ในห้องปฏิบัติการ สารจากกัญชาฆ่าเซลล์มะเร็งในจานเพาะเลี้ยงได้ แต่ต้องใช้ความเข้มข้นสูงกว่าระดับที่เลือดของคนไปถึงได้ ยังไม่มีการทดลองในคนที่ดีพอชิ้นใดแสดงว่ากัญชารักษามะเร็งได้ บทความตอนนี้จะอธิบายว่าทำไม นอกจากนี้ยังพูดถึงผลที่เกิดกับผู้ป่วยที่ใช้กัญชาแทนการรักษา ปฏิกิริยาระหว่างยาที่ต้องระวัง และอันตรายของกัญชาที่ปนเปื้อนต่อคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ตอนที่ 1 แสดงให้เห็นว่าหลักฐานสนับสนุนบทบาทที่แคบมากเพียงอย่างเดียว คือการใช้แคนนาบินอยด์เสริมยามาตรฐาน เมื่อยาคุมอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดไม่อยู่ ส่วนเรื่องอาการปวด ความอยากอาหาร การนอนหลับ และความวิตกกังวล หลักฐานออกมาเป็นลบหรือยังไม่เพียงพอ
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1308
8. แคนนาบินอยด์ทำอะไรกับเซลล์มะเร็งในห้องปฏิบัติการ
Ramer และ Hinz ทบทวนงานวิจัยกลุ่มนี้ไว้ในวารสาร British Journal of Cancer ปี 2565 (2022) งานเหล่านี้ใช้เซลล์ไลน์ (cell line) คือเซลล์มะเร็งที่เลี้ยงไว้ในห้องปฏิบัติการ ในเซลล์เหล่านี้ แคนนาบินอยด์ (สารออกฤทธิ์ในกัญชา) ทำ 3 อย่าง:
- กระตุ้นอะพอพโทซิส (apoptosis) คือการตายตามโปรแกรมที่มีอยู่ในตัวเซลล์เอง กลไกคือโมเลกุลไขมันชื่อเซราไมด์ (ceramide) สะสมมากขึ้น และเกิดความเครียดในส่วนของเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างโปรตีน (เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม)
- ทำให้เซลล์เติบโตช้าลง โดยปิดกั้นสัญญาณการเติบโตชื่อ Akt และหยุดวงจรการแบ่งตัวของเซลล์
- ปิดกั้นการสร้างหลอดเลือดใหม่ (angiogenesis) ซึ่งเนื้องอกต้องใช้เพื่อดึงเลือดมาเลี้ยงตัวเอง
ปัญหาเรื่องความเข้มข้น: แก่นของข้อถกเถียง
บทความทบทวนชิ้นเดียวกันชี้ช่องว่างสำคัญไว้ งานส่วนใหญ่ที่เห็นเซลล์มะเร็งตายใช้ความเข้มข้นเกิน 1 ไมโครโมลาร์ (หน่วยวัดความเข้มข้นของสารในของเหลว) แต่หลังจากสูดหรือกิน THC ระดับสูงสุดในเลือดไม่เกิน 1 ไมโครโมลาร์ อ่านว่าระดับในเลือดขึ้นกับวิธีใช้อย่างไรได้ที่ เภสัชจลนศาสตร์ของแคนนาบินอยด์
ใช้กัญชามากขึ้นก็ปิดช่องว่างนี้ไม่ได้ เพราะร่างกายดูดซึมได้จำกัด และผลข้างเคียงจะหนักจนทนไม่ไหวก่อนที่ระดับในเลือดจะสูงพอ
บทความทบทวนยังบันทึกผลในทางตรงข้ามไว้ด้วย ไวรัสฮิวแมนแพพพิลโลมา (HPV) เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดมะเร็งศีรษะและลำคอบางชนิด ในแบบจำลองมะเร็งกลุ่มนี้ในห้องปฏิบัติการ THC และแคนนาบินอยด์ตัวอื่นทำให้มะเร็งโตขึ้นแทนที่จะยุบลง บทความยังอ้างงานในห้องปฏิบัติการก่อนหน้านั้น ที่พบว่าความเข้มข้นต่ำกว่า 1 ไมโครโมลาร์ ซึ่งเป็นช่วงที่เลือดคนไปถึงได้จริง ทำให้เซลล์มะเร็งโตเร็วขึ้น
ช่องว่างอีก 2 ข้อระหว่างจานเพาะเลี้ยงกับตัวผู้ป่วย
ซีรัมและพลาสติก ซีรัม (serum) คือส่วนของเลือดที่มีโปรตีนสูง ปกติจะเติมลงในน้ำเลี้ยงเซลล์ในจานเพาะเลี้ยง แต่งานวิจัยแคนนาบินอยด์จำนวนมากใส่ซีรัมน้อยหรือไม่ใส่เลย Carkaci-Salli และคณะจาก Penn State มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ทดสอบว่าเรื่องนี้ทำให้ผลต่างกันแค่ไหน ในงานวิจัยปี 2567 (2024) ที่ตีพิมพ์ในชื่อ “Cannabinoids as Potential Cancer Therapeutics: The Concentration Conundrum” (Cannabis and Cannabinoid Research 9(4))
นักวิจัยทดสอบแคนนาบินอยด์ 4 ชนิดที่ความเข้มข้น 10 ไมโครโมลาร์ กับเซลล์มะเร็ง 6 ไลน์ มี 3 ชนิดที่ออกฤทธิ์ดีกว่าเมื่อไม่มีซีรัม ได้แก่ THC, CBD และ KM-233 ซึ่งเป็นสารที่ออกแบบขึ้นในห้องปฏิบัติการ เมื่อไม่มีซีรัม ค่า IC50 ของทั้ง 3 ชนิด (ความเข้มข้นที่ต้องใช้เพื่อหยุดเซลล์ได้ครึ่งหนึ่ง) ต่ำลง และเมื่อไม่มีซีรัม THC กับ CBD ยังไปเกาะติดพลาสติกของจานเพาะเลี้ยงเป็นจำนวนมากด้วย
ผู้วิจัยระบุว่าในร่างกาย แคนนาบินอยด์ 90 ถึง 95% จับอยู่กับโปรตีนในเลือด มีเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่ไม่ได้จับกับโปรตีนเท่านั้นที่ออกฤทธิ์ต่อเซลล์ได้ ส่วนจานที่ไม่มีซีรัม สารทั้งหมดจะอยู่ในรูปอิสระ วิธีทำงานที่ห้องปฏิบัติการนิยมใช้นี้จึงทำให้แคนนาบินอยด์ดูแรงกว่าที่เป็นไปได้จริงในตัวผู้ป่วย
ภูมิคุ้มกัน มีความเชื่อที่แพร่หลายว่ากัญชาช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันสู้กับมะเร็ง แต่มีหลักฐานอย่างน้อยหนึ่งสายที่ชี้ไปทางตรงข้าม งานวิจัยปี 2565 (2022) ใน Signal Transduction and Targeted Therapy ศึกษาเซลล์ T (T cell) ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่ฆ่าเซลล์มะเร็ง พบว่ากัญชาทำให้เซลล์ T ต้านเนื้องอกได้น้อยลง โดยไปปิดกั้น JAK/STAT ซึ่งเป็นสายสัญญาณที่สั่งให้เซลล์ T เริ่มทำงาน ผลนี้เกิดผ่าน CNR2 ซึ่งเป็นยีนของตัวรับ CB2 (ตัวรับแคนนาบินอยด์ที่พบมากบนเซลล์ภูมิคุ้มกัน) ดู ระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์
เรื่องนี้ยิ่งสำคัญในตอนนี้ เพราะภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) กลายเป็นการรักษาหลักของมะเร็งหลายชนิดแล้ว
สิ่งที่คุณทำได้: เมื่อเห็นโพสต์ที่อ้างว่ากัญชา “ฆ่าเซลล์มะเร็ง” ให้หาว่างานวิจัยนั้นใช้ความเข้มข้นเท่าไร แล้วเทียบกับ 1 ไมโครโมลาร์ ถ้างานวิจัยใช้มากกว่านั้น คนที่ใช้กัญชาก็ไม่มีทางได้ระดับนั้นในเลือด
9. การทดลองในคนที่ดูผลต่อตัวเนื้องอกโดยตรง
การศึกษานำร่องเรื่องเนื้องอกในสมอง ปี 2549 (2006)
ในปี 2549 (2006) Guzmán และคณะตีพิมพ์การศึกษานำร่อง (pilot study) ใน British Journal of Cancer ผู้เข้าร่วมเป็นผู้ป่วย 9 คนที่เป็นเกลียโอบลาสโตมา (glioblastoma) ชนิดกลับเป็นซ้ำ ซึ่งเป็นเนื้องอกสมองชนิดรุนแรงที่กลับมาอีกหลังการรักษา ทีมวิจัยให้ THC ผ่านท่อเล็ก ๆ (สายสวน หรือ catheter) เข้าไปยังโพรงที่เหลืออยู่หลังผ่าตัดเอาเนื้องอกออกโดยตรง ที่ต้องใช้วิธีนี้เพราะกระแสเลือดพา THC ไปถึงเนื้องอกได้ไม่มากพอ
ค่ามัธยฐานของการรอดชีวิตนับจากเริ่มให้ THC คือ 24 สัปดาห์ ค่ามัธยฐานหมายความว่าผู้ป่วยครึ่งหนึ่งมีชีวิตอยู่สั้นกว่านั้น อีกครึ่งหนึ่งอยู่ได้นานกว่านั้น สถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐฯ (US National Cancer Institute) สรุปว่า การศึกษานี้ไม่พบประโยชน์ทางคลินิกที่มีนัยสำคัญ ดูเพิ่มเติมที่ แคนนาบินอยด์กับเนื้องอกเกลียโอมา
การทดลองปี 2564 (2021): บอกอะไร และไม่ได้บอกอะไร
ในปี 2564 (2021) Twelves และคณะรายงานการทดลองระยะ 1b ในผู้ป่วยเกลียโอบลาสโตมาชนิดกลับเป็นซ้ำ การทดลองระยะ 1b เป็นการทดลองช่วงต้นที่มีเป้าหมายหลักคือตรวจความปลอดภัย ผู้ป่วยได้ยาเคมีบำบัดมาตรฐาน temozolomide ร่วมกับสเปรย์ nabiximols หรือยาหลอก (placebo) ในส่วนที่ 2 ของการทดลอง ผู้ป่วย 21 คนถูกสุ่มแบ่งกลุ่ม โดย 12 คนได้ nabiximols และ 9 คนได้ยาหลอก
ตัวเลขที่แชร์กันในโลกออนไลน์คืออัตรารอดชีวิตที่ 1 ปี ซึ่งเป็น 83% ในกลุ่ม nabiximols เทียบกับ 44% ในกลุ่มยาหลอก แต่แทบไม่มีใครแชร์บริบทของตัวเลขนี้ไปด้วย:
- มีผู้เข้าร่วมเพียง 21 คน การทดลองจึงเล็กเกินกว่าจะตรวจพบความแตกต่างของการรอดชีวิตที่มีอยู่จริง
- ผู้ป่วยกลุ่มยาหลอก 2 คนเสียชีวิตภายใน 40 วัน กลุ่มนี้มีแค่ 9 คน การเสียชีวิตแต่ละรายจึงทำให้ผลขยับไปราว 11 จุดเปอร์เซ็นต์
- สัดส่วนผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่และเนื้องอกไม่โตขึ้นที่ 6 เดือนเท่ากันทั้ง 2 กลุ่ม คือ 33%
ผู้วิจัยสรุปไว้เพียงว่า ผลนี้สมควรให้ทำการทดลองที่ใหญ่พอจะได้คำตอบจริง บทบรรณาธิการในวารสารเดียวกันยังเตือนไม่ให้ใช้ยานอกข้อบ่งใช้ (off-label) อย่างไม่ระมัดระวัง ซึ่งหมายถึงการสั่งยาเพื่อจุดประสงค์ที่ทะเบียนยาไม่ได้ครอบคลุม
การทดลองที่ใหญ่กว่านั้นชื่อ ARISTOCRAT กำลังดำเนินการอยู่ในสหราชอาณาจักร โดยเปรียบเทียบการให้ temozolomide แบบมีและไม่มีแคนนาบินอยด์ร่วมด้วย ในผู้ป่วยเกลียโอบลาสโตมาชนิดกลับเป็นซ้ำ โปรโตคอลของการทดลองตีพิมพ์ใน BMC Cancer ปี 2567 (2024)
หมายเหตุผู้แปล: สถานที่ทำการทดลอง ARISTOCRAT ทุกแห่งอยู่ในสหราชอาณาจักร และข้อมูลในทะเบียนการทดลองระบุว่าปิดรับผู้ป่วยแล้ว ผู้ป่วยที่อยากใช้แคนนาบินอยด์เป็นส่วนหนึ่งของการรักษามะเร็ง ให้ถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง (oncologist) เรื่องการทดลองทางคลินิกที่ขึ้นทะเบียนไว้ ในการทดลอง แคนนาบินอยด์จะเป็นส่วนเสริมของการรักษามาตรฐาน และผู้ป่วยจะได้รับการติดตามอาการ
10. สูตรน้ำมันกัญชาขนาดสูง
หลายคนที่ค้นหาเรื่องนี้กำลังมองหาน้ำมันกัญชาเข้มข้นที่สกัดจากทั้งต้น ซึ่งกินโดยค่อย ๆ เพิ่มปริมาณขึ้นตามระยะเวลาที่กำหนด ชายชาวแคนาดาคนหนึ่งทำให้สูตรนี้เป็นที่นิยมในช่วงปลายทศวรรษ 2000 และสูตรนี้ก็ใช้ชื่อของเขา ดู Rick Simpson Oil บทความนี้จะไม่ให้ปริมาณ ตารางการใช้ หรือวิธีทำ เพื่อไม่ให้คนที่กำลังหวาดกลัวมีสูตรให้ทำตามแทนการไปพบแพทย์มะเร็ง
ยังไม่มีการตีพิมพ์การทดลองแบบสุ่มที่มีกลุ่มควบคุม (randomised controlled trial) ของสูตรนี้ และยังไม่มีการตีพิมพ์รายงานผู้ป่วยต่อเนื่องที่มีกลุ่มควบคุม (controlled case series) ด้วย ข้อกล่าวอ้างว่าใช้ตามปริมาณที่กำหนดครบจำนวนวันที่กำหนดแล้วจะได้ผลแน่นอน พูดต่อกันอย่างแพร่หลายแต่ไม่มีแหล่งที่มา
Cancer Research UK องค์กรการกุศลด้านวิจัยมะเร็งของสหราชอาณาจักร ระบุว่างานวิจัยจนถึงตอนนี้ยังเป็นงานในห้องปฏิบัติการที่ให้ผลไม่ตรงกัน และงานเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าแคนนาบินอยด์รักษามะเร็งในคนได้หรือไม่ องค์กรยังระบุว่าน้ำมันแบบนี้มีคุณภาพต่างกันมาก จนไม่มีใครรู้ได้ว่าในขวดหนึ่งมีอะไรอยู่บ้าง
หลายคนหันไปหาสูตรเหล่านี้หลังจากได้ยินว่าโอกาสหายของตัวเองไม่ดี นั่นเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของคน ไม่ใช่ความโง่เขลา
หมายเหตุผู้แปล: บางครั้งผู้ปลูกถูกขอให้ทำ “น้ำมันรักษามะเร็ง” ให้ผู้ป่วย การขายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาตผิดมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 (1999) ตามมาตรา 78 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกเรื่องหนึ่งคือ ใบอนุญาตเกี่ยวกับสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ออกให้ได้เฉพาะผู้ขอบางกลุ่มเท่านั้น ได้แก่ นิติบุคคลไทยที่ไม่เป็น “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หน่วยงานของรัฐ และสภากาชาดไทย หลักเกณฑ์นี้มาจาก กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2569 ถ้ามีใครขอน้ำมันแบบนี้จากคุณ ให้ปฏิเสธ และแนะนำให้เขาไปปรึกษาแพทย์มะเร็งที่ดูแลอยู่
11. เกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้ป่วยใช้ทางเลือกอื่นแทนการรักษา
Johnson และคณะตีพิมพ์งานวิจัยใน Journal of the National Cancer Institute ปี 2561 (2018) ทีมวิจัยใช้ฐานข้อมูลมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐฯ (US National Cancer Database) และพบผู้ป่วย 281 คนที่เป็นมะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก ปอด หรือลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ที่ยังไม่แพร่กระจายไปยังอวัยวะที่อยู่ไกล ผู้ป่วยกลุ่มนี้เลือกใช้การแพทย์ทางเลือกเป็นการรักษาเพียงอย่างเดียว งานนี้นับการแพทย์ทางเลือกทุกแบบรวมกัน ไม่ได้นับเฉพาะกัญชา จากนั้นจับคู่ผู้ป่วยกลุ่มนี้กับผู้ป่วยที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน 560 คนที่รักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน
ค่าอัตราส่วนความเสี่ยงอันตราย (hazard ratio) ใช้เทียบความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของ 2 กลุ่ม ณ ช่วงเวลาใดก็ได้ ค่า hazard ratio 2.50 หมายความว่าความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงกว่า 2.5 เท่า
| ชนิดมะเร็ง | มีชีวิตอยู่หลัง 5 ปี กลุ่มใช้การแพทย์ทางเลือกอย่างเดียว | มีชีวิตอยู่หลัง 5 ปี กลุ่มรักษาแบบแผนปัจจุบัน | อัตราส่วนความเสี่ยงอันตรายต่อการเสียชีวิต |
|---|---|---|---|
| มะเร็งทั้ง 4 ชนิดรวมกัน | 54.7% | 78.3% | 2.50 |
| เต้านม | 58.1% | 86.6% | 5.68 |
| ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก | 32.7% | 79.4% | 4.57 |
| ปอด | 19.9% | 41.3% | 2.17 |
| ต่อมลูกหมาก | — | — | 1.68 (ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ จึงอาจเป็นความบังเอิญ) |
ทีมวิจัยเดียวกันตีพิมพ์การวิเคราะห์ชิ้นที่ 2 ใน JAMA Oncology ปี 2561 (2018) ชิ้นนี้ดูผู้ที่ใช้การแพทย์เสริม (complementary medicine) ควบคู่กับการรักษาแบบแผนปัจจุบัน ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของคนกลุ่มนี้มาจากการปฏิเสธการรักษาแบบแผนปัจจุบันบางส่วน ไม่ได้มาจากการบำบัดเสริมโดยตรง อันตรายจริงจึงอยู่ที่ การใช้แทนการรักษาและการเลื่อนการรักษาออกไป ดู เมื่อผู้ป่วยปฏิเสธการรักษามะเร็งเพื่อใช้กัญชาแทน
สิ่งที่คุณทำได้: ถ้าคนที่คุณรู้จักวางแผนจะใช้กัญชาแทนการรักษา ให้เขาดูตารางนี้ และชวนเขานำตารางไปคุยกับแพทย์มะเร็งก่อนตัดสินใจ
12. ปฏิกิริยาระหว่างยาที่สำคัญในการดูแลผู้ป่วยมะเร็ง
เอนไซม์ไซโตโครม P450 (Cytochrome P450) เป็นเอนไซม์ในตับที่ย่อยสลายยาหลายชนิด THC ถูกย่อยสลายโดยเอนไซม์ CYP2C9 และ CYP3A4 เป็นหลัก ส่วน CBD ถูกย่อยสลายโดย CYP2C19 เป็นหลัก โดยมี CYP2C9 และ CYP3A4 ช่วยด้วย
ในการทดสอบในห้องปฏิบัติการ สารทั้งสองยังทำให้เอนไซม์กลุ่มนี้หลายตัวทำงานช้าลงด้วย บทความทบทวนปี 2566 (2023) ใน Deutsches Ärzteblatt International ซึ่งเป็นวารสารการแพทย์ของเยอรมนี รวบรวมไว้ว่า THC ทำให้ 1A2, 3A4, 2B6, 2C9 และ 2D6 ทำงานช้าลง ส่วน CBD ทำให้ 3A4, 2C19 และ 2C9 ทำงานช้าลง ยาเคมีบำบัด ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน และยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์หลายตัวก็ใช้เอนไซม์ชุดเดียวกัน เมื่อเอนไซม์ทำงานช้าลง ยาตัวอื่นจึงอาจสะสมในเลือดได้ ดู ปฏิกิริยาระหว่างยากับกัญชา
| ยา | ผลที่มีรายงาน | ทำไมจึงสำคัญ |
|---|---|---|
| Warfarin (ยาต้านการแข็งตัวของเลือด) | บทความทบทวนปี 2565 (2022) ใน Journal of Clinical Medicine จัดให้เป็นปฏิกิริยาระหว่างยากับกัญชาที่มีบันทึกไว้และเสี่ยงสูงที่สุด ค่า INR สูงขึ้นมาก INR คือการตรวจเลือดที่วัดว่าเลือดใช้เวลานานเท่าไรจึงจะแข็งตัว | ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดเสี่ยงเลือดออก |
| Tacrolimus (ยากดภูมิคุ้มกัน) | CBD ทำให้ระดับยาในเลือดสูงขึ้นมาก จนต้องลดขนาดยาลงมาก | ใช้หลังการปลูกถ่ายอวัยวะ และใช้รักษาโรคกราฟต์ต่อต้านโฮสต์ (graft-versus-host disease) ซึ่งเป็นภาวะที่เซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้บริจาคโจมตีร่างกายผู้ป่วยหลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ |
กัญชายังทำให้ง่วงซึมมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยากลุ่มโอปิออยด์และเบนโซไดอะซีปีน (ยานอนหลับและยาคลายกังวล) และอาจทำให้เวียนศีรษะ อาการนี้อันตรายมากใน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่เกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia) ซึ่งเลือดออกง่าย กลุ่มที่สองคือผู้ที่มะเร็งแพร่กระจายไปที่กระดูก ซึ่งหกล้มครั้งเดียวก็อาจกระดูกหักได้
กัญชากับยายับยั้งจุดตรวจสอบภูมิคุ้มกัน (immune checkpoint inhibitor)
ยายับยั้งจุดตรวจสอบภูมิคุ้มกันเป็นยามะเร็งที่ปลดเบรกของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เซลล์ T เข้าโจมตีเนื้องอกได้ Nivolumab เป็นยาตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ ผลจากห้องปฏิบัติการในหัวข้อ 8 ที่พบว่ากัญชาทำให้เซลล์ T อ่อนแรงลง ทำให้เกิดคำถามว่ากัญชาอาจลดฤทธิ์ของยากลุ่มนี้หรือไม่ มีงานวิจัยเชิงสังเกต 2 ชิ้นที่ชี้ไปทางนั้น
Taha และคณะ (The Oncologist, 2019) เปรียบเทียบผู้ป่วย 89 คนที่ใช้ nivolumab อย่างเดียว กับ 51 คนที่ใช้ nivolumab ร่วมกับกัญชา อัตราการตอบสนองต่อยาเป็น 37.5% ในกลุ่มที่ใช้ nivolumab อย่างเดียว และ 15.9% ในกลุ่มที่ใช้กัญชาร่วมด้วย กัญชาเป็นปัจจัยเดียวที่สัมพันธ์กับการตอบสนองที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
Bar-Sela และคณะ (Cancers, 2020) ติดตามผู้ป่วย 102 คนที่เริ่มใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด ในจำนวนนี้ 34 คนใช้กัญชา ค่ามัธยฐานของระยะเวลาจนมะเร็งกลับมาโตอีกเป็น 3.4 เดือนในผู้ใช้กัญชา และ 13.1 เดือนในผู้ที่ไม่ใช้ ค่ามัธยฐานของการรอดชีวิตโดยรวมเป็น 6.4 เดือน เทียบกับ 28.5 เดือน
งานทั้งสองชิ้นเป็นงานเชิงสังเกตและมีปัจจัยกวน (confounding) หมายความว่าความแตกต่างอื่นระหว่าง 2 กลุ่มอาจเป็นตัวอธิบายผลที่ได้ เช่น ผู้ป่วยที่อาการหนักกว่าอาจมีแนวโน้มใช้กัญชามากกว่า ไม่มีงานชิ้นไหนพิสูจน์ได้ว่ากัญชาก่ออันตราย แต่ข้อมูล 2 ชุดชี้ไปทางเดียวกัน MASCC (Multinational Association of Supportive Care in Cancer หรือสมาคมนานาชาติด้านการดูแลเสริมในผู้ป่วยมะเร็ง) แนะนำให้ระมัดระวังเมื่อใช้ร่วมกับยายับยั้งจุดตรวจสอบภูมิคุ้มกัน
สิ่งที่คุณทำได้: ใครก็ตามที่กำลังรับภูมิคุ้มกันบำบัด ควรแจ้งแพทย์มะเร็งก่อนใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทุกชนิด แพทย์จะได้ชั่งน้ำหนักสัญญาณนี้เทียบกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละคน
13. ความเสี่ยงจากการปนเปื้อนสำหรับผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
งานวิจัยปี 2563 (2020) ใน Emerging Infectious Diseases ของ Benedict และคณะ เปรียบเทียบคน 53,217 คนที่มีรหัสวินิจฉัยเรื่องการใช้กัญชาในเวชระเบียน กับคนอีกกว่า 21 ล้านคนที่ไม่มีรหัสนี้ พบการติดเชื้อราที่บันทึกไว้ 0.08% ในผู้ใช้ และ 0.03% ในผู้ไม่ใช้ หลังปรับตามอายุและภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแล้ว ค่า odds ratio อยู่ที่ 3.5 หมายความว่าผู้ใช้มีโอกาสติดเชื้อราสูงกว่าราว 3.5 เท่า การติดเชื้อที่พบรวมถึงโรคแอสเปอร์จิลโลซิส (aspergillosis) และมิวคอร์ไมโคซิส (mucormycosis) ซึ่งเป็นการติดเชื้อราร้ายแรงที่ลุกลามเข้าปอดและอวัยวะอื่นได้ รูปแบบของงานวิจัยนี้พิสูจน์ไม่ได้ว่ากัญชาเป็นต้นเหตุ แต่ผู้วิจัยก็ยังเตือนว่าคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจป่วยหนักและเสียชีวิตได้
บทความทบทวนปี 2566 (2023) ใน Frontiers in Microbiology อธิบายสาเหตุไว้ มีการพบเชื้อรามากกว่า 100 สปีชีส์บนกัญชา รวมถึง Aspergillus, Penicillium และ Mucor บางชนิดสร้างไมโคทอกซิน (สารพิษที่ราสร้างขึ้น) ได้ เช่น อะฟลาทอกซินและโอคราทอกซิน เอ ความร้อนจากการสูบหรือการใช้เครื่องทำไอระเหย (vaping) อาจฆ่าสปอร์เชื้อราได้ไม่หมด
ภาวะนิวโทรฟิลต่ำ (neutropenia) คือภาวะที่นิวโทรฟิลเหลือน้อยมาก นิวโทรฟิลเป็นเม็ดเลือดขาวที่ต่อสู้กับการติดเชื้อ และเคมีบำบัดมักทำให้เกิดภาวะนี้ ในผู้ป่วยที่มีภาวะนิวโทรฟิลต่ำ โรคแอสเปอร์จิลโลซิสชนิดลุกลามมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก นอกจากนี้ สารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืช โลหะหนัก และตัวทำละลาย จะเข้มข้นขึ้นในน้ำมันไปพร้อมกับแคนนาบินอยด์
หมายเหตุผู้แปล: ฤดูฝนของไทยมีความชื้นสูง จึงเสี่ยงเชื้อรามากขึ้นระหว่างการทำให้แห้งและการเก็บรักษา ดู ไมโคทอกซินบนช่อดอกกัญชา ถ้าคุณปลูกให้ผู้ป่วยใช้ ให้ส่งตรวจทุกรุ่นการผลิต เพื่อหาเชื้อรา ไมโคทอกซิน สารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืช และโลหะหนัก ผลตรวจจะบอกว่ารุ่นนั้นปลอดภัยสำหรับคนที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือไม่ เรียนวิธีอ่านผลได้ที่ วิธีอ่านใบรับรองผลการวิเคราะห์กัญชา ใช้เฉพาะสารกำจัดศัตรูพืชที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และใช้ตามฉลาก ดู สารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชในกัญชา
ทำไมน้ำมันที่ไม่มีฉลากจึงอันตรายเป็นพิเศษ
Bonn-Miller และคณะตรวจผลิตภัณฑ์ CBD 84 รายการที่บริษัท 31 แห่งขายทางออนไลน์ และตีพิมพ์ผลใน JAMA เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 (2017) มีผลิตภัณฑ์เพียงราว 30% ที่มีปริมาณสารคลาดเคลื่อนจากฉลากไม่เกิน 10% และหลายรายการมี THC ที่ฉลากไม่ได้ระบุไว้
น้ำมันที่ไม่มีฉลากและไม่ผ่านการตรวจยิ่งแย่กว่านั้นในทุกด้าน ไม่มีใครรู้ความแรง สิ่งปนเปื้อน หรือตัวทำละลายที่ใช้ ถ้าเกิดปัญหาขึ้น ก็ไม่มีบันทึกการผลิตแต่ละรุ่น (batch record) ให้ตามย้อนหลังหรือเรียกคืนสินค้า
สิ่งที่คุณทำได้: อย่าให้น้ำมันที่ไม่ผ่านการตรวจแก่ผู้ที่กำลังรับเคมีบำบัดเด็ดขาด ถ้าผู้ป่วยใช้ผลิตภัณฑ์ใดอยู่แล้ว ให้นำฉลากและใบรับรองผลการตรวจไปให้ทีมแพทย์มะเร็งดู
14. ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลควรทำอย่างไร
สิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดในหน้านี้คือการบอกแพทย์ แนวปฏิบัติปี 2567 (2024) ของ ASCO (สมาคมแพทย์มะเร็งวิทยาคลินิกแห่งสหรัฐอเมริกา) เรียกร้องให้แพทย์และผู้ป่วยคุยเรื่องการใช้กัญชากันอย่างเปิดเผยโดยไม่ตัดสิน แนวปฏิบัตินี้แนะนำไม่ให้ใช้กัญชาเพื่อมุ่งรักษาตัวมะเร็ง ยกเว้นในการทดลองทางคลินิก ถ้าแพทย์มะเร็งไม่รู้ว่าคุณใช้ผลิตภัณฑ์อะไรอยู่ ก็ตรวจปฏิกิริยาระหว่างยาให้ไม่ได้ ให้จดว่าคุณใช้อะไร ปริมาณเท่าไร ใช้เวลาไหน แล้วนำรายการไปด้วย คำถามที่ควรถามเมื่อไปพบแพทย์:
- ฉันกำลังใช้ยายับยั้งจุดตรวจสอบภูมิคุ้มกันอยู่หรือไม่ และเรื่องนี้ทำให้คำแนะนำของคุณหมอเปลี่ยนไปหรือไม่
- ฉันใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดอยู่หรือไม่ มีเกล็ดเลือดต่ำหรือไม่ หรือเสี่ยงหกล้มหรือไม่
- เม็ดเลือดขาวของฉันต่ำจนการสูดวัสดุจากพืชเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่
- มียาแคนนาบินอยด์ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้แทนหรือไม่
สถานะทางกฎหมายในประเทศไทย
ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 จากผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต และสั่งจ่ายได้ในปริมาณสำหรับใช้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาช่อดอกกัญชา ซึ่งรวมถึงการอวดอ้างสรรพคุณในการรักษา และห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์ด้วย ดู กฎการโฆษณาและการขายกัญชาในประเทศไทย
กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 มีผลตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 และทำให้หลักเกณฑ์ใบอนุญาตช่อดอกกัญชาเข้มงวดขึ้น ส่วนร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่เป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว
ใครก็ตามที่บอกคุณต่างไปจากนี้ โดยเฉพาะผู้ขายที่อ้างว่าสินค้ารักษามะเร็งได้ กำลังทำผิดกฎหมาย และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็ไม่สนับสนุนเขาด้วย
สิ่งที่คุณทำได้: ซื้อผ่านช่องทางใบสั่งจ่ายที่ถูกกฎหมายเท่านั้น อย่าซื้อจากผู้ขายที่สัญญาว่ารักษามะเร็งหายได้ ถ้าเจอการอวดอ้างสรรพคุณด้านสุขภาพที่เป็นเท็จ แจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
15. งานวิจัยกำลังมุ่งไปทางไหน
การทดลองที่จะตอบได้ว่าแคนนาบินอยด์ต้านเนื้องอกได้หรือไม่ ต้องมีครบ 5 ข้อ:
- ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพระดับยา
- วิธีให้ยาที่ทำให้ความเข้มข้นถึงระดับที่งานในห้องปฏิบัติการชี้ว่าจำเป็น ข้อนี้คือปัญหาหลักที่ยังแก้ไม่ได้
- ใช้แคนนาบินอยด์เสริมการรักษามาตรฐาน ไม่ใช่ใช้แทน เพราะการงดการรักษาที่ได้ผลถือว่าผิดจริยธรรม
- มีผู้ป่วยมากพอจะตรวจพบความแตกต่างของการรอดชีวิตในระดับที่เป็นไปได้จริง
- กำหนดเป้าหมายด้านการรอดชีวิตไว้ก่อนเริ่มการทดลอง
ด้านการบรรเทาอาการ ขั้นต่อไปที่มีประโยชน์คือการทดลองที่เปรียบเทียบแคนนาบินอยด์กับยาแก้คลื่นไส้อาเจียนรุ่นใหม่โดยตรง
ในระหว่างนี้ ข้อสรุปที่ตรงไปตรงมาไม่ใช่ “กัญชาไม่มีประโยชน์อะไรเลย” กัญชามีบทบาทแคบ ๆ ที่แนวปฏิบัติยอมรับ คือใช้กับอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดที่ยามาตรฐานคุมไม่อยู่ ผลต่ออาการปวดจากมะเร็งน่าผิดหวัง ด้านอื่นหลักฐานยังไม่เพียงพอ และกัญชายังไม่มีบทบาทที่พิสูจน์แล้วในการรักษาตัวโรค
ถ้าคุณเป็นผู้ป่วยหรือผู้ดูแล ยินดีให้โพสต์ในกระทู้นี้ เล่าให้ผู้อ่านฟังว่าคุณลองอะไรมาบ้าง อะไรช่วยได้ อะไรไม่ช่วย และมีอะไรที่อยากรู้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เรื่องเล่าเหล่านี้ช่วยผู้อ่านคนต่อไปที่กำลังหวาดกลัวได้ ทีมแพทย์มะเร็งของคุณรู้ระยะของมะเร็ง ผลตรวจเลือด และรายการยาของคุณ แต่ไม่มีใครในที่นี้รู้ ให้นำสิ่งที่อ่านที่นี่ไปคุยกับทีมแพทย์ อย่าหยุด เลื่อน หรือใช้สิ่งอื่นแทนการรักษาเพราะโพสต์ในฟอรัม ซึ่งรวมถึงโพสต์นี้ด้วย
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้เรื่องกัญชาทางการแพทย์ของ Asiannabis Community เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การตัดสินใจเรื่องการรักษาเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต เนื้อหานี้มีไว้เพื่อการศึกษาในพื้นที่ที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้
เอกสารอ้างอิงสำหรับตอนที่ 2
- Ramer และ Hinz, บทความทบทวนเรื่องแคนนาบินอยด์กับมะเร็ง, British Journal of Cancer, 2022
- Carkaci-Salli และคณะ, “Cannabinoids as Potential Cancer Therapeutics: The Concentration Conundrum”, Cannabis and Cannabinoid Research 9(4), 2024
- งานวิจัยเรื่องกัญชา CNR2 และสัญญาณ JAK/STAT ในเซลล์ T, Signal Transduction and Targeted Therapy, 2022
- Guzmán และคณะ, การศึกษานำร่องการใช้ THC ในเกลียโอบลาสโตมาชนิดกลับเป็นซ้ำ, British Journal of Cancer, 2006 และสรุปโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐฯ (US National Cancer Institute)
- Twelves และคณะ, การทดลองระยะ 1b ของ nabiximols ร่วมกับ temozolomide ในเกลียโอบลาสโตมาชนิดกลับเป็นซ้ำ, 2021 และบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์คู่กัน
- โปรโตคอลการทดลอง ARISTOCRAT, BMC Cancer, 2024
- Cancer Research UK, แถลงการณ์เรื่องกัญชาและงานวิจัยมะเร็ง
- Johnson และคณะ, การแพทย์ทางเลือกกับการรอดชีวิต, Journal of the National Cancer Institute, 2018
- Johnson และคณะ, การแพทย์เสริมและการปฏิเสธการรักษาแบบแผนปัจจุบัน, JAMA Oncology, 2018
- บทความทบทวนเรื่องปฏิกิริยาระหว่างยากับแคนนาบินอยด์, Deutsches Ärzteblatt International, 2023
- บทความทบทวนเรื่องปฏิกิริยาระหว่างยากับกัญชา, Journal of Clinical Medicine, 2022
- Taha และคณะ, กัญชากับ nivolumab, The Oncologist, 2019
- Bar-Sela และคณะ, กัญชากับผลการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด, Cancers, 2020
- Benedict และคณะ, การติดเชื้อราในผู้ใช้กัญชา, Emerging Infectious Diseases, 2020
- บทความทบทวนเรื่องเชื้อราที่พบบนกัญชา (mycobiome), Frontiers in Microbiology, 2023
- Bonn-Miller และคณะ, ความถูกต้องของฉลากผลิตภัณฑ์ CBD ที่ขายทางออนไลน์, JAMA, พฤศจิกายน 2017
- American Society of Clinical Oncology, แนวปฏิบัติเรื่องกัญชาและแคนนาบินอยด์ในผู้ใหญ่ที่เป็นมะเร็ง, 2024
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568; พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542; กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569; กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569