เริ่มน้อย ค่อยๆ เพิ่ม: ทำไมขนาดที่ใช้จึงต่างกันในแต่ละคน การทนต่อฤทธิ์ ผลข้างเคียง ปฏิกิริยาระหว่างยา และบันทึกอาการ (ตอนที่ 2 จาก 2)

THC ขนาดเท่ากันในหน่วยมิลลิกรัม อาจช่วยให้ผู้ป่วยคนหนึ่งอาการดีขึ้น แต่ทำให้อีกคนรับไม่ไหว คู่มือนี้อธิบายสาเหตุโดยอิงงานวิจัยทางการแพทย์ที่ตีพิมพ์แล้ว ช่องทางที่ใช้ ประวัติการใช้ ไขมันในร่างกาย พันธุกรรม และอายุ ล้วนมีผลทั้งสิ้น คู่มือยังพูดถึงการทนต่อฤทธิ์ (tolerance) อาการไม่พึงประสงค์เฉียบพลัน และกลุ่มอาการอาเจียนรุนแรงจากแคนนาบินอยด์ ส่วนท้ายว่าด้วยปฏิกิริยาระหว่างยา บันทึกอาการที่ช่วยให้การปรับขนาดปลอดภัยขึ้น และกฎเกณฑ์การสั่งจ่ายของไทย

คู่มือนี้เขียนให้ผู้ปลูกและผู้ป่วยในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อยากเข้าใจใบสั่งจ่าย ไม่ได้มีไว้ให้กำหนดขนาดใช้เอง เทตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC) คือสารหลักในกัญชาที่ทำให้เมา ส่วนแคนนาบิไดออล (CBD) คือสารหลักที่ไม่ทำให้เมา แนวทางทางการแพทย์ยึดหลัก “เริ่มน้อย ค่อยๆ เพิ่ม” (start low, go slow) คือเริ่มด้วยขนาดน้อย แล้วให้ผู้สั่งจ่ายค่อยๆ เพิ่มทีละขั้นเล็กๆ

บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1312

1. ทำไมขนาดเท่ากันจึงออกฤทธิ์ต่างกันในสองคน

ช่องทางที่ใช้

Radparvar (2024) เปรียบเทียบว่ากัญชาแต่ละช่องทางออกฤทธิ์เร็วแค่ไหนและฤทธิ์อยู่นานเท่าใด งานนี้ยังเปรียบเทียบชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailability) ด้วย ค่านี้หมายถึงสัดส่วนของขนาดที่ใช้ซึ่งเข้าสู่กระแสเลือดได้จริง ดูคำอธิบายโดยละเอียดได้ที่หัวข้อ 1411

ช่องทาง เริ่มออกฤทธิ์ ฤทธิ์อยู่นาน สัดส่วนที่เข้าสู่เลือด
สูดดม แบบเผาสูบ 0–10 นาที 2–4 ชั่วโมง สูงสุดประมาณ 25%
สูดดม แบบใช้เครื่องระเหย (vaporise) 0–10 นาที 2–4 ชั่วโมง 10–35%
กลืน 1–3 ชั่วโมง 6–12 ชั่วโมง 4–12%

ดังนั้น การกลืน 10 มก. กับการสูดดม 10 มก. จึงได้ปริมาณในร่างกายไม่เท่ากัน จังหวะเวลาออกฤทธิ์ก็ต่างกันด้วย อ่านเรื่องแต่ละช่องทางเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางการใช้กัญชา

ประวัติการใช้และการทนต่อฤทธิ์

ประวัติการใช้น่าจะเป็นปัจจัยเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดที่ทำให้แต่ละคนตอบสนองต่างกัน ขนาดที่ทำให้คนไม่เคยใช้กัญชาถึงกับทำอะไรไม่ได้ อาจแทบไม่มีผลกับคนที่ใช้ทุกวันมานาน ด้วยเหตุนี้ ตารางปรับขนาดที่ตีพิมพ์ฉบับหนึ่ง คือโปรโตคอลแบบ “เร็ว” (rapid) ของ Bhaskar และคณะ (2021) จึงระบุว่าการมีประวัติใช้กัญชามาก่อนในปริมาณมากเป็นเหตุผลข้อหนึ่งที่จะเลือกใช้โปรโตคอลนี้

ไขมันในร่างกาย พันธุกรรม และอายุ

THC ละลายในไขมันและถูกเก็บสะสมในไขมันของร่างกาย ข้อนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมคนที่ใช้บ่อยจึงขับ THC ส่วนที่ตกค้างออกได้ช้า Radparvar (2024) ระบุว่าเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อระยะเวลาที่สารจากการสลาย THC ค้างอยู่ในร่างกาย

พันธุกรรมก็มีผล CYP2C9 คือเอนไซม์ในตับที่ทำหน้าที่สลาย THC บางคนมีเอนไซม์รูปแบบที่ทำงานได้น้อยกว่า เรียกว่า CYP2C9*3 Sachse-Seeboth และคณะ (2009) ศึกษาอาสาสมัคร 43 คนที่รับ THC ทางปาก ผู้ที่มี CYP2C9*3 สองชุด ได้รับ THC รวม (ค่ามัธยฐานของพื้นที่ใต้กราฟ) ประมาณ 3 เท่าของผู้ที่มีรูปแบบปกติ CYP2C9*1 สองชุด

ผู้สูงอายุง่วงซึมและหกล้มได้ง่ายกว่า ตารางปรับขนาดหลายฉบับจึงให้ผู้สูงอายุเริ่มที่ THC 1–1.25 มก. ดูเพิ่มเติมที่กลุ่มผู้ป่วยที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

หมายเหตุผู้แปล: ไม่มีใครรู้ได้เองว่าตัวเองมีเอนไซม์รูปแบบไหน การเริ่มด้วยขนาดต่ำจึงช่วยปกป้องคนที่ร่างกายขับ THC ได้ช้าโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่ควรทำ: บอกผู้สั่งจ่ายว่าคุณเคยใช้กัญชาบ่อยแค่ไหนและใช้ทางไหน บอกอายุและยาทุกตัวที่ใช้อยู่ด้วย อย่าเปลี่ยนช่องทางเอง เช่น เปลี่ยนจากการสูบเป็นน้ำมัน ให้ถามผู้สั่งจ่ายว่าต้องปรับขนาดอย่างไร เพราะมิลลิกรัมเท่ากันจะออกฤทธิ์ต่างกันในแต่ละช่องทาง

2. การทนต่อฤทธิ์ และการ “พักเพื่อลดการทนต่อฤทธิ์” (tolerance break)

ผลจากการสแกนสมอง

THC ออกฤทธิ์หลักที่ตัวรับแคนนาบินอยด์ชนิดที่ 1 (CB1) ซึ่งเป็นจุดที่สารเข้าไปจับบนเซลล์สมอง ดูระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ Hirvonen และคณะ (2012) สแกนสมองแล้วพบว่า ผู้ที่สูบทุกวันมานานมีตัวรับ CB1 ในสมองชั้นนอก (เปลือกสมอง หรือ cortex) น้อยกว่าผู้ไม่ใช้ประมาณ 20% หลังงดใช้ภายใต้การดูแลราว 4 สัปดาห์ ผู้ร่วมวิจัย 14 คนที่อยู่จนครบการติดตามผลมีระดับตัวรับขยับกลับเข้าใกล้ปกติ

D’Souza และคณะ (2016) ศึกษาผู้ชายที่ติดกัญชา 11 คน และผู้ไม่ใช้ 19 คน พบว่าความพร้อมของตัวรับ (receptor availability) ในกลุ่มผู้ใช้ต่ำกว่าประมาณ 15% หลังงดกัญชา 2 วัน ก็ตรวจไม่พบความแตกต่างนี้อีก

จุดที่คำแนะนำออนไลน์ไปไกลกว่าหลักฐาน

2 วันกับ 4 สัปดาห์เป็นคำตอบที่ต่างกันมาก ทั้งสองงานไม่ได้วัดว่าผู้ป่วยยังคุมอาการได้หรือไม่ เว็บไซต์ต่างๆ แนะนำให้พัก 48 ชั่วโมง 1 สัปดาห์ 21 วัน หรือ 28 วัน แต่ไม่มีระยะไหนมาจากงานวิจัยทางคลินิก ตัวเลขเหล่านี้มาจากผู้เผยแพร่เนื้อหาสายสุขภาพ (wellness) ที่นำผลเรื่องตัวรับมาเล่าต่อโดยไม่มีข้อมูลรองรับ

ผลสแกนยืนยันว่าตัวรับลดลงจริงและกลับคืนได้ แต่ไม่ได้สนับสนุนระยะเวลาพักแบบใดแบบหนึ่ง

สิ่งที่ควรทำ: หากคิดจะพักการใช้ ให้วางแผนร่วมกับผู้สั่งจ่าย ระหว่างพักให้จดบันทึกอาการต่อไป เพื่อให้ทั้งคุณและผู้สั่งจ่ายเห็นว่าอาการเปลี่ยนไปอย่างไร

3. อาการไม่พึงประสงค์เฉียบพลัน

ลักษณะอาการและการดูแล

Internet Book of Critical Care เป็นแหล่งอ้างอิงออนไลน์สำหรับแพทย์ฉุกเฉินและแพทย์ดูแลผู้ป่วยวิกฤต แหล่งนี้ระบุอาการไว้ ได้แก่ วิตกกังวลรุนแรงหรือตื่นตระหนก การรับรู้เปลี่ยนไป การประสานงานของร่างกายและความจำแย่ลง และง่วงซึม ยังระบุผลต่อหัวใจด้วย คือหัวใจเต้นเร็ว (tachycardia) ส่วนเมื่อได้รับปริมาณสูงขึ้นอาจทำให้หัวใจเต้นช้า (bradycardia) และความดันโลหิตต่ำ (hypotension) ดูเพิ่มเติมที่การรับรู้และจัดการภาวะเมาจาก THC เกินขนาด

การรักษาส่วนใหญ่เป็นการดูแลประคับประคอง คือให้อยู่ในห้องเงียบ ลดสิ่งกระตุ้น และรอให้ฤทธิ์หมดไปเอง หากวิตกกังวลรุนแรง แพทย์จะใช้ยาช่วยให้สงบกลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (benzodiazepines) โดยทั่วไปกัญชาอย่างเดียวไม่ทำให้เกิดพิษถึงตาย

แต่ไม่ได้แปลว่าอาการไม่พึงประสงค์จะไม่มีอันตราย แหล่งอ้างอิงเดียวกันบันทึกว่าความเสี่ยงหัวใจวาย (กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน หรือ myocardial infarction) เพิ่มขึ้น 4–8 เท่าหลังใช้ ดูกัญชากับหัวใจ หากเกิดอาการในผู้ป่วยโรคหัวใจ คนที่ขับรถ หรือเด็ก ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน

ฤทธิ์ที่มาช้าของอาหารผสมกัญชา

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) คือหน่วยงานสาธารณสุขระดับชาติของสหรัฐฯ CDC ระบุว่าอาหารผสมกัญชาใช้เวลา 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมงจึงจะทำให้เมา และฤทธิ์อาจอยู่นานกว่าที่คาด ความล่าช้านี้ทำให้บางคนกินมากเกินไป จนเกิดภาวะเป็นพิษหรือบาดเจ็บร้ายแรงได้ CDC ยังระบุว่าปริมาณ THC ในอาหารผสมกัญชามักไม่มีใครรู้แน่ หรือติดฉลากไม่ถูกต้อง

ที่เกิดบ่อยคือ กินแล้วไม่รู้สึกอะไรจึงกินซ้ำอีกส่วน จากนั้นทั้งสองส่วนก็ออกฤทธิ์พร้อมกัน ดูอาหารผสมกัญชาและดีคาร์บอกซิเลชัน

หมายเหตุผู้แปล: ความล่าช้าแบบเดียวกันนี้เกิดกับอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดที่ใส่กัญชา รวมถึงอาหารที่ทำกินเองที่บ้าน ควรติดป้ายบอกให้ชัด และเก็บให้พ้นมือเด็ก

สิ่งที่ควรทำ: อย่ากินส่วนที่สองเพียงเพราะส่วนแรกดูเหมือนไม่ออกฤทธิ์ ตามข้อมูลของ CDC ฤทธิ์อาจใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมงกว่าจะออก หากเด็ก ผู้ป่วยโรคหัวใจ หรือคนที่ต้องขับรถมีอาการไม่พึงประสงค์ ให้พาไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล

4. กลุ่มอาการอาเจียนรุนแรงจากแคนนาบินอยด์

กลุ่มอาการอาเจียนรุนแรงจากแคนนาบินอยด์ (cannabinoid hyperemesis syndrome หรือ CHS) ทำให้คลื่นไส้และอาเจียนรุนแรงเป็นพักๆ ซ้ำหลายครั้ง มักเกิดในคนที่ใช้กัญชาเกือบทุกวันมาเป็นเวลานาน และแพทย์มักวินิจฉัยพลาด อาการแต่ละครั้งเป็นแบบเดิม และมักมีปวดท้องร่วมด้วย ผู้ป่วยหลายคนอาบน้ำร้อนหรือแช่น้ำร้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะความร้อนช่วยบรรเทาอาการได้ชั่วคราว

เกณฑ์ Rome IV คือเกณฑ์วินิจฉัยสากลของโรคที่ทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ การวินิจฉัยโรคนี้ตามเกณฑ์ต้องมีครบ 3 ข้อ:

  • อาเจียนเป็นพักๆ ซ้ำๆ ในรูปแบบเดิม คล้ายกลุ่มอาการอาเจียนเป็นรอบ (cyclic vomiting syndrome)
  • ใช้กัญชามาเป็นเวลานานก่อนเริ่มมีอาการ
  • อาการดีขึ้นเมื่อหยุดกัญชาต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง

Habboushe และคณะ (2018) ศึกษาผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาล 155 คนซึ่งสูบกัญชาตั้งแต่ 20 วันต่อเดือนขึ้นไป ในจำนวนนี้ 32.9% มีอาการที่เข้าได้กับ CHS ช่วงความเชื่อมั่น 95% อยู่ที่ 25.5–40.3% หมายความว่าค่าที่แท้จริงน่าจะอยู่ในช่วงนี้

บทความทบทวนวรรณกรรมปี 2015 ในวารสาร Cleveland Clinic Journal of Medicine ระบุว่า อาการทุเลาลงชัดเจนภายใน 24–48 ชั่วโมงหลังให้สารน้ำ ดูแลประคับประคอง และหยุดกัญชา

การหยุดกัญชาเป็นวิธีเดียวที่มีหลักฐานว่ารักษาให้หายได้ แนวทางการรักษาฉุกเฉินยังกล่าวถึงครีมแคปไซซิน (capsaicin ทำจากสารที่ทำให้พริกเผ็ด) สำหรับทาผิว และยาฮาโลเพอริดอล (haloperidol) ขนาดต่ำ ซึ่งในกรณีนี้ใช้เพื่อหยุดอาเจียน แต่หลักฐานของทั้งสองวิธียังมีจำกัด

หมายเหตุผู้แปล: อากาศร้อนอย่างในไทย บวกกับการอาเจียนซ้ำๆ และการอาบน้ำร้อนนานๆ ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้เร็ว หากผู้ป่วยดื่มน้ำแล้วอาเจียนออกหมด ให้พาไปโรงพยาบาล

สิ่งที่ควรทำ: หากคนที่ใช้กัญชาทุกวันมานานอาเจียนเป็นพักๆ ซ้ำหลายครั้ง และอาการดีขึ้นเมื่ออาบน้ำร้อน ควรไปพบแพทย์ และต้องบอกแพทย์ว่าใช้กัญชาอยู่

5. ปฏิกิริยาระหว่างยาที่ควรปรึกษาผู้สั่งจ่าย

แคนนาบินอยด์ทำปฏิกิริยากับยาอื่นผ่านเอนไซม์กลุ่มไซโตโครม P450 (cytochrome P450) ซึ่งเป็นระบบหลักที่ตับใช้สลายยา หากกัญชาทำให้เอนไซม์เหล่านี้ทำงานช้าลง ยาอีกตัวอาจสะสมในเลือดมากขึ้น ดูรายการปฏิกิริยาระหว่างยาที่ควรพกไปให้แพทย์ดู

Lopera, Rodríguez และ Amariles (2022) รายงานว่า THC ทำให้เอนไซม์ CYP1A2, CYP2B6, CYP2C9 และ CYP2D6 ทำงานช้าลง ส่วน CBD ทำให้ CYP3A4, CYP2B6, CYP2C9, CYP2D6 และ CYP2E1 ทำงานช้าลง

Caicedo และคณะ (2025) เสริมว่า ทั้ง THC และ CBD จับกับโปรตีนในเลือดได้แน่น จึงอาจเบียดยาอื่นให้หลุดออกจากโปรตีนเหล่านี้ ยานั้นจึงเหลือในรูปอิสระที่ออกฤทธิ์ได้มากขึ้น เรื่องนี้สำคัญที่สุดกับยาที่มีช่วงปลอดภัยแคบ เพราะระดับยาในเลือดเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็อาจเป็นอันตรายได้

ยาหรือกลุ่มยา ผลที่งานวิจัยรายงาน เหตุใดจึงสำคัญ
วาร์ฟาริน (warfarin ยาต้านการแข็งตัวของเลือด) Lopera (2022) จัดคู่นี้ไว้ในระดับเสี่ยงสูงสุด ในรายงานผู้ป่วย 4 ราย ค่า INR (ผลตรวจเลือดที่บอกว่าเลือดแข็งตัวช้าแค่ไหน) สูงขึ้นเป็นเฉลี่ยประมาณ 7.6 และมีเลือดออก ช่วงปลอดภัยแคบ ต้องตรวจเลือด
โคลบาแซม (clobazam ยากันชัก) Caicedo (2025): CBD ยับยั้งเอนไซม์ CYP2C19 ทำให้ N-desmethylclobazam ซึ่งเป็นสารจากการสลายโคลบาแซม เพิ่มขึ้น 3–4 เท่า เสี่ยงง่วงซึมและเกิดพิษในผู้ป่วยโรคลมชัก
ทาโครลิมัส (tacrolimus) และเอเวอโรลิมัส (everolimus) (ยากดภูมิคุ้มกัน ใช้หลังปลูกถ่ายอวัยวะ) CBD ทำให้ระดับสูงสุดของทาโครลิมัสเพิ่มขึ้น 4.2 เท่า และปริมาณที่ร่างกายได้รับทั้งหมดเพิ่มขึ้น 3.1 เท่า เอเวอโรลิมัสเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 เท่า ช่วงปลอดภัยแคบมาก
ยานอนหลับและยากล่อมประสาท ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ แอลกอฮอล์ ฤทธิ์กดสมองของสารเหล่านี้รวมกันจนแรงขึ้น ใน Lopera (2022) มีคู่ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทถึง 13 จาก 19 คู่ ง่วงซึมมากขึ้นและหกล้มบ่อยขึ้น
ยาอื่นที่มีช่วงปลอดภัยแคบ ยากันชัก ยาควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ยากดภูมิคุ้มกัน และบูพรีนอร์ฟีน (buprenorphine ยากลุ่มโอปิออยด์) ถูกจัดเป็นกลุ่มที่น่ากังวลระดับปานกลางถึงสูงอยู่บ่อยครั้ง ต้องคุยกันเรื่องการตรวจระดับยาในเลือด

หมายเหตุผู้แปล: รายการยาของคุณควรรวมยาสมุนไพรแผนโบราณ อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเองโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ด้วย ถ้าผู้สั่งจ่ายไม่รู้ว่าคุณใช้อะไรอยู่ เขาก็ตรวจปฏิกิริยาระหว่างยาไม่ได้

สิ่งที่ควรทำ: ก่อนเริ่มใช้กัญชาร่วมกับยาอื่น ให้เขียนรายการทุกอย่างที่คุณใช้อยู่ให้ครบแล้วส่งให้ผู้สั่งจ่าย รวมถึงยาที่ซื้อเองตามร้านขายยาและอาหารเสริม

6. บันทึกอาการ

ตารางเพิ่มขนาดทีละขั้นจะได้ผลก็ต่อเมื่อมีบันทึกไว้ใช้ประเมินแต่ละขั้น ความจำเชื่อถือไม่ได้ บันทึกช่วยเปลี่ยนความรู้สึกคร่าวๆ ให้เป็นข้อมูลที่ผู้สั่งจ่ายนำไปใช้ได้ทุกครั้งที่นัดติดตาม

ช่อง สิ่งที่ต้องจด เหตุที่ผู้สั่งจ่ายต้องใช้
วันที่และเวลา เวลาตามนาฬิกาของการใช้แต่ละครั้ง เห็นรูปแบบเวลา และช่วงที่คุมอาการไม่อยู่
ผลิตภัณฑ์และช่องทาง ตามที่เขียนในใบสั่งจ่าย ช่องทางกำหนดว่าฤทธิ์เริ่มเร็วแค่ไหนและอยู่นานเท่าใด
ปริมาณที่ใช้ ปริมาณที่ตวงวัดจริง ในหน่วยเดียวกับใบสั่งจ่าย เป็นวิธีเดียวที่จะประเมินแต่ละขั้นได้
เวลาจนออกฤทธิ์ กี่นาทีหรือกี่ชั่วโมงจนรู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยน บอกได้ว่าขนาดน้อยเกินไป หรือแค่ช่องทางนั้นออกฤทธิ์ช้า
คะแนนอาการ ให้คะแนนอาการเป้าหมาย 0–10 ก่อนใช้ และตอนฤทธิ์สูงสุด วัดการตอบสนองเทียบกับเป้าหมายที่ตกลงกันไว้
การนอนและการใช้ชีวิตประจำวัน นอนกี่ชั่วโมง ตื่นกลางดึกกี่ครั้ง ทำกิจวัตรที่ตั้งไว้ 1 อย่างได้หรือไม่ มักเป็นสิ่งแรกที่เปลี่ยน และแนวทางการรักษานับว่าการทำกิจวัตรประจำวันได้ดีขึ้นเป็นการตอบสนองต่อการรักษา
ผลข้างเคียง ง่วงซึม เวียนหัว ใจเต้นแรงเร็ว วิตกกังวล คลื่นไส้ พร้อมระดับความรุนแรงของแต่ละอาการ เป็นอีกครึ่งหนึ่งของการตัดสินใจเรื่องขนาดทุกครั้ง
ยาอื่นและแอลกอฮอล์ ทุกอย่างที่ใช้ในวันนั้น ถ้าไม่จด ปฏิกิริยาระหว่างยาจะไม่มีใครเห็น

นิสัย 2 อย่างทำให้บันทึกมีประโยชน์ อย่างแรก จดทันทีตอนนั้น อย่าไปนึกย้อนเอาตอนสิ้นสัปดาห์ อย่างที่สอง ใช้มาตรวัดคะแนนแบบเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ นำบันทึกไปด้วยทุกครั้งที่นัดพบผู้สั่งจ่าย

หมายเหตุผู้แปล: จดบันทึกเป็นภาษาที่คุณถนัดคิด จะใช้สมุดหรือโน้ตในโทรศัพท์ก็ได้ ใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 สั่งจ่ายได้ในปริมาณสำหรับใช้ไม่เกิน 30 วัน ทุกครั้งที่ไปรับใบสั่งจ่ายใหม่จึงเป็นจังหวะที่เหมาะกับการทบทวนบันทึก

สิ่งที่ควรทำ: เริ่มจดตั้งแต่วันก่อนใช้ครั้งแรก เพื่อให้มีคะแนนอาการตั้งต้นไว้เทียบ กรอกทุกช่องทุกครั้งที่ใช้ อย่างน้อยใน 2 สัปดาห์แรก ผู้สั่งจ่ายจะเห็นชัดว่าแต่ละขั้นเปลี่ยนอาการและผลข้างเคียงของคุณอย่างไร

7. กรอบกฎหมายของไทย

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 กำหนดให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขลงนามเมื่อ 23 มิถุนายน 2568 และมีผลบังคับใช้เมื่อ 26 มิถุนายน 2568

ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ซึ่งสั่งจ่ายได้ไม่เกิน 30 วัน ใบสั่งจ่ายนี้ต้องใช้แบบฟอร์มทางการที่อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกำหนด ประกาศระบุผู้ประกอบวิชาชีพที่สั่งจ่ายได้ ได้แก่ แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้าน และผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน ประกาศนี้ควบคุมการศึกษาวิจัย การส่งออก การขาย และการแปรรูปช่อดอก

ห้ามโฆษณาช่อดอกและห้ามขายทางออนไลน์ ห้ามขายผ่านตู้ขายสินค้าอัตโนมัติด้วย การขายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาตผิดมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ตามมาตรา 78 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การออกใบอนุญาตเข้มงวดขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 (รายละเอียด) กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อ 26 เมษายน 2569 ใบอนุญาตสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ออกให้ได้เฉพาะ 3 กลุ่มเท่านั้น:

  • นิติบุคคลไทยที่ไม่ใช่ “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
  • หน่วยงานของรัฐ
  • สภากาชาดไทย

กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อ 30 เมษายน 2569 และกำหนดหลักเกณฑ์ใบอนุญาตช่อดอกให้เข้มงวดขึ้น ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่มีผลเป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างเมื่อ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎร (สถานะล่าสุด)

ไม่ควรกำหนดขนาดใช้เองนอกระบบนี้ เหตุผลแรกคือผลของขนาดและปฏิกิริยาระหว่างยาที่อธิบายไว้ข้างต้น เหตุผลที่สองคือการทำเช่นนั้นอยู่นอกระบบกฎหมายที่เปิดให้เข้าถึงกัญชาได้อย่างถูกต้อง ผู้สั่งจ่ายเป็นผู้กำหนดผลิตภัณฑ์ สัดส่วนสาร ช่องทาง ขนาดเริ่มต้น และการปรับทุกครั้ง

สิ่งที่ควรทำ: หากคุณเป็นผู้ปลูก อย่าขายช่อดอกให้ผู้ป่วยโดยไม่มีใบอนุญาต และอย่ากำหนดขนาดใช้ให้คนอื่น ใครมาถาม ให้แนะนำไปพบผู้สั่งจ่ายที่มีใบอนุญาต ส่งผลผลิตผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และทุกรุ่นการผลิตต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์จากห้องแล็บ

8. สิ่งที่หลักฐานยังตอบไม่ได้

แนวทางต่างๆ ยังเห็นไม่ตรงกันเรื่องขนาดสูงสุด ระยะห่างระหว่างแต่ละขั้น และเป้าหมายของ CBD ช่วงขนาดที่แนะนำกันทางออนไลน์ไม่มีงานวิจัยรองรับ แทบไม่มีหลักฐานที่เปรียบเทียบสัดส่วน THC:CBD แบบหนึ่งกับอีกแบบ ส่วนการประเมินว่าตัวรับในสมองฟื้นตัวเร็วแค่ไหนก็มีตั้งแต่ 2 วันถึง 4 สัปดาห์

ตัวเลขในคู่มือนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดเท่าที่มี แต่ยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย ตัวเลขเหล่านี้บอกภาพของผู้ป่วยเป็นกลุ่ม ไม่ใช่รายบุคคล จึงเป็นข้อมูลให้ผู้สั่งจ่ายใช้ประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่คำสั่งให้ผู้ป่วยทำตาม

สิ่งที่ควรทำ: นำตัวเลขในคู่มือนี้ไปถามผู้สั่งจ่าย โดยใช้เป็นคำถาม ไม่ใช่แผนการรักษา ถามว่าเขาใช้ตารางปรับขนาดแบบไหน และเพราะอะไร

หากคุณติดตามอาการร่วมกับผู้สั่งจ่ายอยู่ ช่วยเล่าวิธีของคุณไว้ใต้หัวข้อนี้ บอกเราว่าช่องไหนในบันทึกที่สำคัญจริง ช่องไหนตัดทิ้งเพราะเป็นข้อมูลรก และอะไรทำให้บันทึกที่เคยจดบ้างไม่จดบ้าง กลายเป็นบันทึกที่ทำให้การปรึกษาผู้สั่งจ่ายเปลี่ยนไปได้จริง

เอกสารอ้างอิง (ตอนที่ 2)

  • Radparvar S. The Permanente Journal, 2024.
  • Bhaskar A. และคณะ ฉันทามติแบบเดลฟายดัดแปลง (Modified Delphi consensus) Journal of Cannabis Research, 2021.
  • MacCallum C.A., Russo E.B. European Journal of Internal Medicine, 2018.
  • MacCallum C.A. และคณะ Frontiers in Pharmacology, 2021.
  • Minnesota Department of Health, Office of Medical Cannabis (สหรัฐอเมริกา) Dosing and Chemical Composition Report, 1 ธันวาคม ค.ศ. 2023.
  • Sachse-Seeboth C. และคณะ Clinical Pharmacology and Therapeutics, 2009.
  • Hirvonen J. และคณะ Molecular Psychiatry, 2012.
  • D’Souza D.C. และคณะ Biological Psychiatry: Cognitive Neuroscience and Neuroimaging, 2016.
  • Internet Book of Critical Care หัวข้อภาวะเมาจากกัญชา
  • ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (US Centers for Disease Control and Prevention) ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารผสมกัญชา
  • เกณฑ์วินิจฉัย Rome IV สำหรับกลุ่มอาการอาเจียนรุนแรงจากแคนนาบินอยด์
  • Habboushe J. และคณะ Basic and Clinical Pharmacology and Toxicology, 2018.
  • Cleveland Clinic Journal of Medicine, 2015. บทความทบทวนเรื่องกลุ่มอาการอาเจียนรุนแรงจากแคนนาบินอยด์
  • Lopera V., Rodríguez A., Amariles P. Journal of Clinical Medicine, 2022.
  • Caicedo และคณะ (ร่วมกับ Pérez-Mañá C., Farré M., Papaseit E.) Pharmaceutics, 2025;17(3):319.
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 (2025)

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้เรื่องกัญชาทางการแพทย์ของ Asiannabis Community เนื้อหาเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การตัดสินใจเรื่องการรักษาเป็นของผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต เนื้อหานี้มีไว้เพื่อการศึกษาในพื้นที่ที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์