CBD และแคนนาบินอยด์เพื่อสุขภาพ: ประเภทสารสกัด ใบรับรองผลการวิเคราะห์ ขนาดการใช้ ปฏิกิริยาระหว่างยา และกฎระเบียบ (ตอนที่ 2 จาก 2)

ฉลากผลิตภัณฑ์ CBD ให้ข้อมูลน้อยกว่าที่คุณคิด บทความนี้อธิบายว่าคำว่า full-spectrum, broad-spectrum, isolate และสารสกัดหยาบหมายถึงอะไร และอ่านใบรับรองผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการอย่างไร นอกจากนี้ยังอธิบายว่าทำไมคำแนะนำเรื่องขนาดการใช้ยังไม่แม่นยำ ยาตัวไหนมีปฏิกิริยากับ CBD และกฎระเบียบในประเทศไทยกับสหภาพยุโรปเป็นอย่างไร

CBD (แคนนาบิไดออล, cannabidiol) เป็นสารจากกัญชาและกัญชงที่ไม่ทำให้มึนเมา ผลการทดลองสนับสนุนอย่างชัดเจนเพียงการใช้งานเดียว คือโรคลมชักในเด็ก 2 ชนิดที่พบได้ยาก ซึ่งรักษาด้วยขนาดระดับยา หลักฐานด้านความวิตกกังวล การนอนหลับ และอาการปวดข้อยังไม่ชัดเจน ส่วนหลักฐานด้านสุขภาพทั่วไปยังอ่อน เมื่อกลืน CBD เข้าไป ประมาณกันว่ามีเพียง 6–19% เท่านั้นที่เข้าสู่กระแสเลือด

หมายเหตุผู้แปล: บทความนี้เป็นเนื้อหาเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ถ้าคุณส่งวัตถุดิบกัญชง CBD หรือ CBG ผู้ซื้อจะตัดสินผลผลิตของคุณจากใบรับรองผลการวิเคราะห์แบบเดียวกับที่อธิบายในบทความนี้ หัวข้อที่ 11 รวบรวมประเด็นที่ฟาร์มในประเทศไทยนำไปใช้ได้จริง

บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1327

5. ประเภทสารสกัดบนฉลาก

คำเหล่านี้บนฉลากบอกว่าหลังผ่านกระบวนการผลิตแล้ว ยังเหลือสารเคมีจากต้นพืชอยู่มากน้อยแค่ไหน ผู้อ่านถามถึงเรื่องนี้บ่อย ด้านล่างจึงอธิบายไว้ทีละแบบ

สารสกัดหยาบ (crude extract) คือน้ำมันที่ได้จากการสกัดขั้นแรก ยังไม่ได้ทำให้บริสุทธิ์และยังไม่ได้แยกสารออกจากกัน สารสกัดหยาบเป็นวัตถุตั้งต้นของอีก 3 ประเภท

คำบนฉลาก มีอะไรอยู่ข้างใน ข้อดีที่อาจได้ ข้อเสีย
Full-spectrum (ฟูลสเปกตรัม) แคนนาบินอยด์ทุกชนิดที่มีตามธรรมชาติในพืช รวมถึง THC ปริมาณเล็กน้อย อาจได้ประโยชน์จากผลเสริมฤทธิ์ร่วม (entourage effect) ซึ่งยังเป็นสมมติฐาน ดูตอนที่ 1 THC ที่มีเล็กน้อยจะสะสมได้เมื่อใช้ขนาดสูงเป็นเวลานาน และอาจตรวจพบเมื่อตรวจหาสารเสพติด
Broad-spectrum (บรอดสเปกตรัม) เอา THC ออกแล้ว แต่ยังมีแคนนาบินอยด์อื่นและเทอร์ปีน ทางเลือกกลางๆ สำหรับคนที่กังวลเรื่องการตรวจหาสารเสพติด ไม่ได้มีสูตรตายตัว ต้องดูใบรับรองผลการวิเคราะห์
Isolate (ไอโซเลต) CBD บริสุทธิ์ ไม่มีแคนนาบินอยด์อื่น บริสุทธิ์ที่สุด และเสี่ยงต่อผลตรวจสารเสพติดน้อยที่สุด อาจขาดสารบางตัวที่อาจช่วยเสริมฤทธิ์

“THC ปริมาณเล็กน้อย” มากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ กัญชงที่ปลูกในสหภาพยุโรปมี THC ได้ไม่เกิน 0.3% ส่วนประเทศไทยใช้เกณฑ์ THC 0.2%สำหรับสารสกัด

หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย เกณฑ์ 0.2% มีผลต่อการขอใบอนุญาต กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 26 เมษายน 2569 ตามกฎกระทรวงนี้ ใบอนุญาตเกี่ยวกับสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ออกให้ได้เฉพาะ 3 กลุ่ม ได้แก่ นิติบุคคลไทยที่ไม่ถือเป็น “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หน่วยงานของรัฐ และสภากาชาดไทย

สิ่งที่คุณทำได้: ถ้าที่ทำงานของคุณมีการตรวจหาสารเสพติด ให้เลือกแบบ isolate หรือ broad-spectrum แล้วดูผล THC ในใบรับรองผลการวิเคราะห์ของรุ่นการผลิตนั้น ไม่ว่าจะเลือกสารสกัดประเภทใด ให้ตรวจส่วนประกอบจากใบรับรองเสมอ เพราะคำบนฉลากเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันส่วนประกอบ

6. การอ่านใบรับรองผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis)

6.1 ทำไมใบรับรองจึงสำคัญ

ใบรับรองผลการวิเคราะห์ (Certificate of Analysis หรือ COA) คือรายงานผลจากห้องปฏิบัติการสำหรับรุ่นการผลิตใดรุ่นหนึ่งโดยเฉพาะ คำว่า “บุคคลที่สาม” (third-party) หมายถึงห้องปฏิบัติการอิสระที่ไม่ได้เป็นของผู้ผลิตหรือผู้ขาย ผู้ขายที่น่าเชื่อถือควรให้ COA ฉบับล่าสุดจากบุคคลที่สามสำหรับทุกผลิตภัณฑ์

ในหลายประเทศ หน่วยงานรัฐไม่ได้ตรวจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทุกรุ่นการผลิตก่อนวางขาย COA จึงเป็นเครื่องมือหลักที่คุณใช้ตรวจคุณภาพในฐานะผู้ซื้อ ควรระวังผลิตภัณฑ์ที่ไม่มี COA ฉบับล่าสุดจากบุคคลที่สาม

COA ที่ครบถ้วนมีผลตรวจ 4 หมวด:

  1. ปริมาณแคนนาบินอยด์: ปริมาณจริงของ CBD, THC และแคนนาบินอยด์อื่นที่ตรวจพบ
  2. โลหะหนัก: ตะกั่ว ปรอท สารหนู และแคดเมียม กัญชงดูดสารปนเปื้อนจากดินที่ปลูกขึ้นไปสะสมในต้น
  3. สารกำจัดศัตรูพืช: ตรวจคัดกรองสารเคมีเกษตรที่ตกค้าง
  4. จุลินทรีย์: จำนวนแบคทีเรีย ยีสต์ และเชื้อรา

6.2 ตัวเลขสำคัญ

ปริมาณแคนนาบินอยด์ ตัวอย่างเช่น ขวดที่ฉลากระบุ “300 mg CBD” และมี 30 แคปซูล แต่ละแคปซูลควรมี CBD 10 mg

ถ้าผลตรวจต่างจากฉลากไม่เกิน ±10–15% ถือว่ายอมรับได้ ถ้าต่างมากกว่านั้นแสดงว่าผู้ผลิตควบคุมการผลิตได้ไม่ดี และถ้าต่างเกิน 20% ถือว่าน่ากังวล

THC ควรต่ำกว่า 0.2% ให้ดูปริมาณ THC ที่ได้รับจริงเป็นมิลลิกรัมด้วย ไม่ใช่ดูแค่เปอร์เซ็นต์ เช่น น้ำมัน 1 g ต่อครั้งที่มี THC 0.2% เท่ากับได้รับ THC 2 mg

โลหะหนัก ห้องปฏิบัติการรายงานค่าเป็นส่วนในล้านส่วน (ppm) หรือส่วนในพันล้านส่วน (ppb) โดย 1 µg/g (ไมโครกรัมต่อกรัม) เท่ากับ 1 ppm หรือ 1,000 ppb ให้เทียบผลตรวจกับค่าต่อไปนี้:

โลหะ ค่าสูงสุดในสารสกัดกัญชง
ตะกั่ว ต่ำกว่า 5 µg/g และดีที่สุดคือต่ำกว่า 1 µg/g
ปรอท ต่ำกว่า 1 µg/g
สารหนู ต่ำกว่า 3 µg/g
แคดเมียม ต่ำกว่า 0.5 µg/g

จุลินทรีย์ ห้องปฏิบัติการนับจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตเป็นหน่วย CFU (colony-forming units) โดย 1 CFU คือจุลินทรีย์ 1 ตัวหรือ 1 กลุ่ม ที่เจริญเป็นโคโลนีให้เห็นได้บนจานเพาะเชื้อ ยีสต์และเชื้อรารวมกันควรต่ำกว่า 10,000 CFU/g ส่วนแบคทีเรียแอโรบิกรวม (แบคทีเรียที่เจริญได้ในที่มีอากาศ) ควรต่ำกว่า 100,000 CFU/g ต้องไม่พบเชื้อ Aspergillus เลย เพราะเชื้อรา Aspergillus บางชนิดสร้างสารพิษได้

สารกำจัดศัตรูพืช สารกำจัดศัตรูพืชทุกตัวในรายการตรวจต้องไม่เกินขีดจำกัดการรายงานของห้องปฏิบัติการ ขีดจำกัดนี้คือปริมาณต่ำสุดที่ห้องปฏิบัติการวัดได้อย่างน่าเชื่อถือ

หมายเหตุผู้แปล: เอกสารต้นฉบับไม่ได้ระบุที่มาของค่าอ้างอิงเหล่านี้ จึงควรใช้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่ค่ามาตรฐานตามกฎหมายไทย ให้ถามห้องปฏิบัติการและผู้ซื้อว่าผลิตภัณฑ์ของคุณต้องใช้เกณฑ์ใด และเลือกห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองครบทั้ง 4 หมวด ดูตัวเลือกห้องปฏิบัติการบางแห่งได้ในห้องปฏิบัติการในไทยสำหรับการตรวจก่อนส่งออก

สิ่งที่คุณทำได้: ก่อนซื้อหรือขาย ให้ตรวจว่าเลขรุ่นการผลิตบน COA ตรงกับเลขรุ่นการผลิตบนผลิตภัณฑ์ ดูวันที่ตรวจและชื่อห้องปฏิบัติการ จากนั้นไล่ดูทั้ง 4 หมวดโดยเทียบกับตัวเลขข้างต้น

7. สัญญาณเตือนในการตลาด CBD

ตามหลักฐานในปัจจุบัน ถ้าผลิตภัณฑ์ใช้ข้อความต่อไปนี้ คุณควรสงสัยไว้ก่อน:

  • “รักษา[ชื่อโรค]หายได้” ทั้งตามกฎหมายและตามข้อเท็จจริง ไม่สามารถอ้างได้ว่า CBD รักษาโรคใดให้หาย ข้อยกเว้นเดียวคือผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติทะเบียนตำรับยาแล้ว เช่น Epidiolex สำหรับกลุ่มอาการโรคลมชักบางชนิด
  • “ดูดซึมได้ 100%” (100% bioavailable) ไม่มีผลิตภัณฑ์ CBD แบบรับประทานหรืออมใต้ลิ้นตัวใดที่ร่างกายดูดซึมได้ทั้งหมด คำอ้างนี้เป็นไปไม่ได้ทางกายภาพ
  • “ไม่มีผลข้างเคียง” ในขนาดที่ได้ผล CBD มีผลข้างเคียงที่บันทึกไว้แล้ว ได้แก่ ง่วงซึม ท้องเสีย และถ้าใช้ขนาดสูงอาจทำให้ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น
  • “พิสูจน์ทางคลินิกแล้ว” โดยไม่บอกแหล่งอ้างอิง ให้ขอชื่องานทดลองที่อ้างถึง ดูว่างานนั้นผ่านการทบทวนโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer-reviewed) หรือไม่ คือมีนักวิทยาศาสตร์คนอื่นตรวจก่อนตีพิมพ์ แล้วดูว่างานนั้นใช้ขนาดและประเภทผลิตภัณฑ์เดียวกับที่ขายหรือไม่

หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย การกล่าวอ้างประโยชน์ทางการแพทย์บนผลิตภัณฑ์ CBD ยังถูกควบคุมอย่างเข้มงวด กฎเรื่องฉลากอธิบายไว้ในการติดฉลากผลิตภัณฑ์กัญชาในประเทศไทย ส่วนเรื่องที่สมาชิกโพสต์ได้ในฟอรัมนี้ดูได้ในกฎการโฆษณาและการขายบน Asiannabis

สิ่งที่คุณทำได้: เมื่อเห็นข้อความแบบนี้ ให้ขอแหล่งอ้างอิงงานทดลองจากผู้ขายเป็นลายลักษณ์อักษร ถ้าไม่ได้รับ อย่านำข้อความนั้นไปพูดต่อกับลูกค้าหรือโพสต์ทางออนไลน์

8. ขนาดการใช้: สิ่งที่รู้แล้วและสิ่งที่ยังไม่รู้

8.1 ทำไมคำแนะนำเรื่องขนาดการใช้จึงยังไม่แม่นยำ

CBD เพื่อสุขภาพมักขายกันที่ขนาด 10–50 mg ต่อวัน ตัวเลขนี้มาจากความเคยชิน จากระดับราคาที่ผลิตภัณฑ์ขายได้ และจากการนำข้อมูลการทดลองมาใช้เกินขอบเขต ไม่ได้มาจากการศึกษาหาขนาดที่เหมาะสมในผู้ใหญ่สุขภาพดี ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ การศึกษาในคนบางงานพบว่าผลต่อความวิตกกังวล การนอนหลับ และอาการปวด ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามขนาดอย่างสม่ำเสมอ

8.2 สิ่งที่รู้แล้ว

  • ถ้ากลืน CBD น้อยกว่า 10 mg ต่อวันและดูดซึมได้ในระดับปกติ ขนาดนี้น่าจะน้อยเกินกว่าจะมีผลกับคนส่วนใหญ่
  • การทดลองยารักษาโรคลมชักใช้ขนาด 10–25 mg ต่อน้ำหนักตัว 1 kg ต่อวัน การทดลองในกลุ่มอาการ Dravet และ Lennox-Gastaut ที่กล่าวถึงในตอนที่ 1 ใช้ 10–20 mg/kg สำหรับผู้ใหญ่น้ำหนัก 50–80 kg ขนาด 10–25 mg/kg คิดเป็นประมาณ 500–2,000 mg ต่อวัน
  • ขนาดที่ใช้เป็นยากับขนาดในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงห่างกันมาก ผู้ซื้อควรรู้ข้อนี้
  • บทความนี้ฉบับก่อนหน้าเคยระบุว่าขนาด 150–300 mg ต่อวันมีหลักฐานดีที่สุดสำหรับความวิตกกังวล แต่การทบทวนวรรณกรรม 2 ฉบับล่าสุด (Wang et al., 2024; Wilson et al., 2026) ไม่ได้สนับสนุนว่าขนาดใดขนาดหนึ่งได้ผลแน่ชัด ให้ถือว่า 150–300 mg เป็นเพียงช่วงที่บางการศึกษาใช้ ตัวอย่างเช่น การศึกษาในชายสุขภาพดี 57 คนที่ทำแบบทดสอบจำลองการพูดต่อหน้าสาธารณชน พบว่าขนาด 300 mg ลดความวิตกกังวลได้ แต่ขนาด 150 mg และ 600 mg ไม่ได้ผล (Linares et al., 2019)

8.3 ตารางเริ่มใช้จากฉบับก่อนหน้า

ฉบับก่อนหน้ามีตารางเริ่มใช้ด้วย ตารางนี้ไม่เคยผ่านการทดสอบว่าใช้เป็นแนวทางปฏิบัติได้ ที่นำมาลงไว้ก็เพื่อให้คุณใช้เป็นข้อมูลเมื่อปรึกษาแพทย์ อย่าถือเป็นใบสั่งยา และถ้าคุณใช้ยาใดอยู่ ให้ถามแพทย์ก่อน แนวทางที่มีการตีพิมพ์สรุปไว้ในเริ่มต้นแต่น้อย ค่อยๆ เพิ่ม

  1. เริ่มด้วย CBD แบบกลืน 25–50 mg ต่อวัน จากผลิตภัณฑ์ที่มี COA ตรงกับรุ่นการผลิต
  2. ใช้ขนาดเดิม 2–4 สัปดาห์ก่อนประเมินผล เพราะในการใช้เพื่อสุขภาพส่วนใหญ่ CBD จะไม่ออกฤทธิ์ทันที
  3. ถ้าไม่เห็นประโยชน์และไม่มีผลข้างเคียง ให้เพิ่มครั้งละ 25–50 mg ทุก 2 สัปดาห์
  4. จดบันทึกสั้นๆ ทุกวัน ได้แก่ อาการที่อยากให้ดีขึ้น คุณภาพการนอน และผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น บันทึกนี้ช่วยให้คุณและแพทย์เห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนไปจริงหรือไม่ โดยไม่ต้องอาศัยความจำ
  5. ถ้าคุณใช้ยาตามใบสั่งแพทย์อยู่ ให้ถามแพทย์ที่สั่งยานั้นก่อนเริ่มใช้ CBD

9. ปฏิกิริยาระหว่างยาและกลุ่มที่ต้องระวัง

9.1 CBD มีปฏิกิริยากับยาอย่างไร

ตับย่อยสลาย CBD ด้วยเอนไซม์กลุ่ม CYP450 ตัวหลักคือ CYP3A4 และ CYP2C9 ยาหลายชนิดก็ถูกย่อยสลายด้วยเอนไซม์กลุ่มเดียวกันนี้ เมื่อใช้ขนาดสูง CBD จะทำให้เอนไซม์เหล่านี้ทำงานช้าลง CBD จึงอาจทำให้ระดับยาอื่นในเลือดสูงขึ้นหรือต่ำลงได้

มีการบันทึกปฏิกิริยาระหว่างยาที่มีความสำคัญทางคลินิกกับยาต่อไปนี้:

  • วาร์ฟาริน (warfarin) (ยาต้านการแข็งตัวของเลือด): ระดับยาในเลือดสูงขึ้น ทำให้เสี่ยงเลือดออกมากขึ้น
  • โคลบาแซม (clobazam) และวาลโปรเอต (valproate) (ยารักษาโรคลมชัก): ระดับยาในเลือดสูงขึ้น
  • ยากดภูมิคุ้มกันบางชนิด (ยาที่ลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน) และยาโรคหัวใจบางชนิด

9.2 กลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

  • ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยารักษาโรคลมชัก หรือยากดภูมิคุ้มกัน ปฏิกิริยาที่กล่าวไว้ข้างต้นมีความสำคัญทางคลินิก
  • ผู้ที่เป็นโรคตับ ตับเป็นอวัยวะที่ย่อยสลาย CBD และการใช้ขนาดสูงอาจทำให้ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้น
  • ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ข้อมูลด้านความปลอดภัยยังมีไม่พอ
  • ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การใช้ CBD เกรดยารักษาโรคลมชักมีเหตุผลรองรับเพราะจำเป็นทางการแพทย์ แต่ไม่แนะนำให้ใช้เพื่อสุขภาพ

ดูกลุ่มอื่นเพิ่มเติมได้ในข้อห้ามใช้และข้อควรระวัง

9.3 กรณีที่มีหลักฐานจากการทดลองอยู่บ้าง

ฉบับก่อนหน้าได้ระบุกลุ่มคนที่อาจได้ประโยชน์ไว้ ให้อ่านรายการนี้คู่กับระดับหลักฐานในตอนที่ 1:

  • ผู้ใหญ่ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวล ฉบับก่อนหน้าเสนอขนาด 150–600 mg ต่อวันภายใต้การดูแลของแพทย์ การทบทวนวรรณกรรมล่าสุดยังสรุปไม่ตรงกันว่า CBD ได้ผลหรือไม่ และไม่มีฉบับใดสนับสนุนขนาดที่เจาะจง (ดูข้อ 8.2)
  • ผู้ที่นอนหลับไม่ดีเพราะความวิตกกังวล หลักฐานในกลุ่มนี้มีแนวโน้มดี แต่ยังสรุปไม่ได้
  • ผู้ที่มีอาการปวดจากการอักเสบ ซึ่งการรักษามาตรฐานยังบรรเทาได้ไม่พอ ใช้ CBD ควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์ที่เหมาะสม ไม่ใช่ใช้แทน
  • ผู้ป่วยกลุ่มอาการโรคลมชักที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หมายถึงการใช้ CBD เกรดยาภายใต้การดูแลของประสาทแพทย์เท่านั้น

สิ่งที่คุณทำได้: ก่อนเริ่มใช้ ให้นำฉลากผลิตภัณฑ์ COA ของผลิตภัณฑ์ และรายการยาทั้งหมดที่คุณใช้อยู่ ไปให้แพทย์หรือเภสัชกรดู

10. กฎระเบียบ

10.1 ประเทศไทย

กฎของไทยสำหรับผลิตภัณฑ์กัญชงและ CBD เปลี่ยนมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ปี 2563 และแตกต่างกันไปตามประเภทผลิตภัณฑ์ ก่อนผลิตหรือขายอาหาร เครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มี CBD ให้ตรวจกฎฉบับปัจจุบันของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทนั้น ทั้งเกณฑ์ THC และใบอนุญาตที่ต้องมี การกล่าวอ้างประโยชน์ทางการแพทย์ยังถูกควบคุมอย่างเข้มงวด

ฉบับก่อนหน้ายังให้หลัก 4 ข้อสำหรับธุรกิจที่นำเข้า จัดจำหน่าย หรือขายผลิตภัณฑ์จากกัญชงในประเทศไทย:

  • ซื้อจากผู้ปลูกกัญชงหรือผู้ผลิตสารสกัดที่มีใบอนุญาตเท่านั้น
  • เก็บ COA ของทุกรุ่นการผลิตไว้เป็นหลักฐาน
  • ตรวจให้แน่ใจว่า THC ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับผลิตภัณฑ์ประเภทของคุณ
  • ถ้าจะกล่าวอ้างว่ารักษาโรคได้ ต้องขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เฉพาะและมีหลักฐานทางคลินิก ถ้อยคำด้านสุขภาพทั่วไปมีความเสี่ยงที่จะผิดกฎน้อยกว่าการอ้างว่ารักษาโรค แต่ก่อนใช้ถ้อยคำด้านสุขภาพใดๆ กับอาหารและเครื่องดื่มที่มี CBD ให้ตรวจหลักเกณฑ์การโฆษณาอาหาร พ.ศ. 2569ก่อน

หมายเหตุผู้แปล: ข้อเท็จจริงทางกฎหมายด้านล่างได้ตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลปฐมภูมิแล้ว

  • ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ประกาศนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 26 มิถุนายน 2568
  • ขายช่อดอกได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 และขายได้ไม่เกินปริมาณสำหรับ 30 วัน ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์
  • กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 30 เมษายน 2569 และทำให้หลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตช่อดอกกัญชาเข้มงวดขึ้น
  • ตามมาตรา 78 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ผู้ที่ขายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่ใช่กฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างนี้เมื่อ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว กฎจึงอาจเปลี่ยนอีก

สิ่งที่คุณทำได้: ก่อนขายผลิตภัณฑ์หรือวัตถุดิบ CBD ใดๆ ให้จดไว้ว่าแต่ละขั้นตอนใช้ใบอนุญาตใด แล้วเก็บรายการนั้นไว้ในแฟ้มเดียวกับ COA ของทุกรุ่นการผลิต

10.2 สหภาพยุโรปและสาธารณรัฐเช็ก

สหภาพยุโรป (EU) อนุญาตให้ปลูกกัญชงอุตสาหกรรมจากพันธุ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว โดยในต้นต้องมี THC ไม่เกิน 0.3% เกณฑ์นี้ใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 ก่อนหน้านั้นเกณฑ์อยู่ที่ 0.2% ส่วนสาธารณรัฐเช็กใช้เกณฑ์ระดับประเทศที่สูงกว่าตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 คือ THC ไม่เกิน 1% ในน้ำหนักแห้งสำหรับกัญชงเพื่ออุตสาหกรรม (technical hemp)

ในสหภาพยุโรป CBD ที่ใช้ในอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจัดเป็น “อาหารใหม่” (novel food) ตามกฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่ของสหภาพยุโรป (EU Novel Food Regulation) อาหารใหม่ต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยและได้รับอนุญาตก่อน จึงจะขายได้อย่างถูกกฎหมาย การบังคับใช้กฎนี้แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศสมาชิก

กฎของเช็กเป็นไปตามกรอบของ EU และมีรายละเอียดระดับประเทศเพิ่มเติมบางส่วน ระหว่างที่ EU ยังไม่ได้ทำให้กฎของทุกประเทศเหมือนกันทั้งหมด หลายประเทศสมาชิกจึงมีแนวทางบังคับใช้ของตัวเอง ที่ผ่านมาสาธารณรัฐเช็กใช้แนวทางที่ยืดหยุ่นและเน้นความเป็นจริงกับผลิตภัณฑ์กัญชง แต่ยังอยู่ในกรอบกฎหมายของ EU

หมายเหตุผู้แปล: เรื่องนี้สำคัญกับผู้ส่งออกไทย ผู้ซื้อใน EU ที่จะนำสารสกัด CBD ไปใช้ในอาหาร ต้องมีช่องทางขายที่ถูกกฎหมายตามกฎระเบียบว่าด้วยอาหารใหม่ ดูช่อดอก CBD ดิบเทียบกับสารสกัดในตลาดยุโรป สิ่งที่คุณทำได้: ก่อนตกลงซื้อขายกับผู้ซื้อใน EU ทุกครั้ง ให้ถามผู้ซื้อเป็นลายลักษณ์อักษรว่าผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้ายจะขายภายใต้การอนุญาตใด

11. สำหรับผู้ปลูกที่ส่งวัตถุดิบ CBD หรือ CBG

หมายเหตุผู้แปล: หัวข้อนี้นำประเด็นข้างต้นมาใช้กับฟาร์มในประเทศไทย แต่ละขั้นตอนช่วยให้คุณรู้ปัญหาก่อนที่ห้องปฏิบัติการจะพบใน COA ของคุณ

  1. ยืนยันใบอนุญาตก่อน ก่อนปลูก ให้สอบถามหน่วยงานผู้ออกใบอนุญาตว่าการปลูกกัญชง หรือพันธุ์ที่มี CBD/CBG สูงเพื่อนำไปสกัด ต้องใช้ใบอนุญาตใด คุณจะได้รู้ว่าผลผลิตของคุณขายได้จริงหรือไม่
  2. ตรวจดินก่อนปลูก กัญชงดูดตะกั่ว แคดเมียม สารหนู และปรอทขึ้นมาจากดิน ผลตรวจดินจะบอกได้ว่าแปลงไหนเสี่ยงไม่ผ่านเกณฑ์หมวดโลหะหนัก ก่อนที่คุณจะลงทุนปลูกไปทั้งฤดู
  3. พ่นเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ใช้เฉพาะสารกำจัดศัตรูพืชที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และใช้ตามฉลาก เพราะสารตกค้างจะไปปรากฏใน COA ของผู้ซื้อ ดูสารที่พ่นบนกัญชาได้ตามกฎหมาย
  4. วางแผนการทำแห้งสำหรับฤดูฝน ความชื้นสูงทำให้ยีสต์ เชื้อรา และ Aspergillus เพิ่มขึ้น และถ้าตรวจพบ Aspergillus รุ่นการผลิตนั้นจะไม่ผ่าน ให้ทำแห้งให้เร็วในห้องที่ควบคุมความชื้นได้ ดูการทำแห้งเมื่อความชื้นอากาศ 85–95%
  5. ผูกผลผลิตทุกล็อตกับ COA ของล็อตนั้น ติดเลขรุ่นการผลิตให้แต่ละล็อต และเก็บใบรับรองที่ตรงกันไว้ เมื่อผู้ซื้อเห็นผลตรวจใด ก็จะย้อนกลับไปหาแปลงและวันที่เก็บเกี่ยวได้
  6. ไม่พูดเรื่องสรรพคุณด้านสุขภาพตอนขาย ถ้าลูกค้าถามเรื่องการใช้ทางการแพทย์ ให้แนะนำไปปรึกษาแพทย์ วิธีนี้ช่วยให้คุณไม่ผิดกฎเรื่องการกล่าวอ้างในหัวข้อ 10.1

สรุป

  • พิสูจน์แล้ว: CBD ได้ผลที่พิสูจน์แล้วเฉพาะในโรคลมชักในเด็ก 2 ชนิดที่พบได้ยาก โดยใช้ขนาดระดับยา 10–20 mg/kg/วัน
  • หลักฐานยังไม่ชัด: หลักฐานเรื่องความวิตกกังวล การนอนหลับ และอาการปวดจากการอักเสบยังไม่ชัดเจน และยังไม่มีงานใดแสดงขนาดที่ได้ผลกับความวิตกกังวล
  • โฆษณาเกินหลักฐาน: ตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพพูดเกินกว่าที่หลักฐานรองรับ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ขนาดต่ำที่อ้างสรรพคุณกว้างๆ
  • ใช้ CBD อย่างมีเหตุผล: เข้าใจเรื่องการดูดซึม ซื้อเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มี COA จากบุคคลที่สาม เทียบขนาดกับที่ใช้ในการทดลอง และตรวจปฏิกิริยาระหว่างยาถ้าคุณใช้ยาอยู่
  • สำหรับผู้ปลูก: COA คือเอกสารที่ใช้ขายผลผลิตของคุณ ดิน สารที่เลือกพ่น และการทำแห้ง เป็นตัวกำหนดว่า COA จะออกมาอย่างไร

ถ้าคุณมีคำถาม มีผล COA ที่อยากให้ช่วยกันดู หรือมีประสบการณ์เรื่องใบอนุญาตกัญชงหรือ CBG ในประเทศไทย โพสต์ไว้ใต้หัวข้อนี้ได้เลย

เอกสารอ้างอิง

  • Millar, S. A., Stone, N. L., Yates, A. S., & O’Sullivan, S. E. (2018). A systematic review on the pharmacokinetics of cannabidiol in humans. Frontiers in Pharmacology, 9, 1365. https://doi.org/10.3389/fphar.2018.01365
  • Wang, J.-Y., Wang, P.-Y., Han, K., & Peng, Y.-C.-H. (2024). Therapeutic potential of cannabidiol (CBD) in anxiety disorders: a systematic review and meta-analysis. Psychiatry Research, 339, 116049. https://doi.org/10.1016/j.psychres.2024.116049
  • Wilson, J., et al. (2026). The efficacy and safety of cannabinoids for the treatment of mental disorders and substance use disorders: a systematic review and meta-analysis. The Lancet Psychiatry, 13(4), 304–315. https://doi.org/10.1016/S2215-0366(26)00015-5
  • Russo, E. B. (2011). Taming THC: potential cannabis synergy and phytocannabinoid-terpenoid entourage effects. British Journal of Pharmacology, 163(7), 1344–1364.
  • Linares, I. M., Zuardi, A. W., Pereira, L. C., et al. (2019). Cannabidiol presents an inverted U-shaped dose-response curve in a simulated public speaking test. Brazilian Journal of Psychiatry, 41(1), 9–14. https://doi.org/10.1590/1516-4446-2017-0015