ห้องปลูกกัญชาในร่มจะมีสภาพอากาศคงที่ได้เมื่อทำสามเรื่องได้ถูกต้อง เรื่องแรก ระบบทำความเย็นและลดความชื้นต้องรับภาระจริงของห้องได้ เรื่องที่สอง เซนเซอร์ต้องอยู่ตรงจุดที่ต้นไม้อยู่ เรื่องที่สาม บันทึกต้องบอกได้ว่าเกิดอะไรผิดพลาด ตอนนี้ว่าด้วยเครื่องปรับอากาศ เครื่องลดความชื้น การเสริมคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ความร้อนจากไฟปลูก เซนเซอร์และค่าเป้าหมายของสภาพอากาศ ผังห้อง สุขอนามัย ความปลอดภัยทางไฟฟ้า และการจดบันทึก
ทุกหัวข้อในตอนนี้ใช้หลักการเดียวกันจากตอนที่ 1 ไฟฟ้าทุกวัตต์ที่ใช้ในห้องจะกลายเป็นความร้อนประมาณ 3.41 BTU/h (บีทียูต่อชั่วโมง หน่วยวัดความร้อนที่ใช้กับแอร์) ให้รวมวัตต์ของอุปกรณ์ทุกตัวกับความร้อนที่เข้ามาจากตัวอาคาร แล้วบวกเผื่ออีก 20% ระบบทำความเย็นของคุณต้องดึงความร้อนทั้งหมดนี้ออกได้
หมายเหตุผู้แปล: ย่อหน้าที่ขึ้นต้นแบบนี้เป็นส่วนที่ผู้แปลเพิ่มเข้ามา เพื่อบอกว่าในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอะไรต่างออกไป และเพื่อแก้จุดที่ผิดในบทความต้นฉบับ
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1323
4. เครื่องปรับอากาศ เครื่องลดความชื้น และ CO₂
4.1 แอร์แบบแยกส่วน
ถ้าห้องมีขนาดไม่เกินประมาณ 20 m² แอร์แยกส่วนระบบอินเวอร์เตอร์คุณภาพดีเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คอมเพรสเซอร์อินเวอร์เตอร์จะปรับรอบเครื่องขึ้นลงเอง ไม่ได้ตัดแล้วต่อใหม่ไปเรื่อย ๆ จึงคุมอุณหภูมิได้ในช่วงประมาณ ±0.5 °C ส่วนเครื่องแบบความเร็วคงที่แกว่งได้ถึง ±2 °C ถ้าคิดตลอดรอบการทำงาน แอร์อินเวอร์เตอร์ยังกินไฟน้อยกว่ามากด้วย
ก่อนซื้อ ให้ดู อัตราส่วนความร้อนสัมผัส (sensible heat ratio, SHR) ของเครื่อง แอร์ทำงานสองอย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือลดอุณหภูมิอากาศ (ความเย็นแบบสัมผัส) อย่างที่สองคือดึงน้ำออกจากอากาศ โดยให้ไอน้ำควบแน่นเป็นหยดบนคอยล์เย็น (ความเย็นแบบแฝง) ค่า SHR บอกว่ากำลังเครื่องกี่ส่วนถูกใช้ไปกับการลดอุณหภูมิ
แอร์บ้านออกแบบมาให้ทำความเย็นเป็นหลัก โดยคิดจากความชื้นปกติในบ้าน แต่ในห้องขนาดเท่ากัน ต้นไม้คายน้ำออกมามากกว่าคนหลายเท่า ห้องปลูกจึงต้องใช้แอร์ที่มี SHR ต่ำกว่า หมายความว่าเครื่องเหลือกำลังไว้ดึงน้ำออกจากอากาศได้มากขึ้น ต้นฉบับบอกว่าแอร์เชิงพาณิชย์ที่รองรับการเติมอากาศภายนอก 100% และแอร์ที่ขายสำหรับโรงเรือนหรือห้องเซิร์ฟเวอร์มักมีค่า SHR ที่ดีกว่า ข้อนี้ผิดในส่วนของห้องเซิร์ฟเวอร์ แอร์ห้องเซิร์ฟเวอร์ (แอร์แบบ precision) ถูกออกแบบให้มี SHR สูง มักอยู่ที่ราว 0.95 เพราะคอมพิวเตอร์แทบไม่ปล่อยน้ำออกมาเลย ซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่ห้องปลูกต้องการ
ขอเอกสารสเปกเครื่อง (spec sheet) จากช่างติดตั้ง ถ้าเอกสารบอกทั้งกำลังความเย็นแบบสัมผัส (sensible) และกำลังความเย็นรวม (total) ให้เอาค่าแรกหารด้วยค่าหลังก็จะได้ SHR แล้วใช้ตัวเลขนี้เทียบแอร์แต่ละรุ่น ส่วนวิธีเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะกับสภาพอากาศไทย อ่านได้ที่ การเลือกขนาดเครื่องลดความชื้นและเครื่องปรับอากาศสำหรับห้องออกดอกในไทย
4.2 เครื่องลดความชื้น
ในช่วงปลายระยะออกดอก ต้นไม้คายน้ำออกมามาก แม้จะใช้แอร์ขนาดพอดีแล้ว ห้องก็มักยังต้องมีเครื่องลดความชื้นแยกอีกเครื่อง เครื่องลดความชื้นแบบคอมเพรสเซอร์ขนาด 70 pint (พิกัดแบบสหรัฐฯ เท่ากับประมาณ 33 ลิตรต่อวัน) รับทรงพุ่มที่แน่นในช่วงปลายออกดอกได้ราว 2–3 m² ที่อุณหภูมิประมาณ 26 °C ถ้าทรงพุ่มกว้าง 4.8 m² ก็ต้องใช้เครื่องขนาดนี้สองเครื่อง
เครื่องลดความชื้นปล่อยความร้อนเข้าห้องด้วย เครื่องที่กินไฟ 700 W จะปล่อยความร้อนออกมาราว 700 W และแอร์ต้องดึงความร้อนส่วนนี้ออกอีกต่อหนึ่ง ก่อนเลือกแอร์ ให้นับเครื่องลดความชื้นทุกเครื่องรวมเข้าไปในภาระความร้อนด้วย
หมายเหตุผู้แปล: ถ้าห้องไม่มีคนเฝ้าทั้งวัน ให้ต่อสายน้ำทิ้งของเครื่องลดความชื้นลงท่อระบายน้ำที่พื้น อย่าใช้ถังรองน้ำ เครื่องส่วนใหญ่จะหยุดทำงานเองเมื่อถังเต็ม หลังจากนั้นความชื้นจะค่อย ๆ ขึ้นโดยไม่มีใครรู้
4.3 การเสริม CO₂
อากาศภายนอกตามปกติมี CO₂ ประมาณ 427 ppm (ส่วนในล้านส่วน) ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของปี พ.ศ. 2568 ที่ระดับนี้ การสังเคราะห์แสงของกัญชาจะเต็มกำลังตั้งแต่แสงยังอ่อนกว่าไฟ LED รุ่นใหม่หรือหลอด HPS แบบสองขั้ว (double-ended) อยู่มาก ถ้าเพิ่ม CO₂ ขึ้นเป็น 1,000–1,500 ppm ต้นไม้จะใช้แสงแรงได้เต็มที่
ต้นฉบับใช้งานวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis งานที่รวมผลจากการศึกษาหลายชิ้นมาวิเคราะห์ใหม่) ของ Poorter et al., 2022 เป็นหลักฐานว่าการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น งานนี้พบว่าเมื่อ CO₂ อยู่ในช่วง 200–1,200 ppm การสังเคราะห์แสงต่อพื้นที่ใบเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า แต่งานนี้รวมข้อมูลจากพืช C3 หลายชนิด ซึ่งเป็นพืชกลุ่มใหญ่ที่มีกัญชารวมอยู่ด้วย ไม่ได้เป็นการทดลองกับกัญชาโดยตรง
การเสริม CO₂ จะได้ผลเฉพาะในห้องที่ปิดสนิทหรือเกือบสนิทเท่านั้น ถ้าพัดลมดูดอากาศเปิดอยู่ อากาศที่เติม CO₂ แล้วจะถูกดูดทิ้งออกไป เท่ากับเสียเงินเปล่า ห้องปิดต้องมีระบบทำความเย็นและลดความชื้นที่คุมสภาพอากาศได้เองโดยไม่ต้องเติมอากาศจากข้างนอก และต้องมีเครื่องสำรองไว้ด้วย นอกจากนี้ต้องมีเครื่องวัด CO₂ ที่ตัดระบบได้อัตโนมัติ เพราะ CO₂ ที่สูงจะเข้าไปแทนที่ออกซิเจนในห้อง และเป็นอันตรายต่อคนที่อยู่ข้างใน
ต้นฉบับสรุปว่า ห้องขนาดเล็กถึงกลางส่วนใหญ่จะได้ผลคุ้มกว่าถ้าปรับการไหลเวียนอากาศและแสงให้ดีขึ้น โดยใช้ CO₂ ระดับปกติ แทนที่จะลงทุนซื้ออุปกรณ์เสริม CO₂ ห้องปิดกับห้องที่ระบายอากาศต่างกันอย่างไร ดูได้ในตอนที่ 1 หัวข้อ 3.7 ให้เริ่มปรับที่การไหลเวียนอากาศและแสงก่อน และก่อนซื้ออุปกรณ์เสริม CO₂ ให้อ่าน การเสริม CO₂: เมื่อใดที่จำเป็น, เมื่อใดที่สูญเปล่า ก่อน
5. ความร้อนจากไฟปลูก
5.1 ไฟแต่ละชนิดปล่อยความร้อนต่างกันอย่างไร
หลอด HPS (หลอดโซเดียมความดันสูง) ขนาด 600 W ปล่อยความร้อนส่วนเกินลงด้านล่างจำนวนมากในรูปของความร้อนที่แผ่ออกมาเป็นรังสี ความร้อนนี้ทำให้อากาศร้อนลอยขึ้นเป็นกระแสแรง อากาศในห้องจึงเคลื่อนที่อยู่ตลอด ไฟ LED มักกินไฟเพียง 400–500 W ก็ให้ค่า PPFD เท่ากับหลอด HPS ขนาดนี้ PPFD (ความหนาแน่นฟลักซ์โฟตอนสังเคราะห์แสง) คือปริมาณแสงที่ต้นไม้ใช้ได้ ซึ่งตกลงบนพื้นที่หนึ่งตารางเมตรในหนึ่งวินาที อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สเปกตรัมแสงและ DLI
ไฟ LED ปล่อยความร้อนส่วนใหญ่ออกจากตัวโคมสู่อากาศรอบ ๆ ไม่ได้ส่งลงด้านล่างเป็นรังสีอินฟราเรด ห้องที่ใช้ LED ทำความเย็นได้ง่ายกว่า เพราะกินไฟน้อยกว่าจึงร้อนน้อยกว่า แต่ LED ไม่ได้ทำให้เกิดกระแสอากาศลอยขึ้นแรง ๆ อากาศร้อนจึงไปค้างอยู่ใต้เพดาน ห้อง LED จึงมักต้องติดพัดลมเพิ่มที่เพดานหรือผนังเพื่อเป่าลมในแนวนอน (พัดลม HAF ย่อมาจาก horizontal airflow)
หมายเหตุผู้แปล: ให้คิดความร้อนที่ 3.41 BTU/h ต่อทุกวัตต์ที่ไฟกินจริง ทั้ง LED และ HPS ต้นฉบับให้ตัวเลขของ LED ต่ำกว่านี้ ซึ่งไม่ถูกต้อง ถ้าเปลี่ยนหลอด HPS 600 W สี่ดวงเป็น LED 450 W สี่ดวง ความร้อนจะลดจาก 8,184 เหลือประมาณ 6,140 BTU/h หลังเปลี่ยนไฟแล้ว ให้บันทึกอุณหภูมิที่เพดานและที่ทรงพุ่มเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ถ้าที่เพดานร้อนกว่าหลายองศา ให้เพิ่มพัดลม HAF
5.2 รางเลื่อนไฟ
บางครั้งจำนวนไฟที่ติดไว้ส่องทรงพุ่มได้ไม่ทั่วถึง รางเลื่อนไฟ (light mover) จะพาโคมหนึ่งดวงเลื่อนไปมาช้า ๆ ตามราง ทำให้ส่องได้กว้างขึ้น 30–40% คุณจึงใช้โคมน้อยลง และมีความร้อนในห้องน้อยลง แต่กลไกของรางต้องคอยบำรุงรักษา และการแขวนไฟจะยุ่งยากขึ้น ให้ลองติดรางเลื่อนกับโคมดวงเดียวก่อน แล้วจึงค่อยเปลี่ยนทั้งห้อง
6. เซนเซอร์ ตัวควบคุม และค่าเป้าหมายของสภาพอากาศ
6.1 จุดติดตั้งเซนเซอร์
ถ้าติดเซนเซอร์ผิดที่ ค่าที่อ่านได้จะดูปกติแต่ไม่ตรงกับความจริง ให้ติดตามนี้:
- อุณหภูมิและความชื้น: ติดที่ระดับทรงพุ่ม คือระหว่างไฟกับใบบนสุด และอยู่ช่วงกลางห้อง (ส่วนกลางเมื่อแบ่งห้องเป็นสามส่วน) อย่าติดบนผนังหรือเหนือโคมไฟ และอย่าให้โดนแสงตรง เพราะจะอ่านค่าได้สูงเกินจริง อากาศตรงทรงพุ่มคืออากาศที่ต้นไม้สัมผัสจริง
- CO₂ (ถ้าใช้): ติดที่ระดับทรงพุ่ม CO₂ หนักกว่าอากาศเล็กน้อย แต่ถ้าอากาศในห้องหมุนเวียนดี ก็จะกระจายตัวค่อนข้างทั่วถึง ถึงอย่างนั้น การวัดที่ทรงพุ่มก็ยังบอกได้ชัดที่สุดว่าต้นไม้ได้รับ CO₂ จริงเท่าไร
- อุณหภูมิถังสารละลายธาตุอาหาร: วัดในถัง ไม่ใช่ในสายส่งน้ำ อุณหภูมิที่ดีที่สุดของโซนรากคือ 18–22 °C และผู้ปลูกมักลืมตรวจค่านี้
หมายเหตุผู้แปล: ในห้องปลูกในไทย ถังที่ไม่มีเครื่องทำความเย็นอาจร้อนเกิน 22 °C ไปมาก ทางเลือกในการแก้ปัญหานี้เปรียบเทียบไว้ใน การเพาะปลูกไฮโดรโปนิกส์ที่อุณหภูมิถังสารละลาย 31 °C
6.2 ตัวควบคุม
ตัวควบคุมห้องปลูก (controller) เช่น Autopilot, Trolmaster และ Growlink จะอ่านค่าจากเซนเซอร์ แล้วสั่งเปิดปิดแอร์ พัดลม เครื่องลดความชื้น ระบบ CO₂ และไฟได้จากเครื่องเดียว และยังตั้งโปรไฟล์แบบไล่ระดับ (ramp profile) ได้ด้วย โปรไฟล์นี้จะค่อย ๆ เพิ่มอุณหภูมิหรือลดความชื้นทีละขั้นตลอดรอบปลูก 12 สัปดาห์ ให้ตรงกับแต่ละระยะการเติบโต
อย่างน้อยที่สุด ให้ใช้ตัวควบคุมที่คุมได้ทั้งอุณหภูมิและความชื้น และมีเต้ารับแยกสำหรับฝั่งทำความเย็นกับฝั่งทำความร้อน อย่าพึ่งเทอร์โมสตัทแบบหน้าปัดหมุน
หมายเหตุผู้แปล: ก่อนซื้อ ให้ถามผู้ขายเรื่องการรับประกันและศูนย์บริการในไทย หรือถามผู้ปลูกคนอื่นในหมวด อุปกรณ์และวัสดุ ในห้องปลูกส่วนใหญ่ในไทย เต้ารับของตัวควบคุมจะสั่งทำความเย็นและลดความชื้นบ่อยกว่าทำความร้อนมาก หลังติดตั้งตัวควบคุมแล้ว ให้ลองตัดไฟเครื่องหนึ่งนาที แล้วดูว่าค่าที่ตั้งไว้ยังอยู่ครบหรือไม่
6.3 ค่าเป้าหมาย VPD
ค่าความต่างของความดันไอ (VPD) เป็นตัวเลขตัวเดียวที่คิดรวมทั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ (RH) ค่านี้บอกว่าอากาศดึงน้ำออกจากใบแรงแค่ไหน ต้นฉบับให้ค่าเป้าหมายไว้ดังนี้:
| ระยะการเติบโต | ค่าเป้าหมาย VPD (kPa) | อุณหภูมิที่ใช้ทั่วไป (°C) | RH ที่ใช้ทั่วไป (%) |
|---|---|---|---|
| ต้นกล้าหรือกิ่งโคลน | 0.4–0.8 | 23–25 | 70–80 |
| ระยะทำใบช่วงต้น | 0.8–1.0 | 24–26 | 60–70 |
| ระยะทำใบช่วงปลาย | 1.0–1.2 | 24–26 | 55–65 |
| ระยะออกดอกช่วงต้น | 1.0–1.2 | 23–26 | 55–65 |
| ระยะออกดอกช่วงปลาย | 1.2–1.6 | 22–24 | 40–50 |
ถ้า VPD สูงเกินไป ต้นไม้จะปิดปากใบ (รูเล็ก ๆ บนใบ) เพื่อกันตัวเองไม่ให้แห้ง ต้นจึงรับ CO₂ ได้น้อยลงและโตช้าลง ถ้า VPD ต่ำเกินไป น้ำที่พาธาตุอาหารขึ้นไปในต้นจะไหลช้าลง ผิวใบก็จะเปียกค้าง ทำให้โรคเข้าทำลายได้ง่ายขึ้น
หมายเหตุผู้แปล: ต้นฉบับระบุว่าตารางนี้มาจาก Bugbee (2004) แต่งานชิ้นนั้นเป็นเรื่องการจัดการธาตุอาหารในระบบไฮโดรโปนิกส์แบบหมุนเวียน ไม่ได้พูดถึง VPD ให้ถือว่าตัวเลขในตารางเป็นค่าที่ผู้ปลูกใช้กันทั่วไป ไม่ใช่ผลการวิจัย ผู้แปลไม่พบงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer-reviewed) ซึ่งให้ค่าเป้าหมาย VPD ของกัญชาแยกตามระยะ ในฤดูฝนของไทย ถ้าไม่มีเครื่องลดความชื้น RH 40–50% ที่ระยะออกดอกช่วงปลายต้องการนั้นจะทำไม่ได้เลย (หัวข้อ 4.2)
ดูแถวที่ตรงกับระยะที่ต้นของคุณอยู่ตอนนี้ แล้วตั้งค่าตัวควบคุมตามแถวนั้น ทุกสัปดาห์ให้เอาข้อมูลจากเครื่องบันทึกข้อมูลมาเทียบกับตาราง
7. ผังห้องและสุขอนามัย
7.1 ตำแหน่งวางอุปกรณ์
- ช่องลมเข้าอยู่ต่ำ ช่องลมออกอยู่สูง เพราะอากาศร้อนลอยขึ้น การดูดอากาศออกจากด้านบนจึงดึงอากาศร้อนออกไปได้ตรงจุด
- เครื่องลดความชื้นวางไว้ตรงกลางห้อง หรือจุดที่ชื้นที่สุด ซึ่งมักเป็นกลางทรงพุ่มที่แน่น
- ถังสารละลายธาตุอาหารวางไว้นอกห้องปลูกถ้าทำได้ หรือเก็บไว้ในตู้ที่บุฉนวน เมื่ออยู่ห่างจากความร้อนในห้องที่ขึ้นลงทุกวัน ก็จะคุมอุณหภูมิถังได้ง่ายกว่า
- แอร์ติดที่ระดับกลางผนังหรือต่ำกว่านั้น ห้ามติดเหนือไฟ (หัวข้อ 8)
7.2 ทางเดินและงานประจำวัน
ผู้ปลูกมักคิดว่างานประจำวันใช้เวลาน้อยกว่าที่เป็นจริง ให้วางแผนไว้ดังนี้:
- เว้นทางเดินกว้างอย่างน้อย 60 cm รอบทั้งสี่ด้านของพื้นที่ปลูกแต่ละแปลง ไว้ใช้ตรวจต้น จัดทรงต้น และเดินตรวจหาศัตรูพืช
- ยืนที่ประตูแล้วต้องมองเห็นต้นไม้ทุกต้น เพราะการตรวจหาศัตรูพืชและโรคต้องเข้าไปดูผิวต้นทุกต้นในระยะใกล้
- จุดต่อน้ำ ท่อระบายน้ำ และไฟฟ้า ต้องวางไว้ไม่ให้พาดผ่านทางเดิน
7.3 การรักษาความสะอาดของห้อง
ศัตรูพืชและโรคส่วนใหญ่ติดเข้ามากับเสื้อผ้า เครื่องมือ กิ่งโคลน และอากาศที่ไม่ได้กรอง ขั้นตอนพื้นฐานต่อไปนี้ลดความเสี่ยงได้มาก:
- ใช้รองเท้าคู่ที่ใส่เฉพาะในห้องนี้ หรือวางอ่างจุ่มเท้าไว้หน้าประตู (ใส่น้ำยาฟอกขาวเจือจาง หรือสารควอเทอร์นารีแอมโมเนียม)
- ใช้แต่พื้นผิวเรียบที่ล้างได้ ห้ามมีไม้ที่ไม่ได้เคลือบ พรม หรือผ้า ยกเว้นฉนวนที่หุ้มอุปกรณ์
- ทำความสะอาดเสื้อผ้าด้วยลมอัดหรือลูกกลิ้งเก็บขุยแบบเหนียวก่อนเข้าห้อง
- ฆ่าเชื้อเครื่องมือทุกครั้งก่อนเปลี่ยนไปทำต้นถัดไป ด้วยไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำยาฟอกขาวเจือจาง 10%
หมายเหตุผู้แปล: กิ่งโคลนจากฟาร์มอื่นนำไรแดง ราแป้ง หรือไวรอยด์ฮอปแฝง เข้ามาได้ง่าย ไวรอยด์ฮอปแฝง (HLVd) เป็นเชื้อก่อโรคขนาดเล็กมาก ทำให้ต้นแคระแกร็นและผลผลิตลดลง นอกจากนี้ กิ่งโคลนที่ซื้อมาอาจกลายเป็นคนละสายพันธุ์กับที่สั่งด้วย ให้แยกกิ่งโคลนใหม่ไว้อีกที่หนึ่ง และตรวจให้ละเอียดก่อนนำเข้าห้องหลัก
8. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการออกแบบ
| ข้อผิดพลาด | ผลที่เกิดขึ้น | วิธีแก้ |
|---|---|---|
| พัดลมดูดอากาศออกเล็กเกินไป | ความร้อนและความชื้นสะสม ต้นหยุดโต | เลือกขนาดที่ 1.3–1.5 เท่าของอัตราการเปลี่ยนอากาศที่คำนวณได้ |
| ติดแอร์เหนือไฟ | แอร์ดูดอากาศร้อนจากโคมไฟเข้าไปและทำงานได้ไม่ดี | ติดที่ระดับกลางผนังหรือต่ำกว่า |
| มีเซนเซอร์จุดเดียวติดอยู่กับที่ | ไม่รู้ว่าแต่ละมุมของห้องต่างกันแค่ไหน | เพิ่มเซนเซอร์ที่ขอบและกลางทรงพุ่ม |
| ไม่มีเครื่องลดความชื้น | ความชื้นพุ่งสูงในช่วงปลายออกดอก เสี่ยงดอกเน่า | ห้องออกดอกต้องมีเครื่องลดความชื้น |
| ผนังที่ติดภายนอกไม่บุฉนวน | ไอน้ำควบแน่นเป็นหยดน้ำและเปลืองพลังงาน | บุฉนวนอย่างน้อย R-13 (ประมาณ RSI 2.3) และติดแผ่นกันไอน้ำ (vapour barrier) ให้ถูกด้าน (ตอนที่ 1 หัวข้อ 2.2) |
| ห้องปิดที่ไม่มีแอร์สำรอง | การเสริม CO₂ ใช้การไม่ได้ตั้งแต่วันแรกที่อากาศร้อนจัด | เลือกระบบทำความเย็นให้รับภาระความร้อนได้ทั้งหมด และเพิ่มเครื่องสำรอง |
9. การวางแผนระบบไฟฟ้าและความปลอดภัย
9.1 โหลดของแต่ละวงจร
การเดินวงจรไฟฟ้าแยกให้ห้องปลูกโดยเฉพาะช่วยไม่ให้เบรกเกอร์ตัด และลดความเสี่ยงไฟไหม้ อุปกรณ์ยังได้แรงดันไฟตามพิกัดด้วย แต่ละวงจรและเบรกเกอร์ต้องเลือกขนาดให้เหมาะกับโหลดของวงจรนั้น ให้ทำตามข้อกำหนดทางไฟฟ้าในพื้นที่ และให้ช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตเป็นผู้ทำ แรงดันไฟ (เช่น 220–240 V หรือ 120 V) และพิกัดเบรกเกอร์ไม่เหมือนกันในแต่ละประเทศและแต่ละอาคาร
การเช็กวงจร ให้รวมวัตต์ของอุปกรณ์ทุกตัวที่ต่ออยู่ในวงจรนั้น แล้วหารด้วยแรงดันไฟ จากนั้นเทียบผลที่ได้กับ 80% ของพิกัดเบรกเกอร์ ตัวเลข 80% นี้เป็นขีดจำกัดที่ใช้กันทั่วไปสำหรับโหลดที่เปิดต่อเนื่องหลายชั่วโมง (กฎโหลดต่อเนื่อง)
ตัวอย่างจากต้นฉบับเป็นวงจร 220 V กับเบรกเกอร์ 20 A: โหลดต่อเนื่องสูงสุด = 20 A × 220 V × 80% = 3,520 W ถ้าต่อหลอด HPS 600 W สองดวง เครื่องลดความชื้น 350 W และพัดลม 200 W จะรวมได้ 1,750 W ยังต่ำกว่าขีดจำกัดมาก เพิ่มไฟดวงที่สามจะเป็น 2,350 W ก็ยังปลอดภัย แต่ถ้าเพิ่มดวงที่สี่จะเป็นประมาณ 3,000 W ซึ่งใกล้ขีดจำกัดแล้ว จึงควรเดินวงจรที่สองเพิ่ม
หมายเหตุผู้แปล: ตัวอย่างนี้ในต้นฉบับใช้เครื่องลดความชื้น 350 W แต่ในส่วนที่คิดภาระความร้อนใช้เครื่อง 700 W ถ้าคิดที่ 700 W วงจรจะรับโหลด 2,100 W และเพิ่มเป็น 2,700 W เมื่อต่อไฟดวงที่สาม พอต่อดวงที่สี่จะขึ้นไปถึง 3,300 W ต่ำกว่าขีดจำกัดแค่ 220 W ให้คำนวณจากวัตต์ที่พิมพ์อยู่บนฉลากอุปกรณ์ของคุณเอง
ในทางปฏิบัติ ให้เดินวงจรหนึ่งสำหรับไฟปลูก และอีกวงจรหนึ่งสำหรับอุปกรณ์ควบคุมสภาพอากาศ (แอร์และเครื่องลดความชื้น) ถ้ามีระบบอื่นที่กินไฟสูง ให้เดินวงจรที่สามเพิ่ม
9.2 การป้องกันไฟดูดและการต่อสายดิน
ในห้องปลูก น้ำกับไฟฟ้าอยู่ใกล้กันมาก ไฟดูดและไฟไหม้จึงเกิดขึ้นได้จริง ให้ทำทุกข้อต่อไปนี้:
- ป้องกันเต้ารับทุกจุดด้วยอุปกรณ์ตัดไฟรั่ว (residual current device, RCD) ในอเมริกาเหนือเรียกว่า GFCI ส่วนในไทยเรียกว่าเครื่องตัดไฟรั่ว RCD จะตัดไฟทันทีที่มีกระแสไฟรั่วลงดิน จุดที่สำคัญที่สุดคือจุดที่อยู่ใกล้ถังน้ำ ระบบพ่นหมอก และเครื่องเพิ่มความชื้น
- ต่อสายดินอุปกรณ์ทุกตัวให้ถูกต้อง และให้ช่างไฟฟ้าทดสอบว่าเต้ารับแต่ละจุดต่อลงดินจริง
- ห้ามใช้สายพ่วงแทนการเดินสายไฟถาวร ให้ใช้ปลั๊กพ่วงที่ได้มาตรฐาน มีระบบป้องกันไฟกระชาก และรับโหลดได้พอ
- ตรวจปลั๊กพ่วงและสายไฟของโคมทุกเดือน ดูว่ามีรอยไหม้จากความร้อน รอยหนูกัด หรือมีน้ำเข้าหรือไม่
9.3 ระบบสำรอง
ถ้าห้องไม่มีใครเฝ้า อุปกรณ์ตัวไหนเสียก็อาจทำให้เสียผลผลิตไปจำนวนมาก
| อุปกรณ์ | ถ้าเสียจะเกิดอะไรขึ้น | ระบบสำรอง |
|---|---|---|
| แอร์ | ความร้อนพุ่งสูงจนต้นตายได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง | แอร์ตัวที่สอง และระบบระบายอากาศฉุกเฉิน (fail-safe) ที่ทำงานตามตัวตั้งเวลา |
| ตัวตั้งเวลาไฟ | ไฟเปิดค้าง 24 ชั่วโมงต่อวัน ต้นไม่ออกดอก | ใช้ตัวตั้งเวลาสองตัว ให้ตัวหนึ่งสำรองอีกตัว |
| ปั๊มน้ำ (ไฮโดรโปนิกส์) | น้ำในถังไม่ไหลเวียน รากตาย | ปั๊มสำรองที่ใช้แบตเตอรี่ และสัญญาณเตือนระดับน้ำ |
| ระบบ CO₂ (ถ้าใช้) | CO₂ สะสมจนเข้าไปแทนที่ออกซิเจน เป็นอันตรายต่อคน | เครื่องวัด CO₂ ที่มีสัญญาณเตือน |
หมายเหตุผู้แปล: ไฟดับเพียงครั้งเดียวจะทำให้ทุกอย่างในตารางนี้หยุดพร้อมกัน และไฟมักดับตอนมีพายุ สามอย่างต่อไปนี้ช่วยได้:
- UPS (เครื่องสำรองไฟ เป็นชุดแบตเตอรี่ที่จ่ายไฟต่อให้ช่วงไฟดับสั้น ๆ) สำหรับตัวควบคุม เซนเซอร์ สัญญาณเตือน และเราเตอร์อินเทอร์เน็ต การแจ้งเตือนจะได้ยังส่งถึงคุณ ส่วนไฟปลูกและแอร์มักกินไฟมากเกินกว่าที่ UPS ขนาดเล็กจะรับไหว
- เครื่องปั่นไฟสำรองที่มีสวิตช์สลับแหล่งจ่ายไฟอัตโนมัติ (automatic transfer switch) สำหรับแอร์และพัดลม โดยให้ช่างไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตเป็นผู้เลือกขนาดและต่อระบบ
- สัญญาณเตือนที่ส่งข้อความเข้าโทรศัพท์ของคุณเมื่อไฟดับ หรือเมื่ออุณหภูมิเกินค่าที่ตั้งไว้
ให้ทดสอบระบบตอนที่ห้องยังว่าง ปิดเบรกเกอร์หลักสักสองสามนาที แล้วดูว่าอุปกรณ์ตัวไหนกลับมาทำงานเองได้ และตัวตั้งเวลากับตัวควบคุมยังจำค่าที่ตั้งไว้หรือไม่
10. การจดบันทึกและการเก็บข้อมูล
10.1 สิ่งที่ต้องบันทึก
ห้องที่ปลูกได้ผลดีทุกรอบแทบทั้งหมดเป็นของผู้ปลูกที่จดบันทึกละเอียด ในรอบปลูก 10–14 สัปดาห์ คุณจะลืมรายละเอียดที่ตอนนั้นคิดว่าจำได้แน่ ๆ เช่น ให้ปุ๋ยสัปดาห์ไหนแล้วเกิดใบไหม้จากปุ๋ย หรืออุณหภูมิเท่าไรที่ทำให้ต้นมีความเครียดจากความร้อนในสัปดาห์ที่ 6 อย่างน้อยให้บันทึกสิ่งต่อไปนี้:
- วันที่เพาะเมล็ด หรือวันที่ลงกิ่งโคลน
- รูปถ่ายทุกสัปดาห์ของต้นที่เป็นตัวแทนของห้อง ถ่ายต้นเดิมจากมุมเดิม
- ค่า EC (ค่าการนำไฟฟ้า ใช้บอกความเข้มข้นของธาตุอาหาร) และ pH ของน้ำที่ให้และน้ำที่ไหลออกจากกระถาง (runoff) ทุกสัปดาห์ ดูเพิ่มเติมที่ pH และ EC
- อุณหภูมิต่ำสุดและสูงสุดที่ทรงพุ่มในแต่ละสัปดาห์
- ความชื้นต่ำสุดและสูงสุดในแต่ละสัปดาห์
- ศัตรูพืชหรือโรคที่พบทุกครั้ง พร้อมวันที่
หมายเหตุผู้แปล: ถ้าคุณทำฟาร์มที่มีใบอนุญาต ดูว่าผู้ตรวจประเมินจะตรวจบันทึกอะไรบ้างได้ที่ หลักปฏิบัติที่ดีทางการเกษตรและการเก็บเกี่ยวสำหรับกัญชา คุณยังโพสต์ข้อมูลรอบปลูกของคุณไว้ในบันทึกการปลูก ได้ด้วย เพื่อให้ผู้ปลูกคนอื่นช่วยอ่านและตีความบันทึกของคุณ
10.2 เครื่องบันทึกข้อมูล
เครื่องบันทึกอุณหภูมิและความชื้นแบบดิจิทัลราคาไม่แพงที่มีหน่วยความจำ (data logger) จะเก็บค่าต่ำสุดและสูงสุดไว้ตลอดรอบปลูก ให้เปิดดูทุกสัปดาห์เพื่อหาความผิดปกติที่เกิดซ้ำ ที่เจอบ่อยคือ อุณหภูมิลดลงช่วงตีสามจนความชื้นเกินค่าที่ตั้งไว้ อากาศร้อนจัดช่วงเที่ยงตอนไฟเปิด และความชื้นขึ้นในวันที่รดน้ำ ข้อมูลที่บันทึกไว้หนึ่งสัปดาห์จะแสดงความผิดปกติเหล่านี้ให้เห็น ส่วนการวัดเป็นครั้ง ๆ จะมองไม่เห็น
เครื่องบันทึกแบบ Bluetooth หรือ Wi-Fi ที่ซิงก์กับแอปในโทรศัพท์จะแจ้งเตือนทันทีเมื่อค่าออกนอกช่วงที่คุณตั้งไว้ จึงมีประโยชน์ที่สุดในห้องที่ไม่มีใครเฝ้าทั้งวัน
11. สรุปภาพรวม
ห้องปลูกทำงานเป็นระบบเดียวกัน กำลังทำความเย็นของแอร์เป็นตัวกำหนดว่าห้องรับความร้อนจากเครื่องลดความชื้นได้เท่าไร การไหลเวียนอากาศเป็นตัวตัดสินว่าค่าที่เซนเซอร์อ่านได้ตรงกับที่ทรงพุ่มเจอจริงหรือไม่ ส่วนฉนวนเป็นตัวตัดสินว่าสภาพอากาศในห้องจะนิ่งแค่ไหน ถ้าต้องการผลผลิตที่สม่ำเสมอที่สุด ให้ลงทุนกับแอร์ ฉนวน และระบบเฝ้าดูค่าก่อน แล้วค่อยซื้อสายพันธุ์ชั้นดีหรือปุ๋ยราคาแพง
เริ่มจากขั้นตอนเหล่านี้:
- รวมภาระความร้อนทั้งหมด แล้วเลือกระบบทำความเย็นที่รับได้มากกว่าค่านั้นอีก 20% (ตอนที่ 1 หัวข้อ 1.3)
- เลือกขนาดเครื่องลดความชื้นให้พอสำหรับช่วงปลายออกดอก และบวกความร้อนจากเครื่องเข้าไปในภาระความร้อนด้วย (หัวข้อ 4.2)
- ติดเซนเซอร์ที่ระดับทรงพุ่มตรงกลางห้อง แล้วเก็บข้อมูลให้ครบหนึ่งสัปดาห์ (หัวข้อ 6.1 และ 10.2)
- แยกไฟปลูกกับอุปกรณ์ควบคุมสภาพอากาศไว้คนละวงจร และติดเครื่องตัดไฟรั่วทุกวงจร (หัวข้อ 9.1–9.2)
- ทดสอบตัดไฟตอนที่ห้องยังว่าง (หัวข้อ 9.3)
ถ้าอยากให้ช่วยตรวจตัวเลข ให้ตอบกลับใต้หัวข้อนี้ โดยบอกขนาดห้อง วัตต์ของอุปกรณ์แต่ละตัว และค่าจากเครื่องบันทึกข้อมูลหนึ่งสัปดาห์
เอกสารอ้างอิง
- Bugbee, B. (2004). Nutrient management in recirculating hydroponic culture. Acta Horticulturae, 648, 99–112. https://doi.org/10.17660/ActaHortic.2004.648.12 — ต้นฉบับอ้างงานนี้เป็นที่มาของตาราง VPD แต่เนื้อหาของงานเป็นเรื่องการจัดการธาตุอาหารในระบบไฮโดรโปนิกส์ (ดูหัวข้อ 6.3)
- Poorter, H., Knopf, O., Wright, I. J., Temme, A. A., Hogewoning, S. W., Graf, A., Cernusak, L. A., & Pons, T. L. (2022). A meta-analysis of responses of C3 plants to atmospheric CO₂: dose–response curves for 85 traits ranging from the molecular to the whole-plant level. New Phytologist, 233(4), 1560–1596. https://doi.org/10.1111/nph.17802
- ASHRAE. (2021). ASHRAE Handbook: Fundamentals. American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers. — อยู่ในรายการอ้างอิงของต้นฉบับ แต่ไม่ได้ใช้อ้างตัวเลขใดโดยเฉพาะ
- Chandra, S., Lata, H., Mehmedic, Z., Khan, I. A., & ElSohly, M. A. (2015). Light dependence of photosynthesis and water vapor exchange characteristics in different high Δ9-THC yielding varieties of Cannabis sativa L. Journal of Applied Research on Medicinal and Aromatic Plants, 2(2), 39–47. https://doi.org/10.1016/j.jarmap.2015.03.002 — อยู่ในรายการอ้างอิงของต้นฉบับ แต่ไม่ได้ใช้อ้างตัวเลขใดโดยเฉพาะ