ห้องปลูกจะคุมสภาพอากาศให้อยู่ในค่าเป้าหมายได้ ก็ต่อเมื่ออุปกรณ์มีขนาดเหมาะสมและติดตั้งถูกตำแหน่ง คู่มือนี้พูดถึงเครื่องลดความชื้น เครื่องปรับอากาศ พัดลม กรองคาร์บอน และตัวควบคุมสภาพอากาศ พร้อมอธิบายวิธีกันโรคเน่าช่อดอกและราแป้งไม่ให้เข้ามาในห้องออกดอก ท้ายบทความมีตารางสรุปและรายการตรวจเช็กประจำวัน
มีคำศัพท์สองคำที่จะเจอบ่อย คำแรกคือค่าความต่างของความดันไอ (VPD) ซึ่งรวมอุณหภูมิกับความชื้นสัมพัทธ์ (RH) ไว้เป็นตัวเลขเดียว มีหน่วยเป็นกิโลปาสกาล (kPa) ยิ่ง VPD สูง ต้นไม้ก็ยิ่งเสียน้ำทางใบเร็วขึ้น คำที่สองคือจุดน้ำค้าง (dew point) ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ไอน้ำในอากาศกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ใบหรือช่อดอกที่เย็นกว่าจุดน้ำค้างจะเปียก
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1046
เครื่องลดความชื้น
เครื่องลดความชื้น 3 ชนิด
| ชนิด | หลักการทำงาน | เหมาะกับ | ปริมาณน้ำที่ดึงออกได้ต่อ kWh | ช่วงอุณหภูมิที่ใช้งานได้ |
|---|---|---|---|---|
| แบบใช้สารทำความเย็น (คอมเพรสเซอร์) | ดึงอากาศผ่านคอยล์เย็น ทำให้ไอน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ | ห้องปลูกส่วนใหญ่ที่ 18–30 °C | 2.5–4.0 ลิตร | 18–35 °C |
| แบบสารดูดความชื้น (ล้อหมุน) | วัสดุดูดความชื้นจะดูดน้ำไว้ จากนั้นเครื่องให้ความร้อนเพื่อไล่น้ำออกให้วัสดุแห้งอีกครั้ง | ห้องเย็นที่ต่ำกว่า 18 °C และห้องตากแห้ง | 1.5–2.5 ลิตร | 1–40 °C |
| แบบรวมศูนย์ / ต่อท่อลม | ใช้เครื่องกลางเครื่องเดียวและเดินท่อลมไปตามห้อง | โรงปลูกเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ | 3.0–5.0 ลิตร | 15–35 °C |
ต้องดึงน้ำออกเท่าไร
น้ำที่รากดูดขึ้นไปจะออกจากต้นทางการคายน้ำราว 97% จึงคำนวณได้ดังนี้:
ปริมาณน้ำที่ต้องดึงออกต่อวัน (ลิตร) = ปริมาณน้ำที่ให้ต่อวัน (ลิตร) × 0.97
ตัวอย่างเช่น ห้องที่มี 20 ต้น และให้น้ำต้นละ 4 ลิตรต่อวัน ต้องดึงน้ำออกประมาณ 77.6 ลิตรต่อวัน เครื่องลดความชื้นแบบใช้สารทำความเย็นดึงน้ำได้ 2.5–4.0 ลิตรต่อ kWh จึงต้องใช้ไฟราว 19–31 kWh ต่อวันเพื่อดึงน้ำปริมาณนี้ออก
สูตรนี้ถือว่าต้นไม้ดูดน้ำทั้งหมดที่คุณให้ไป น้ำที่ระบายออกไปนอกห้องไม่ได้เพิ่มภาระ แต่น้ำส่วนเกินที่ไหลออกจากกระถาง (runoff) แล้วค้างอยู่ในถาดภายในห้องจะระเหยกลับขึ้นไปในอากาศ จึงเพิ่มภาระด้วย
หมายเหตุผู้แปล: ตัวเลขลิตรต่อวันที่พิมพ์บนกล่องเครื่องลดความชื้นวัดตามสภาวะทดสอบที่ระบุในเอกสารสเปกของเครื่อง เมื่อใช้งานที่อุณหภูมิและ RH จริงในห้องของคุณ เครื่องอาจดึงน้ำได้น้อยกว่านั้น ควรอ่านสภาวะทดสอบให้ดีและซื้อเครื่องที่มีกำลังเหลือเผื่อไว้ บทความการเลือกขนาดเครื่องลดความชื้นและเครื่องปรับอากาศสำหรับห้องออกดอกในไทยอธิบายว่าทำไมแอร์เครื่องเดียวจึงคุม RH ช่วงออกดอกในห้องปลูกแบบไทยไม่อยู่
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้: วัดปริมาณน้ำที่คุณให้ในห้องตลอด 1 วัน โดยนับรวมน้ำส่วนเกินที่ยังค้างอยู่ในห้องด้วย นำไปคูณ 0.97 แล้วเทียบกับกำลังที่ระบุไว้ของเครื่องลดความชื้น จากนั้นวัดปริมาณน้ำที่เครื่องเก็บได้จริงใน 24 ชั่วโมง ตัวเลขนี้จะบอกว่าเครื่องของคุณดึงน้ำออกทันหรือไม่ในสภาพจริงของห้อง
เครื่องปรับอากาศและกำลังทำความเย็น
ระบบทำความเย็นต้องระบายความร้อนที่มาจากหลอดไฟ อุปกรณ์ และตัวอาคารออกไป ความร้อนวัดเป็นหน่วย BTU (British thermal unit) ส่วนกำลังของเครื่องปรับอากาศวัดเป็น BTU ต่อชั่วโมง ในไทยก็ซื้อขายแอร์ตามขนาด BTU อยู่แล้ว ระบบที่รวมการทำความร้อน การระบายอากาศ และการปรับอากาศไว้ทั้งหมดมักเรียกว่า ระบบปรับอากาศ (HVAC) เรื่องการจัดผังห้องอยู่ในบทความการออกแบบห้องปลูก: พื้นที่ การไหลเวียนอากาศ และระบบปรับอากาศ (HVAC)
สูตรคำนวณภาระความร้อน
BTU รวม = (วัตต์ของหลอดไฟ × ตัวคูณ BTU) + ภาระความร้อนจากสภาพแวดล้อม + ความร้อนจากเครื่องลดความชื้น
ภาระความร้อนจากสภาพแวดล้อมคือความร้อนที่เข้ามาทางผนังและหลังคาซึ่งกันความร้อนได้ไม่ดี ค่านี้ขึ้นกับส่วนต่างระหว่างอุณหภูมิข้างนอกกับข้างในห้อง และขึ้นกับจำนวนครั้งที่เปลี่ยนอากาศด้วย ถ้าจะประมาณคร่าว ๆ ให้บวกเพิ่ม 20–30% จากความร้อนของหลอดไฟ เครื่องลดความชื้นแบบใช้สารทำความเย็นก็ปล่อยความร้อนเข้าห้องเหมือนกัน ให้นับความร้อนส่วนนี้อย่างน้อยเท่ากับกำลังไฟที่เครื่องใช้ (วัตต์) × 3.41
ความร้อนต่อ 1,000 W แยกตามชนิดหลอดไฟ ตามตัวเลขในบทความต้นฉบับ
| ชนิดหลอดไฟ | BTU ต่อ 1,000 W | หมายเหตุในต้นฉบับ |
|---|---|---|
| HPS (โซเดียมความดันสูง) | 3,410 | พลังงานที่ป้อนเข้าไปกลายเป็นความร้อนเกือบ 100% |
| LED (ฟูลสเปกตรัม) | 2,046–2,730 | กลายเป็นความร้อน 60–80% ส่วนที่เหลือเป็นแสง |
| CMH (เซรามิกเมทัลฮาไลด์) | 3,100 | ร้อนน้อยกว่า HPS เล็กน้อย |
| หลอดฟลูออเรสเซนต์ T5 | 3,200 | ร้อนมากเมื่อเทียบกับปริมาณแสงที่ได้ |
ข้อแก้ไขสำหรับการคำนวณขนาด: ตัวเลขในแถว LED ทำให้ประเมินภาระความเย็นต่ำเกินจริง แสงจากหลอดทุกชนิดถูกต้นไม้ ผนัง และพื้นดูดซับไว้ แล้วกลายเป็นความร้อนอยู่ในห้อง ต้นไม้เก็บพลังงานไว้ได้เพียงส่วนน้อย เวลาคำนวณระบบทำความเย็นจึงต้องนับหลอดทุกชนิดที่ประมาณ 3,410 BTU ต่อชั่วโมง ต่อไฟทุก 1,000 W ที่ดึงจากปลั๊ก LED ทำให้ห้องร้อนน้อยกว่า HPS ก็เพราะใช้วัตต์น้อยกว่าเพื่อให้ได้แสงเท่ากันเท่านั้น
ตัวอย่าง: โคม LED 1 ตัวที่ดึงไฟจากปลั๊ก 1,000 W ปล่อยความร้อน 3,410 BTU ต่อชั่วโมง เมื่อบวกเพิ่ม 20–30% จะได้ราว 4,100–4,400 BTU ต่อชั่วโมง จากนั้นยังต้องบวกความร้อนจากเครื่องลดความชื้นเข้าไปอีก
แอร์แยกส่วนติดผนังเทียบกับระบบรวมศูนย์
มินิสปลิต (mini-split) คือแอร์แบบแยกส่วนชนิดติดผนัง ค่า SEER (อัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงานตามฤดูกาล) บอกว่าไฟฟ้าแต่ละหน่วยให้ความเย็นได้เท่าไร ยิ่ง SEER สูง ค่าไฟก็ยิ่งต่ำ
| คุณสมบัติ | มินิสปลิต | ระบบรวมศูนย์ |
|---|---|---|
| การติดตั้ง | ติดผนัง ติดตั้งง่าย | เดินท่อลม ต้องใช้ช่างมืออาชีพ |
| ราคาต่อตัน (ราคาในสหรัฐฯ) | 1,500–3,000 ดอลลาร์สหรัฐ | 3,000–6,000 ดอลลาร์สหรัฐ |
| ประสิทธิภาพ (SEER) | 18–25 | 14–20 |
| การลดความชื้น | ทำได้จำกัด ต้องมีเครื่องลดความชื้นเสริม | ทำได้ดีกว่าเมื่อใช้ชุดเป่าลม (air handler) แบบปรับความเร็วได้ |
| การแบ่งโซน | หัวเป่าในห้องแต่ละตัวนับเป็น 1 โซน | ต้องติดแดมเปอร์แบ่งโซน |
| การขยายระบบ | เพิ่มหัวเป่าได้ตามต้องการ | ต้องออกแบบใหม่ทั้งระบบ |
| เหมาะกับ | ปลูกในบ้าน ฟาร์มเชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก | ฟาร์มเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีหลายห้อง |
ความเย็น 1 “ตัน” เท่ากับ 12,000 BTU ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 3.5 kW
หมายเหตุผู้แปล: ราคาข้างต้นเป็นราคาในสหรัฐฯ ตามบทความต้นฉบับ ราคารวมติดตั้งในไทยไม่เหมือนกัน จึงควรขอใบเสนอราคาจากช่างติดตั้งในพื้นที่หลายเจ้า ตัวเลขบวกเพิ่ม 20–30% อาจยังน้อยไปสำหรับห้องที่อยู่ใต้หลังคาซึ่งโดนแดดเผา หรือห้องที่มีผนังหันรับแดดบ่าย การติดฉนวนที่ฝ้าเพดานและผนังช่วยลดภาระส่วนนี้ได้ ถ้าแอร์ทำงานไม่หยุด แต่ช่วงท้ายของช่วงเปิดไฟห้องยังร้อนเกินเป้า แปลว่าระบบทำความเย็นเล็กเกินไป
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้: รวมวัตต์ที่หลอดไฟทุกดวงดึงจากปลั๊ก โดยวัดด้วยมิเตอร์วัดไฟแบบเสียบปลั๊กหรือดูจากสเปกของโคม นำไปคูณ 3.41 บวกเพิ่ม 20–30% แล้วบวกความร้อนจากเครื่องลดความชื้น เทียบผลรวมกับค่า BTU ของแอร์ที่มีอยู่ วิธีนี้ทำให้คุณรู้ก่อนเข้าหน้าร้อนว่าห้องจะร้อนเกินหรือไม่
การไหลเวียนอากาศ กรองคาร์บอน และแรงดันลบ
ขนาดพัดลม
ต้นฉบับใช้หน่วย CFM (ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที) ซึ่งเป็นหน่วยวัดปริมาณลมแบบสหรัฐฯ โดย 1 CFM เท่ากับประมาณ 1.7 m³ ต่อชั่วโมง
CFM = ปริมาตรห้อง (ft³) / เวลาที่ใช้เปลี่ยนอากาศ 1 รอบ (นาที)
หน่วยเมตริก: ปริมาณลม (m³/h) = ปริมาตรห้อง (m³) × 60 / เวลาที่ใช้เปลี่ยนอากาศ 1 รอบ (นาที)
เป้าหมายมาตรฐานคือเปลี่ยนอากาศทั้งห้องทุก 1–3 นาที ถ้าห้องมีการเสริม CO₂ ให้ลดอัตราการเปลี่ยนอากาศลง แล้วใช้การหมุนเวียนอากาศภายในห้องแทน ตัวอย่างเช่น เต็นท์ขนาด 1.2 × 1.2 × 2 m มีปริมาตร 2.88 m³ ถ้าต้องการเปลี่ยนอากาศทุก 2 นาที ต้องใช้ลมประมาณ 86 m³/h (ราว 51 CFM)
ขนาดกรองคาร์บอน
| ขนาดกรอง (นิ้ว, เส้นผ่านศูนย์กลาง × ความยาว) | ปริมาณลมที่ระบุ | ปริมาตรห้อง | การเปลี่ยนอากาศ |
|---|---|---|---|
| 4 × 12 | 200 CFM (≈340 m³/h) | ไม่เกิน 400 ft³ (≈11.3 m³) | ทุก 2 นาที |
| 6 × 16 | 400 CFM (≈680 m³/h) | ไม่เกิน 800 ft³ (≈22.7 m³) | ทุก 2 นาที |
| 6 × 24 | 550 CFM (≈934 m³/h) | ไม่เกิน 1,100 ft³ (≈31.1 m³) | ทุก 2 นาที |
| 8 × 24 | 750 CFM (≈1,274 m³/h) | ไม่เกิน 1,500 ft³ (≈42.5 m³) | ทุก 2 นาที |
| 8 × 39 | 1,000 CFM (≈1,699 m³/h) | ไม่เกิน 2,000 ft³ (≈56.6 m³) | ทุก 2 นาที |
| 10 × 39 | 1,400 CFM (≈2,379 m³/h) | ไม่เกิน 2,800 ft³ (≈79.3 m³) | ทุก 2 นาที |
| 12 × 39 | 1,700+ CFM (≈2,888+ m³/h) | ไม่เกิน 3,400+ ft³ (≈96.3+ m³) | ทุก 2 นาที |
แรงดันลบ
ตั้งพัดลมดูดออกให้ดึงลมได้มากกว่าฝั่งลมเข้า 10–15% ความดันอากาศในห้องจะต่ำกว่าข้างนอกเล็กน้อย อากาศจากข้างนอกจึงรั่วเข้ามาแทนที่จะรั่วออกไป และอากาศทุกส่วนที่ออกจากห้องต้องผ่านกรองคาร์บอน วิธีนี้กันไม่ให้กลิ่นเล็ดลอดออกไป วิธีตรวจคือดูว่าผนังเต็นท์บุ๋มเข้าด้านในเล็กน้อยหรือไม่ หรือถือกระดาษทิชชูไว้ใกล้ช่องลมเข้า แล้วดูว่ากระดาษถูกดูดเข้าไปหรือไม่
หมายเหตุผู้แปล: ในหน้าฝน การเปลี่ยนอากาศกับข้างนอกแต่ละครั้งจะพาอากาศร้อนชื้นเข้ามา และแอร์กับเครื่องลดความชื้นต้องรับภาระจัดการอากาศส่วนนั้น ถ้าตั้งเต็นท์ไว้ในห้องติดแอร์ เต็นท์จะดูดอากาศจากห้องที่เย็นและแห้งกว่าเข้าไป ถ้าคุณปิดห้องสนิทแล้วพึ่งแอร์กับเครื่องลดความชื้น ก็ยังต้องคุมกลิ่นอยู่ดี ให้หมุนเวียนอากาศในห้องผ่านกรองคาร์บอน และคอยตรวจว่ามีกลิ่นออกมานอกประตูหรือไม่
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้: วัดขนาดห้องแล้วคำนวณปริมาณลมที่ต้องใช้เพื่อเปลี่ยนอากาศทุก 1–3 นาที เทียบกับค่าที่ระบุไว้ของพัดลมดูดออกและกรองคาร์บอน จากนั้นทดสอบด้วยทิชชูที่ช่องลมเข้า การทดสอบนี้ยืนยันว่ากลิ่นออกจากห้องผ่านกรองเพียงทางเดียว
การป้องกันโรคเน่าช่อดอกและราแป้ง
| โบไทรทิส (โรคเน่าช่อดอก) | ราแป้ง (PM) | |
|---|---|---|
| เชื้อก่อโรค | Botrytis cinerea (เชื้อรา) | อันดับ Erysiphales (เชื้อรา) |
| ความชื้นที่เชื้อต้องการ | สูง: ต้องมีน้ำเกาะบนผิว และ RH เกิน 60% | ปานกลาง: เติบโตดีที่ RH 40–70% |
| เกณฑ์ RH | เกิน 60% และวิกฤตเมื่อเกิน 70% | 40–70% ปล่อยสปอร์มากที่สุดเมื่อ RH ต่ำ |
| อุณหภูมิที่เชื้อชอบ | 15–25 °C | 20–30 °C |
| จุดที่เริ่มเกิด | ภายในช่อดอกที่แน่น | บนผิวใบ |
| อาการที่เห็น | เนื้อเน่าสีน้ำตาลหรือสีเทาภายในช่อดอก | ผงสีขาวบนหน้าใบ |
| การไหลเวียนอากาศ | ช่วยได้ | ช่วยได้ |
| ช่วงที่อันตรายที่สุด | ปลายระยะออกดอก ช่อยอด (cola) ที่แน่น | ระยะทำใบถึงกลางระยะออกดอก |
รายละเอียดของโบไทรทิสอยู่ในหัวข้อเฉพาะของโรคนี้
สองโรคที่ต้องการสภาพตรงข้ามกัน
ถ้ากด RH ลงต่ำมากเพื่อหยุดโบไทรทิส อาจกลายเป็นการเอื้อให้ราแป้งแทน เพราะราแป้งเติบโตดีในอากาศที่แห้งกว่า (RH 40–70%) และแพร่สปอร์ได้ง่ายขึ้นเมื่อความชื้นต่ำ ช่วงที่ปลอดภัยจากทั้งสองโรคคือ RH 45–50% ในช่วงกลางถึงปลายระยะออกดอก ร่วมกับลมแรง 0.5–1.0 m/s ที่ระดับทรงพุ่ม
ค่า RH เป้าหมายตามสัปดาห์ของระยะออกดอก
| สัปดาห์ของระยะออกดอก | RH เป้าหมาย (%) | VPD เป้าหมาย (kPa) | ความเสี่ยงหลัก |
|---|---|---|---|
| สัปดาห์ที่ 1–3 | 55–60 | 1.3–1.5 | ราแป้ง |
| สัปดาห์ที่ 4–5 | 50–55 | 1.5–1.6 | ราแป้ง และโบไทรทิสระยะเริ่มต้น |
| สัปดาห์ที่ 6–7 | 45–50 | 1.5–1.6 | โบไทรทิสในช่อดอกที่แน่น |
| สัปดาห์ที่ 8 เป็นต้นไป | 40–45 | 1.5–1.6 | โบไทรทิส และเชื้อราในผลผลิตที่เก็บเกี่ยว |
ค่า VPD เป้าหมายในตารางนี้เป็น VPD ของอากาศ เช่นเดียวกับตารางของทุกระยะในคู่มือนี้
รักษาอุณหภูมิใบให้สูงกว่าจุดน้ำค้างอย่างน้อย 2 °C ตลอดเวลา ถ้าใบเย็นกว่าจุดน้ำค้าง น้ำจะกลั่นตัวเกาะบนใบ และความเสี่ยงโรคจะถึงขั้นวิกฤต ตอนที่ 1 มีตารางจุดน้ำค้าง และอธิบายว่าทำไมชั่วโมงแรกหลังปิดไฟจึงเป็นช่วงที่เสี่ยงที่สุด
หมายเหตุผู้แปล: ในหน้าฝนของไทย อากาศข้างนอกชื้นมาก และไฟดับอาจทำให้เครื่องลดความชื้นหยุดทำงานทั้งคืน โบไทรทิสจึงเป็นความเสี่ยงหลักช่วงปลายระยะออกดอกในห้องปลูกส่วนใหญ่ของไทย ถ้าจำเป็นต้องฉีดพ่น ให้ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และใช้ตามฉลาก ดูเพิ่มเติมที่สารที่ฉีดพ่นได้ตามกฎหมายภายใต้มาตรฐาน GACP ของไทย
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้: ใช้เครื่องวัดความเร็วลมแบบพกพา (anemometer) วัดลมหลายจุดทั่วทรงพุ่ม แล้วแก้จุดที่ลมอ่อนกว่า 0.5 m/s ตั้งค่า RH เป้าหมายให้ตรงกับสัปดาห์ออกดอกที่เป็นอยู่ สัปดาห์ละครั้งให้ตรวจทั้งหน้าใบและหลังใบ และแหวกดูข้างในช่อดอกที่แน่นสักสองสามช่อ คุณจะเจอโรคทั้งสองตั้งแต่ยังลุกลามไม่มาก
ตัวควบคุมสภาพอากาศ
ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติจากบทความต้นฉบับ
| คุณสมบัติ | Pulse Pro | Trolmaster Hydro-X | AC Infinity 69 Pro | Inkbird ITC-608T |
|---|---|---|---|---|
| ประเภท | เครื่องตรวจวัด + คลาวด์ | ตัวควบคุมเต็มรูปแบบ | ตัวควบคุม + เครื่องตรวจวัด | ตัวควบคุมพื้นฐาน |
| VPD | แสดงผล | ควบคุมได้ | ควบคุมได้ | ไม่มี |
| การวัด CO₂ | มี | มี (ต้องซื้อเซนเซอร์เสริม) | มี (ต้องซื้ออุปกรณ์เสริม) | ไม่มี |
| การวัด PPFD | มี (ต้องซื้ออุปกรณ์เสริม) | ไม่มี | ไม่มี | ไม่มี |
| การสั่งงานอุปกรณ์ | ผ่าน API ไม่มีรีเลย์ | 0–10 V, รีเลย์, PWM | 0–10 V, รีเลย์ | รีเลย์เท่านั้น |
| แอปมือถือ | มี | มี | มี | ไม่มี |
| บันทึกข้อมูลบนคลาวด์ | มี ไม่จำกัด | มี แบบจำกัด | มี | ไม่มี |
PPFD คือความเข้มแสงที่ส่องมาถึงทรงพุ่ม รีเลย์คือสวิตช์เปิด/ปิดอุปกรณ์ สัญญาณ 0–10 V ใช้ตั้งระดับหรี่ไฟหรือความเร็วพัดลม PWM คือสัญญาณแบบพัลส์สำหรับปรับความเร็วพัดลม ส่วน API เป็นช่องทางที่ให้ซอฟต์แวร์อื่นอ่านข้อมูลและส่งคำสั่งได้
สิ่งที่ควรดูตามขนาดการปลูก
| ขนาดการปลูก | สิ่งที่ควรดู | เหตุผล |
|---|---|---|
| งานอดิเรก (1–2 หลอด) | ตัวควบคุมพื้นฐานที่มีรีเลย์สั่งงานตามอุณหภูมิและความชื้น | ราคาไม่แพง และควบคุมได้เพียงพอ |
| ปลูกในบ้านแบบจริงจังและเสริม CO₂ | ควบคุม VPD ได้ และมีช่องต่อเซนเซอร์ CO₂ | คุมความชื้นและ CO₂ ไปพร้อมกัน |
| เชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก (10–20 หลอด) | แบ่งได้หลายโซน หรี่ไฟด้วย 0–10 V และควบคุม CO₂ ได้ | คุมหลายห้องได้จากระบบเดียว |
| เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ (50+ หลอด) | บันทึกข้อมูลและเชื่อมกับระบบอัตโนมัติของอาคาร | ติดตามผ่านคลาวด์ เชื่อมต่อผ่าน API และวิเคราะห์ข้อมูลได้ |
หมายเหตุผู้แปล: ฟอรั่มนี้ไม่แนะนำตัวควบคุมยี่ห้อใด ตารางข้างต้นเป็นรายการคุณสมบัติจากบทความต้นฉบับ ไม่ใช่ผลการทดสอบ ก่อนซื้อให้สอบถามตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยก่อน รุ่นนี้ขายในไทยพร้อมประกันในประเทศหรือไม่ มีเซนเซอร์อะไหล่หรือไม่ ใช้กับไฟบ้านของไทยได้เลยโดยไม่ต้องใช้อะแดปเตอร์หรือไม่ เมื่ออินเทอร์เน็ตหลุด เครื่องยังควบคุมต่อและเก็บข้อมูลไว้ได้หรือไม่ และหลังไฟดับ เครื่องกลับมาทำงานพร้อมค่าที่ตั้งไว้หรือไม่ ถ้าอยากรู้ประสบการณ์ของผู้ปลูกคนอื่น ให้ถามในหมวดอุปกรณ์และวัสดุ
ตำแหน่งติดตั้งเซนเซอร์
ตัวควบคุมทำงานตามค่าที่เซนเซอร์วัดได้เท่านั้น การติดเซนเซอร์ผิดตำแหน่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำให้หน้าจอแสดง VPD ดี แต่ต้นไม้กลับแสดงอาการเครียด
- ติดที่ระดับทรงพุ่ม ติดเซนเซอร์อุณหภูมิและ RH ไว้ที่ยอดทรงพุ่ม และเลื่อนขึ้นตามความสูงของต้น ถ้าติดใกล้พื้น วัสดุปลูกที่เปียกจะทำให้ค่าความชื้นสูงเกินจริง ถ้าติดใกล้หลอดไฟ ความร้อนจะทำให้ค่าความชื้นต่ำเกินจริง
- อย่าให้โดนแสงตรง เซนเซอร์ที่โดนแสงตรงจะอ่านค่าได้อุ่นกว่าอากาศจริง ให้ใช้กล่องบังแสงหรือแผงกันรังสี (radiation shield)
- ติดให้ห่างจากช่องลมออกของอุปกรณ์ อย่าให้เซนเซอร์อยู่ในทางลมของเครื่องลดความชื้น แอร์ ช่องลมเข้า หรือเครื่องเพิ่มความชื้น เพราะตรงนั้นเซนเซอร์จะวัดลมที่ออกจากเครื่อง ไม่ใช่สภาพของห้อง
- ห้องใหญ่ใช้เซนเซอร์มากกว่า 1 ตัว อุณหภูมิและความชื้นในห้องจะแยกเป็นชั้นจากพื้นถึงเพดาน และต่างกันไปตามผนังแต่ละด้าน ห้องที่มีหลายหลอดควรบันทึกค่าอย่างน้อย 2 จุดที่ระดับทรงพุ่มแล้วนำมาเทียบกัน
- ตรวจความแม่นยำของเซนเซอร์ เซนเซอร์ RH จะอ่านค่าคลาดเคลื่อนมากขึ้นตามเวลา ควรตรวจเทียบกับค่าอ้างอิงเป็นระยะ เช่น การทดสอบด้วยเกลือ 2 จุด วิธีนี้คือใส่เซนเซอร์ไว้ในกล่องปิดสนิทกับเกลือชื้นซึ่งรักษา RH ไว้ที่ค่าที่รู้แน่นอน ที่อุณหภูมิห้อง โซเดียมคลอไรด์อิ่มตัว (เกลือแกง) รักษา RH ไว้ได้ราว 75% และแมกนีเซียมคลอไรด์ราว 33% ถ้าเซนเซอร์อ่านค่าคลาดไปมาก ให้เปลี่ยนใหม่
- อุณหภูมิใบ ถ้าจะคำนวณ VPD ของใบ ให้เล็งเทอร์โมมิเตอร์อินฟราเรดไปที่หน้าใบในช่วงกลางถึงบนของทรงพุ่ม ขณะที่แสงคงที่ อย่าวัดทันทีหลังพ่นละอองน้ำหรือรดน้ำ
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้: นำเซนเซอร์ตัวที่สองที่เพิ่งตรวจเทียบมาไม่นาน แขวนไว้ที่ระดับทรงพุ่มข้างเซนเซอร์ของตัวควบคุมเป็นเวลา 3 วัน แล้วเทียบค่าของทั้งสองตัว วิธีนี้จะบอกว่าตัวควบคุมทำงานตามสภาพจริงที่ทรงพุ่มหรือไม่
สรุปและรายการตรวจเช็กประจำวัน
ค่าเป้าหมายทั้งหมดตามระยะการเติบโต
| ค่าที่ควบคุม | กิ่งโคลน | ระยะทำใบ | ต้นระยะออกดอก | ปลายระยะออกดอก | ระยะสุกแก่ |
|---|---|---|---|---|---|
| อุณหภูมิกลางวัน (°C) | 24–26 | 25–28 | 24–27 | 22–26 | 20–24 |
| อุณหภูมิกลางคืน (°C) | 22–24 | 20–24 | 20–23 | 18–22 | 16–20 |
| DIF (°C) | +2 ถึง +4 | +4 ถึง +6 | +4 ถึง +6 | +4 ถึง +6 | +4 ถึง +8 |
| RH (%) | 70–80 | 55–70 | 50–60 | 40–55 | 35–45 |
| VPD (kPa) | 0.6–1.0 | 1.0–1.6 | 1.3–1.6 | 1.3–1.8 | 1.5–1.7 |
| CO₂ (ppm) | 400–600 | 800–1200 | 1000–1400 | 800–1200 | 400 (อากาศภายนอก) |
| ความเร็วลม (m/s) | 0.3–0.5 | 0.5–1.0 | 0.5–1.0 | 0.8–1.2 | 0.5–1.0 |
DIF คืออุณหภูมิกลางวันลบด้วยอุณหภูมิกลางคืน ช่วงอุณหภูมิกลางคืน 16–20 °C ในระยะสุกแก่เป็นค่ามาตรฐาน ส่วนกลางคืน 14–16 °C ใช้เฉพาะเมื่อเลือกปิดท้ายด้วยคืนเย็นตามที่อธิบายในตอนที่ 1 และใช้กับสายพันธุ์ที่มียีนให้สีเท่านั้น
รายการตรวจเช็กสภาพอากาศประจำวัน
- ตรวจว่าส่วนต่างอุณหภูมิกลางวัน–กลางคืน (DIF) ตรงกับเป้าของระยะที่เป็นอยู่ เพื่อคุมความสูงของต้นและช่วงปิดท้ายให้เป็นไปตามแผน
- ตรวจ VPD จากเซนเซอร์ที่ระดับทรงพุ่ม ไม่ใช่เซนเซอร์ที่ติดผนัง เพราะเซนเซอร์ที่ผนังบอกสภาพของห้อง ไม่ใช่สภาพของต้นไม้
- ดูบันทึก RH ย้อนหลัง 24 ชั่วโมง ในระยะออกดอกไม่ควรมีช่วงที่ RH พุ่งเกิน 65% ช่วงที่พุ่งขึ้นบอกว่าความเสี่ยงเชื้อราเพิ่มขึ้นตอนไหน ซึ่งมักเป็นหลังปิดไฟ
- ตรวจท่อน้ำทิ้งและถังน้ำของเครื่องลดความชื้นว่าอุดตันหรือไม่ ท่อที่ตันอาจทำให้เครื่องหยุดทำงานหรือน้ำล้นท่วมพื้น
- ตรวจแรงดันลบด้วยตา หรือใช้เกจวัดความต่างความดัน (เกจที่เทียบความดันอากาศข้างในกับข้างนอก) เพื่อยืนยันว่าอากาศออกจากห้องผ่านกรองคาร์บอนเท่านั้น
- ตรวจว่าพัดลมส่ายทำงานอยู่ และลมที่ทรงพุ่มแรง 0.5–1.0 m/s ลมที่เคลื่อนไหวตลอดช่วยให้ผิวใบและช่อดอกแห้ง
- ตรวจระดับ CO₂ และดูให้แน่ใจว่าตัวควบคุมเติม CO₂ เฉพาะตอนเปิดไฟ ต้นไม้ใช้ CO₂ ได้เฉพาะเมื่อมีแสง CO₂ ที่เติมตอนมืดจึงเสียเปล่า
- ดูใต้ใบเพื่อหาราแป้งระยะเริ่มต้น (จุดสีขาว) จุดเล็ก ๆ จัดการง่ายกว่าตอนที่เชื้อลามไปทั่วแล้ว
- จดค่าทั้งหมดลงสมุดบันทึกการปลูกหรือระบบติดตามแบบดิจิทัล บันทึกจะทำให้เห็นแนวโน้ม และช่วยให้ย้อนหาสาเหตุเมื่อเกิดปัญหา
หมายเหตุผู้แปล: ในไทยควรตรวจเพิ่มอีก 2 ข้อ ข้อแรก หลังไฟดับทุกครั้ง ให้ตรวจว่าอุปกรณ์ทุกตัวกลับมาทำงานพร้อมค่าที่ตั้งไว้ถูกต้อง ข้อสอง ในหน้าฝนช่วงปลายระยะออกดอก ให้อ่านบันทึก RH ของคืนที่ผ่านมาทุกเช้า
เอกสารอ้างอิง
- Backer, R. et al. (2019). “Closing the Yield Gap for Cannabis: A Meta-Analysis of Factors Determining Cannabis Yield.” Frontiers in Plant Science, 10, 495.
- Caplan, D., Stemeroff, J., Dixon, M. and Zheng, Y. (2018). “Vegetative propagation of cannabis by stem cuttings: effects of leaf number, cutting position, rooting hormone, and leaf tip removal.” Canadian Journal of Plant Science, 98(5), 1126–1132.
- Chandra, S. et al. (2011). “Temperature response of photosynthesis in different drug and fiber varieties of Cannabis sativa L.” Physiology and Molecular Biology of Plants.
- Rodriguez-Morrison, V., Llewellyn, D. and Zheng, Y. (2021). “Cannabis yield, potency, and leaf photosynthesis respond differently to increasing light levels in an indoor environment.” Frontiers in Plant Science, 12, 646020.
- Eichhorn Bilodeau, S. et al. (2019). “An Update on Plant Photobiology and Implications for Cannabis Production.” Frontiers in Plant Science, 10, 296.
- Jin, D. et al. (2020). “Secondary Metabolites Profiled in Cannabis Inflorescences, Leaves, Stem Barks, and Roots for Medicinal Purposes.” Scientific Reports.
- Punja, Z.K. (2021). “Emerging diseases of Cannabis sativa and sustainable management.” Pest Management Science.
- Saloner, A. and Bernstein, N. (2021). “Nitrogen supply affects cannabinoid and terpenoid profile in medical cannabis (Cannabis sativa L.).” Industrial Crops and Products, 167, 113516.
- ASHRAE (2023). ASHRAE Handbook — HVAC Applications, บทว่าด้วยการควบคุมสภาพแวดล้อมสำหรับสัตว์และพืช
หมายเหตุทางกฎหมาย
บทความนี้มีไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 (อ่านคำอธิบายได้ที่นี่) ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 และขายได้ในปริมาณสำหรับใช้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์ กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 และกำหนดเกณฑ์ใบอนุญาตสำหรับช่อดอกกัญชาให้เข้มงวดขึ้น (ดูกฎกระทรวงปี 2569) ก่อนเริ่มปลูก ให้ตรวจสอบข้อกำหนดเรื่องใบอนุญาตทุกข้อกับหน่วยงานรัฐของไทย ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่มีผลเป็นกฎหมาย ฟอรั่มนี้ไม่ช่วยเหลือผู้ใดในการซื้อหรือขายสารควบคุม
ถ้ามีคำถามเรื่องการเลือกขนาดเครื่องลดความชื้นหรือแอร์สำหรับห้องของคุณ โพสต์ไว้ใต้หัวข้อนี้ได้เลย โปรดบอกขนาดห้อง วัตต์ของหลอดไฟ จำนวนต้น ปริมาณน้ำที่ใช้ต่อวัน และค่า RH ช่วงกลางคืนที่วัดได้ ผู้ปลูกคนอื่นจะได้ช่วยคุณคำนวณตัวเลขเหล่านี้