การควบคุมสภาพอากาศในห้องปลูก: เครื่องลดความชื้น เครื่องปรับอากาศ การไหลเวียนอากาศ การป้องกันเชื้อรา และตัวควบคุม (ตอนที่ 2 จาก 2)

ห้องปลูกจะคุมสภาพอากาศให้อยู่ในค่าเป้าหมายได้ ก็ต่อเมื่ออุปกรณ์มีขนาดเหมาะสมและติดตั้งถูกตำแหน่ง คู่มือนี้พูดถึงเครื่องลดความชื้น เครื่องปรับอากาศ พัดลม กรองคาร์บอน และตัวควบคุมสภาพอากาศ พร้อมอธิบายวิธีกันโรคเน่าช่อดอกและราแป้งไม่ให้เข้ามาในห้องออกดอก ท้ายบทความมีตารางสรุปและรายการตรวจเช็กประจำวัน

มีคำศัพท์สองคำที่จะเจอบ่อย คำแรกคือค่าความต่างของความดันไอ (VPD) ซึ่งรวมอุณหภูมิกับความชื้นสัมพัทธ์ (RH) ไว้เป็นตัวเลขเดียว มีหน่วยเป็นกิโลปาสกาล (kPa) ยิ่ง VPD สูง ต้นไม้ก็ยิ่งเสียน้ำทางใบเร็วขึ้น คำที่สองคือจุดน้ำค้าง (dew point) ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ไอน้ำในอากาศกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ใบหรือช่อดอกที่เย็นกว่าจุดน้ำค้างจะเปียก

บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1046

เครื่องลดความชื้น

เครื่องลดความชื้น 3 ชนิด

ชนิด หลักการทำงาน เหมาะกับ ปริมาณน้ำที่ดึงออกได้ต่อ kWh ช่วงอุณหภูมิที่ใช้งานได้
แบบใช้สารทำความเย็น (คอมเพรสเซอร์) ดึงอากาศผ่านคอยล์เย็น ทำให้ไอน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ห้องปลูกส่วนใหญ่ที่ 18–30 °C 2.5–4.0 ลิตร 18–35 °C
แบบสารดูดความชื้น (ล้อหมุน) วัสดุดูดความชื้นจะดูดน้ำไว้ จากนั้นเครื่องให้ความร้อนเพื่อไล่น้ำออกให้วัสดุแห้งอีกครั้ง ห้องเย็นที่ต่ำกว่า 18 °C และห้องตากแห้ง 1.5–2.5 ลิตร 1–40 °C
แบบรวมศูนย์ / ต่อท่อลม ใช้เครื่องกลางเครื่องเดียวและเดินท่อลมไปตามห้อง โรงปลูกเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ 3.0–5.0 ลิตร 15–35 °C

ต้องดึงน้ำออกเท่าไร

น้ำที่รากดูดขึ้นไปจะออกจากต้นทางการคายน้ำราว 97% จึงคำนวณได้ดังนี้:

ปริมาณน้ำที่ต้องดึงออกต่อวัน (ลิตร) = ปริมาณน้ำที่ให้ต่อวัน (ลิตร) × 0.97

ตัวอย่างเช่น ห้องที่มี 20 ต้น และให้น้ำต้นละ 4 ลิตรต่อวัน ต้องดึงน้ำออกประมาณ 77.6 ลิตรต่อวัน เครื่องลดความชื้นแบบใช้สารทำความเย็นดึงน้ำได้ 2.5–4.0 ลิตรต่อ kWh จึงต้องใช้ไฟราว 19–31 kWh ต่อวันเพื่อดึงน้ำปริมาณนี้ออก

สูตรนี้ถือว่าต้นไม้ดูดน้ำทั้งหมดที่คุณให้ไป น้ำที่ระบายออกไปนอกห้องไม่ได้เพิ่มภาระ แต่น้ำส่วนเกินที่ไหลออกจากกระถาง (runoff) แล้วค้างอยู่ในถาดภายในห้องจะระเหยกลับขึ้นไปในอากาศ จึงเพิ่มภาระด้วย

หมายเหตุผู้แปล: ตัวเลขลิตรต่อวันที่พิมพ์บนกล่องเครื่องลดความชื้นวัดตามสภาวะทดสอบที่ระบุในเอกสารสเปกของเครื่อง เมื่อใช้งานที่อุณหภูมิและ RH จริงในห้องของคุณ เครื่องอาจดึงน้ำได้น้อยกว่านั้น ควรอ่านสภาวะทดสอบให้ดีและซื้อเครื่องที่มีกำลังเหลือเผื่อไว้ บทความการเลือกขนาดเครื่องลดความชื้นและเครื่องปรับอากาศสำหรับห้องออกดอกในไทยอธิบายว่าทำไมแอร์เครื่องเดียวจึงคุม RH ช่วงออกดอกในห้องปลูกแบบไทยไม่อยู่

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้: วัดปริมาณน้ำที่คุณให้ในห้องตลอด 1 วัน โดยนับรวมน้ำส่วนเกินที่ยังค้างอยู่ในห้องด้วย นำไปคูณ 0.97 แล้วเทียบกับกำลังที่ระบุไว้ของเครื่องลดความชื้น จากนั้นวัดปริมาณน้ำที่เครื่องเก็บได้จริงใน 24 ชั่วโมง ตัวเลขนี้จะบอกว่าเครื่องของคุณดึงน้ำออกทันหรือไม่ในสภาพจริงของห้อง

เครื่องปรับอากาศและกำลังทำความเย็น

ระบบทำความเย็นต้องระบายความร้อนที่มาจากหลอดไฟ อุปกรณ์ และตัวอาคารออกไป ความร้อนวัดเป็นหน่วย BTU (British thermal unit) ส่วนกำลังของเครื่องปรับอากาศวัดเป็น BTU ต่อชั่วโมง ในไทยก็ซื้อขายแอร์ตามขนาด BTU อยู่แล้ว ระบบที่รวมการทำความร้อน การระบายอากาศ และการปรับอากาศไว้ทั้งหมดมักเรียกว่า ระบบปรับอากาศ (HVAC) เรื่องการจัดผังห้องอยู่ในบทความการออกแบบห้องปลูก: พื้นที่ การไหลเวียนอากาศ และระบบปรับอากาศ (HVAC)

สูตรคำนวณภาระความร้อน

BTU รวม = (วัตต์ของหลอดไฟ × ตัวคูณ BTU) + ภาระความร้อนจากสภาพแวดล้อม + ความร้อนจากเครื่องลดความชื้น

ภาระความร้อนจากสภาพแวดล้อมคือความร้อนที่เข้ามาทางผนังและหลังคาซึ่งกันความร้อนได้ไม่ดี ค่านี้ขึ้นกับส่วนต่างระหว่างอุณหภูมิข้างนอกกับข้างในห้อง และขึ้นกับจำนวนครั้งที่เปลี่ยนอากาศด้วย ถ้าจะประมาณคร่าว ๆ ให้บวกเพิ่ม 20–30% จากความร้อนของหลอดไฟ เครื่องลดความชื้นแบบใช้สารทำความเย็นก็ปล่อยความร้อนเข้าห้องเหมือนกัน ให้นับความร้อนส่วนนี้อย่างน้อยเท่ากับกำลังไฟที่เครื่องใช้ (วัตต์) × 3.41

ความร้อนต่อ 1,000 W แยกตามชนิดหลอดไฟ ตามตัวเลขในบทความต้นฉบับ

ชนิดหลอดไฟ BTU ต่อ 1,000 W หมายเหตุในต้นฉบับ
HPS (โซเดียมความดันสูง) 3,410 พลังงานที่ป้อนเข้าไปกลายเป็นความร้อนเกือบ 100%
LED (ฟูลสเปกตรัม) 2,046–2,730 กลายเป็นความร้อน 60–80% ส่วนที่เหลือเป็นแสง
CMH (เซรามิกเมทัลฮาไลด์) 3,100 ร้อนน้อยกว่า HPS เล็กน้อย
หลอดฟลูออเรสเซนต์ T5 3,200 ร้อนมากเมื่อเทียบกับปริมาณแสงที่ได้

ข้อแก้ไขสำหรับการคำนวณขนาด: ตัวเลขในแถว LED ทำให้ประเมินภาระความเย็นต่ำเกินจริง แสงจากหลอดทุกชนิดถูกต้นไม้ ผนัง และพื้นดูดซับไว้ แล้วกลายเป็นความร้อนอยู่ในห้อง ต้นไม้เก็บพลังงานไว้ได้เพียงส่วนน้อย เวลาคำนวณระบบทำความเย็นจึงต้องนับหลอดทุกชนิดที่ประมาณ 3,410 BTU ต่อชั่วโมง ต่อไฟทุก 1,000 W ที่ดึงจากปลั๊ก LED ทำให้ห้องร้อนน้อยกว่า HPS ก็เพราะใช้วัตต์น้อยกว่าเพื่อให้ได้แสงเท่ากันเท่านั้น

ตัวอย่าง: โคม LED 1 ตัวที่ดึงไฟจากปลั๊ก 1,000 W ปล่อยความร้อน 3,410 BTU ต่อชั่วโมง เมื่อบวกเพิ่ม 20–30% จะได้ราว 4,100–4,400 BTU ต่อชั่วโมง จากนั้นยังต้องบวกความร้อนจากเครื่องลดความชื้นเข้าไปอีก

แอร์แยกส่วนติดผนังเทียบกับระบบรวมศูนย์

มินิสปลิต (mini-split) คือแอร์แบบแยกส่วนชนิดติดผนัง ค่า SEER (อัตราส่วนประสิทธิภาพพลังงานตามฤดูกาล) บอกว่าไฟฟ้าแต่ละหน่วยให้ความเย็นได้เท่าไร ยิ่ง SEER สูง ค่าไฟก็ยิ่งต่ำ

คุณสมบัติ มินิสปลิต ระบบรวมศูนย์
การติดตั้ง ติดผนัง ติดตั้งง่าย เดินท่อลม ต้องใช้ช่างมืออาชีพ
ราคาต่อตัน (ราคาในสหรัฐฯ) 1,500–3,000 ดอลลาร์สหรัฐ 3,000–6,000 ดอลลาร์สหรัฐ
ประสิทธิภาพ (SEER) 18–25 14–20
การลดความชื้น ทำได้จำกัด ต้องมีเครื่องลดความชื้นเสริม ทำได้ดีกว่าเมื่อใช้ชุดเป่าลม (air handler) แบบปรับความเร็วได้
การแบ่งโซน หัวเป่าในห้องแต่ละตัวนับเป็น 1 โซน ต้องติดแดมเปอร์แบ่งโซน
การขยายระบบ เพิ่มหัวเป่าได้ตามต้องการ ต้องออกแบบใหม่ทั้งระบบ
เหมาะกับ ปลูกในบ้าน ฟาร์มเชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก ฟาร์มเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีหลายห้อง

ความเย็น 1 “ตัน” เท่ากับ 12,000 BTU ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 3.5 kW

หมายเหตุผู้แปล: ราคาข้างต้นเป็นราคาในสหรัฐฯ ตามบทความต้นฉบับ ราคารวมติดตั้งในไทยไม่เหมือนกัน จึงควรขอใบเสนอราคาจากช่างติดตั้งในพื้นที่หลายเจ้า ตัวเลขบวกเพิ่ม 20–30% อาจยังน้อยไปสำหรับห้องที่อยู่ใต้หลังคาซึ่งโดนแดดเผา หรือห้องที่มีผนังหันรับแดดบ่าย การติดฉนวนที่ฝ้าเพดานและผนังช่วยลดภาระส่วนนี้ได้ ถ้าแอร์ทำงานไม่หยุด แต่ช่วงท้ายของช่วงเปิดไฟห้องยังร้อนเกินเป้า แปลว่าระบบทำความเย็นเล็กเกินไป

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้: รวมวัตต์ที่หลอดไฟทุกดวงดึงจากปลั๊ก โดยวัดด้วยมิเตอร์วัดไฟแบบเสียบปลั๊กหรือดูจากสเปกของโคม นำไปคูณ 3.41 บวกเพิ่ม 20–30% แล้วบวกความร้อนจากเครื่องลดความชื้น เทียบผลรวมกับค่า BTU ของแอร์ที่มีอยู่ วิธีนี้ทำให้คุณรู้ก่อนเข้าหน้าร้อนว่าห้องจะร้อนเกินหรือไม่

การไหลเวียนอากาศ กรองคาร์บอน และแรงดันลบ

ขนาดพัดลม

ต้นฉบับใช้หน่วย CFM (ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที) ซึ่งเป็นหน่วยวัดปริมาณลมแบบสหรัฐฯ โดย 1 CFM เท่ากับประมาณ 1.7 m³ ต่อชั่วโมง

CFM = ปริมาตรห้อง (ft³) / เวลาที่ใช้เปลี่ยนอากาศ 1 รอบ (นาที)
หน่วยเมตริก: ปริมาณลม (m³/h) = ปริมาตรห้อง (m³) × 60 / เวลาที่ใช้เปลี่ยนอากาศ 1 รอบ (นาที)

เป้าหมายมาตรฐานคือเปลี่ยนอากาศทั้งห้องทุก 1–3 นาที ถ้าห้องมีการเสริม CO₂ ให้ลดอัตราการเปลี่ยนอากาศลง แล้วใช้การหมุนเวียนอากาศภายในห้องแทน ตัวอย่างเช่น เต็นท์ขนาด 1.2 × 1.2 × 2 m มีปริมาตร 2.88 m³ ถ้าต้องการเปลี่ยนอากาศทุก 2 นาที ต้องใช้ลมประมาณ 86 m³/h (ราว 51 CFM)

ขนาดกรองคาร์บอน

ขนาดกรอง (นิ้ว, เส้นผ่านศูนย์กลาง × ความยาว) ปริมาณลมที่ระบุ ปริมาตรห้อง การเปลี่ยนอากาศ
4 × 12 200 CFM (≈340 m³/h) ไม่เกิน 400 ft³ (≈11.3 m³) ทุก 2 นาที
6 × 16 400 CFM (≈680 m³/h) ไม่เกิน 800 ft³ (≈22.7 m³) ทุก 2 นาที
6 × 24 550 CFM (≈934 m³/h) ไม่เกิน 1,100 ft³ (≈31.1 m³) ทุก 2 นาที
8 × 24 750 CFM (≈1,274 m³/h) ไม่เกิน 1,500 ft³ (≈42.5 m³) ทุก 2 นาที
8 × 39 1,000 CFM (≈1,699 m³/h) ไม่เกิน 2,000 ft³ (≈56.6 m³) ทุก 2 นาที
10 × 39 1,400 CFM (≈2,379 m³/h) ไม่เกิน 2,800 ft³ (≈79.3 m³) ทุก 2 นาที
12 × 39 1,700+ CFM (≈2,888+ m³/h) ไม่เกิน 3,400+ ft³ (≈96.3+ m³) ทุก 2 นาที

แรงดันลบ

ตั้งพัดลมดูดออกให้ดึงลมได้มากกว่าฝั่งลมเข้า 10–15% ความดันอากาศในห้องจะต่ำกว่าข้างนอกเล็กน้อย อากาศจากข้างนอกจึงรั่วเข้ามาแทนที่จะรั่วออกไป และอากาศทุกส่วนที่ออกจากห้องต้องผ่านกรองคาร์บอน วิธีนี้กันไม่ให้กลิ่นเล็ดลอดออกไป วิธีตรวจคือดูว่าผนังเต็นท์บุ๋มเข้าด้านในเล็กน้อยหรือไม่ หรือถือกระดาษทิชชูไว้ใกล้ช่องลมเข้า แล้วดูว่ากระดาษถูกดูดเข้าไปหรือไม่

หมายเหตุผู้แปล: ในหน้าฝน การเปลี่ยนอากาศกับข้างนอกแต่ละครั้งจะพาอากาศร้อนชื้นเข้ามา และแอร์กับเครื่องลดความชื้นต้องรับภาระจัดการอากาศส่วนนั้น ถ้าตั้งเต็นท์ไว้ในห้องติดแอร์ เต็นท์จะดูดอากาศจากห้องที่เย็นและแห้งกว่าเข้าไป ถ้าคุณปิดห้องสนิทแล้วพึ่งแอร์กับเครื่องลดความชื้น ก็ยังต้องคุมกลิ่นอยู่ดี ให้หมุนเวียนอากาศในห้องผ่านกรองคาร์บอน และคอยตรวจว่ามีกลิ่นออกมานอกประตูหรือไม่

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้: วัดขนาดห้องแล้วคำนวณปริมาณลมที่ต้องใช้เพื่อเปลี่ยนอากาศทุก 1–3 นาที เทียบกับค่าที่ระบุไว้ของพัดลมดูดออกและกรองคาร์บอน จากนั้นทดสอบด้วยทิชชูที่ช่องลมเข้า การทดสอบนี้ยืนยันว่ากลิ่นออกจากห้องผ่านกรองเพียงทางเดียว

การป้องกันโรคเน่าช่อดอกและราแป้ง

โบไทรทิส (โรคเน่าช่อดอก) ราแป้ง (PM)
เชื้อก่อโรค Botrytis cinerea (เชื้อรา) อันดับ Erysiphales (เชื้อรา)
ความชื้นที่เชื้อต้องการ สูง: ต้องมีน้ำเกาะบนผิว และ RH เกิน 60% ปานกลาง: เติบโตดีที่ RH 40–70%
เกณฑ์ RH เกิน 60% และวิกฤตเมื่อเกิน 70% 40–70% ปล่อยสปอร์มากที่สุดเมื่อ RH ต่ำ
อุณหภูมิที่เชื้อชอบ 15–25 °C 20–30 °C
จุดที่เริ่มเกิด ภายในช่อดอกที่แน่น บนผิวใบ
อาการที่เห็น เนื้อเน่าสีน้ำตาลหรือสีเทาภายในช่อดอก ผงสีขาวบนหน้าใบ
การไหลเวียนอากาศ ช่วยได้ ช่วยได้
ช่วงที่อันตรายที่สุด ปลายระยะออกดอก ช่อยอด (cola) ที่แน่น ระยะทำใบถึงกลางระยะออกดอก

รายละเอียดของโบไทรทิสอยู่ในหัวข้อเฉพาะของโรคนี้

สองโรคที่ต้องการสภาพตรงข้ามกัน

ถ้ากด RH ลงต่ำมากเพื่อหยุดโบไทรทิส อาจกลายเป็นการเอื้อให้ราแป้งแทน เพราะราแป้งเติบโตดีในอากาศที่แห้งกว่า (RH 40–70%) และแพร่สปอร์ได้ง่ายขึ้นเมื่อความชื้นต่ำ ช่วงที่ปลอดภัยจากทั้งสองโรคคือ RH 45–50% ในช่วงกลางถึงปลายระยะออกดอก ร่วมกับลมแรง 0.5–1.0 m/s ที่ระดับทรงพุ่ม

ค่า RH เป้าหมายตามสัปดาห์ของระยะออกดอก

สัปดาห์ของระยะออกดอก RH เป้าหมาย (%) VPD เป้าหมาย (kPa) ความเสี่ยงหลัก
สัปดาห์ที่ 1–3 55–60 1.3–1.5 ราแป้ง
สัปดาห์ที่ 4–5 50–55 1.5–1.6 ราแป้ง และโบไทรทิสระยะเริ่มต้น
สัปดาห์ที่ 6–7 45–50 1.5–1.6 โบไทรทิสในช่อดอกที่แน่น
สัปดาห์ที่ 8 เป็นต้นไป 40–45 1.5–1.6 โบไทรทิส และเชื้อราในผลผลิตที่เก็บเกี่ยว

ค่า VPD เป้าหมายในตารางนี้เป็น VPD ของอากาศ เช่นเดียวกับตารางของทุกระยะในคู่มือนี้

รักษาอุณหภูมิใบให้สูงกว่าจุดน้ำค้างอย่างน้อย 2 °C ตลอดเวลา ถ้าใบเย็นกว่าจุดน้ำค้าง น้ำจะกลั่นตัวเกาะบนใบ และความเสี่ยงโรคจะถึงขั้นวิกฤต ตอนที่ 1 มีตารางจุดน้ำค้าง และอธิบายว่าทำไมชั่วโมงแรกหลังปิดไฟจึงเป็นช่วงที่เสี่ยงที่สุด

หมายเหตุผู้แปล: ในหน้าฝนของไทย อากาศข้างนอกชื้นมาก และไฟดับอาจทำให้เครื่องลดความชื้นหยุดทำงานทั้งคืน โบไทรทิสจึงเป็นความเสี่ยงหลักช่วงปลายระยะออกดอกในห้องปลูกส่วนใหญ่ของไทย ถ้าจำเป็นต้องฉีดพ่น ให้ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และใช้ตามฉลาก ดูเพิ่มเติมที่สารที่ฉีดพ่นได้ตามกฎหมายภายใต้มาตรฐาน GACP ของไทย

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้: ใช้เครื่องวัดความเร็วลมแบบพกพา (anemometer) วัดลมหลายจุดทั่วทรงพุ่ม แล้วแก้จุดที่ลมอ่อนกว่า 0.5 m/s ตั้งค่า RH เป้าหมายให้ตรงกับสัปดาห์ออกดอกที่เป็นอยู่ สัปดาห์ละครั้งให้ตรวจทั้งหน้าใบและหลังใบ และแหวกดูข้างในช่อดอกที่แน่นสักสองสามช่อ คุณจะเจอโรคทั้งสองตั้งแต่ยังลุกลามไม่มาก

ตัวควบคุมสภาพอากาศ

ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติจากบทความต้นฉบับ

คุณสมบัติ Pulse Pro Trolmaster Hydro-X AC Infinity 69 Pro Inkbird ITC-608T
ประเภท เครื่องตรวจวัด + คลาวด์ ตัวควบคุมเต็มรูปแบบ ตัวควบคุม + เครื่องตรวจวัด ตัวควบคุมพื้นฐาน
VPD แสดงผล ควบคุมได้ ควบคุมได้ ไม่มี
การวัด CO₂ มี มี (ต้องซื้อเซนเซอร์เสริม) มี (ต้องซื้ออุปกรณ์เสริม) ไม่มี
การวัด PPFD มี (ต้องซื้ออุปกรณ์เสริม) ไม่มี ไม่มี ไม่มี
การสั่งงานอุปกรณ์ ผ่าน API ไม่มีรีเลย์ 0–10 V, รีเลย์, PWM 0–10 V, รีเลย์ รีเลย์เท่านั้น
แอปมือถือ มี มี มี ไม่มี
บันทึกข้อมูลบนคลาวด์ มี ไม่จำกัด มี แบบจำกัด มี ไม่มี

PPFD คือความเข้มแสงที่ส่องมาถึงทรงพุ่ม รีเลย์คือสวิตช์เปิด/ปิดอุปกรณ์ สัญญาณ 0–10 V ใช้ตั้งระดับหรี่ไฟหรือความเร็วพัดลม PWM คือสัญญาณแบบพัลส์สำหรับปรับความเร็วพัดลม ส่วน API เป็นช่องทางที่ให้ซอฟต์แวร์อื่นอ่านข้อมูลและส่งคำสั่งได้

สิ่งที่ควรดูตามขนาดการปลูก

ขนาดการปลูก สิ่งที่ควรดู เหตุผล
งานอดิเรก (1–2 หลอด) ตัวควบคุมพื้นฐานที่มีรีเลย์สั่งงานตามอุณหภูมิและความชื้น ราคาไม่แพง และควบคุมได้เพียงพอ
ปลูกในบ้านแบบจริงจังและเสริม CO₂ ควบคุม VPD ได้ และมีช่องต่อเซนเซอร์ CO₂ คุมความชื้นและ CO₂ ไปพร้อมกัน
เชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก (10–20 หลอด) แบ่งได้หลายโซน หรี่ไฟด้วย 0–10 V และควบคุม CO₂ ได้ คุมหลายห้องได้จากระบบเดียว
เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ (50+ หลอด) บันทึกข้อมูลและเชื่อมกับระบบอัตโนมัติของอาคาร ติดตามผ่านคลาวด์ เชื่อมต่อผ่าน API และวิเคราะห์ข้อมูลได้

หมายเหตุผู้แปล: ฟอรั่มนี้ไม่แนะนำตัวควบคุมยี่ห้อใด ตารางข้างต้นเป็นรายการคุณสมบัติจากบทความต้นฉบับ ไม่ใช่ผลการทดสอบ ก่อนซื้อให้สอบถามตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยก่อน รุ่นนี้ขายในไทยพร้อมประกันในประเทศหรือไม่ มีเซนเซอร์อะไหล่หรือไม่ ใช้กับไฟบ้านของไทยได้เลยโดยไม่ต้องใช้อะแดปเตอร์หรือไม่ เมื่ออินเทอร์เน็ตหลุด เครื่องยังควบคุมต่อและเก็บข้อมูลไว้ได้หรือไม่ และหลังไฟดับ เครื่องกลับมาทำงานพร้อมค่าที่ตั้งไว้หรือไม่ ถ้าอยากรู้ประสบการณ์ของผู้ปลูกคนอื่น ให้ถามในหมวดอุปกรณ์และวัสดุ

ตำแหน่งติดตั้งเซนเซอร์

ตัวควบคุมทำงานตามค่าที่เซนเซอร์วัดได้เท่านั้น การติดเซนเซอร์ผิดตำแหน่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งที่ทำให้หน้าจอแสดง VPD ดี แต่ต้นไม้กลับแสดงอาการเครียด

  1. ติดที่ระดับทรงพุ่ม ติดเซนเซอร์อุณหภูมิและ RH ไว้ที่ยอดทรงพุ่ม และเลื่อนขึ้นตามความสูงของต้น ถ้าติดใกล้พื้น วัสดุปลูกที่เปียกจะทำให้ค่าความชื้นสูงเกินจริง ถ้าติดใกล้หลอดไฟ ความร้อนจะทำให้ค่าความชื้นต่ำเกินจริง
  2. อย่าให้โดนแสงตรง เซนเซอร์ที่โดนแสงตรงจะอ่านค่าได้อุ่นกว่าอากาศจริง ให้ใช้กล่องบังแสงหรือแผงกันรังสี (radiation shield)
  3. ติดให้ห่างจากช่องลมออกของอุปกรณ์ อย่าให้เซนเซอร์อยู่ในทางลมของเครื่องลดความชื้น แอร์ ช่องลมเข้า หรือเครื่องเพิ่มความชื้น เพราะตรงนั้นเซนเซอร์จะวัดลมที่ออกจากเครื่อง ไม่ใช่สภาพของห้อง
  4. ห้องใหญ่ใช้เซนเซอร์มากกว่า 1 ตัว อุณหภูมิและความชื้นในห้องจะแยกเป็นชั้นจากพื้นถึงเพดาน และต่างกันไปตามผนังแต่ละด้าน ห้องที่มีหลายหลอดควรบันทึกค่าอย่างน้อย 2 จุดที่ระดับทรงพุ่มแล้วนำมาเทียบกัน
  5. ตรวจความแม่นยำของเซนเซอร์ เซนเซอร์ RH จะอ่านค่าคลาดเคลื่อนมากขึ้นตามเวลา ควรตรวจเทียบกับค่าอ้างอิงเป็นระยะ เช่น การทดสอบด้วยเกลือ 2 จุด วิธีนี้คือใส่เซนเซอร์ไว้ในกล่องปิดสนิทกับเกลือชื้นซึ่งรักษา RH ไว้ที่ค่าที่รู้แน่นอน ที่อุณหภูมิห้อง โซเดียมคลอไรด์อิ่มตัว (เกลือแกง) รักษา RH ไว้ได้ราว 75% และแมกนีเซียมคลอไรด์ราว 33% ถ้าเซนเซอร์อ่านค่าคลาดไปมาก ให้เปลี่ยนใหม่
  6. อุณหภูมิใบ ถ้าจะคำนวณ VPD ของใบ ให้เล็งเทอร์โมมิเตอร์อินฟราเรดไปที่หน้าใบในช่วงกลางถึงบนของทรงพุ่ม ขณะที่แสงคงที่ อย่าวัดทันทีหลังพ่นละอองน้ำหรือรดน้ำ

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้: นำเซนเซอร์ตัวที่สองที่เพิ่งตรวจเทียบมาไม่นาน แขวนไว้ที่ระดับทรงพุ่มข้างเซนเซอร์ของตัวควบคุมเป็นเวลา 3 วัน แล้วเทียบค่าของทั้งสองตัว วิธีนี้จะบอกว่าตัวควบคุมทำงานตามสภาพจริงที่ทรงพุ่มหรือไม่

สรุปและรายการตรวจเช็กประจำวัน

ค่าเป้าหมายทั้งหมดตามระยะการเติบโต

ค่าที่ควบคุม กิ่งโคลน ระยะทำใบ ต้นระยะออกดอก ปลายระยะออกดอก ระยะสุกแก่
อุณหภูมิกลางวัน (°C) 24–26 25–28 24–27 22–26 20–24
อุณหภูมิกลางคืน (°C) 22–24 20–24 20–23 18–22 16–20
DIF (°C) +2 ถึง +4 +4 ถึง +6 +4 ถึง +6 +4 ถึง +6 +4 ถึง +8
RH (%) 70–80 55–70 50–60 40–55 35–45
VPD (kPa) 0.6–1.0 1.0–1.6 1.3–1.6 1.3–1.8 1.5–1.7
CO₂ (ppm) 400–600 800–1200 1000–1400 800–1200 400 (อากาศภายนอก)
ความเร็วลม (m/s) 0.3–0.5 0.5–1.0 0.5–1.0 0.8–1.2 0.5–1.0

DIF คืออุณหภูมิกลางวันลบด้วยอุณหภูมิกลางคืน ช่วงอุณหภูมิกลางคืน 16–20 °C ในระยะสุกแก่เป็นค่ามาตรฐาน ส่วนกลางคืน 14–16 °C ใช้เฉพาะเมื่อเลือกปิดท้ายด้วยคืนเย็นตามที่อธิบายในตอนที่ 1 และใช้กับสายพันธุ์ที่มียีนให้สีเท่านั้น

รายการตรวจเช็กสภาพอากาศประจำวัน

  1. ตรวจว่าส่วนต่างอุณหภูมิกลางวัน–กลางคืน (DIF) ตรงกับเป้าของระยะที่เป็นอยู่ เพื่อคุมความสูงของต้นและช่วงปิดท้ายให้เป็นไปตามแผน
  2. ตรวจ VPD จากเซนเซอร์ที่ระดับทรงพุ่ม ไม่ใช่เซนเซอร์ที่ติดผนัง เพราะเซนเซอร์ที่ผนังบอกสภาพของห้อง ไม่ใช่สภาพของต้นไม้
  3. ดูบันทึก RH ย้อนหลัง 24 ชั่วโมง ในระยะออกดอกไม่ควรมีช่วงที่ RH พุ่งเกิน 65% ช่วงที่พุ่งขึ้นบอกว่าความเสี่ยงเชื้อราเพิ่มขึ้นตอนไหน ซึ่งมักเป็นหลังปิดไฟ
  4. ตรวจท่อน้ำทิ้งและถังน้ำของเครื่องลดความชื้นว่าอุดตันหรือไม่ ท่อที่ตันอาจทำให้เครื่องหยุดทำงานหรือน้ำล้นท่วมพื้น
  5. ตรวจแรงดันลบด้วยตา หรือใช้เกจวัดความต่างความดัน (เกจที่เทียบความดันอากาศข้างในกับข้างนอก) เพื่อยืนยันว่าอากาศออกจากห้องผ่านกรองคาร์บอนเท่านั้น
  6. ตรวจว่าพัดลมส่ายทำงานอยู่ และลมที่ทรงพุ่มแรง 0.5–1.0 m/s ลมที่เคลื่อนไหวตลอดช่วยให้ผิวใบและช่อดอกแห้ง
  7. ตรวจระดับ CO₂ และดูให้แน่ใจว่าตัวควบคุมเติม CO₂ เฉพาะตอนเปิดไฟ ต้นไม้ใช้ CO₂ ได้เฉพาะเมื่อมีแสง CO₂ ที่เติมตอนมืดจึงเสียเปล่า
  8. ดูใต้ใบเพื่อหาราแป้งระยะเริ่มต้น (จุดสีขาว) จุดเล็ก ๆ จัดการง่ายกว่าตอนที่เชื้อลามไปทั่วแล้ว
  9. จดค่าทั้งหมดลงสมุดบันทึกการปลูกหรือระบบติดตามแบบดิจิทัล บันทึกจะทำให้เห็นแนวโน้ม และช่วยให้ย้อนหาสาเหตุเมื่อเกิดปัญหา

หมายเหตุผู้แปล: ในไทยควรตรวจเพิ่มอีก 2 ข้อ ข้อแรก หลังไฟดับทุกครั้ง ให้ตรวจว่าอุปกรณ์ทุกตัวกลับมาทำงานพร้อมค่าที่ตั้งไว้ถูกต้อง ข้อสอง ในหน้าฝนช่วงปลายระยะออกดอก ให้อ่านบันทึก RH ของคืนที่ผ่านมาทุกเช้า

เอกสารอ้างอิง

  1. Backer, R. et al. (2019). “Closing the Yield Gap for Cannabis: A Meta-Analysis of Factors Determining Cannabis Yield.” Frontiers in Plant Science, 10, 495.
  2. Caplan, D., Stemeroff, J., Dixon, M. and Zheng, Y. (2018). “Vegetative propagation of cannabis by stem cuttings: effects of leaf number, cutting position, rooting hormone, and leaf tip removal.” Canadian Journal of Plant Science, 98(5), 1126–1132.
  3. Chandra, S. et al. (2011). “Temperature response of photosynthesis in different drug and fiber varieties of Cannabis sativa L.” Physiology and Molecular Biology of Plants.
  4. Rodriguez-Morrison, V., Llewellyn, D. and Zheng, Y. (2021). “Cannabis yield, potency, and leaf photosynthesis respond differently to increasing light levels in an indoor environment.” Frontiers in Plant Science, 12, 646020.
  5. Eichhorn Bilodeau, S. et al. (2019). “An Update on Plant Photobiology and Implications for Cannabis Production.” Frontiers in Plant Science, 10, 296.
  6. Jin, D. et al. (2020). “Secondary Metabolites Profiled in Cannabis Inflorescences, Leaves, Stem Barks, and Roots for Medicinal Purposes.” Scientific Reports.
  7. Punja, Z.K. (2021). “Emerging diseases of Cannabis sativa and sustainable management.” Pest Management Science.
  8. Saloner, A. and Bernstein, N. (2021). “Nitrogen supply affects cannabinoid and terpenoid profile in medical cannabis (Cannabis sativa L.).” Industrial Crops and Products, 167, 113516.
  9. ASHRAE (2023). ASHRAE Handbook — HVAC Applications, บทว่าด้วยการควบคุมสภาพแวดล้อมสำหรับสัตว์และพืช

หมายเหตุทางกฎหมาย

บทความนี้มีไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น และไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 (อ่านคำอธิบายได้ที่นี่) ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 และขายได้ในปริมาณสำหรับใช้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์ กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 และกำหนดเกณฑ์ใบอนุญาตสำหรับช่อดอกกัญชาให้เข้มงวดขึ้น (ดูกฎกระทรวงปี 2569) ก่อนเริ่มปลูก ให้ตรวจสอบข้อกำหนดเรื่องใบอนุญาตทุกข้อกับหน่วยงานรัฐของไทย ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่มีผลเป็นกฎหมาย ฟอรั่มนี้ไม่ช่วยเหลือผู้ใดในการซื้อหรือขายสารควบคุม

ถ้ามีคำถามเรื่องการเลือกขนาดเครื่องลดความชื้นหรือแอร์สำหรับห้องของคุณ โพสต์ไว้ใต้หัวข้อนี้ได้เลย โปรดบอกขนาดห้อง วัตต์ของหลอดไฟ จำนวนต้น ปริมาณน้ำที่ใช้ต่อวัน และค่า RH ช่วงกลางคืนที่วัดได้ ผู้ปลูกคนอื่นจะได้ช่วยคุณคำนวณตัวเลขเหล่านี้