อาการปวดเป็นเหตุผลที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้คนมองหากัญชาทางการแพทย์ แต่หลักฐานกลับอ่อนกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด งานทดลองที่รู้จักกันมากที่สุดทำที่มหาวิทยาลัยแมคกิลล์ (McGill University) ประเทศแคนาดา กัญชาสูตรที่แรงที่สุดในงานนั้นลดอาการปวดได้มากกว่ายาหลอกเฉลี่ยเพียง 0.7 คะแนน บนสเกล 0–10 [1] ผลนี้มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ถือว่าน้อย
บทความตอนนี้ครอบคลุม 4 เรื่อง เรื่องแรกคือหลักฐานบอกอะไรเมื่อรวมผลจากหลายงานทดลองเข้าด้วยกัน รวมถึงการทบทวนของ Cochrane ที่ออกเมื่อมกราคม 2569 เรื่องที่สองคือทำไมผลของยาหลอกในงานวิจัยด้านอาการปวดจึงสูงมาก เรื่องที่สามคือผู้ป่วยแต่ละคนจะทดลองใช้กัญชาอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์ได้อย่างไร และเรื่องสุดท้ายคือกฎระเบียบในประเทศไทย
อย่าหยุดหรือลดยาแก้ปวดที่แพทย์สั่งเพราะอ่านบทความนี้ ไม่มีข้อความใดในบทความนี้ที่เป็นเหตุผลให้เปลี่ยนยาตัวใดเลย โอปิออยด์ (opioids) คือยาแก้ปวดฤทธิ์แรงที่ต้องสั่งโดยแพทย์ เช่น มอร์ฟีน การหยุดยากลุ่มนี้หรือยาแก้ปวดอื่นที่แพทย์สั่งอย่างกะทันหันอาจเป็นอันตราย ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม จะจ่ายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตาม แบบ ภ.ท.33 จากผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากจะเปลี่ยนการรักษา ให้ปรึกษาผู้ที่สั่งยานั้นให้คุณ
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1365
4. หลักฐานบอกอะไรเมื่อรวมผลจากหลายงานทดลอง
งานทดลองเรื่องกัญชากับอาการปวดแต่ละงานมีขนาดเล็ก หลายงานมีผู้เข้าร่วมเพียง 20–30 คน นักวิจัยจึงทำการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic review) เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดขึ้น วิธีนี้คือการรวบรวมทุกงานทดลองที่ตอบคำถามเดียวกันตามกฎที่กำหนดไว้ แล้วให้คะแนนคุณภาพของแต่ละงาน ถ้านำตัวเลขของทุกงานมาคำนวณรวมกันด้วย จะเรียกว่าการวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis)
Cochrane เป็นเครือข่ายวิจัยนานาชาติที่ขึ้นชื่อว่าทำการทบทวนแบบนี้อย่างเข้มงวดมาก ในเดือนมกราคม 2569 ทีมที่นำโดย Ateş และ Häuser ได้ปรับปรุงการทบทวนฉบับเดิมของ Cochrane เรื่องยาที่ทำจากกัญชาสำหรับอาการปวดเรื้อรังจากเส้นประสาท (neuropathic pain) ในผู้ใหญ่ [2] การทบทวนนี้ครอบคลุม 21 งานทดลอง และผู้ใหญ่มากกว่า 2,100 คน ระยะเวลาการรักษาอยู่ระหว่าง 2 ถึง 26 สัปดาห์
ผลการทบทวนพบว่า:
- ไม่มีหลักฐานคุณภาพสูง ว่ายาที่ทำจากกัญชาบรรเทาอาการปวดจากเส้นประสาทได้ดีกว่ายาหลอก ข้อนี้เป็นจริงกับผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ประเภท คือ ชนิด THC เด่น ชนิด CBD เด่น และชนิด THC/CBD สัดส่วนสมดุล
- ผลิตภัณฑ์ THC/CBD สัดส่วนสมดุลช่วยให้อาการดีขึ้นเล็กน้อย แต่ ยังไม่ถึงระดับที่มีความสำคัญทางคลินิก หมายความว่าดีขึ้นน้อยเกินกว่าที่ผู้ป่วยจะรู้สึกได้ว่าต่างจริง
- งานทดลองส่วนใหญ่ มีคุณภาพต่ำเกินกว่าจะสรุปผลได้อย่างมั่นใจ
- ผลิตภัณฑ์ที่มี THC ทำให้ เวียนศีรษะและง่วงซึมมากกว่า และอาจทำให้มีคนถอนตัวจากงานทดลองเพราะผลข้างเคียงมากกว่าด้วย แต่งานทดลองรายงานผลข้างเคียงไม่เป็นแบบแผนเดียวกัน ข้อค้นพบนี้จึงมีความแน่นอนต่ำถึงต่ำมาก
- ผู้ทบทวนเรียกร้องให้มีงานวิจัยที่ใหญ่ขึ้นและยาว อย่างน้อย 12 สัปดาห์ งานเหล่านี้ควรรวมผู้ที่มีโรคร่วม (comorbidities) คือผู้ที่ป่วยด้วยโรคทางกายหรือทางจิตอื่นไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นสภาพจริงของผู้ป่วยจำนวนมาก
นี่คือจุดยืนล่าสุดของกลุ่มที่เข้มงวดที่สุดกลุ่มหนึ่งในสาขานี้ เผยแพร่เมื่อมกราคม 2569 ข้อสรุปนี้เป็นลบมากกว่าที่คนทั่วไปมักเข้าใจกัน
แนวทาง 2 ฉบับที่ออกก่อนหน้า
สมาคมนานาชาติเพื่อการศึกษาความปวด (International Association for the Study of Pain: IASP) เป็นองค์กรวิชาชีพระดับโลกของนักวิจัยและแพทย์ด้านความปวด ในเดือนมีนาคม 2564 IASP ประกาศว่า ไม่สนับสนุนการใช้แคนนาบินอยด์รักษาอาการปวดโดยทั่วไป เหตุผลคือยังขาดหลักฐานคุณภาพสูง [3]
ต่อมาในปี 2564 วารสาร British Medical Journal (BMJ) ได้เผยแพร่แนวทางเวชปฏิบัติแบบเร่งด่วนที่เรียกว่า BMJ Rapid Recommendation [4] แนวทางนี้ให้ คำแนะนำระดับอ่อน (weak recommendation) ว่าแพทย์อาจเสนอให้ผู้ใหญ่ที่มีอาการปวดเรื้อรังทดลองใช้กัญชาทางการแพทย์หรือแคนนาบินอยด์ ชนิดที่ไม่ใช่การสูดเข้าปอด เมื่อการรักษามาตรฐานยังไม่พอ “ไม่ใช่การสูดเข้าปอด” หมายถึงไม่ใช้วิธีสูบหรือสูบแบบไอระเหย (vaping) ช่องทางการใช้มีผลต่อการที่ร่างกายดูดซึมกัญชา
คณะผู้จัดทำของ BMJ ประเมินว่าประโยชน์มีน้อย และมากกว่าโทษเพียงเล็กน้อย จึงแนะนำให้ตัดสินใจร่วมกัน (shared decision-making) คือแพทย์กับผู้ป่วยชั่งข้อดีข้อเสียด้วยกันก่อนตัดสินใจ ทั้ง 2 ฉบับไม่ได้อ้างว่ากัญชาเป็นการรักษาอันดับแรก (first-line treatment) ที่ได้ผล การรักษาอันดับแรกหมายถึงวิธีรักษาแรกที่ควรลอง
ยาจากกัญชาตัวหนึ่งที่ได้รับอนุญาตแล้ว
นาบิซิมอลส์ (nabiximols) ชื่อการค้า Sativex มีประวัติการอนุมัติของตัวเอง ยานี้เป็นสเปรย์พ่นในช่องปากที่มี THC และ CBD ได้รับอนุญาตในหลายประเทศ ส่วนใหญ่ใช้กับอาการเกร็ง (spasticity) ในโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis: MS) อาการเกร็งคือกล้ามเนื้อแข็งตึงและกระตุก ในปี 2548 แคนาดายังอนุมัติแบบมีเงื่อนไขให้ใช้เสริมการรักษาอาการปวดจากเส้นประสาทในผู้ป่วย MS ด้วย ดูรายละเอียดได้ในบทความเรื่องกัญชากับโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS)
หมายเหตุผู้แปล: ผู้แปลยังหาข้อมูลยืนยันไม่ได้ว่า nabiximols (Sativex) ขึ้นทะเบียนในประเทศไทยแล้ว จึงอย่าเพิ่งคิดว่าในไทยมียานี้ องค์การเภสัชกรรม (GPO) ผลิตน้ำมันกัญชาชนิดหยดใต้ลิ้น มีสูตร THC เด่น สูตร CBD เด่น และสูตร CBD:THC 1:1 ผู้ป่วยรับได้ตามใบสั่งแพทย์ที่คลินิกกัญชาทางการแพทย์ สารสกัดจากกัญชาหรือกัญชงที่มี THC เกิน 0.2% อยู่ภายใต้กฎหมายอีกฉบับ คือ กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 เมษายน 2569 (สรุปกฎกระทรวงปี 2569) ผู้ที่ถือใบอนุญาตสารสกัดเหล่านี้ได้มีเพียง 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือนิติบุคคลไทยที่ไม่ถือเป็น “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 อีก 2 กลุ่มคือหน่วยงานของรัฐ และสภากาชาดไทย
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าแพทย์แนะนำให้ลองใช้กัญชารักษาอาการปวด ให้ถามว่ามีรูปแบบที่ไม่ใช่การสูดเข้าปอดให้คุณใช้หรือไม่ และถามว่าผลิตภัณฑ์มาจากแหล่งไหน เหตุผลคือแนวทางที่สนับสนุนการทดลองใช้ครอบคลุมเฉพาะรูปแบบที่ไม่ใช่การสูดเข้าปอดเท่านั้น
5. ผลของยาหลอกในงานทดลองด้านอาการปวดสูงผิดปกติ
ผลของยาหลอก (placebo effect) คืออาการที่ดีขึ้นเพียงเพราะได้รับการรักษา ถึงจะเป็นยาปลอมก็ตาม งานทดลองด้านอาการปวดวัดความปวดจากคำบอกเล่าของผู้ป่วย ไม่ได้วัดด้วยผลแล็บ ผลของยาหลอกจะแรงที่สุดกับผลลัพธ์ที่ผู้ป่วยรายงานเองแบบนี้
Gedin และคณะตีพิมพ์การวิเคราะห์อภิมานในวารสาร JAMA Network Open ของสมาคมการแพทย์อเมริกัน (American Medical Association) เมื่อปี 2565 [5] งานนี้รวบรวม 20 งานทดลองแบบปกปิดสองทาง (double-blind) ที่มีกลุ่มควบคุมได้ยาหลอก ซึ่งศึกษาการรักษาด้วยผลิตภัณฑ์จากกัญชาในผู้ใหญ่ที่มีอาการปวดทางคลินิก รวมผู้เข้าร่วมทั้งหมด 1,459 คน
งานนี้รายงานผลเป็นค่า “Hedges g” ซึ่งเป็นค่าขนาดผล (effect size) คือตัวเลขตัวเดียวที่ใช้เทียบงานวิจัยที่ใช้สเกลวัดความปวดต่างกันได้ ตามเกณฑ์ที่ใช้กันทั่วไป ค่าประมาณ 0.2 ถือว่าผลน้อย 0.5 ปานกลาง และ 0.8 มาก
ผลที่ได้:
- ยาหลอกอย่างเดียว ลดอาการปวดได้อย่างมีนัยสำคัญ ในระดับปานกลางถึงมาก (g = 0.64)
- งานทดลองที่มีความเสี่ยงต่ออคติต่ำ (ออกแบบดีและมีจุดบกพร่องน้อย) กลับพบการตอบสนองต่อยาหลอก มากกว่า
- แคนนาบินอยด์ตัวจริง ให้ผลระดับมาก (g = 0.95)
- ความแตกต่างระหว่างแคนนาบินอยด์กับยาหลอกไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (g = 0.32, P = .09) ค่า P คือโอกาสที่จะเห็นผลแบบนี้ถ้าไม่มีความแตกต่างจริง โดยทั่วไปต้องได้ค่า P ต่ำกว่า 0.05 จึงจะเรียกว่ามีนัยสำคัญ ซึ่ง 0.09 สูงกว่าเกณฑ์นั้น
งานเดียวกันยังดูเรื่องการรายงานข่าวด้วย งานทดลองเหล่านี้ถูกนำเสนอเป็นข่าวจำนวนมาก และข่าวส่วนใหญ่เอนไปทางบวกอย่างชัดเจน งานนี้ยังวัดคะแนนความสนใจ (attention scores) ซึ่งติดตามว่างานวิจัยถูกแชร์และพูดถึงกว้างแค่ไหน ทั้งจำนวนข่าวเชิงบวกและคะแนนความสนใจไม่สอดคล้องกับขนาดผลที่แท้จริง
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าผู้ป่วยคิดไปเองว่าปวดน้อยลง การบรรเทาปวดจากยาหลอกเป็นกระบวนการทางกายที่เกิดขึ้นจริงในร่างกาย และคนที่รู้สึกก็ปวดน้อยลงจริง ประเด็นจริงแคบกว่านั้น คือการวัดว่าความบรรเทาส่วนไหนมาจากตัวแคนนาบินอยด์เองทำได้ยากมาก และงานทดลองที่ผ่านมาส่วนใหญ่ก็ยังวัดไม่ได้
สิ่งที่ควรทำ: เวลาอ่านข่าวเรื่องกัญชากับอาการปวด ให้มองหาผลที่เทียบกับยาหลอก อย่าดูแค่ตัวเลข “ก่อนและหลัง” แบบง่ายๆ ตัวเลขก่อน-หลังรวมผลของยาหลอกไว้ด้วย จึงดูมากกว่าผลของตัวยาเองเสมอ
6. ค่าเฉลี่ยที่น้อยมีความหมายอย่างไรกับคนคนหนึ่ง
ความแตกต่างเฉลี่ยที่น้อยในงานทดลองอาจซ่อนสถานการณ์ที่ต่างกันมาก 2 แบบ แบบแรกคือทุกคนได้ประโยชน์นิดหน่อย แบบที่สองคือคนส่วนน้อยได้ประโยชน์มาก แต่คนส่วนใหญ่ไม่ได้อะไรเลย คนที่ได้ประโยชน์ชัดเจนเรียกว่า ผู้ตอบสนอง (responders) เมื่อเอาผลของพวกเขาไปเฉลี่ยรวมกับคนที่ไม่ตอบสนอง ค่าเฉลี่ยจึงออกมาไม่สูง
งานทดลองที่รายงานเป็นค่าเฉลี่ยแยก 2 สถานการณ์นี้ออกจากกันได้ยาก งานวิจัยก็ยังหาวิธีที่เชื่อถือได้ในการทำนายว่าใครจะตอบสนองไม่ได้ นี่คือเหตุผลที่ตรงไปตรงมาว่าทำไมการทดลองใช้รายบุคคลภายใต้การดูแลของแพทย์อาจสมเหตุสมผล แม้ผลเฉลี่ยจะอ่อน คำถามของคุณไม่ใช่ “ค่าเฉลี่ยของคน 2,100 คนเป็นเท่าไร” แต่คือ “ตัวเราเองเป็นหนึ่งในคนที่กัญชาช่วยได้หรือเปล่า”
วิธีเดียวที่จะตอบคำถามนี้ได้คือการทดลองใช้อย่างมีแบบแผน ที่วางแผนร่วมกับแพทย์ผู้สั่งจ่ายยา และต้องมีเงื่อนไข 2 ข้อ:
- มีแพทย์ดูแล แพทย์เป็นคนประเมินผล คุณจึงไม่ได้ตัดสินจากความหวัง
- มีเกณฑ์การหยุดที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้คำว่า “ยังไม่ได้ผล” กลายเป็นการเพิ่มขนาดยาไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดจบ
สิ่งที่ควรทำ:
- จดบันทึกอาการปวดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มใช้ ทุกวันให้บันทึกคะแนน 3 อย่างแยกกัน คือ ความรุนแรงของอาการปวด คุณภาพการนอน และอาการปวดรบกวนคุณมากแค่ไหน ข้อมูลนี้จะเป็นค่าตั้งต้นไว้เปรียบเทียบ
- ก่อนเริ่ม ให้ตกลงกับแพทย์ผู้สั่งจ่ายยาว่าจะใช้คะแนนตัวไหนตัดสิน และคะแนนต้องเปลี่ยนไปมากแค่ไหนจึงนับว่าได้ผล
- กำหนดวันประเมินผล และตกลงกันไว้ก่อนว่าถ้าถึงวันนั้นยังไม่ได้ผลตามที่ตั้งไว้ ให้หยุด
แบบสำรวจผู้ป่วยบางชิ้นมีข้อค้นพบที่ควรวางไว้คู่กับข้อมูลจากงานทดลอง ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนบอกว่ายาแก้ปวดที่ใช้ประจำบรรเทาอาการปวดได้ ดีกว่า กัญชา แต่ก็ยังเลือกกัญชาเพราะพอใจผลข้างเคียงของกัญชามากกว่า นี่เป็นทางเลือกที่มีเหตุผลและสมควร แต่ก็เป็นคนละเรื่องกับคำกล่าวว่า “กัญชาได้ผลดีกว่า” การพูดถึงสาขานี้อย่างตรงไปตรงมาต้องเห็นทั้ง 2 ประเด็นไปพร้อมกัน
7. สองเรื่องที่บทความนี้ไม่ได้บอก
บทความนี้ไม่ได้บอกว่ากัญชาไม่ช่วยอะไรเลยกับอาการปวด กลไกการออกฤทธิ์มีอยู่จริง และงานทดลองบางงานก็ให้ผลบวก การนอนหลับที่ดีขึ้นมีรายงานตรงกันอย่างสม่ำเสมอ ส่วนความพอใจของผู้ป่วยที่กล่าวไว้ข้างต้นก็เป็นเหตุผลที่ชอบธรรม
บทความนี้ไม่ใช่เหตุผลให้หยุดยาใดๆ กัญชาช่วยให้ผู้ป่วยลดขนาดยาโอปิออยด์ได้หรือไม่เป็นอีกคำถามหนึ่งที่ยังถกเถียงกันอยู่ อ่านได้ในกัญชาใช้แทนแอลกอฮอล์และโอปิออยด์ได้หรือไม่ ไม่ว่าคำตอบจะออกมาอย่างไร การหยุดยาโอปิออยด์หรือยาแก้ปวดอื่นที่แพทย์สั่งอย่างกะทันหันเป็นอันตราย การตัดสินใจนี้เป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้สั่งจ่ายยา ไม่ใช่ของฟอรัม
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าอยากลดยาแก้ปวด ให้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยในการนัดครั้งถัดไป และพกรายการทุกอย่างที่คุณใช้อยู่ไปด้วย รวมถึงกัญชา (ควรใส่อะไรในรายการ) แพทย์จะได้ตรวจสอบปฏิกิริยาระหว่างยา และวางแผนลดยาได้อย่างปลอดภัย
8. กฎระเบียบและแนวทางทางการแพทย์ในประเทศไทย
ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 มิถุนายน 2568 [6] กฎหลักมีดังนี้:
- จ่ายช่อดอกได้เฉพาะตามใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 จากผู้ประกอบวิชาชีพที่ได้รับอนุญาต และจ่ายให้ผู้ป่วยของผู้สั่งจ่ายเองเท่านั้น
- ใบสั่งจ่ายแต่ละใบครอบคลุมได้ ไม่เกิน 30 วัน
- ช่อดอกต้องมาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรและการเก็บเกี่ยวที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร (GACP) ของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก GACP กำหนดวิธีปลูก เก็บเกี่ยว ทำให้แห้ง และจดบันทึกพืชสมุนไพร
- ห้ามโฆษณาช่อดอกกัญชา และห้ามขายทางออนไลน์
ส่วนพระราชบัญญัติควบคุมกัญชาที่แยกออกมาเป็นอีกฉบับยังเป็นเพียงร่าง และยังไม่ใช่กฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างนี้เมื่อ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว (ร่างกฎหมายไปถึงขั้นไหนแล้ว)
กรมการแพทย์ (Department of Medical Services: DMS) กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกคำแนะนำการใช้กัญชาทางการแพทย์ โดยจัด อาการปวดจากเส้นประสาท (neuropathic pain) ไว้ในกลุ่มโรคที่งานวิจัยแสดงหลักฐานว่าได้ประโยชน์ คำแนะนำเดียวกันระบุว่าผลิตภัณฑ์กัญชา ไม่ควรเป็นการรักษาอันดับแรก ต้องใช้การรักษามาตรฐานก่อน คำแนะนำนี้เขียนขึ้นก่อนการทบทวนฉบับปรับปรุงของ Cochrane ปี 2569 ซึ่งตีความหลักฐานจากงานทดลองอย่างระมัดระวังกว่า
หมายเหตุผู้แปล: จุดเริ่มต้นที่ทำได้จริงคือแพทย์ที่รักษาอาการปวดของคุณอยู่แล้ว ให้ถามว่าการทดลองใช้กัญชาภายใต้การดูแลของแพทย์เหมาะกับอาการปวดแบบของคุณหรือไม่ โรงพยาบาลรัฐหลายแห่งในไทยมีคลินิกกัญชาทางการแพทย์ จึงควรถามด้วยว่าขอส่งตัวไปคลินิกนั้นได้หรือไม่ อย่าลืมพกบันทึกอาการปวด 2 สัปดาห์ไปด้วย ใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ครอบคลุมได้ไม่เกิน 30 วัน จึงควรนัดประเมินผลครั้งแรกไม่ช้ากว่าวันที่ใบสั่งจ่ายใบแรกครบกำหนด
หมายเหตุผู้แปล: อย่าให้หรือขายช่อดอกแก่เพื่อนหรือญาติที่มีอาการปวด แม้คุณจะปลูกเองก็ตาม การขายสมุนไพรควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาตผิดมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 78 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การโพสต์ในฟอรัมนี้เพื่อเสนอช่อดอกให้ผู้ป่วยที่มีอาการปวดก็นับเป็นการโฆษณาหรือการขายออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน (อะไรโพสต์ได้บ้าง)
แบ่งปันประสบการณ์ของคุณได้ใต้กระทู้นี้ ถ้าคุณใช้กัญชารักษาอาการปวดเรื้อรังตามใบสั่งแพทย์ เล่าให้ฟังหน่อยว่าคุณปวดแบบไหน และบอกด้วยว่าอะไรเปลี่ยนไปบ้าง เช่น ความรุนแรงของอาการปวด การนอนหลับ หรือระดับที่อาการปวดรบกวนคุณ ทั้ง 3 อย่างนี้เป็นผลลัพธ์ที่ต่างกัน และงานทดลองชี้ว่าอาจไม่ได้เปลี่ยนไปพร้อมกัน กรุณาเล่าถึงผลลัพธ์ ไม่ใช่ขนาดยา และอย่าแนะนำให้ใครเปลี่ยนยา
เอกสารอ้างอิง
- Ware MA, et al. Smoked cannabis for chronic neuropathic pain: a randomized controlled trial. CMAJ. 2010;182(14):E694–E701. doi:10.1503/cmaj.091414
- Ateş G, Welsch P, Klose P, Phillips T, Lambers B, Häuser W, Radbruch L. Cannabis-based medicines for chronic neuropathic pain in adults. Cochrane Database of Systematic Reviews. 2026, Issue 1. doi:10.1002/14651858.CD012182.pub3
- International Association for the Study of Pain. IASP Position Statement on the Use of Cannabinoids to Treat Pain. 18 March 2021. https://www.iasp-pain.org/advocacy/iasp-statements/iasp-position-statement-on-the-use-of-cannabinoids-to-treat-pain/
- Busse JW, et al. Medical cannabis or cannabinoids for chronic pain: a clinical practice guideline. BMJ. 2021;374:n2040. doi:10.1136/bmj.n2040
- Gedin F, Blomé S, Pontén M, et al. Placebo response and media attention in randomized clinical trials assessing cannabis-based therapies for pain: a systematic review and meta-analysis. JAMA Network Open. 2022. doi:10.1001/jamanetworkopen.2022.43848
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา 25 มิถุนายน 2568) สรุป: https://med-cannabis.dtam.moph.go.th/law/2418/
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้เรื่องกัญชาทางการแพทย์ของ Asiannabis Community เนื้อหาเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ อย่าเปลี่ยนการรักษาที่แพทย์สั่งเพราะข้อความใดๆ ในบทความนี้