (ณ วันที่ 14 มกราคม 2563) ร้อยละ 82 รายงานว่าใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี THC ทั้งนี้ CDC พบว่า วิตามินอีอะซิเตต (vitamin E acetate) สัมพันธ์อย่างมากกับการบาดเจ็บเหล่านี้ สารเติมแต่งลักษณะเป็นน้ำมันชนิดนี้พบในน้ำยาของตลับน้ำมัน (cartridge) สำหรับการสูบไอบางชนิด

หมายเหตุผู้แปล: ถ้าตลับน้ำมันไม่มีชื่อผู้ผลิตที่ตรวจสอบได้หรือไม่มีใบรับรองผลแล็บ คุณจะไม่มีทางรู้ว่ามีอะไรเติมลงไปในน้ำยาบ้าง อย่าใช้ตลับที่คุณตรวจสอบแหล่งที่มาและส่วนประกอบไม่ได้ ประเทศไทยยังมีกฎด้านสาธารณสุขแยกต่างหากสำหรับการสูบกัญชาในที่ที่คนอื่นต้องสูดควันด้วย ตอนที่ 2 จะอธิบายเรื่องนี้

กัญชาแบบกลืน: น้ำมัน แคปซูล และอาหารผสมกัญชา

การผ่านตับครั้งแรกและสารที่ได้จากการย่อยสลายซึ่งยังออกฤทธิ์

กัญชาที่กลืนลงไปเดินทางจากลำไส้ไปยังตับผ่านหลอดเลือดดำพอร์ทัล (portal vein) ซึ่งนำเลือดจากลำไส้ตรงไปที่ตับ ตับจึงจัดการกับกัญชาก่อนที่ส่วนอื่นของร่างกายจะได้รับ การผ่านตับครั้งแรกนี้คือเหตุผลที่ยาแบบกลืนเข้าสู่เลือดได้น้อยมาก

การผ่านตับครั้งแรกยังเปลี่ยนชนิดของสารที่เข้าสู่เลือดด้วย เอนไซม์ในตับกลุ่มไซโตโครม P450 (CYP) เปลี่ยน THC ให้เป็น 11-hydroxy-THC โดยเอนไซม์หลักคือ CYP2C9 สาร 11-hydroxy-THC เป็นสารที่ได้จากการย่อยสลายซึ่งยังออกฤทธิ์ได้ และเข้าสู่สมองได้ด้วย

Huestis รายงานว่าหลังการสูบ ระดับ 11-hydroxy-THC มีเพียงประมาณร้อยละ 6–10 ของระดับ THC แต่หลังการกลืนจะสูงกว่านั้นมาก เธออ้างถึงกลุ่มวิจัยที่นำโดย Nadulski ในงานของกลุ่มนี้ ถ้าระดับ 11-hydroxy-THC สูงกว่าระดับ THC ภายใน 2 ชั่วโมง แสดงว่ากัญชานั้นถูกกลืนเข้าไป

11-hydroxy-THC ถูกอธิบายมานานแล้วว่าทำให้เมาได้อย่างน้อยเท่ากับ THC แต่นักวิจัยยังไม่ได้ข้อสรุปตรงกันว่าสารทั้งสองเทียบกันได้อย่างไรแน่

บทเรียน: ยาแบบกลืนไม่ใช่แค่ยาแบบสูดที่อ่อนลง แต่ให้ส่วนผสมของสารออกฤทธิ์ที่ต่างออกไป จึงรู้สึกถึงผลต่างกัน

ออกฤทธิ์ช้ากับการเข้าห้องฉุกเฉิน: งานวิจัยในรัฐโคโลราโด

Andrew Monte และคณะศึกษาผู้ป่วยที่มาแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในรัฐโคโลราโด ซึ่งเป็นรัฐในสหรัฐอเมริกาที่ขายกัญชาได้ถูกกฎหมาย คณะวิจัยเปรียบเทียบอาการป่วยตามช่องทางที่ได้รับกัญชา งานนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Annals of Internal Medicine เมื่อ พ.ศ. 2562

อาหารผสมกัญชา (edibles) เกี่ยวข้องกับการมาห้องฉุกเฉิน 238 ครั้ง จากทั้งหมด 2,567 ครั้งที่เกิดจากกัญชา คิดเป็นประมาณร้อยละ 9 ทั้งที่อาหารผสมกัญชาคิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 0.32 ของ THC ที่ขายในรัฐนี้เมื่อคิดตามน้ำหนัก ผู้ป่วยจากอาหารผสมกัญชามีอาการทางจิตเวชเฉียบพลัน และอาการทางหัวใจหรือระบบไหลเวียนเลือดบ่อยกว่ากลุ่มอื่น ส่วนผู้ป่วยจากการสูดมีภาวะอาเจียนจากแคนนาบินอยด์ (cannabinoid hyperemesis: ภาวะที่อาเจียนรุนแรงซ้ำ ๆ) บ่อยกว่า

บทเรียน: อาหารผสมกัญชาทำให้เกิดเหตุฉุกเฉินมากกว่าสัดส่วนยอดขายของมันมาก ตรงกับรูปแบบการออกฤทธิ์ช้า คือคนใช้เพิ่มก่อนที่ครั้งแรกจะเริ่มออกฤทธิ์

สิ่งที่ควรทำ: ให้ถือว่าอาหารผสมกัญชาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกฤทธิ์ช้า ใช้ปริมาณที่ตวงไว้แล้วเพียงครั้งเดียว และจดเวลาไว้ จากนั้นรอให้ครบเวลาที่ผู้สั่งจ่ายยากำหนดก่อนตัดสินใจทำอะไรต่อ

อาหาร ไขมัน และการดูดซึม

แคนนาบินอยด์ละลายในไขมัน ไขมันในลำไส้ขณะใช้ยาจึงเปลี่ยนการดูดซึมได้มาก เรื่องนี้ระบุไว้ในฉลากยาอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่การคาดเดา

องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) เผยแพร่ข้อมูลการสั่งจ่ายยาของสารละลายแคนนาบิไดออล (CBD) ชนิดรับประทานที่ได้รับอนุมัติ หลังมื้ออาหารไขมันสูงและแคลอรีสูง ระดับสูงสุดในเลือดเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เท่าเมื่อเทียบกับตอนท้องว่าง ปริมาณที่ได้รับทั้งหมด (total exposure) ซึ่งหมายถึงปริมาณรวมในเลือดตลอดช่วงเวลา เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า ฉลากแนะนำให้ใช้ยาในจังหวะเดิมทุกครั้ง เช่น หลังอาหารทุกครั้ง หรือตอนท้องว่างทุกครั้ง

Nabiximols เป็นสเปรย์พ่นในช่องปากที่ได้รับอนุญาต ผลิตจากสารสกัดกัญชาที่ควบคุมมาตรฐาน ตอนที่ 2 จะอธิบายโดยละเอียด สเปรย์แต่ละครั้งถูกกลืนลงไปส่วนหนึ่ง ฉลากของ nabiximols รายงานว่าเมื่อใช้พร้อมอาหาร ค่าต่าง ๆ เพิ่มขึ้นดังนี้:

  • THC: ระดับสูงสุดประมาณ 1.6 เท่า ปริมาณที่ได้รับทั้งหมดประมาณ 2.8 เท่า
  • CBD: ระดับสูงสุด 3.3 เท่า ปริมาณที่ได้รับทั้งหมด 5.1 เท่า

สิ่งที่ควรทำ: ใช้ผลิตภัณฑ์แบบกลืนในลักษณะเดิมทุกครั้งตามที่ผู้สั่งจ่ายยาแนะนำ คือพร้อมมื้ออาหารที่คล้ายกันทุกครั้ง หรือตอนท้องว่างทุกครั้ง การดูดซึมจะคาดการณ์ได้ และเมื่อผลเปลี่ยนไป คุณจะรู้ว่ามาจากขนาดยาที่เปลี่ยนจริง ๆ

หมายเหตุผู้แปล: อาหารไทยมีปริมาณไขมันต่างกันมาก แกงกะทิมีไขมันมากกว่าข้าวต้มเปล่าหนึ่งชามมาก น้ำมันชนิดเดียวกันอาจถูกดูดซึมต่างกันมากหลังกินอาหาร 2 มื้อนี้ ถ้าคุณเปลี่ยนเวลาใช้ยาเทียบกับมื้ออาหาร ให้แจ้งผู้สั่งจ่ายยา

หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย น้ำมันและแคปซูลมักถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิ 30–35 °C และฤดูฝนมีความชื้นสูง ให้เก็บรักษาตามวิธีที่ระบุบนฉลาก เก็บให้พ้นแสงแดด และห้ามทิ้งไว้ในรถที่จอดไว้ เก็บแคปซูลในภาชนะปิดสนิทเพื่อไม่ให้ชื้น ถ้าฉลากระบุให้เก็บในตู้เย็น ให้วางแผนรับมือไฟดับ และถามเภสัชกรว่าควรทำอย่างไรถ้าตู้เย็นเสีย ผลิตภัณฑ์ที่เสียหายจากความร้อนหรือความชื้นอาจไม่มีปริมาณสารตามที่ฉลากระบุแล้ว

คำถามเกี่ยวกับตอนนี้

ถ้ามีส่วนไหนไม่ชัดเจน หรือคุณเคยจดเวลาเริ่มออกฤทธิ์ของตัวเองไว้ โพสต์ไว้ใต้กระทู้นี้ได้เลย ขอให้คุยกันในระดับข้อมูลทั่วไป ส่วนเรื่องการรักษา ให้ผู้สั่งจ่ายยาของคุณเป็นผู้ตัดสินใจ

เอกสารอ้างอิง

  • Huestis MA. Human Cannabinoid Pharmacokinetics. บทความทบทวน, 2007. (อ้างถึง Nadulski และคณะ เรื่องอัตราส่วนของ 11-hydroxy-THC ต่อ THC ด้วย)
  • Canadian Pharmacists Association และ Health Canada: เอกสารเกี่ยวกับชีวปริมาณออกฤทธิ์ เวลาเริ่มออกฤทธิ์ และระยะเวลาออกฤทธิ์ของกัญชา
  • Abrams DI และคณะ, University of California, San Francisco. การระเหยเทียบกับการสูบ การศึกษานำร่อง. Clinical Pharmacology and Therapeutics, 2007.
  • Gieringer D. การทดสอบเครื่องระเหยกัญชาในห้องปฏิบัติการ เผยแพร่ผ่าน Multidisciplinary Association for Psychedelic Studies
  • US National Academies. The Health Effects of Cannabis and Cannabinoids, 2017.
  • Munger และคณะ. เคมีของการสูบไอสารสกัดกัญชาเข้มข้น. Frontiers in Toxicology, 2025.
  • US Centers for Disease Control and Prevention. ข้อมูลการบาดเจ็บที่ปอดที่เกี่ยวข้องกับการสูบไอ ณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2020
  • Monte AA และคณะ. อาการป่วยเฉียบพลันแยกตามช่องทางที่ได้รับกัญชา รัฐโคโลราโด. Annals of Internal Medicine, 2019.
  • US Food and Drug Administration. ข้อมูลการสั่งจ่ายยา สารละลายแคนนาบิไดออลชนิดรับประทาน
  • สเปรย์ nabiximols ชนิดพ่นผ่านเยื่อบุช่องปาก (oromucosal). Summary of Product Characteristics (เอกสารสรุปคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์)

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้เรื่องกัญชาทางการแพทย์ของ Asiannabis Community เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การตัดสินใจเรื่องการรักษาเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต เนื้อหานี้มีไว้เพื่อการศึกษาในพื้นที่ที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์

อ่านต่อตอนที่ 2: ช่องทางการใช้กัญชาทางการแพทย์: ใต้ลิ้น ผิวหนัง ทางทวารหนัก รูปแบบยา และกฎหมายไทย (ตอนที่ 2 จาก 2)

Vaporizers: Temperature Control, Convection and Maintenance
Routes of Administration for Medical Cannabis: Under the Tongue, Skin, Rectal, Dosage Forms and the Thai Rules (Part 2 of 2)
Start Low, Go Slow: Why Doses Differ Between People, Tolerance, Side Effects, Drug Interactions and the Symptom Diary (Part 2 of 2)
Cannabis and Glaucoma: Why Eye Doctors Advise Against It Even Though It Lowers Eye Pressure
Cannabis for Migraine and Cluster Headache: The First Controlled Trial, Its Limits and the Medication Overuse Trap
CBD and Cannabinoid Wellness: How CBD Works, What the Trials Show and the Minor Cannabinoids (Part 1 of 2)
Cannabis and PTSD: What the 2012 Opioid Data Showed, and What the First Randomised Trial Found
Cannabis in Rheumatoid Arthritis and Inflammatory Bowel Disease: Symptoms Improve, Inflammation Does Not
Medical Cannabis: What the Term Means, What the Evidence Supports, and How Thailand's PT 33 Prescription Works
THC Over-Intoxication: How to Recognise It, What Actually Helps and When to Go to Hospital
Cannabis and Chronic Pain: The 2026 Cochrane Review, the Placebo Effect, a Supervised Personal Trial and the Thai Rules (Part 2 of 2)
Cannabis and Chronic Pain: Types of Pain, How Cannabinoids Act on It, and What the Best-Known Trials Measured (Part 1 of 2)
Cannabinoids for Chemotherapy Nausea and Vomiting: Today's Guidelines, Patient Safety and the Thai Rules (Part 2 of 2)
Cannabis and Chronic Insomnia: How Sleep Is Built, What the Best Trial Found and What THC Does to Dream Sleep (Part 1 of 2)
Cannabinoid Pharmacokinetics: Why the Same THC Dose Works So Differently Swallowed or Inhaled (Part 1 of 2)
Contraindications and Cautions for Medical Cannabis: Substance Use, Children, Drug Interactions, Driving and Pregnancy (Part 2 of 2)
Contraindications and Cautions for Medical Cannabis: Mental Illness, Heart Disease, Liver Disease and Older Patients (Part 1 of 2)
Cannabis, Depression and Bipolar Disorder: Why a Higher Dose Can Backfire, and What the Human Depression Studies Show (Part 1 of 2)
Cannabis and Spinal Cord Injury: What the Rat Study Showed, What Human Spasticity Trials Found, and Why They Differ
Edibles and Recipes: Activating Cannabinoids With Heat, Infusing Them Into Fat or Alcohol, Estimating a Dose and the Thai Rules
Medical Cannabis: Evidence, Dosing, Routes and the Thai Rules
Topical Cannabis: Balms, Creams, Oils and Patches – What Gets Through the Skin and How to Check a Product
Prescribing and Dispensing Medical Cannabis: Lessons From the Dutch Doctor–Pharmacist Model for Thailand
Asiannabis Library: Medical Cannabis and Science
Consumption and Gear: Vaporizers, Smoking Gear and Cartridges: What to Post and the Thai Limits