ช่องทางการใช้กัญชาทางการแพทย์: ใต้ลิ้น ผิวหนัง ทางทวารหนัก รูปแบบยา และกฎหมายไทย (ตอนที่ 2 จาก 2)

ยากัญชาเข้าสู่ร่างกายทางไหน มีผลต่อสามเรื่อง คือ ปริมาณยาที่เข้าสู่กระแสเลือด ความเร็วในการออกฤทธิ์ และระยะเวลาที่ฤทธิ์คงอยู่ กัญชาแบบสูดออกฤทธิ์ภายใน 5–10 นาที และอยู่ได้ 2–4 ชั่วโมง ยาแบบกลืนอาจใช้เวลา 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมงกว่าจะออกฤทธิ์ และเข้าสู่กระแสเลือดได้เพียง 4–20 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่อมไว้ใต้ลิ้น ครีม ยาเหน็บ รูปแบบยาที่ผู้สั่งจ่ายยาอาจเลือก ผลิตภัณฑ์มาตรฐาน และผู้ป่วยกลุ่มพิเศษ แล้วปิดท้ายด้วยกฎหมายไทย

หมายเหตุผู้แปล: ญาติและผู้ป่วยมักถามผู้ปลูกในไทยว่ากัญชาทางการแพทย์ “ควรใช้อย่างไร” บทความนี้ไม่ได้มาแทนผู้สั่งจ่ายยา แต่อธิบายหลักฐานที่มีอยู่ เพื่อให้คุณเตรียมคำถามที่ดีขึ้นไปถามผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต

บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1311

ใต้ลิ้นและสเปรย์พ่นในช่องปาก

ผลิตภัณฑ์แบบ ใต้ลิ้น (sublingual) คือผลิตภัณฑ์ที่อมไว้ใต้ลิ้น ส่วนผลิตภัณฑ์แบบ ผ่านเยื่อบุช่องปาก (oromucosal) ดูดซึมผ่านเยื่อบุภายในปาก ตัวอย่างที่มีการศึกษามากที่สุดคือ นาบิซิมอลส์ (nabiximols) ซึ่งเป็นสเปรย์พ่นในช่องปากที่ได้รับอนุญาตแล้ว ผลิตจากสารสกัดพืชที่ผ่านการทำให้เป็นมาตรฐาน การพ่นแต่ละครั้งมีปริมาตร 100 ไมโครลิตร มีเตตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC ซึ่งเป็นแคนนาบินอยด์หลักที่ทำให้มึนเมา) 2.7 มิลลิกรัม และแคนนาบิไดออล (CBD) 2.5 มิลลิกรัม

ข้อมูลของนาบิซิมอลส์มาจากเอกสารสรุปคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ (Summary of Product Characteristics) ซึ่งเป็นเอกสารทางการที่ใช้อธิบายยาที่ได้รับอนุมัติในยุโรปและสหราชอาณาจักร เอกสารนี้ระบุว่า

  • แคนนาบินอยด์เริ่มปรากฏในเลือดภายในประมาณ 15 นาที
  • ระดับในเลือดขึ้นสูงสุดที่ 45–120 นาที
  • ระดับในเลือดต่ำกว่าการสูด
  • ค่าสัมประสิทธิ์การแปรผัน (coefficient of variation) อยู่ที่ 57.3 และ 64.1 เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าผลที่วัดได้ในแต่ละคนกระจายห่างกันเกินครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ย ถือว่าต่างกันมาก

หมายเหตุผู้แปล: สอบถามผู้สั่งจ่ายยาของคุณว่าในประเทศไทยมีนาบิซิมอลส์ให้ใช้หรือไม่

ทำไมยาจำนวนมากก็ยังถูกกลืนลงไปอยู่ดี

เลือดจากเยื่อบุใต้ลิ้นไหลเข้าสู่ระบบไหลเวียนทั่วร่างกายโดยตรง ยาส่วนที่ดูดซึมตรงนี้จึงไม่ต้องผ่านตับก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ใดที่อมไว้ใต้ลิ้น ยาจำนวนมากก็จะถูกกลืนลงไปอยู่ดี

เอริน คาร์ชเนอร์ (Erin Karschner) และคณะ ทดสอบเรื่องนี้ในอาสาสมัคร 9 คน ผลตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Chemistry ปี 2554 (ค.ศ. 2011) ทีมวิจัยเปรียบเทียบ THC แบบกลืนที่ตวงขนาดไว้แล้ว กับสารสกัดแบบสเปรย์พ่นในช่องปาก ผลคือไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทั้งระดับสูงสุดในเลือด เวลาที่ขึ้นถึงระดับสูงสุด และปริมาณยาที่ร่างกายได้รับทั้งหมด ชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailability) ของแบบกลืนเมื่อเทียบกับสเปรย์อยู่ที่ 92.6 และ 98.8 เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ คือ การกลืนส่งยาเข้าร่างกายได้เกือบเท่ากับสเปรย์

บทเรียน: ยาบางส่วนดูดซึมใต้ลิ้นได้จริง จึงออกฤทธิ์เร็วกว่า แต่ถึงจะอมน้ำมันไว้ใต้ลิ้น ส่วนที่ถูกกลืนลงไปก็ยังต้องผ่านตับก่อนอยู่ดี

สิ่งที่ควรทำ: ให้ถือว่าน้ำมันที่อมใต้ลิ้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกกลืนไปบางส่วน ก่อนจะใช้เพิ่ม ให้รอนานเท่ากับที่รอเมื่อใช้น้ำมันแบบกลืน และใช้ตามกิจวัตรเรื่องมื้ออาหารแบบเดียวกันด้วย

ครีมและบาล์ม: ออกฤทธิ์เฉพาะที่ ไม่ใช่ทั้งร่างกาย

ยาทาภายนอก (topical) ออกฤทธิ์ตรงบริเวณที่ทา ส่วนผลิตภัณฑ์แบบ ผ่านผิวหนัง (transdermal) ออกแบบมาให้ซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด

บทความทบทวนวรรณกรรมในวารสาร Pharmaceutics ปี 2565 (ค.ศ. 2022) อธิบายว่าทำไมสองแบบนี้ต่างกัน โดยใช้ค่า log P ซึ่งเป็นมาตรวัดว่าสารชอบไขมันมากกว่าน้ำแค่ไหน แคนนาบินอยด์มีค่าประมาณ 6–7 ส่วนยาในแผ่นแปะผิวหนังที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งซึมผ่านผิวปกติได้ มีค่า 1–3 แคนนาบินอยด์จึงชอบไขมันมากเกินไป จนซึมผ่านผิวเข้าสู่กระแสเลือดได้ไม่ง่าย

ครีมหรือบาล์มจึงออกฤทธิ์เฉพาะที่ ระดับยาในเลือดแทบไม่มีนัยสำคัญ และไม่ทำให้มึนเมา หากต้องการส่งแคนนาบินอยด์เข้าสู่กระแสเลือดผ่านผิวหนัง ผลิตภัณฑ์ต้องออกแบบมาเป็นพิเศษ เช่น ใช้สารเพิ่มการซึมผ่าน (permeation enhancer คือส่วนผสมที่ช่วยให้ยาผ่านผิวหนังได้) หรือใช้ระบบแผ่นแปะ

สิ่งที่ควรทำ: ใช้ครีมกับปัญหาเฉพาะที่เท่านั้น เช่น ปวดตรงจุดใดจุดหนึ่ง อย่าคาดหวังว่าครีมจะรักษาอาการที่เกิดทั้งร่างกายได้ ถ้าต้องการผลทั้งร่างกาย ให้ปรึกษาผู้สั่งจ่ายยาเรื่องช่องทางอื่น

ยาเหน็บทางทวารหนัก: ข้อกล่าวอ้างที่ถูกพูดต่อกันมากแต่ไม่ถูกต้อง

หลายแหล่งอ้างว่ายาเหน็บให้ชีวปริมาณออกฤทธิ์ 50–80 เปอร์เซ็นต์ เพราะไม่ต้องผ่านตับ อย่าพูดต่อข้อกล่าวอ้างนี้ เพราะเป็นการอ่านผลการศึกษาไม่กี่ชิ้นแบบผิด ๆ

ข้อกล่าวอ้างนี้มาจากไหน

ข้อกล่าวอ้างนี้ย้อนกลับไปถึงงานของมาห์มูด เอลโซห์ลี (Mahmoud ElSohly) และคณะ จากมหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี (สหรัฐอเมริกา) ในปี 2534 (ค.ศ. 1991) ทีมนี้ตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร Journal of Pharmaceutical Sciences ซึ่งทดลองในลิงแสม (cynomolgus monkey) โดยวัดว่า THC จากยาเหน็บเข้าสู่กระแสเลือดได้เท่าไร ผลที่ได้คือ 13.5 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าตัวเลขที่พูดต่อ ๆ กันอยู่มาก

ตัวเลข 13.5 เปอร์เซ็นต์นี้ใช้ได้กับ THC hemisuccinate (THC เฮมิซักซิเนต) เท่านั้น สารนี้เป็นโปรดรัก (prodrug) คือยาที่ดัดแปลงโครงสร้างไว้ แล้วร่างกายเปลี่ยนให้กลายเป็นยาที่ออกฤทธิ์ หมู่เคมีที่เติมเข้าไปทำให้สารละลายน้ำได้บางส่วน จึงผ่านเยื่อบุลำไส้ตรงได้

งานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้ยังรายงานว่า THC แบบกลืนดูดซึมได้น้อยและไม่สม่ำเสมอ และรายงานว่า “ไม่พบชีวปริมาณออกฤทธิ์ของยาจากยาเหน็บสูตรต่าง ๆ” แปลว่า THC ธรรมดาที่ไม่ได้ดัดแปลง เมื่อผสมในเนื้อยาเหน็บที่เป็นไขมัน ไม่ถูกดูดซึมเลย

การศึกษาในคนที่ตามมา

ต่อมามีการศึกษาในคนจากโครงการวิจัยเดียวกัน ตีพิมพ์ในวารสาร Medical Cannabis and Cannabinoids ปี 2561 (ค.ศ. 2018) ในส่วนที่เปรียบเทียบกับแคปซูลแบบกลืน มีอาสาสมัครเข้าร่วม 12 คน ยาเหน็บเฮมิซักซิเนตให้ปริมาณยาที่ร่างกายได้รับเป็น 2.44 เท่าของแคปซูลแบบกลืน ช่วงความเชื่อมั่น 90 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่ 1.78 ถึง 3.35 หมายความว่าค่าจริงมีแนวโน้มสูงมากที่จะอยู่ในช่วงนี้

ตัวเลขนี้เป็นการเทียบยาเหน็บกับแคปซูลแบบกลืน ไม่ได้บอกว่ายากี่เปอร์เซ็นต์เข้าสู่กระแสเลือด และใช้ได้กับโปรดรักที่จดสิทธิบัตรไว้ ไม่ใช่น้ำมันกัญชาธรรมดา

สิ่งที่ควรทำ: อย่าทำยาเหน็บน้ำมันกัญชาเองที่บ้านโดยหวังว่าจะดูดซึมได้ดี ยังไม่มีงานวิจัยใดแสดงว่าวิธีนี้ได้ผล ถ้าอาเจียนหรือกลืนลำบากจนต้องเปลี่ยนช่องทาง ให้ปรึกษาผู้สั่งจ่ายยา

รูปแบบยาที่ผู้สั่งจ่ายยาอาจเลือก

รูปแบบ ช่องทางที่ใช้ตามปกติ ข้อดี ข้อจำกัด
ช่อดอกแห้ง สูด ออกฤทธิ์เร็ว มีสารจากพืชหลากหลายชนิด ปริมาณสารต่างกันไปในแต่ละรุ่นการผลิต
น้ำมันหรือทิงเจอร์ กลืนหรืออมใต้ลิ้น ระบุปริมาณสารต่อมิลลิลิตร ตวงได้รวดเร็ว อาหารทำให้การดูดซึมเปลี่ยนไป ทิงเจอร์ที่ใช้แอลกอฮอล์ไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางราย
แคปซูล กลืน เป็นหน่วยยาเดี่ยวที่ให้ผลซ้ำได้สม่ำเสมอที่สุด ออกฤทธิ์ช้าที่สุด แบ่งเป็นขนาดเล็กลงไม่ได้
สารสกัดมาตรฐาน กลืน อมใต้ลิ้น สเปรย์พ่นในช่องปาก ปริมาณสารชัดเจนและคงที่ มีผลิตภัณฑ์ให้เลือกน้อยกว่า ราคาสูงกว่า

ทำไมความเป็นมาตรฐานจึงสำคัญต่อผู้ป่วย

ผลิตภัณฑ์ที่ ผ่านการทำให้เป็นมาตรฐาน (standardised) ต้องวัดปริมาณแคนนาบินอยด์ ระบุไว้บนฉลาก และรักษาให้เท่าเดิมทุกรุ่นการผลิต ถ้าไม่มีมาตรฐาน ผู้ป่วยอาจตกลงขนาดยากับผู้สั่งจ่ายยาได้แล้ว แต่พอได้รุ่นการผลิตใหม่มา ผลที่เคยคงที่ก็อาจเปลี่ยนไป

การศึกษาในวารสาร Scientific Reports ปี 2568 (ค.ศ. 2025) ตรวจปริมาณ THC เทียบกับฉลากในรัฐโคโลราโด (สหรัฐอเมริกา) จากผลิตภัณฑ์ช่อดอก 178 รายการ มี 43.3 เปอร์เซ็นต์ที่ค่าจริงคลาดจากฉลากเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ฉลากที่ไม่ตรงส่วนใหญ่ระบุ THC สูงกว่าความเป็นจริง

สิ่งที่ควรทำ: เมื่อได้รุ่นการผลิตใหม่ ให้ขอใบรับรองผลการวิเคราะห์ ซึ่งเป็นรายงานผลแล็บของรุ่นนั้น แล้วเทียบปริมาณ THC และ CBD ต่อกรัมหรือต่อมิลลิลิตรกับรุ่นก่อน ถ้าปริมาณเปลี่ยน ผู้สั่งจ่ายยาจะได้ปรับขนาดยาก่อนที่ผลจะเปลี่ยนไปโดยไม่ทันตั้งตัว

การไทเทรตขนาดยากับช่องทางการใช้

การไทเทรตขนาดยา (titration) คือการปรับขนาดยาทีละขั้น จนได้ปริมาณน้อยที่สุดที่ยังได้ผล ผู้สั่งจ่ายยาควรเป็นผู้นำในขั้นตอนนี้ ช่องทางการใช้ทำให้แต่ละขั้นส่งยาเข้าร่างกายต่างกัน ดังนี้

  • แบบสูด: ราว 8–24 เปอร์เซ็นต์เข้าสู่กระแสเลือดภายในไม่กี่นาที ส่วนใหญ่อยู่ในรูป THC เอง
  • แบบกลืน: ราว 4–20 เปอร์เซ็นต์ค่อย ๆ เข้าสู่กระแสเลือดในเวลาหลายชั่วโมง และมี 11-hydroxy-THC มากกว่ามาก สารนี้เป็นสารออกฤทธิ์ที่ตับสร้างขึ้นระหว่างสลาย THC
  • แบบอมใต้ลิ้น: ยาบางส่วนเข้าสู่กระแสเลือดเร็วกว่า ส่วนที่เหลือเป็นไปแบบเดียวกับส่วนที่ถูกกลืน

สิ่งที่ควรทำ: เปลี่ยนทีละอย่างเท่านั้น จะเป็นขนาดยา ช่องทาง หรือเวลาที่ใช้เทียบกับมื้ออาหารก็ตาม จดบันทึกเวลาที่ใช้ยา เวลาเริ่มออกฤทธิ์ และระยะเวลาที่ฤทธิ์อยู่ บันทึกนี้ช่วยให้ผู้สั่งจ่ายยาเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงไหนทำให้เกิดผลอะไร

ผู้ป่วยกลุ่มพิเศษกับการเลือกช่องทาง

คลื่นไส้ อาเจียน และกลืนลำบาก

ผู้ป่วยที่อาเจียนไม่อาจมั่นใจได้ว่าจะเก็บยาที่กลืนไว้ในท้องได้ จึงไม่มีใครรู้ว่าดูดซึมไปเท่าไร สำหรับกรณีแบบนี้มีช่องทางที่ไม่ต้องอาศัยการกลืน ผู้สั่งจ่ายยาจะเลือกจากช่องทางเหล่านี้ตามที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ได้

ผู้ป่วยที่กลืนลำบากใช้แคปซูลไม่ได้ ทางเลือกที่ใช้กันทั่วไปคือยาน้ำและสเปรย์พ่นในช่องปาก

เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคปอดอยู่เดิม

สำหรับเด็ก ยาแคนนาบินอยด์ที่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลชัดเจนที่สุดคือสารละลายสำหรับรับประทาน หมายถึงยาน้ำที่กลืน ยานี้ตวงขนาดตามน้ำหนักตัวได้แม่นยำ และใช้ในกรณีที่การสูดไม่เหมาะสม

ผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ มีหลายปัจจัยที่ทำให้ควรเลือกช่องทางที่ระดับยาขึ้นสูงสุดไม่มากและคาดเดาได้ ได้แก่

  • ตับจัดการกับยาได้ต่างไปจากเดิม
  • หัวใจและระบบไหลเวียนเลือดไวต่อยามากขึ้น
  • ใช้ยาหลายตัวพร้อมกัน
  • ปฏิกิริยากับยาอื่น ผ่านไซโตโครม P450 (cytochrome P450, CYP) ซึ่งเป็นกลุ่มเอนไซม์ในตับที่สลาย THC ด้วย

ผู้ป่วยบางรายเป็นโรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (โรคปอดระยะยาวที่ทำให้หายใจลำบาก) หรือมีการติดเชื้อในทรวงอกอยู่ สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ การสูดต้องมีเหตุผลรองรับหนักแน่นที่สุดเมื่อเทียบกับทุกช่องทาง

สิ่งที่ควรทำ: นำรายการยาและอาหารเสริมทั้งหมดที่คุณใช้ไปให้ผู้สั่งจ่ายยาดู ผู้สั่งจ่ายยาจะใช้รายการนี้ตรวจปฏิกิริยาผ่านเอนไซม์ตับ ก่อนเลือกช่องทางและขนาดยา

กฎหมายไทย

ช่อดอกกัญชาเป็น สมุนไพรควบคุม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 มิถุนายน 2568 ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมี ใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ซึ่งครอบคลุมได้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์

Tilleke & Gibbins สำนักงานกฎหมายในประเทศไทย ให้ข้อสังเกตเพิ่ม 2 ข้อในบทวิเคราะห์ ข้อแรก ใบสั่งจ่ายใช้ได้ครั้งเดียว ใช้ซ้ำไม่ได้ ข้อสอง ผู้ประกอบวิชาชีพ 7 ประเภทสั่งจ่ายได้ ตั้งแต่แพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย ไปจนถึงเภสัชกรและทันตแพทย์

ผู้ป่วยไทยได้รับยาอะไรจริง ๆ

มีการศึกษาระดับประเทศที่ดูว่าผู้ป่วยไทยได้รับยาอะไร ตีพิมพ์ในวารสาร Medical Cannabis and Cannabinoids ปี 2567 (ค.ศ. 2024) ติดตามผู้เข้าร่วม 21,284 คน ในโรงพยาบาล 30 แห่ง ระหว่างกันยายน 2562 ถึงตุลาคม 2563 ตำรับหลักคือสารสกัดกัญชาในน้ำมันมะพร้าว 10 เปอร์เซ็นต์ มี THC 1.701 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร และแทบไม่มี CBD ผู้เข้าร่วมราว 93 เปอร์เซ็นต์ได้รับยานี้ในรูปแบบหยดทางปาก

การศึกษานี้ทำก่อนกฎปี 2568 แต่ประเด็นหลักยังใช้ได้ ในประเทศไทย รูปแบบที่ใช้มากที่สุดคือน้ำมันแบบหยด ไม่ใช่ช่อดอกแบบสูด ปัญหาของยาแบบกลืนที่อธิบายไว้ในตอนที่ 1 จึงเกี่ยวกับผู้ป่วยไทยส่วนใหญ่ ได้แก่ ออกฤทธิ์ช้า อาหารมีผลต่อการดูดซึม และยาต้องผ่านตับรอบแรกก่อน

การสูบในที่ที่คนอื่นต้องสูดควันเข้าไป

ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับหนึ่งลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 14 มิถุนายน 2565 และมีผลตั้งแต่ 15 มิถุนายน 2565 ประกาศนี้ออกตามมาตรา 25 (5) แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 กำหนดให้ควันหรือกลิ่นจากกัญชาหรือกัญชงที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้อื่นเป็น เหตุรำคาญ ผู้ที่ไม่ระงับเหตุรำคาญหลังเจ้าพนักงานมีคำสั่ง มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 25,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ใบสั่งจ่ายอนุญาตให้คุณใช้ยา แต่ไม่ได้อนุญาตให้สูบในที่ที่คนอื่นต้องสูดควันเข้าไป

สิ่งที่ควรทำ: ถ้าผู้สั่งจ่ายยาอนุญาตให้ใช้แบบสูด ให้ใช้ในที่ส่วนตัว ห่างจากเพื่อนบ้านและสมาชิกในครอบครัวที่ไม่ได้ใช้กัญชา

หมายเหตุผู้แปล: ถ้าญาติหรือผู้ป่วยมาขอน้ำมันจากผู้ปลูก มีกฎหลายข้อที่ต้องรู้

  • ตั้งแต่ 26 เมษายน 2569 กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ ใบอนุญาตสำหรับสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ ออกให้เฉพาะนิติบุคคลไทยที่ไม่เป็น “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หน่วยงานของรัฐ และสภากาชาดไทย อ่านเพิ่มได้ในกระทู้กฎกระทรวง 2 ฉบับ พ.ศ. 2569
  • การแปรรูปหรือขายสมุนไพรควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาตผิดมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 78 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • น้ำมันที่ทำเองที่บ้านจากช่อดอกที่ปลูกเอง ไม่มีใครรู้ว่ามี THC กี่มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ต่อให้ตั้งใจดีแค่ไหน ก็ไม่มีใครกำหนดขนาดยาให้เป็นมาตรฐานได้

สิ่งที่ควรทำ: ถ้ามีคนมาขอน้ำมันจากคุณ ให้แนะนำเขาไปพบผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาตและออกใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ได้ และแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตและมีใบรับรองผลแล็บ

สิ่งที่หลักฐานยังบอกเราไม่ได้

ยังมีช่องว่างอยู่ 3 เรื่อง

  • ยังไม่มีข้อมูลระยะยาวในคนเรื่องผลต่อสุขภาพจากการสูดไอระเหยของช่อดอกแห้ง
  • ยังไม่มีข้อมูลการดูดซึมที่เชื่อถือได้ ซึ่งแยกส่วนที่ดูดซึมใต้ลิ้นออกจากส่วนที่ถูกกลืน
  • ยังไม่มีข้อมูลการดูดซึมเลยสำหรับตำรับกัญชาทางทวารหนักแบบธรรมดา

ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าการเลือกช่องทางเป็นเรื่องสุ่ม แต่แปลว่าการเลือกต้องอาศัยดุลยพินิจทางคลินิก และควรตัดสินใจร่วมกับผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต ซึ่งรู้จักทั้งผู้ป่วยและกฎหมาย

สิ่งที่ควรทำ: นำบันทึกเวลาใช้ยา เวลาเริ่มออกฤทธิ์ และระยะเวลาที่ฤทธิ์อยู่ ไปด้วยในวันนัด บันทึกนี้ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้ใช้ข้อมูลของคุณเอง แทนที่จะใช้ค่าเฉลี่ย

แบ่งปันประสบการณ์ของคุณ

เล่าให้เราฟังใต้กระทู้นี้ว่าคุณเริ่มใช้ด้วยช่องทางไหน ก่อนใช้ครั้งแรกมีใครอธิบายเรื่องเวลาเริ่มออกฤทธิ์ให้คุณฟังหรือไม่ พอเปลี่ยนรูปแบบยาแล้วมีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ในพื้นที่ของคุณหาผลิตภัณฑ์มาตรฐานที่ผ่านการตรวจวิเคราะห์ได้หรือไม่ เราอยากฟังจากสมาชิกทั้งในไทยและทั่วภูมิภาค ขอให้แบ่งปันเป็นข้อมูลทั่วไป และให้ผู้สั่งจ่ายยาเป็นผู้ตัดสินใจทางคลินิก

เอกสารอ้างอิง

  • สเปรย์พ่นในช่องปากนาบิซิมอลส์ (nabiximols) เอกสารสรุปคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ (Summary of Product Characteristics)
  • Karschner EL และคณะ การเปรียบเทียบ THC แบบกลืนกับสารสกัดกัญชาแบบพ่นในช่องปาก Clinical Chemistry, 2011
  • บทความทบทวนวรรณกรรมเรื่องการนำส่งแคนนาบินอยด์ทางผิวหนัง Pharmaceutics, 2022
  • ElSohly MA และคณะ มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี Rectal bioavailability of delta-9-THC from the hemisuccinate ester in cynomolgus monkeys. Journal of Pharmaceutical Sciences, 1991
  • การศึกษาในคน เปรียบเทียบยาเหน็บ THC hemisuccinate กับแคปซูลแบบกลืน (อาสาสมัคร 12 คน) Medical Cannabis and Cannabinoids, 2018
  • ปริมาณ THC ตามฉลากเทียบกับค่าที่วัดได้จริงในผลิตภัณฑ์ช่อดอกของรัฐโคโลราโด Scientific Reports, 2025
  • สมาคมเภสัชกรแคนาดา (Canadian Pharmacists Association) และ Health Canada (กระทรวงสาธารณสุขแคนาดา): เอกสารเรื่องเวลาเริ่มออกฤทธิ์และระยะเวลาการออกฤทธิ์
  • Tilleke & Gibbins บทวิเคราะห์กฎเกณฑ์สมุนไพรควบคุมของไทยสำหรับกัญชา
  • การศึกษาติดตามกลุ่มผู้ป่วยระดับประเทศของไทย ผู้เข้าร่วม 21,284 คน กันยายน 2562 ถึงตุลาคม 2563 Medical Cannabis and Cannabinoids, 2024
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568; พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542
  • กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ออกตามมาตรา 25 (5) แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ราชกิจจานุเบกษา 14 มิถุนายน 2565

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้เรื่องกัญชาทางการแพทย์ของ Asiannabis Community เนื้อหาเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การตัดสินใจเรื่องการรักษาเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต เนื้อหานี้มีไว้เพื่อการศึกษาในเขตอำนาจที่กัญชาทางการแพทย์ถูกต้องตามกฎหมาย