ตอนนี้เล่าถึงเหตุผลหลักที่ผู้ปลูกกัญชาหันมาใช้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ นั่นคือการผลิตต้นที่ปลอดไวรอยด์ฮอปแฝง (Hop Latent Viroid, HLVd) เนื้อหายังครอบคลุมการตั้งแล็บเล็ก ๆ และปัญหาที่เจอเฉพาะในกัญชา นอกจากนี้ยังพูดถึงการเก็บพันธุ์ปลูก (cultivar) ไว้โดยไม่ต้องมีต้นแม่พันธุ์ การผลิตแบบมีใบรับรอง และการดูแลห้องเพาะเลี้ยงในอากาศร้อนแบบไทย การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในที่นี้คือการเลี้ยงชิ้นส่วนพืชเล็ก ๆ บนวุ้นธาตุอาหารในภาชนะปลอดเชื้อ เพื่อให้ได้ต้นที่เหมือนกันทุกประการจำนวนมาก
บทความนี้อ้างอิงงานวิจัยที่ตีพิมพ์แล้ว 8 ชิ้น ดูรายชื่อได้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิง ตัวเลขในวงเล็บเหลี่ยมคือลำดับของงานวิจัยนั้น หัวข้อในตอนนี้เริ่มที่ข้อ 5 เพราะตอนที่ 1 มีหัวข้อ 1–4 อยู่แล้ว ได้แก่ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อคืออะไร ต่างจากการปักชำอย่างไร ฮอร์โมนที่ควบคุมกระบวนการ และขั้นตอนการทำงาน 4 ระยะพร้อมสูตรอาหาร
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1228
5. การกำจัดไวรอยด์ฮอปแฝง: เหตุผลหลักของการใช้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ไวรอยด์คืออะไร
HLVd คือสาย RNA ก่อโรคขนาดเล็กที่ขดเป็นวง มันไม่มีเปลือกโปรตีนหุ้มและไม่มียีนของตัวเอง แต่ติดเชื้อได้ทั่วทั้งต้น พบครั้งแรกในฮอป ซึ่งเป็นพืชที่ใช้แต่งกลิ่นรสเบียร์ ส่วนในกัญชามีรายงานครั้งแรกที่รัฐแคลิฟอร์เนีย (สหรัฐอเมริกา) ในปี พ.ศ. 2562 ลงในวารสาร Plant Disease [3]
บทความทบทวนวรรณกรรมปี พ.ศ. 2566 ในวารสาร Viruses รายงานว่าสถานที่ปลูกกัญชาในแคลิฟอร์เนียราว 90% ตรวจพบเชื้อ บทความเดียวกันประเมินว่าอุตสาหกรรมเสียหายสูงสุดถึง 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี [1]
อาการ และช่วงที่เริ่มเห็น
คำว่า “แฝง” (latent) หมายถึงซ่อนอยู่ ต้นที่ติดเชื้อจำนวนมากดูปกติจนถึงช่วงออกดอก จากนั้นความเสียหายจึงปรากฏ:
- ต้นแคระแกร็น ช่อดอกพัฒนาได้ไม่ดี และต้นเล็กลง [2]
- ไตรโคมแบบมีก้านลดลง (คือไตรโคมหัวเรซินขนาดใหญ่) และมีไตรโคมเล็ก ๆ ที่ไม่สมบูรณ์เพิ่มขึ้น [2]
- มีรายงานว่าปริมาณ THC ลดลง 50–70% และการสร้างแคนนาบินอยด์และเทอร์ปีนลดลงถึง 50% [1]
- ลำต้นเปราะ บางครั้งใบผิดรูป
อาการโผล่ช้า ต้นแม่พันธุ์จึงอาจดูแข็งแรงอยู่ได้หลายปี ในขณะที่กิ่งชำทุกกิ่งที่ตัดจากต้นนั้นมีไวรอยด์ติดไปด้วย
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าพันธุ์ปลูกที่คุณเก็บไว้หลายปีเริ่มโตเตี้ยลงหรือให้เรซินน้อยลง ให้ส่งตรวจก่อนจะไปปรับสูตรปุ๋ยหรือเปลี่ยนไฟ
เส้นทางการแพร่: มีมากกว่าที่ผู้ปลูกส่วนใหญ่คิด
ในงานวิจัยปี พ.ศ. 2568 เรื่อง HLVd ในกัญชาของอเมริกาเหนือ Punja และคณะพบเส้นทางการแพร่ 4 ทาง [2]:
- กิ่งชำ กิ่งชำทุกกิ่งจากต้นแม่ที่ติดเชื้อจะมีเชื้อติดไปด้วย
- รากสัมผัสกัน ในระบบไฮโดรโปนิกส์ที่หมุนเวียนสารละลายธาตุอาหารกลับมาใช้ซ้ำ
- บาดแผลบนลำต้น จากใบมีดที่ปนเปื้อน ตาข่ายค้ำต้น และการเด็ดใบ
- เมล็ดและละอองเกสร ทำให้ได้ต้นกล้าที่ติดเชื้อสูงสุดถึง 100%
งานวิจัยเดียวกันพบว่ายังตรวจเจอไวรอยด์ได้นาน 7 วันในน้ำคั้นจากใบที่บด และนาน 4 สัปดาห์ในใบหรือรากแห้งที่อุณหภูมิห้อง [2] แปลว่าการเริ่มจากเมล็ดไม่ได้ช่วยป้องกันคุณได้เสมอไป และเศษพืชที่ทิ้งไว้ในห้องก็ทำให้ไวรอยด์ยังอยู่ต่อ
หมายเหตุผู้แปล: ฟาร์มในไทยหลายแห่งแลกกิ่งชำกันและใช้ระบบน้ำหมุนเวียน จึงเสี่ยงทั้งเส้นทางที่ 1 และ 2 พร้อมกัน อุณหภูมิห้องในงานวิจัยไม่ได้ร้อนเท่าห้องปลูกในไทยที่ 30–35 °C อย่าคิดเอาเองว่าความร้อนจะทำให้เชื้อในเศษพืชหมดไปเร็วขึ้น ให้เก็บเศษพืชออกจากห้องไปเลย กิ่งชำทุกกิ่งที่ซื้อมาให้ถือว่ายังไม่ผ่านการตรวจ จนกว่าผลแล็บจะยืนยันว่าไม่มีเชื้อ
สิ่งที่ควรทำ: ฆ่าเชื้อเครื่องมือตัดทุกครั้งที่เปลี่ยนต้น ไม่ใช่แค่ตอนย้ายห้อง หลังเก็บเกี่ยวทุกครั้งให้เก็บใบ ราก และลำต้นออกจากห้องให้หมด สารฆ่าเชื้อที่ใช้กับเครื่องมือได้ผลดูได้ในกระทู้เรื่อง HLVd ที่ลิงก์ไว้ด้านบน
ทำไมการปักชำแก้ปัญหานี้ไม่ได้
HLVd อยู่ในเนื้อเยื่อท่อลำเลียง ซึ่งเป็นท่อที่พาน้ำและน้ำเลี้ยงไปทั่วต้น เพราะอย่างนี้กิ่งชำทุกกิ่งจากต้นแม่ที่ติดเชื้อจึงมีเชื้อติดไปด้วย ไม่มีสารเคมีตัวไหนรักษาต้นที่ติดเชื้อให้หายได้ วิธีที่เชื่อถือได้มีดังนี้:
- การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญปลายยอด (meristem tip culture) เนื้อเยื่อเจริญ (meristem) คือจุดที่กำลังเติบโตตรงปลายยอด คุณตัดชิ้นส่วนพืชสำหรับเลี้ยง (explant) ให้เล็กมาก คือ 0.4 มม. และมีจุดกำเนิดใบ (leaf primordia) ไม่เกิน 2 จุด จุดกำเนิดใบคือตุ่มเล็ก ๆ ที่จะโตเป็นใบ ชิ้นที่เล็กขนาดนี้ท่อลำเลียงยังเจริญไปไม่ถึง Punja และคณะรายงานว่าต้นที่ได้ตรวจไม่พบ HLVd ราว 41% โดยเฉลี่ย แต่ผลต่างกันตั้งแต่ 0% ถึง 100% ใน 8 จีโนไทป์ (จีโนไทป์คือพันธุกรรมของพันธุ์ปลูกนั้น ๆ) [2]
- การเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญควบคู่กับความร้อนหรือความเย็น การเลี้ยงต้นไว้ที่ 36 °C นาน 14 วัน ทำให้ไทเทอร์ของไวรอยด์ (ปริมาณไวรอยด์ในเนื้อเยื่อ) ลดลงเร็ว ส่วนการใช้ความเย็น (2–4 °C ในที่มืด นาน 8–21 เดือน) ควบคู่กับการเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญชิ้นเล็ก ได้ผลดีกว่าการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งอย่างเดียว [1]
ผลลัพธ์ขึ้นกับจีโนไทป์ จึงไม่มีอัตราความสำเร็จตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกพันธุ์ปลูก เพราะอย่างนี้ต้นอ่อนทุกต้นที่ได้จากการเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญต้องตรวจด้วย RT-qPCR ก่อนจะบอกว่าสะอาด RT-qPCR คือการตรวจในแล็บที่หาสารพันธุกรรมของไวรอยด์ ให้นำไปขยายต่อเฉพาะต้นที่ผลเป็นลบ สิ่งที่พิสูจน์ว่าต้นสะอาดคือผลตรวจ ไม่ใช่เทคนิคที่ใช้
ขั้นตอนทำสายต้นให้สะอาด: เลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญควบคู่กับความร้อนหรือความเย็น
เมื่อรวมผลจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์แล้ว การกำจัดไวรอยด์ออกจากสายต้นหนึ่งรอบมีขั้นตอนดังนี้:
- ยืนยันปัญหา ตรวจต้นแม่ด้วย RT-qPCR เพื่อยืนยันว่าติดเชื้อจริง
- ใช้ความร้อนหรือความเย็น (ทำหรือไม่ทำก็ได้) เลี้ยงต้นไว้ที่ 36 °C นาน 14 วันเพื่อลดไทเทอร์ หรือใช้วิธีความเย็นที่กล่าวไว้ข้างบน [1]
- ตัดปลายยอดให้เล็กที่สุดเท่าที่ทำได้ ใช้แว่นขยายหรือกล้องส่อง ตัดปลายเนื้อเยื่อเจริญให้เล็กกว่า 0.5 มม. และมีจุดกำเนิดใบไม่เกิน 2 จุด [1][2]
- เริ่มเลี้ยงปลายยอดหลาย ๆ ชิ้น เริ่ม 10–20 ปลายยอดต่อสายต้นสะอาด 1 สายที่คุณอยากได้ (ระยะที่ 1 ในตอนที่ 1)
- ตรวจต้นอ่อนทุกต้น เมื่อมีเนื้อเยื่อมากพอให้เก็บตัวอย่าง เก็บต้นที่ผลเป็นลบไว้ และทิ้งต้นที่ผลเป็นบวก
- ขยายเฉพาะต้นที่ผลเป็นลบ ตั้งรหัส (ID) ให้สายต้นสะอาดแต่ละสายในบันทึก ตรวจสายต้นแม่ที่สะอาดซ้ำเป็นระยะ เพราะเครื่องมือ ราก หรือละอองเกสรอาจพาไวรอยด์กลับมาได้
หมายเหตุผู้แปล: 36 °C ใกล้กับอุณหภูมิอากาศหน้าร้อนในไทย แต่ห้องที่ร้อนไม่นับเป็นการบำบัดด้วยความร้อน บทความทบทวนรายงานการเลี้ยงที่ 36 °C นาน 14 วัน แต่ไม่ได้บอกเรื่องแสงหรือความชื้น บทความเดียวกันยังระบุว่าไทเทอร์กลับขึ้นมาอีกหลังย้ายไปปลูกในแปลง 6 เดือน [1] อุณหภูมิในโรงเรือนขึ้นลงทุกวัน จึงไม่เหมือนการเลี้ยงที่คุมอุณหภูมิให้คงที่ ส่วนวิธีความเย็นในบทความทบทวนใช้เวลา 8–21 เดือนที่ 2–4 °C ในที่มืด [1] และไม่มีงานวิจัยที่อ้างในบทความนี้ทดลองใช้ตู้เย็นในบ้านกับงานนี้ ถ้ายังไม่มีผลตรวจ HLVd ยืนยัน ให้ติดป้ายสายต้นที่ได้จากการเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญว่า “ยังไม่ผ่านการตรวจ” อย่าติดว่า “สะอาด”
สิ่งที่ควรทำ: เลือกพันธุ์ปลูกมูลค่าสูงเพียง 1 พันธุ์มากำจัดไวรอยด์เป็นรอบแรก และหาแล็บรับตรวจให้ได้ก่อนตัดปลายยอดชิ้นแรก
6. การตั้งแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเล็ก ๆ ที่บ้าน
คุณไม่จำเป็นต้องมีห้องแล็บแบบมหาวิทยาลัย อุปกรณ์ที่ต้องใช้มีไม่กี่อย่าง:
| อุปกรณ์ | ใช้ทำอะไร |
|---|---|
| ตู้ปลอดเชื้อแบบลมไหลแนวราบ (laminar flow hood) หรือกล่องอากาศนิ่ง (still air box) | เป็นพื้นที่สะอาดสำหรับเปิดภาชนะโดยไม่ให้ปนเปื้อน |
| หม้ออัดแรงดันที่ทำแรงดันได้ 15 PSI | ฆ่าเชื้ออาหารเลี้ยงเชื้อด้วยไอน้ำแรงดันสูง |
| ภาชนะแก้วหรือโพลีคาร์บอเนต | ใส่เนื้อเยื่อที่เพาะเลี้ยง |
| ตาชั่งที่ละเอียดถึง 0.01 ก. | ชั่งเกลือแร่ น้ำตาล และวุ้น |
| เครื่องวัด pH | ปรับอาหารเลี้ยงเชื้อให้ได้ pH 5.7–5.8 |
| มีดผ่าตัดและปากคีบ | ตัดและย้ายเนื้อเยื่อ |
| MS สำเร็จรูป (MS premix) วุ้น และซูโครส | ส่วนผสมของอาหารเลี้ยงเชื้อ |
| ฮอร์โมน: TDZ หรือ BAP และ IBA (และ NAA สำหรับสูตรที่ใช้ BAP) | กระตุ้นให้เนื้อเยื่อสร้างยอดหรือราก |
| เอทานอล 70% และน้ำยาฟอกขาว | ทำความสะอาดพื้นผิวและชิ้นส่วนพืช |
| ไฟ LED ความเข้มต่ำ | ให้แสงกับชั้นวางเนื้อเยื่อ |
PSI ย่อมาจาก pounds per square inch (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) แรงดัน 15 PSI สูงกว่าความดันอากาศปกติราว 1 บาร์ ราคาต่างกันมากตามประเทศและภาษีนำเข้า จึงไม่ได้ใส่ราคาไว้ ให้เช็กราคาในประเทศก่อนวางงบ
หมายเหตุผู้แปล: ในไทย MS สำเร็จรูป วุ้น และฮอร์โมนพืชขายเป็นสารเคมีสำหรับห้องปฏิบัติการ ลองสอบถามตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยที่ขายอุปกรณ์แล็บหรืออุปกรณ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช หรือถามสมาชิกในหมวดการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ของฟอรัมว่าซื้อจากที่ไหน ขอเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ (data sheet) ของทุกรายการจากผู้ขาย เอกสารนี้บอกวิธีละลายและวิธีเก็บรักษา
ทำงานให้ปลอดเชื้อ: กล่องอากาศนิ่งหรือตู้ลมไหลแนวราบ
ทุกครั้งที่เปิดภาชนะ สปอร์และแบคทีเรียในอากาศอาจตกลงบนอาหารเลี้ยงเชื้อ น้ำตาลในอาหารช่วยให้พวกมันโตเร็วกว่าเนื้อเยื่อพืช เทคนิคปลอดเชื้อช่วยกันพวกมันไว้ไม่ให้เข้าไปได้
ตู้ลมไหลแนวราบ (laminar flow hood) คือตู้ที่เป่าลมผ่านแผ่นกรองให้ไหลผ่านพื้นที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ ลมนี้ดันสปอร์ออกห่างจากภาชนะที่เปิดอยู่
กล่องอากาศนิ่ง (still air box) คือทางเลือกราคาประหยัด ทำจากกล่องพลาสติกใสใบใหญ่ วางตะแคง แล้วเจาะรูสอดแขน 2 รู ฉีดเอทานอล 70% ด้านในก่อนใช้ทุกครั้ง กล่องแบบนี้ปนเปื้อนมากกว่าตู้ จึงควรเริ่มเลี้ยงชิ้นส่วนพืชเผื่อไว้มากขึ้น ให้พอกับจำนวนเนื้อเยื่อที่คุณอยากเก็บไว้
หมายเหตุผู้แปล: นิสัยต่อไปนี้ช่วยลดการปนเปื้อนได้ทั้งกับกล่องและตู้:
- เช็ดกล่อง เครื่องมือ และด้านนอกของภาชนะทุกใบด้วยเอทานอล 70% ก่อนนำเข้าไป
- ล้างมือและแขนท่อนล่าง สวมถุงมือ แล้วฉีดเอทานอลที่ถุงมือ
- ในกล่องอากาศนิ่งให้ขยับช้า ๆ เพราะการขยับเร็วทำให้อากาศปั่นป่วน
- เปิดภาชนะเฉพาะในกล่องหรือในตู้ และอย่ายื่นมือผ่านเหนือภาชนะที่เปิดอยู่
- ฆ่าเชื้อมีดผ่าตัดทุกครั้งที่เปลี่ยนชิ้นส่วนพืช
- เก็บเอทานอลให้ห่างจากเปลวไฟและเตาไฟฟ้า เพราะติดไฟง่าย
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนตัดกัญชาชิ้นแรก ให้เตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อเปล่า ๆ 10 ภาชนะ แล้วเปิดปิดในกล่องเหมือนทำงานจริง ผ่านไป 1 สัปดาห์ให้นับว่ามีกี่ภาชนะที่ขุ่น ตัวเลขนี้คืออัตราการปนเปื้อนตั้งต้นของคุณ
การเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้อ
- ชั่ง MS สำเร็จรูปตามที่ผู้ผลิตแนะนำ ปกติคือ 4.4 ก./ลิตร สำหรับเต็มสูตร หรือ 2.2 ก./ลิตร สำหรับครึ่งสูตร เติมซูโครส 30 ก./ลิตร แล้วละลายในน้ำกลั่น
- เติมฮอร์โมนจากสารละลายเข้มข้น (stock solution) 1 มก./มล. ที่แช่แข็งเก็บไว้
- ปรับ pH ให้อยู่ที่ 5.7–5.8 ถ้าต้องการเพิ่ม pH ให้ใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) 1 M ถ้าต้องการลด pH ให้ใช้กรดไฮโดรคลอริก (HCl) 1 M โดย “1 M” คือความเข้มข้นมาตรฐานที่สารเหล่านี้วางขาย
- เติมวุ้น 7 ก./ลิตร แล้วต้มพร้อมคนจนละลาย เทใส่ภาชนะใบละ 25–30 มล.
- ฆ่าเชื้อที่ 121 °C / 15 PSI นาน 15–20 นาที ใช้หม้อนึ่งความดันไอน้ำ (autoclave) หรือหม้ออัดแรงดันที่ทำได้ 15 PSI
- ปล่อยให้เย็นและแข็งตัวในตู้หรือกล่องอากาศนิ่ง
สารละลายฮอร์โมนเข้มข้น สารละลายเข้มข้น 1 มก./มล. มีฮอร์โมน 1 มก. ในทุก 1 มล. เช่น ละลายฮอร์โมน 100 มก. แล้วเติมน้ำจนครบ 100 มล. ละลายฮอร์โมนแต่ละตัวตามวิธีในเอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ ถ้าใส่สารละลายนี้ 1 มล. ในอาหารเลี้ยงเชื้อ 1 ลิตร จะได้ความเข้มข้น 1 มก./ลิตร
| อาหารเลี้ยงเชื้อ | ฮอร์โมน | ปริมาณสารละลายเข้มข้นต่อลิตร (สารละลาย 1 มก./มล.) |
|---|---|---|
| ระยะเริ่มต้น | BAP 0.5 มก./ลิตร + NAA 0.1 มก./ลิตร | BAP 0.5 มล. + NAA 0.1 มล. |
| ระยะเพิ่มจำนวน สูตร BAP | BAP 1.0–2.0 มก./ลิตร + NAA 0.1 มก./ลิตร | BAP 1–2 มล. + NAA 0.1 มล. |
| ระยะเพิ่มจำนวน สูตร TDZ | TDZ 0.5 µM (ประมาณ 0.11 มก./ลิตร) | 0.11 มล. หรือใช้สารละลายเข้มข้น 0.1 มก./มล. 1.1 มล. |
| ระยะออกราก (MS ครึ่งสูตร ถ่านกัมมันต์ 500 มก./ลิตร ไม่ใส่ไซโทไคนิน) | IBA 2.5 µM (ประมาณ 0.5 มก./ลิตร) | IBA 0.5 มล. |
อายุการเก็บรักษา อาหารเลี้ยงเชื้อที่เทแล้วเก็บที่อุณหภูมิห้องได้ไม่กี่สัปดาห์ ถ้าปิดสนิทและเก็บในตู้เย็นจะอยู่ได้นานกว่านั้น ภาชนะไหนขุ่นก่อนใช้ให้ทิ้งไป
หมายเหตุผู้แปล: หม้ออัดแรงดันในครัวหลายรุ่นทำแรงดันไม่ถึง 15 PSI จึงควรเช็กสเปกจากผู้ผลิตก่อน ถ้าแรงดันต่ำกว่า 15 PSI ไอน้ำจะร้อนไม่ถึง 121 °C และอาหารอาจไม่ปลอดเชื้อ ห้องในไทยร้อนกว่าแล็บในประเทศเขตอบอุ่น จึงควรตรวจอาหารเลี้ยงเชื้อที่เก็บไว้บ่อยกว่าปกติ
สิ่งที่ควรทำ: เขียนวันที่ สูตร และเลขรุ่นการผลิตไว้บนภาชนะอาหารเลี้ยงเชื้อทุกใบ ถ้าการเลี้ยงล้มเหลว คุณจะย้อนดูได้ว่าเกิดจากอาหารรุ่นไหน
7. ปัญหาที่เจอเฉพาะในกัญชา
เนื้อเยื่อเป็นสีน้ำตาล
เนื้อเยื่อกัญชาที่ถูกตัดจะปล่อยสารประกอบฟีนอลิกออกมา สารนี้เป็นสารเคมีธรรมชาติในพืชที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อทำปฏิกิริยากับอากาศ เนื้อเยื่อจะโตช้าลง และชิ้นส่วนพืชอาจตายได้ ลดปัญหานี้ได้ 4 วิธี:
- เติมถ่านกัมมันต์ (1–2 ก./ลิตร) ในอาหารระยะเริ่มต้น ถ่านจะดูดฮอร์โมนไปบางส่วนด้วย จึงอาจต้องปรับปริมาณฮอร์โมน
- ย้ายชิ้นส่วนพืชไปอาหารใหม่ภายใน 24–48 ชั่วโมงแรก
- ใช้สารต้านอนุมูลอิสระ เช่น กรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี) หรือกรดซิตริก งานวิจัยที่บทความนี้อ้างอิงไม่ได้ระบุขนาดที่ใช้ จึงควรเริ่มจากสูตรเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ตีพิมพ์แล้ว และลองกับชิ้นส่วนพืชไม่กี่ชิ้นก่อน
- ตัดให้เร็ว แผลจะได้โดนอากาศสั้นที่สุด
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าชิ้นส่วนพืชเป็นสีน้ำตาลจำนวนมาก ให้ปรับรุ่นถัดไป 2 อย่าง คือเติมถ่านและย้ายอาหารภายใน 24–48 ชั่วโมง จากนั้นเทียบผลกับรุ่นก่อนหน้า
ยอดใสฉ่ำน้ำ (hyperhydricity)
ปลายยอดจะใส บวม และดูเหมือนแก้ว อาการนี้มีอีกชื่อว่า vitrification ซึ่งเป็นการเสื่อมของเนื้อเยื่อเพาะเลี้ยงแบบหนึ่งที่มีบันทึกไว้ในกัญชา บทความทบทวนปี พ.ศ. 2564 ของ Monthony และคณะระบุว่าพบอาการนี้บนอาหาร MS ที่ใส่ TDZ 0.5 µM โดยเฉพาะ [4] ซึ่งก็คือขนาดเดียวกับที่ช่วยให้เพิ่มจำนวนได้ดี ทุกครั้งที่ใช้ TDZ จึงต้องเฝ้าดูใกล้ชิด
สาเหตุ: ไซโทไคนิน (ฮอร์โมนที่กระตุ้นการแตกยอด) มากเกินไป ความชื้นที่ถูกกักในภาชนะปิดสนิท และเกลือแร่เข้มข้นเกินไป
วิธีแก้:
- ลดปริมาณไซโทไคนิน
- เปลี่ยนไปใช้ภาชนะที่ฝาระบายอากาศได้หรือมีรูระบายเล็ก ๆ
- เพิ่มวุ้นเป็น 8–9 ก./ลิตร ให้ผิวหน้าอาหารแห้งขึ้น
- เปลี่ยนจาก TDZ ไปใช้ BAP 1 รอบ
หมายเหตุผู้แปล: ในห้องที่ร้อนชื้นแบบเขตร้อน ให้เลือกรูระบายที่ปิดด้วยแผ่นเยื่อกรอง อย่าใช้รูเปิดโล่ง สปอร์จะได้เข้าไปไม่ได้
สิ่งที่ควรทำ: เปลี่ยนทีละอย่าง คุณจะได้รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงไหนที่แก้ปัญหาได้
ความคงตัวทางพันธุกรรม: ทำไมต้องเลี่ยงแคลลัส
ยอดใหม่งอกออกจากตาที่มีอยู่แล้วได้โดยตรง เรียกว่า “ยอดจากยอด” หรือการเกิดอวัยวะโดยตรง (direct organogenesis) วิธีนี้มักกลายพันธุ์น้อยและได้ต้นที่ตรงตามต้นแม่ [4] แต่การผ่านแคลลัสไม่เหมือนกัน แคลลัสคือก้อนเซลล์ที่ยังไม่จัดเป็นอวัยวะ และในกัญชาวิธีนี้ยังไม่น่าเชื่อถือด้วย ในงานวิจัยที่ถูกทบทวน ต้นที่งอกใหม่จากแคลลัสได้ต่ำสุดเพียง 1.35% และได้ 14% ในวิธีที่ดีที่สุด [4]
แคลลัสจึงมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรมและโอกาสสำเร็จที่ต่ำมาก ทั้งสองเหตุผลนี้นำไปสู่กฎชุดเดียวกัน:
- ใช้การเกิดอวัยวะโดยตรง อย่าให้ต้นใหม่เกิดผ่านแคลลัส
- ใช้ไซโทไคนินปริมาณต่ำที่สุดที่ยังได้ผล
- ตรวจเป็นระยะว่ายังเป็นพันธุ์เดิม โดยเทียบลักษณะที่มองเห็น (ฟีโนไทป์) หรือใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอ (DNA markers)
Lata และคณะยืนยันการตรวจแบบนี้ด้วยการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ ผลแสดงว่าต้นที่งอกใหม่จากวัสดุห่อหุ้มที่เก็บไว้ตรงกับต้นเดิม [8] การตรวจนี้จึงเป็นวิธีปฏิบัติที่มีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่ความระวังเกินเหตุ
หมายเหตุผู้แปล: เรายังไม่พบแล็บในไทยที่ประกาศรับตรวจเครื่องหมายดีเอ็นเอเพื่อยืนยันพันธุ์ปลูกกัญชา ระหว่างที่ยังหาไม่ได้ ให้เทียบลักษณะแทน ปลูกต้นจากสายเพาะเลี้ยง 1 ต้นไว้ข้างต้นจากต้นแม่เดิม 1 ต้น ในสภาพเดียวกัน บันทึกความสูง ระยะเวลาออกดอก และกลิ่น พร้อมถ่ายภาพไว้ ถ้ามีใบรับรองผลการวิเคราะห์ของทั้งสองต้น ก็จะเทียบทางเคมีได้อีกทาง
สิ่งที่ควรทำ: ทำทุก ๆ 2–3 รอบ โดยเลือกต้น 1 ต้นจากแต่ละสายเพาะเลี้ยง ไปปลูกเทียบกับต้นอ้างอิงจนโตเต็มที่
8. เมล็ดห่อหุ้มและการเก็บรักษาแบบชะลอการเติบโต
งานที่มีประโยชน์ที่สุดอย่างหนึ่งของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ คือการเก็บพันธุ์ปลูกไว้โดยไม่ต้องเลี้ยงต้นแม่พันธุ์ไว้
เมล็ดห่อหุ้ม (“เมล็ดเทียม”)
ข้อลำต้นหรือปลายยอดจะถูกหุ้มไว้ในเม็ดโซเดียมอัลจิเนต ซึ่งเป็นเจลจากสาหร่ายทะเลที่ผสมธาตุอาหาร ทีมของ Lata จากมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี (สหรัฐอเมริกา) ทดลองวิธีนี้ในปี พ.ศ. 2555 [7] ทีมนี้เก็บข้อลำต้นกัญชาที่หุ้มแล้วไว้ที่ 15 °C นานสูงสุด 24 สัปดาห์ โดยงอกใหม่และรอดได้สูงสุด 60%
ต้นที่งอกใหม่รอด 90% ในช่วงปรับสภาพ (acclimatization) และมีโปรไฟล์แคนนาบินอยด์ตรงกับต้นแม่ที่ให้ชิ้นส่วน [7] งานวิจัยอีกชิ้นในปี พ.ศ. 2554 ใช้การวิเคราะห์ดีเอ็นเอยืนยันว่าต้นที่ได้จากเมล็ดห่อหุ้มหลังการเก็บรักษายังตรงตามพันธุ์ [8]
อย่าตีความตัวเลขเหล่านี้เกินจริง: เก็บได้ 24 สัปดาห์ ไม่ใช่หลายปี และรอด 60% การห่อหุ้มเหมาะสำหรับเก็บพันธุ์ปลูกไว้ 1 ฤดูโดยไม่ต้องมีห้องต้นแม่ แต่ใช้แทนธนาคารพันธุกรรม (genebank) ไม่ได้ ธนาคารพันธุกรรมคือสถานที่สำหรับเก็บพันธุกรรมพืชระยะยาว
การเก็บรักษาแบบชะลอการเติบโต
เนื้อเยื่อที่เลี้ยงไว้ก็เก็บได้โดยไม่ต้องหุ้มเป็นเม็ด วิธีนี้ใช้อุณหภูมิต่ำลงให้โตช้า จึงย้ายอาหาร (subculture) น้อยครั้งลง ในงานวิจัยเดียวกัน เนื้อเยื่อบางส่วนที่ไม่ได้หุ้มได้รับสารออสโมติก (แมนนิทอลหรือซอร์บิทอล) ผสมในอาหาร สารนี้จำกัดการดูดน้ำของเนื้อเยื่อและทำให้โตช้าลง [7] ในกลุ่มนี้ เนื้อเยื่องอกใหม่และรอดได้ดีที่สุดที่ระดับต่ำสุดที่ทดลอง คือ 2% [7]
สิ่งที่ควรทำ: แม้แต่ในแล็บ เม็ดที่เก็บไว้ก็ตายไปประมาณ 40% จึงควรเก็บเม็ดหรือภาชนะของแต่ละพันธุ์ปลูกไว้มากกว่าที่ต้องใช้หลายเท่า พันธุ์ปลูกที่หาใหม่ไม่ได้ให้เก็บต้นสำรองที่ยังมีชีวิตไว้ด้วย อุปกรณ์สำหรับรักษาอุณหภูมิ 15 °C ดูได้ในหัวข้อ 10
9. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในการผลิตเกรดการแพทย์ที่มีใบรับรอง
บางฟาร์มตั้งเป้าตลาดยา เช่น ผู้ซื้อที่ต้องการมาตรฐาน EU-GMP หรือการส่งออกผ่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำหรับฟาร์มกลุ่มนี้ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้บันทึกที่การปักชำทำได้ยาก บันทึกเหล่านี้ช่วยในการตรวจประเมิน GACP (หลักปฏิบัติที่ดีทางการเกษตรและการเก็บเกี่ยว) และ GMP:
- วัสดุตั้งต้นที่ระบุที่มาได้: ทุกรุ่นการผลิตสืบย้อนกลับไปถึงเนื้อเยื่อต้นแม่ที่รู้ที่มาและตรวจเชื้อก่อโรคแล้ว
- รุ่นการผลิตที่สม่ำเสมอ ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ง่ายขึ้น
- มีเอกสารยืนยันการกำจัดเชื้อก่อโรค: เลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญ แล้วยืนยันด้วยการตรวจ RT-qPCR
- มีบันทึกสำหรับการตรวจประเมิน (audit trail): การย้ายอาหารทุกครั้งมีบันทึกวันที่ ส่วนผสมของอาหาร และผู้ปฏิบัติงาน
หมายเหตุผู้แปล: ในไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ต่อมาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ทำให้เกณฑ์ใบอนุญาตสำหรับช่อดอกเข้มงวดขึ้น ส่วนร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่ใช่กฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว บทความนี้ไม่ได้ตอบว่าการผลิตหรือการส่งต่อต้นอ่อนกัญชาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้องมีใบอนุญาตแยกหรือไม่ ก่อนขายหรือให้ต้นอ่อนแก่ฟาร์มอื่น ให้ทำหนังสือสอบถามหน่วยงานที่ออกใบอนุญาตให้คุณ
สิ่งที่ควรทำ: เริ่มทำบันทึกตั้งแต่ตอนนี้ แม้แล็บจะเล็กก็ตาม ให้มีคอลัมน์ต่อไปนี้: วันที่ พันธุ์ปลูก รหัสต้นแม่ รุ่นการผลิตของอาหาร ปริมาณฮอร์โมน ผู้ปฏิบัติงาน จำนวนยอดเข้าและออก การปนเปื้อน และผลตรวจ
10. การดูแลห้องเพาะเลี้ยงในอากาศเขตร้อน
วิธีที่ตีพิมพ์ส่วนใหญ่มาจากแล็บในประเทศที่อากาศเย็นกว่า ในไทยและทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องปรับ 3 เรื่องสำคัญ
- คุมอุณหภูมิห้องเป็นอันดับแรก เนื้อเยื่อต้องอยู่ที่ 24–26 °C แต่อากาศข้างนอกมักร้อนกว่านั้นเป็นปกติ ห้องจึงต้องมีแอร์ของตัวเองที่เปิดตลอดเวลา และต้องมีแผนรับมือไฟดับ เนื้อเยื่อที่ทนได้ 24 ชั่วโมงที่ 25 °C อาจทนไม่ได้ 24 ชั่วโมงที่ 34 °C เมื่อไฟดับ แอร์จะหยุด ห้องจะร้อนขึ้นจนใกล้อุณหภูมิข้างนอก และเนื้อเยื่อจะร้อนเกินไป
- เตรียมรับสปอร์ราในอากาศที่มากขึ้น กล่องอากาศนิ่งที่ใช้ได้ดีพอในห้องแห้งและเย็น จะปนเปื้อนมากขึ้นในห้องที่ชื้น ให้ทำงานในห้องที่สะอาดที่สุดและมีคนเข้าออกน้อยที่สุด ปิดกล่องไว้ระหว่างพักงาน และเริ่มเลี้ยงชิ้นส่วนพืชมากกว่าที่สูตรต่างประเทศแนะนำ
- การเก็บที่ 15 °C ต้องมีอุปกรณ์เฉพาะ ตู้เย็นในบ้านอยู่ที่ประมาณ 4 °C ถ้าจะคุม 15 °C ให้คงที่ต้องใช้ตู้แช่ไวน์หรือตู้ควบคุมอุณหภูมิ ควรตั้งงบส่วนนี้ไว้ก่อนวางแผนเก็บรักษา 24 สัปดาห์
หมายเหตุผู้แปล: ถ้าพื้นที่ของคุณไฟดับบ่อย ให้พิจารณาเครื่องปั่นไฟหรือแบตเตอรี่สำรองที่จ่ายไฟให้แอร์ได้ เทอร์โมมิเตอร์ที่บันทึกค่าสูงสุดจะบอกได้ว่าห้องร้อนขึ้นถึงเท่าไรระหว่างไฟดับ ความชื้นจะสูงสุดในฤดูฝน ในเดือนเหล่านั้นจึงควรเริ่มเลี้ยงชิ้นส่วนพืชเผื่อไว้มากขึ้น
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนเริ่มเพาะเลี้ยง ให้จดอุณหภูมิห้องวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะได้รู้ว่าระบบทำความเย็นคุมห้องไว้ที่ 24–26 °C ได้หรือไม่
11. เมื่อไรที่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่คุ้ม
- ปลูกที่บ้านจำนวนน้อย (1–10 ต้นต่อรอบ): ปักชำได้เร็วกว่า ถูกกว่า และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจะคุ้มมากขึ้นเมื่อปลูกในปริมาณมาก
- ออโต้ฟลาวเวอร์: เก็บไว้เป็นต้นแม่ไม่ได้ จะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็ทำได้ แต่ไม่เหมาะกับการขยายพันธุ์เป็นประจำ
- ปลูกจากเมล็ดครั้งเดียว: ถ้าไม่ได้คิดจะเก็บพันธุกรรมไว้ การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีแต่เพิ่มงานโดยไม่ได้ประโยชน์
- งบจำกัด: ค่าอุปกรณ์และเวลาที่ใช้เรียนจะคุ้มเฉพาะเมื่อคุณต้องการต้นโคลนจำนวนมากต่อรอบ หรือจำเป็นต้องใช้ต้นที่ปลอดเชื้อก่อโรคจริง ๆ
หมายเหตุผู้แปล: ผู้ปลูกที่บ้านในไทยส่วนใหญ่มีวิธีที่ถูกกว่า ซึ่งรับมือความเสี่ยงเดียวกันได้เกือบทั้งหมด ซื้อเมล็ดจากผู้ขายที่คุณตรวจสอบแล้ว เมล็ดก็มี HLVd ติดมาได้ จึงควรส่งตรวจถ้าทำได้ เก็บต้นแม่ที่ตรวจแล้วไว้ 1 ต้น ฆ่าเชื้อเครื่องมือทุกครั้งที่เปลี่ยนต้น และแยกกักกิ่งชำที่ซื้อมาไว้ก่อน
สิ่งที่ควรทำ: นับจำนวนต้นโคลนที่ตัดในแต่ละรอบ และจำนวนต้นที่เสียไปเพราะสงสัยว่าติดไวรอยด์หรือโรคอื่น ถ้าทั้งสองตัวเลขน้อย ให้ปักชำต่อไป
12. เริ่มต้นอย่างไร: แผนที่ทำได้จริง
เดือนที่ 1–2 ฝึกเทคนิคปลอดเชื้อกับพืชราคาถูกที่เลี้ยงง่าย เช่น พลูด่างหรือแอฟริกันไวโอเล็ต ทำหรือซื้อกล่องอากาศนิ่ง เตรียมอาหาร MS และฝึกฆ่าเชื้อ เป้าหมายคือเรียนรู้การควบคุมการปนเปื้อนให้ได้ก่อนจะเสี่ยงกับเนื้อเยื่อกัญชา
เดือนที่ 2–3 เริ่มเพาะเลี้ยงกัญชาครั้งแรกจากข้อลำต้นของต้นแม่ที่แข็งแรงและตรวจแล้ว เริ่มให้มากกว่าที่ต้องการหลายเท่า และเตรียมใจว่าจะเสียไปเยอะ ฝึกดูให้ออกว่าเนื้อเยื่อไหนโตแบบสะอาดและไหนปนเปื้อน
เดือนที่ 3–6 ย้ายเนื้อเยื่อที่รอดไปอาหารใหม่ ปรับปริมาณไซโทไคนินให้เข้ากับพันธุ์ปลูกของคุณ ขั้นนี้ไม่มีสูตรตีพิมพ์สูตรไหนทำแทนคุณได้ เริ่มทดลองการออกรากและการปรับสภาพ
ตั้งแต่เดือนที่ 6 เป็นต้นไป ใช้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเจริญปลายยอดเพื่อกำจัดไวรอยด์ แล้วยืนยันทุกสายต้นด้วย RT-qPCR บันทึกอัตราการเพิ่มจำนวนและอัตราการเสื่อมของแต่ละพันธุ์ปลูกต่อเนื่องหลายรอบ จากนั้นเขียนวิธีปฏิบัติมาตรฐาน (SOP คือวิธีทำงานที่เขียนไว้เป็นขั้นตอน) จากตัวเลขของคุณเอง
หมายเหตุผู้แปล: พลูด่างเป็นไม้ประดับที่พบได้ทั่วไปในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงหาพืชมาฝึกได้ง่าย
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อใช้เวลาเรียนนานกว่าการปักชำ แต่ผู้ปลูกที่ผลิตปริมาณมากจะได้สายต้นที่ปลอดไวรอยด์ ขยายพันธุ์ได้ทีละมาก ๆ และเก็บพันธุ์ไว้ได้หลายเดือนโดยไม่ต้องมีห้องต้นแม่
สิ่งที่ควรทำ: ใส่งานของเดือนที่ 1–2 ลงในปฏิทินตั้งแต่วันนี้ และซื้อเฉพาะอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในช่วงนั้น
ถ้าคุณเคยลองเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกัญชา มาเล่าไว้ใต้กระทู้นี้ได้เลยว่าปัญหาใหญ่ที่สุดคืออะไร เช่น การปนเปื้อน การปรับสภาพ หรือเรื่องอื่น บอกพันธุ์ปลูก สูตรอาหาร และตัวเลขที่นับได้มาด้วย มีคำถามก็ถามได้เช่นกัน
เอกสารอ้างอิง
- Adkar-Purushothama, C.R., Sano, T., & Perreault, J.-P. (2023). Hop latent viroid: A hidden threat to the cannabis industry. Viruses, 15(3), 681.
- Punja, Z.K., Scott, C., Tso, H.H., Munz, J., & Buirs, L. (2025). Transmission, spread, longevity and management of hop latent viroid, a widespread and destructive pathogen affecting cannabis (Cannabis sativa L.) plants in North America. Plants, 14(5), 830.
- Bektaş, A., Hardwick, K.M., Waterman, K., & Kristof, J. (2019). Occurrence of hop latent viroid in Cannabis sativa with symptoms of cannabis stunting disease in California. Plant Disease, 103(10), 2699.
- Monthony, A.S., Page, S.R., Hesami, M., & Jones, A.M.P. (2021). The past, present and future of Cannabis sativa tissue culture. Plants, 10(1), 185.
- Murashige, T., & Skoog, F. (1962). A revised medium for rapid growth and bio assays with tobacco tissue cultures. Physiologia Plantarum, 15(3), 473–497.
- Lata, H., Chandra, S., Khan, I.A., & ElSohly, M.A. (2009). Thidiazuron-induced high-frequency direct shoot organogenesis of Cannabis sativa L. In Vitro Cellular & Developmental Biology – Plant, 45(1), 12–19.
- Lata, H., Chandra, S., Mehmedic, Z., Khan, I.A., & ElSohly, M.A. (2012). In vitro germplasm conservation of high Δ9-tetrahydrocannabinol yielding elite clones of Cannabis sativa L. under slow growth conditions. Acta Physiologiae Plantarum, 34(2), 743–750. https://doi.org/10.1007/s11738-011-0874-x
- Lata, H., Chandra, S., Techen, N., Khan, I.A., & ElSohly, M.A. (2011). Molecular analysis of genetic fidelity in Cannabis sativa L. plants grown from synthetic (encapsulated) seeds following in vitro storage. Biotechnology Letters, 33(12), 2503–2508.
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความเพื่อการศึกษาของ Asiannabis Community ใช้เพื่อการศึกษาและในทางที่ถูกกฎหมายเท่านั้น เฉพาะในพื้นที่ที่อนุญาตให้ปลูกกัญชาได้