ผลผลิตกัญชงขายได้ 3 ทาง คือขายเป็นเส้นใย ขายเป็นเมล็ด หรือขายเป็นสารสกัด CBD แต่ละทางต้องมีเครื่องจักร ใบอนุญาต และผู้ซื้อของตัวเอง ทั้งหมดนี้ต้องพร้อมก่อนลงปลูก ในสามทางนี้ การสกัดใช้เงินลงทุนมากที่สุดและใบอนุญาตเข้มงวดที่สุด ส่วนการตรวจคุณภาพและกฎหมายใช้กับทั้งสามทาง
ตอนนี้ว่าด้วยการสกัดและการทำให้บริสุทธิ์ (refining) ของ CBD การควบคุมคุณภาพ และกฎระเบียบในไทย สหภาพยุโรป และประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อด้วยเอกสารการค้าและโอกาสของธุรกิจกัญชงในภูมิภาคนี้ แล้วปิดท้ายด้วยรายการตรวจสอบสั้น ๆ
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1465
3. การสกัดและการทำให้บริสุทธิ์
ต้องได้ใบอนุญาตก่อน
ในประเทศไทย การผลิตสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชงต้องมีใบอนุญาต กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 มีผลใช้บังคับเมื่อ 26 เมษายน 2569 และทำให้การออกใบอนุญาตเข้มงวดขึ้น ใบอนุญาตสำหรับสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ออกให้ได้เฉพาะผู้ขอ 3 กลุ่มเท่านั้น กลุ่มแรกคือนิติบุคคลไทยที่ไม่ใช่ “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ส่วนอีก 2 กลุ่มคือหน่วยงานของรัฐและสภากาชาดไทย อ่านรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงในปี 2569 ได้ที่ กฎกระทรวง 2 ฉบับของไทย พ.ศ. 2569
เนื้อหาในส่วนนี้ไม่ใช่คู่มือสกัดเองที่บ้าน และไม่ใช่คู่มือสกัดโดยไม่มีใบอนุญาต
หมายเหตุผู้แปล: ก่อนขอราคาเครื่องจักรใด ๆ ให้ตรวจก่อนว่าบริษัทของคุณถือใบอนุญาตนี้ได้หรือไม่ ถ้าบริษัทของคุณเป็น “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว บริษัทนั้นจะขอใบอนุญาตสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ไม่ได้เลย
เปรียบเทียบวิธีสกัด
| วิธี | ตัวทำละลาย | ผลผลิตที่ได้ทั่วไป | CAPEX โดยประมาณ* | ข้อควรพิจารณาหลัก |
|---|---|---|---|---|
| CO₂ แบบซูเปอร์คริติคอล | CO₂ | น้ำมันดิบที่สะอาด พร้อมนำไปทำให้บริสุทธิ์ต่อ | สูง (หลายหมื่นถึงหลายแสนดอลลาร์สหรัฐ) | อุปกรณ์แรงดันสูงซับซ้อน ไม่มีตัวทำละลายอินทรีย์ตกค้าง |
| เอทานอล | เอทานอลเกรดอาหาร | น้ำมันดิบ | ต่ำถึงปานกลาง (ราว 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ถึงไม่กี่แสนดอลลาร์สหรัฐ) | ต้องมีระบบนำตัวทำละลายกลับมาใช้ และต้องตรวจสารตัวทำละลายตกค้าง |
| ไฮโดรคาร์บอน (BHO) / เครื่องกดโรซิน (rosin press) | บิวเทน/โพรเพน / ไม่ใช้ตัวทำละลาย | สารเข้มข้น THC | — | อยู่นอกขอบเขตกัญชง/CBD ของบทความนี้ |
*CAPEX (capital expenditure) คือเงินลงทุนก้อนแรกที่ใช้ซื้อเครื่องจักร ตัวเลขในตารางเป็นค่าประมาณเท่านั้น ราคาจริงขึ้นกับกำลังการผลิต ระดับระบบอัตโนมัติ และข้อกำหนดด้านการรับรองในแต่ละพื้นที่
คำศัพท์ 2 คำในตาราง:
- CO₂ แบบซูเปอร์คริติคอล (supercritical CO₂): คาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ภายใต้แรงดันและอุณหภูมิสูง ในสภาวะนี้มันมีคุณสมบัติกึ่งก๊าซกึ่งของเหลว และละลายแคนนาบินอยด์ได้ อ่านเพิ่มได้ที่ การสกัดกัญชาด้วย CO2
- BHO (butane hash oil): สารสกัดที่ทำด้วยบิวเทนหรือโพรเพน BHO และเครื่องกดโรซิน (ใช้ความร้อนกับแรงกด ไม่ใช้ตัวทำละลาย) ใช้ทำสารเข้มข้น THC จึงไม่อยู่ในเนื้อหานี้
การผลิต CBD เชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่ใช้ CO₂ หรือเอทานอล ทั้งสองวิธีให้น้ำมันดิบที่สะอาด น้ำมันนี้นำไปทำให้บริสุทธิ์ต่อได้ด้วยขั้นตอนที่ใช้กันเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว อ่านเรื่องการสกัดด้วยเอทานอลได้ที่ การสกัดกัญชาด้วยเอทานอล และอ่านการเปรียบเทียบแต่ละวิธีได้ที่ อธิบายการสกัดกัญชาแบบเข้าใจง่าย
ทำให้น้ำมันดิบบริสุทธิ์ทีละขั้น
แต่ละขั้นจะกำจัดสารบางอย่างออก หรือเปลี่ยนสารบางอย่างให้เป็นอีกรูปหนึ่ง:
- วินเทอไรเซชัน (winterization) – กำจัดไข ละลายน้ำมันดิบในเอทานอล แล้วแช่เย็นที่ประมาณ −20 ถึง −40 °C ไขและไขมัน (ลิพิด) จะแข็งตัว แล้วกรองออกได้
- ดีคาร์บอกซิเลชัน – กระตุ้นแคนนาบินอยด์ ต้นพืชสร้าง CBDA ซึ่งเป็นรูปกรดของ CBD ความร้อนจะเปลี่ยน CBDA เป็น CBD โดยปล่อย CO₂ ออกมา ค่าที่มักมีรายงานสำหรับวัตถุดิบแห้งคือประมาณ 110–130 °C นาน 45–90 นาที ควรทดสอบหาเวลาและอุณหภูมิที่เหมาะกับระบบของคุณเอง โดยส่งตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ เพราะความร้อนที่มากเกินไปทำให้แคนนาบินอยด์สลายตัว อ่านเรื่องเคมีของขั้นนี้ได้ที่ อาหารผสมกัญชาและดีคาร์บอกซิเลชัน
- การกลั่น – ทำให้เข้มข้น การกลั่นแบบ short-path หรือ wiped-film (เครื่องกลั่นสุญญากาศ 2 แบบ) ทำให้แคนนาบินอยด์เข้มข้นเป็นดิสทิลเลท (distillate) ซึ่งโดยทั่วไปมีความเข้มข้น 80–90% ขึ้นไป ขั้นนี้ยังกำจัดเทอร์ปีนและคลอโรฟิลล์ออกไปเกือบหมดด้วย
- โครมาโทกราฟี – แยกสารเดี่ยว ใช้ Preparative HPLC (high-performance liquid chromatography คือโครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูงที่เดินเครื่องในระดับการผลิต) หรือโครมาโทกราฟีแบบแบ่งส่วนด้วยแรงเหวี่ยง (centrifugal partition chromatography) เพื่อแยก CBD ออกจากแคนนาบินอยด์รองอื่น ๆ รวมถึง THC ที่ยังเหลืออยู่ ผลที่ได้คือไอโซเลต (isolate) ซึ่งเป็น CBD ความบริสุทธิ์ 99% ขึ้นไป
หมายเหตุผู้แปล: ขั้นวินเทอไรเซชันต้องใช้ตู้แช่แข็งที่รักษาอุณหภูมิ −20 ถึง −40 °C ได้ ถ้าไฟดับ น้ำมันล็อตนั้นจะอุ่นขึ้นและไขจะละลายกลับเข้าไปในน้ำมันอีก คุณจึงควรเตรียมไฟสำรอง หรือจัดตารางทำขั้นนี้ให้พ้นช่วงที่ไฟมักดับ ไอเอทานอลติดไฟง่าย และในห้องที่ร้อน 30–35 °C เอทานอลจะระเหยมากขึ้น การระบายอากาศและระบบป้องกันอัคคีภัยจึงยิ่งสำคัญ
ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมีหลายรูปแบบ ได้แก่:
- น้ำมันและทิงเจอร์ที่ผสมใน MCT oil (น้ำมันไตรกลีเซอไรด์สายกลาง มักทำจากมะพร้าว) หรือในน้ำมันเมล็ดกัญชง
- แคปซูล
- ผลิตภัณฑ์ทาภายนอก (ใช้ทาผิว)
- ผลิตภัณฑ์สำหรับรับประทาน (edibles)
แต่ละรูปแบบมีกฎกำกับคนละชุด ในไทยทำผลิตภัณฑ์สำหรับสูบไอ (vape) ไม่ได้ เพราะไทยห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนซื้อเครื่องจักรใด ๆ ให้เลือกผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมา 1 รูปแบบ หาให้ได้ว่ากฎข้อใดของไทยกำกับผลิตภัณฑ์นั้น แล้วยืนยันว่าบริษัทของคุณขอใบอนุญาตสำหรับผลิตภัณฑ์นั้นได้
4. การควบคุมคุณภาพ
การตรวจคุณภาพทำที่ 3 จุด คือที่วัตถุดิบ ระหว่างการแปรรูป และที่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
วัตถุดิบ – สิ่งที่ต้องตรวจในชีวมวล (ส่วนของต้นกัญชงที่ส่งเข้าสกัด):
- โปรไฟล์แคนนาบินอยด์ (CBD, CBDA, THC, THCA) ผลนี้บอกว่ารุ่นการผลิตนั้นถูกกฎหมายหรือไม่ และบอกว่าคุ้มค่าที่จะนำไปแปรรูปแค่ไหน
- ความชื้น
- สารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืช การสกัดทำให้สารเหล่านี้เข้มข้นขึ้น สารตกค้างที่มีเพียงเล็กน้อยในต้นจึงมีปริมาณสูงขึ้นในสารสกัด ดูเพิ่มที่ สารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชในกัญชา
- โลหะหนัก กัญชงเป็นพืชสะสมโลหะ (bioaccumulator) คือดึงโลหะจากดินขึ้นมาเก็บไว้ในเนื้อเยื่อ กัญชงยังถูกนำไปศึกษาเพื่อใช้ฟื้นฟูดินด้วยพืช (phytoremediation) คือการปลูกพืชเพื่อดึงสารปนเปื้อนออกจากดิน (Rheay et al., 2021)
- จุลินทรีย์ ตัวที่น่ากังวลที่สุดคือเชื้อรา Aspergillus และ Fusarium อ่านเรื่องสารพิษจากเชื้อราและความเสี่ยงช่วงฤดูฝนได้ที่ ไมโคทอกซินบนช่อดอกกัญชา
ระหว่างการแปรรูป – สิ่งที่ต้องวัดตลอดสายการผลิต:
- ผลผลิตที่ได้ต่อชีวมวล 1 กก.
- ปริมาณไขที่กำจัดออกได้หลังวินเทอไรเซชัน
- ปริมาณ THC ในดิสทิลเลท
- ความบริสุทธิ์ของไอโซเลต
ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป: ต้องมีใบรับรองผลการวิเคราะห์ (COA) จากห้องปฏิบัติการอิสระที่ได้รับการรับรอง ใบนี้ควรครอบคลุมความแรง (ปริมาณสารสำคัญ) THC โลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืช และจุลินทรีย์ ถ้ามีการใช้ตัวทำละลาย ก็ควรครอบคลุมสารตัวทำละลายตกค้างด้วย อ่านวิธีอ่าน COA ได้ที่ วิธีอ่านใบรับรองผลการวิเคราะห์กัญชา
หมายเหตุผู้แปล: กัญชงดึงโลหะขึ้นมาจากดิน คุณจึงควรตรวจดินในแปลงก่อนปลูก โดยเฉพาะที่ดินใกล้ถนน โรงงาน หรือเหมืองเก่า ในไทยให้ใช้เฉพาะสารกำจัดศัตรูพืชที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และใช้ตามฉลากทุกประการ เวลาเลือกห้องปฏิบัติการ ให้ขอดูใบรับรองความสามารถ (accreditation) แล้วตรวจว่าขอบข่ายการรับรองมีทุกรายการที่คุณต้องตรวจ อ่านเรื่องห้องปฏิบัติการในไทยที่เลือกใช้ได้ที่ การตรวจวิเคราะห์ช่อดอกกัญชาก่อนส่งออก: ความชื้น ห้องปฏิบัติการในไทย และการตรวจใบรับรองขั้นสุดท้าย
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนเซ็นสัญญาแปรรูปใด ๆ ให้ส่งตัวอย่างจากการเก็บเกี่ยวครั้งแรกไปตรวจแคนนาบินอยด์ โลหะหนัก และสารกำจัดศัตรูพืช
5. กฎระเบียบ
5.1 ประเทศไทย
ช่อดอก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 26 มิถุนายน 2568 ประกาศนี้ส่งผลต่อผู้ปลูกอย่างไร อ่านได้ที่ กัญชาในฐานะสมุนไพรควบคุมในประเทศไทย
- จ่ายช่อดอกได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายแบบ ภ.ท.33 จากผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาต ใบสั่งจ่ายแต่ละใบครอบคลุมได้ไม่เกิน 30 วัน และจ่ายซ้ำไม่ได้ ดูเพิ่มที่ ใบสั่งจ่ายกัญชาตามแบบ ภ.ท.33
- ช่อดอกที่ขายหรือส่งออกต้องมาจากแหล่งปลูกที่ได้รับการรับรอง GACP ซึ่งย่อมาจาก Good Agricultural and Collection Practice หรือมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรและการเก็บเกี่ยวที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร มาตรฐานนี้กำหนดว่าฟาร์มต้องปลูก เก็บเกี่ยว และจดบันทึกพืชสมุนไพรอย่างไร ดูเพิ่มที่ หลักปฏิบัติที่ดีทางการเกษตรและการเก็บเกี่ยวสำหรับกัญชา
- ห้ามขายและโฆษณาช่อดอกทางออนไลน์ และไม่อนุญาตการใช้เพื่อสันทนาการ
- ถ้าวิจัย ส่งออก ขาย หรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 78 ของพระราชบัญญัติฉบับ พ.ศ. 2542 คือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- กฎหมายกำกับช่อดอกกับสารสกัดต่างกันอย่างไร อ่านได้ที่ ช่อดอก CBD ดิบเทียบกับสารสกัด
การออกใบอนุญาตในปี 2569 กฎกระทรวง 2 ฉบับ พ.ศ. 2569 ทำให้การออกใบอนุญาตเข้มงวดขึ้น:
- ฉบับว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง มีผลใช้บังคับ 26 เมษายน 2569 (ดูหัวข้อ 3)
- ฉบับว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) มีผลใช้บังคับ 30 เมษายน 2569 ฉบับนี้ทำให้เกณฑ์ใบอนุญาตช่อดอกกัญชาเข้มงวดขึ้น
กฎกระทรวงทั้ง 2 ฉบับไม่ได้เปลี่ยนกฎของใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33
อาหาร ปริมาณสูงสุดของ THC และ CBD ที่ยอมให้มีในอาหาร กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข:
- ฉบับที่ 425 พ.ศ. 2564 ครอบคลุมเมล็ดกัญชง น้ำมันจากเมล็ด โปรตีนจากเมล็ด และอาหารที่มีส่วนผสมเหล่านี้ แก้ไขโดยฉบับที่ 437 พ.ศ. 2565
- ฉบับที่ 427 พ.ศ. 2564 ครอบคลุมอาหารที่มีส่วนของต้นกัญชาหรือกัญชง
ปริมาณสูงสุดนี้ต่างกันตามประเภทผลิตภัณฑ์และขนาดหน่วยบริโภค และยังมีข้อกำหนดเรื่องฉลากด้วย ตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดของ อย. ก่อนออกแบบสูตร อ่านเรื่องฉลากได้ที่ การติดฉลากผลิตภัณฑ์กัญชาในประเทศไทย
เครื่องสำอาง ใช้ส่วนผสมที่ได้จากกัญชงได้ภายใต้กฎเครื่องสำอางของ อย. ถ้าอ้างว่าผลิตภัณฑ์รักษาโรคได้ ต้องขึ้นทะเบียนเป็นยา
การส่งออก ประกาศ พ.ศ. 2568 กำกับช่อดอกในฐานะสมุนไพรควบคุม แต่ไม่ได้เป็นใบอนุญาตส่งออก การส่งออกต้องขอใบอนุญาตแยกต่างหาก ผลิตภัณฑ์กัญชงชนิดใดส่งออกได้บ้าง อ่านได้ที่ กัญชงแบบไหนที่ส่งออกจากไทยได้จริง
ร่างกฎหมาย พระราชบัญญัติควบคุมกัญชายังเป็นเพียงร่าง ยังไม่มีผลเป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างนี้เมื่อ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ดูเพิ่มที่ ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา
5.2 สหภาพยุโรป
สถานะอาหารใหม่ (novel food) อาหารใหม่คืออาหารที่คนในสหภาพยุโรปไม่ได้บริโภคกันแพร่หลายก่อนเดือนพฤษภาคม 2540 จึงต้องผ่านการอนุมัติด้านความปลอดภัยก่อนวางขาย อาหารใหม่อยู่ภายใต้ Regulation (EU) 2015/2283 เมื่อเดือนมกราคม 2562 สหภาพยุโรปได้ปรับปรุง EU Novel Food Catalogue (บัญชีอาหารใหม่ของสหภาพยุโรป) ดังนี้:
- สารสกัดกัญชาและแคนนาบินอยด์ รวมถึงแคนนาบินอยด์สังเคราะห์และผลิตภัณฑ์ที่เติมสารเหล่านี้ ถือเป็นอาหารใหม่และต้องได้รับอนุญาต
- เมล็ดกัญชง น้ำมันเมล็ดกัญชง แป้งเมล็ดกัญชง และเมล็ดที่สกัดไขมันออกแล้ว มีประวัติการบริโภคในสหภาพยุโรป จึงไม่ใช่อาหารใหม่ แต่อาจยังต้องทำตามกฎของแต่ละประเทศ
จุดยืนของ EFSA ในปี 2569 EFSA (European Food Safety Authority) คือสำนักงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งยุโรป ทำหน้าที่ให้ความเห็นทางวิทยาศาสตร์ที่สหภาพยุโรปใช้ประกอบการอนุมัติอาหาร
- เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2569 EFSA กำหนดปริมาณที่บริโภคได้อย่างปลอดภัยแบบชั่วคราวไว้ที่ 0.0275 มก. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ต่อวัน คิดเป็นราว 2 มก. ต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ที่หนัก 70 กก. ค่านี้ใช้กับ CBD ความบริสุทธิ์อย่างน้อย 98% ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- EFSA ระบุว่ายังยืนยันความปลอดภัยไม่ได้สำหรับคนอายุต่ำกว่า 25 ปี หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และผู้ที่ใช้ยาอยู่
- เมื่อเดือนกันยายน 2569 EFSA ออกความเห็นเชิงบวกครั้งแรกต่อคำขออนุมัติอาหารใหม่ที่เป็น CBD (CBD สังเคราะห์ ไม่เกิน 2 มก. ต่อวัน)
- แต่จะวางขายในตลาดได้ ยังต้องรอคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ตัดสิน
เครื่องสำอาง เครื่องสำอางอยู่ภายใต้ EU Cosmetics Regulation (กฎระเบียบเครื่องสำอางของสหภาพยุโรป) ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎอาหารใหม่ ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันเมล็ดกัญชงกับผลิตภัณฑ์ที่มี CBD ยังต้องตรวจความสอดคล้องกับกฎแยกกันเป็นรายผลิตภัณฑ์
5.3 ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- สิงคโปร์: Central Narcotics Bureau (สำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสิงคโปร์) ระบุว่าการนำเข้า ส่งออก ครอบครอง ขาย หรือบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มียาเสพติดควบคุม แม้จะมีเพียงปริมาณน้อยมาก ถือเป็นความผิด ส่วน Singapore Food Agency (สำนักงานอาหารของสิงคโปร์) ไม่อนุญาตให้นำอาหารที่มีเมล็ดกัญชงเข้าประเทศเพื่อบริโภคส่วนตัว
- มาเลเซียและอินโดนีเซีย: กัญชาถูกควบคุมตามกฎหมายยาเสพติดของแต่ละประเทศ คือ Dangerous Drugs Act 1952 ของมาเลเซีย และ Law No. 35/2009 on Narcotics ของอินโดนีเซีย ควรตรวจสถานะของผลิตภัณฑ์จากเมล็ดและเส้นใยกับทนายความในประเทศนั้น
- เวียดนาม: มีการซื้อขายเมล็ดและเส้นใยกัญชง แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่ามีช่องทางขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ CBD ที่ชัดเจน ควรตรวจกับทนายความในเวียดนาม
5.4 เอกสารการค้า
- เส้นใยและแกนลำต้น (hurds) มักต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช ซึ่งเป็นเอกสารทางการที่รับรองว่าวัสดุพืชไม่มีศัตรูพืชและโรค บางครั้งต้องมีหนังสือแจ้งปริมาณ THC ด้วย
- พิกัดศุลกากร ศุลกากรจัดประเภทสินค้าด้วยรหัส HS (Harmonized System) เมล็ดกัญชงมักจัดอยู่ในพิกัด HS 1207.99 และน้ำมันเมล็ดกัญชงอยู่ใน HS 1515.90 ให้ยืนยันพิกัดอัตราศุลกากรของแต่ละประเทศกับตัวแทนออกของ (customs broker) เพราะถ้าใส่รหัสผิด สินค้าอาจล่าช้า ถูกเปิดตรวจ หรือถูกปฏิเสธ
- สารสกัด ขอความเห็นทางกฎหมายสำหรับทุกประเทศปลายทางก่อนตกลงปริมาณการผลิต และเขียนข้อสัญญาที่รองรับกรณีกฎเปลี่ยน เพราะสินค้าที่ถูกกฎหมายในวันเซ็นสัญญา อาจเจอข้อจำกัดใหม่เมื่อไปถึงปลายทาง
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนเซ็นสัญญาส่งออก ให้ขอพิกัดอัตราศุลกากรที่ถูกต้องและรายการเอกสารที่ประเทศปลายทางนั้นต้องการจากตัวแทนออกของ และขอเป็นลายลักษณ์อักษร
6. โอกาสในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ห่วงโซ่อุปทานกัญชงในภูมิภาคนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โอกาสที่ทำได้จริงมีดังนี้:
- การแปรรูปที่มีใบอนุญาต: โรงสกัดและทำให้บริสุทธิ์ที่มีใบอนุญาต เพื่อรับชีวมวลที่ปลูกในประเทศ ไทยมีการปลูกกัญชงอยู่บ้าง ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ
- เส้นใยและแกนลำต้น: การลอกเปลือก (decortication) และการแปรรูปแกนลำต้นเพื่อใช้ในงานก่อสร้างและวัสดุอุตสาหกรรม
- การจัดหาส่วนผสม: ส่วนผสมอาหารจากเมล็ดกัญชง (โปรตีน น้ำมัน) สำหรับผู้ผลิตอาหารสุขภาพในประเทศ
- การตรวจวิเคราะห์: ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง เพื่อรองรับข้อกำหนดเรื่อง COA ในหัวข้อ 4
หมายเหตุผู้แปล: ทุกข้อข้างต้นเป็นธุรกิจที่ให้บริการแก่ธุรกิจกัญชงรายอื่น ถ้าคุณเป็นผู้ปลูก คำถามแรกไม่ใช่ว่าโอกาสไหนใหญ่ที่สุด แต่เป็นว่าบริการไหนในรายการนี้มีอยู่แล้วในระยะที่ฟาร์มของคุณเข้าถึงได้ บริการนั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าคุณขายผลผลิตเข้าเส้นทางไหนได้จริง
สรุปและรายการตรวจสอบ
การแปรรูปกัญชงไม่ใช่อุตสาหกรรมเดียว แต่เป็นหลายอุตสาหกรรมที่เดินคู่ขนานกันและใช้วัตถุดิบชนิดเดียวกัน เส้นใย เมล็ด และสารสกัด CBD ต่างต้องมีเงินลงทุน ใบอนุญาต การควบคุมคุณภาพ และผู้ซื้อของตัวเอง ธุรกิจกัญชงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยู่ได้นานจะเริ่มจากผลิตภัณฑ์เดียวที่กำหนดไว้ชัดเจน และตลาดเดียวที่รู้จักดี ไม่ได้เริ่มจากแผนที่จะทำทุกอย่างจากกัญชง
ก่อนลงปลูกหรือลงทุน:
- เลือกผลิตภัณฑ์ 1 อย่าง แล้วระบุให้ได้ว่าใครเป็นผู้ซื้อ ใช้เครื่องแปรรูปอะไร และต้องใช้ใบอนุญาตอะไร
- ถ้าทำสารสกัด ให้ยืนยันว่าบริษัทของคุณถือใบอนุญาตสารสกัดของไทยตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2569 ได้
- ตรวจโลหะหนักในดินแปลงปลูก และตรวจแคนนาบินอยด์กับสารกำจัดศัตรูพืชในผลผลิตรอบแรก
- ตรวจว่ากฎด้านอาหาร เครื่องสำอาง หรือการส่งออกข้อใดกำกับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของคุณ
- เริ่มจากล็อตทดลองขนาดเล็ก และทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรกับผู้ซื้อ 1 ราย
ถ้าคุณเคยแปรรูปกัญชงผ่านเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเหล่านี้ในไทยหรือในภูมิภาค หรือกำลังติดเรื่องใบอนุญาตหรือการตรวจวิเคราะห์อยู่ โพสต์ตอบไว้ใต้หัวข้อนี้ได้เลย ผู้ปลูกคนอื่นจะได้เข้ามาช่วยตอบ
เอกสารอ้างอิง (ตอนที่ 2)
- Central Narcotics Bureau, Singapore. FAQs about hemp and CBD oil products. https://www.cnb.gov.sg/educational-resources/myths-and-facts-about-drugs/cannabis/faqs-about-hemp-and-cbd-oil-products
- EFSA Panel on Nutrition, Novel Foods and Food Allergens (NDA), Turck, D., et al. (2026). Update of the statement on safety of cannabidiol as a novel food. EFSA Journal, 24(2). https://doi.org/10.2903/j.efsa.2026.9862
- European Parliament and Council. Regulation (EU) 2015/2283 on novel foods. Official Journal of the European Union, L 327, 11.12.2015. https://eur-lex.europa.eu/eli/reg/2015/2283/oj
- Fike, J. (2016). Industrial hemp: renewed opportunities for an ancient crop. Critical Reviews in Plant Sciences, 35(5–6), 406–424.
- กระทรวงสาธารณสุข. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 427) พ.ศ. 2564 เรื่อง ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของกัญชาหรือกัญชง. https://ockt.dtam.moph.go.th/images/กฎหมาย/34._พรบ_อาหาร_ฉ427.PDF
- กระทรวงสาธารณสุข. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 425) พ.ศ. 2564 เรื่อง เมล็ดกัญชง น้ำมันจากเมล็ดกัญชง โปรตีนจากเมล็ดกัญชง และผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนประกอบของเมล็ดกัญชง (แก้ไขโดยฉบับที่ 437 พ.ศ. 2565). ราชกิจจานุเบกษา.
- กระทรวงสาธารณสุข. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 (ลงนามเมื่อ 23 มิถุนายน 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 25 มิถุนายน 2568 มีผลใช้บังคับ 26 มิถุนายน 2568).
- Rheay, H. T., Omondi, E. C., & Brewer, C. E. (2021). Potential of hemp (Cannabis sativa L.) for paired phytoremediation and bioenergy production. GCB Bioenergy, 13(4), 525–536.
- Schluttenhofer, C., & Yuan, L. (2017). Challenges towards revitalizing hemp: a multifaceted crop. Trends in Plant Science, 22(11), 917–929.