pH และ EC คือตัวเลขสองตัวที่คุณต้องตรวจบ่อยที่สุดเวลาให้ปุ๋ยกัญชา pH บอกว่าน้ำหรือสารละลายธาตุอาหารของคุณเป็นกรดหรือด่างแค่ไหน ส่วน EC บอกว่ามีเกลือจากปุ๋ยละลายอยู่มากเท่าไร ถ้าค่าใดค่าหนึ่งไม่ตรงเป้า ต้นจะดึงอาหารที่มีอยู่ในกระถางแล้วมาใช้ไม่ได้
ในกลุ่มผู้ปลูกมักพูดกันว่า อาการที่ดูเหมือน “ขาดธาตุอาหาร” ส่วนใหญ่แล้วเกิดจาก pH ไม่ถูกต้อง แต่ยังไม่มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ชิ้นใดให้ตัวเลขที่เชื่อถือได้ในเรื่องนี้ งานวิจัยในรายการอ้างอิงด้านล่างก็ไม่มีชิ้นใดยืนยันตัวเลขแบบนี้ ถึงอย่างนั้นข้อสรุปนี้ก็ยังใช้ได้ คือให้วัด pH ก่อนเติมปุ๋ยเพิ่ม
ตอนที่ 1 นี้อธิบายว่า pH และ EC วัดอะไร และควรตั้งเป้าไว้ที่เท่าไร ในตอนนี้มีค่า pH ที่เหมาะกับวัสดุปลูกแต่ละชนิด และบอกว่าธาตุอาหารตัวไหนจะถูกล็อคที่ pH เท่าไร พร้อมค่า EC ของแต่ละระยะการเติบโต ส่วนตอนที่ 2 จะพูดถึงเครื่องวัด การคาลิเบรต (สอบเทียบค่าเครื่อง) การปรับ pH และการตรวจน้ำที่ไหลออกจากก้นกระถาง (runoff) รวมทั้งข้อผิดพลาดที่พบบ่อย และขั้นตอนตรวจภาวะธาตุอาหารถูกล็อคทีละขั้น
pH วัดอะไร
pH คือสเกลตั้งแต่ 0 ถึง 14 ที่บอกว่าของเหลวเป็นกรดหรือด่างแค่ไหน 0 คือกรดแรงที่สุด 14 คือด่างแรงที่สุด และ 7.0 คือเป็นกลาง ชื่อนี้ย่อมาจาก “potential of hydrogen” เพราะสเกลนี้วัดปริมาณไฮโดรเจนไอออน (H⁺) ในน้ำ
สเกลนี้เป็นแบบลอการิทึม ค่าที่ต่างกัน 1.0 หน่วยหมายถึงไฮโดรเจนไอออนต่างกัน 10 เท่า ดังนั้น pH 5.0 เป็นกรดมากกว่า pH 6.0 ถึง 10 เท่า และมากกว่า pH 7.0 ถึง 100 เท่า ค่าที่คลาดไปแค่ครึ่งหน่วยจึงมีผลต่อต้นแล้ว
ทำไม pH จึงเป็นตัวกำหนดว่ารากดูดอะไรได้บ้าง
รากดูดธาตุอาหารในรูปไอออน ไอออนคืออนุภาคขนาดเล็กมากที่มีประจุไฟฟ้า รากจะปล่อยไอออนของตัวเองออกมาส่วนหนึ่ง แล้วรับไอออนของธาตุอาหารเข้าไปแทน การแลกเปลี่ยนนี้เรียกว่าการแลกเปลี่ยนแคตไอออนและแอนไอออน (cation and anion exchange)
เมื่อ pH สูงหรือต่ำเกินไป จะมีสองอย่างเปลี่ยนไป อย่างแรกคือประจุไฟฟ้าที่ผิวรากเปลี่ยน อย่างที่สองคือธาตุอาหารเปลี่ยนไปอยู่ในรูปทางเคมีที่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์รากไม่ได้ ผลที่ตามมาคือธาตุอาหารถูกล็อค ธาตุอาหารยังอยู่ในกระถาง แต่ต้นดูดเข้าไปไม่ได้
ตัวอย่าง 3 ข้อต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่าเกิดขึ้นอย่างไร:
- เมื่อ pH ต่ำกว่า 5.5 ฟอสฟอรัสจะจับกับเหล็กและอะลูมิเนียม แล้วไม่ละลายอีก
- เมื่อ pH สูงกว่า 7.5 ฟอสฟอรัสจะไปจับกับแคลเซียมแทน
- เหล็ก (Fe) สังกะสี (Zn) และแมงกานีส (Mn) ละลายได้ดีที่ pH ต่ำ ถ้า pH ลดลงมากเกินไป ต้นจะดูดธาตุเหล่านี้มากขึ้น และถ้าให้จุลธาตุ (micronutrient) ในอัตราสูงด้วย ก็อาจถึงระดับเป็นพิษได้
งานวิจัยปี 2568 พบอะไร
ในปี 2568 Veazie และคณะตีพิมพ์งานวิจัยในวารสาร Agrosystems, Geosciences & Environment งานนี้ทดสอบว่า pH ของวัสดุปลูก (substrate) และอัตราการให้จุลธาตุส่งผลต่อกัญชาอย่างไร คำว่า “substrate” ในที่นี้หมายถึงวัสดุปลูก ผลคือส่วนเหนือวัสดุปลูก (ลำต้นและใบ) และรากโตน้อยลงเมื่อ pH ของวัสดุปลูกต่ำกว่า 5.0 ใบสะสมจุลธาตุไว้มากที่สุดที่ pH ต่ำสุด แต่ถ้าให้ในอัตราปกติก็ไม่ถึงระดับเป็นพิษ นอกจากนี้แต่ละพันธุ์ยังไวต่อพิษจากจุลธาตุไม่เท่ากัน
สิ่งที่ควรทำ: เมื่อใบเหลืองหรือมีจุด ให้วัด pH ก่อนเติมปุ๋ยใดๆ วัดทั้งสารละลายที่คุณรดและน้ำที่ไหลออกจากก้นกระถาง ค่าที่ได้จะบอกว่าอาการเกิดจากธาตุอาหารถูกล็อค หรือต้นขาดธาตุจริงๆ ตอนที่ 2 อธิบายวิธีเก็บและอ่านค่าน้ำที่ไหลออก
ค่า pH เป้าหมายสำหรับวัสดุปลูกแต่ละชนิด
วัสดุปลูกแต่ละชนิดมีค่า pH เป้าหมายต่างกัน เพราะมีคุณสมบัติสองอย่างที่ต่างกัน อย่างแรกคือความสามารถในการบัฟเฟอร์ (buffering capacity) หมายถึงวัสดุปลูกต้านการเปลี่ยนแปลงของ pH ได้มากแค่ไหน อย่างที่สองคือความจุในการแลกเปลี่ยนแคตไอออน (cation exchange capacity, CEC) หมายถึงอนุภาคของวัสดุปลูกเก็บไอออนธาตุอาหารไว้ได้มากแค่ไหน วัสดุที่มี CEC สูงและบัฟเฟอร์แรงจะรักษา pH ให้คงที่ ส่วนวัสดุที่ไม่มีบัฟเฟอร์เลย pH จะแกว่งทุกครั้งที่รดน้ำ
| วัสดุปลูก | pH เป้าหมาย | การบัฟเฟอร์ |
|---|---|---|
| ดิน | 6.0–7.0 (ตั้งเป้าที่ 6.3–6.8) | สูง |
| เส้นใยมะพร้าว | 5.8–6.3 | ปานกลาง |
| ไฮโดรโปนิกส์ | 5.5–6.5 (ดีที่สุด 5.8–6.0) | ไม่มี |
| ร็อควูล | 5.5–6.5 | ไม่มี |
| ดินมีชีวิต | 6.2–7.0 | สูงมาก |
| พีท | 5.7–6.1 | สูงในช่วงแรก แล้วค่อยๆ ลดลง |
สิ่งที่วัสดุปลูกแต่ละชนิดต้องการจากคุณ:
- ดิน: ดินมี CEC สูง จึงเก็บธาตุอาหารไว้บนผิวอนุภาคดินได้ pH ของดินคงที่ คุณจึงแทบไม่ต้องปรับ
- เส้นใยมะพร้าว: ค่า CEC ของมะพร้าวที่มีการตีพิมพ์ต่างกันมาก ตั้งแต่ประมาณ 30 ไปจนถึงมากกว่า 100 meq/100 g หน่วยที่ใช้ในห้องแล็บนี้ (มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อ 100 กรัม) บอกว่าวัสดุปลูกเก็บอนุภาคที่มีประจุไว้ได้มากแค่ไหน มะพร้าวใหม่มีโซเดียม (Na⁺) และโพแทสเซียม (K⁺) มากเกินไป ก่อนใช้จึงต้องแช่ในอาหารเสริมแคลเซียม–แมกนีเซียม (CalMag) ขั้นตอนนี้เรียกว่าการบัฟเฟอร์ (buffering) และตอนที่ 2 จะบอกอัตราที่ใช้ pH ของมะพร้าวเปลี่ยนเร็วกว่า pH ของดิน
- ไฮโดรโปนิกส์: รากแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารโดยตรง เมื่อไม่มีวัสดุปลูกช่วยบัฟเฟอร์ pH จึงเปลี่ยนเร็ว ให้ตรวจ pH ทุกวัน
- ร็อควูล: ร็อควูลใหม่เป็นด่าง ก่อนใช้ให้แช่ในสารละลายธาตุอาหารที่ปรับ pH ไว้ที่ 5.5 ตามคำแนะนำการแช่ของ Grodan ร็อควูลไม่มีการบัฟเฟอร์เลย จึงต้องดูแลแบบเดียวกับระบบไฮโดรโปนิกส์
- ดินมีชีวิต: ฮิวมัสและจุลินทรีย์ในดินช่วยให้ pH คงที่ได้เอง เชื้อราไมคอร์ไรซาอาศัยอยู่กับรากแบบพึ่งพากัน และช่วยให้ต้นดูดธาตุอาหารได้ ปกติคุณจึงไม่ต้องปรับ pH ของน้ำที่รด ปูนโดโลไมต์ช่วยเป็นบัฟเฟอร์ตามธรรมชาติ
- พีท: พีทมี pH ตามธรรมชาติ 3.0–4.0 ก่อนใช้ต้องผสมปูน สูตรที่มีการตีพิมพ์ใช้หินปูนประมาณ 5–15 ปอนด์ต่อพีทผสม 1 ลูกบาศก์หลา หรือประมาณ 3–9 กก. ต่อลูกบาศก์เมตร ผสมแล้วให้วัด pH แล้วปรับให้ได้ค่าที่ต้องการ พีทบัฟเฟอร์ได้ดี แต่ความสามารถนี้จะค่อยๆ ลดลงตามเวลา
สลับ pH สองค่า
ผู้ปลูกที่มีประสบการณ์หลายคนไม่ได้คุม pH ไว้ที่ค่าเดียว พวกเขาสลับใช้สองค่าในการรดน้ำแต่ละรอบ ถ้าปลูกในเส้นใยมะพร้าวหรือไฮโดรโปนิกส์ จะสลับระหว่าง 5.8 กับ 6.3 ส่วนดินจะสลับระหว่าง 6.0 กับ 6.5 วิธีนี้ทำให้ธาตุอาหารทุกตัวได้อยู่ใน pH ที่เหมาะที่สุดของตัวเองในช่วงใดช่วงหนึ่งของรอบการรดน้ำ
หมายเหตุผู้แปล: น้ำที่คุณใช้มี pH และ EC ของตัวเองตั้งแต่ก่อนเติมอะไรลงไป น้ำประปา น้ำบาดาล และน้ำฝนในแต่ละพื้นที่ของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีค่าไม่เหมือนกัน และอาจเปลี่ยนไประหว่างหน้าแล้งกับหน้าฝนด้วย ให้วัดค่าน้ำที่คุณใช้เองก่อนผสมปุ๋ย คุณจะได้รู้ว่าน้ำนั้นดัน pH ให้สูงขึ้นหรือไม่ และมี EC อยู่แล้วเท่าไร
สิ่งที่ควรทำ: เขียนชนิดวัสดุปลูกและช่วง pH เป้าหมายติดไว้ข้างถังผสมปุ๋ย ทุกคนที่รดน้ำจะได้ใช้ตัวเลขเดียวกัน
ธาตุอาหารตัวไหนถูกล็อคที่ช่วง pH ใด
ธาตุอาหารหลัก (macronutrients) คือธาตุที่พืชต้องการในปริมาณมาก จุลธาตุหรือธาตุอาหารเสริม (trace elements) เป็นธาตุที่พืชต้องการในปริมาณน้อยมาก แต่ก็สำคัญไม่แพ้กัน คู่มือธาตุอาหารหลักและจุลธาตุอธิบายหน้าที่ของแต่ละธาตุไว้ ตารางด้านล่างแสดงว่าแต่ละธาตุพร้อมให้ต้นใช้ที่ pH ช่วงไหน และถูกล็อคที่ช่วงไหน
ธาตุอาหารหลัก
| ธาตุอาหาร | pH ที่ดีที่สุด | ถูกล็อคเมื่อ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ไนโตรเจน (N) | 6.0–8.0 | ต่ำกว่า 5.5 | ใช้ได้ในช่วง pH กว้าง |
| ฟอสฟอรัส (P) | 6.0–7.0 | ต่ำกว่า 5.5 หรือสูงกว่า 7.5 | ไวต่อ pH มาก เป็นธาตุที่ถูกล็อคบ่อยที่สุด |
| โพแทสเซียม (K) | 5.5–8.0 | ต่ำกว่า 5.0 | pH มีผลน้อย แย่งกับ Ca และ Mg ในการดูดซึม |
| แคลเซียม (Ca) | 6.2–7.5 | ต่ำกว่า 5.0 | ยิ่ง pH สูงขึ้น ต้นยิ่งใช้ได้มากขึ้น ในระบบไฮโดรโปนิกส์จะถูกล็อคทั้งหมดเมื่อ pH ต่ำกว่า 5.0 |
| แมกนีเซียม (Mg) | 6.0–7.5 | ต่ำกว่า 5.5 | ยิ่ง pH สูงขึ้น ต้นยิ่งใช้ได้มากขึ้น มักขาดเมื่อปลูกในเส้นใยมะพร้าว เพราะ CEC ของมะพร้าวจับ Mg ไว้ |
| กำมะถัน (S) | 5.5–8.0 | เกิดน้อยมาก | ใช้ได้ที่ pH เกือบทุกระดับ แทบไม่เป็นปัญหา |
ไนโตรเจนมีสองรูป และแต่ละรูปทำให้ pH เปลี่ยนไปคนละทาง ไนเตรต (NO₃⁻) ทำให้ pH ในบริเวณรากสูงขึ้น บริเวณรากหรือไรโซสเฟียร์ (rhizosphere) คือวัสดุปลูกชั้นบางๆ ที่หุ้มรอบราก ส่วนแอมโมเนียม (NH₄⁺) ทำให้ pH ต่ำลง ฟอสฟอรัสถูกล็อคได้ทั้งตอนที่ pH ต่ำมากและสูงมาก ในสภาพกรดมันจะจับกับเหล็กและอะลูมิเนียม ส่วนในสภาพด่างจะจับกับแคลเซียม
จุลธาตุ
| ธาตุอาหาร | pH ที่ดีที่สุด | ถูกล็อคหรือเป็นพิษเมื่อ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| เหล็ก (Fe) | 5.0–6.5 | ต่ำกว่า 5.0 ต้นโตไม่ดี; สูงกว่า 7.0 ถูกล็อค | ละลายได้ดีที่ pH ต่ำ ต้นดูดได้มากที่สุดที่ pH ต่ำ แต่ถ้าให้ในอัตราปกติก็ไม่ถึงระดับเป็นพิษในกัญชา (Veazie et al., 2025) |
| แมงกานีส (Mn) | 5.0–6.5 | ต่ำกว่า 5.0 อาจเป็นพิษถ้าให้มากเกินไป; สูงกว่า 7.0 ถูกล็อค | มีพฤติกรรมคล้ายเหล็ก อาการพิษจาก Mn ดูคล้ายอาการขาด Mg |
| สังกะสี (Zn) | 5.0–6.5 | สูงกว่า 7.0 ถูกล็อค | P ที่มากเกินไปจะแย่งกับ Zn ในการดูดซึม เมื่อขาด Zn ใบใหม่จะเล็กและบิดเบี้ยว |
| ทองแดง (Cu) | 5.0–6.5 | สูงกว่า 7.0 ถูกล็อค | ต้นต้องการน้อยมาก คือ 0.1–0.18 ppm ละลายได้ดีที่ pH ต่ำ |
| โบรอน (B) | 5.0–7.0 | สูงกว่า 1.0 ppm เป็นพิษ | ใช้ได้ในช่วง pH ค่อนข้างกว้าง อัตราแนะนำคือ 0.875–1.0 ppm |
| โมลิบดีนัม (Mo) | 6.0–8.0 | ต่ำกว่า 5.5 ถูกล็อค | เป็นข้อยกเว้น เพราะยิ่ง pH สูงขึ้น ต้นยิ่งใช้ได้มากขึ้น พืชต้องใช้ธาตุนี้ในการเปลี่ยนรูปไนเตรต |
ppm ย่อมาจาก parts per million (ส่วนในล้านส่วน) ในน้ำ 1 ppm เท่ากับประมาณ 1 มก. ต่อลิตร อัตราแนะนำของโบรอนมาจากคอลัมน์ปี 2564 ของ Veazie, Whipker และคณะ ใน Cannabis Business Times ซึ่งเป็นนิตยสารของสหรัฐฯ สำหรับคนทำธุรกิจปลูกกัญชา
ช่วงที่ซ้อนทับกัน
ธาตุอาหารหลัก (N, P, K, Ca, Mg) พร้อมให้ต้นใช้มากที่สุดที่ pH 6.0–7.0 ส่วนจุลธาตุ (Fe, Mn, Zn, Cu) พร้อมให้ต้นใช้มากที่สุดที่ pH 5.0–6.5 มีโมลิบดีนัมเป็นข้อยกเว้นเพียงตัวเดียว สองช่วงนี้ซ้อนทับกันที่ประมาณ 5.8–6.5 ช่วงนี้จึงเป็นเป้าหมายที่นิยมใช้กับเส้นใยมะพร้าวและไฮโดรโปนิกส์
สิ่งที่ควรทำ: เมื่อเห็นอาการผิดปกติที่ใบ ให้ใช้คู่มือวินิจฉัยอาการขาดธาตุหาว่าน่าจะเป็นธาตุตัวไหน แล้วดูช่วง pH ของธาตุนั้นในตารางด้านบน ถ้า pH ที่คุณวัดได้อยู่นอกช่วงนั้น ให้แก้ pH ก่อน เพราะการเติมธาตุที่ถูกล็อคอยู่เพิ่มเข้าไปจะไม่ช่วยอะไร
EC, TDS และ ppm: การวัดความเข้มข้นของสารละลาย
EC ย่อมาจาก electrical conductivity หรือค่าการนำไฟฟ้า ใช้วัดว่าสารละลายนำกระแสไฟฟ้าได้ดีแค่ไหน เกลือจากปุ๋ยที่ละลายอยู่เป็นตัวนำกระแส EC ที่สูงขึ้นจึงแปลว่ามีแร่ธาตุละลายอยู่มากขึ้น หน่วยที่ใช้คือมิลลิซีเมนส์ต่อเซนติเมตร (mS/cm) EC บอกปริมาณเกลือทั้งหมด แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นธาตุอาหารตัวไหน
TDS ย่อมาจาก total dissolved solids หรือปริมาณของแข็งที่ละลายอยู่ทั้งหมด แสดงผลเป็น ppm เครื่องวัด TDS ไม่ได้วัดของแข็งโดยตรง แต่วัด EC แล้วคูณด้วยตัวคูณสำหรับแปลงค่า ผู้ผลิตเครื่องวัดใช้ตัวคูณสองแบบที่ต่างกัน:
| สเกล | สูตร | ยี่ห้อเครื่องวัดที่ใช้ | EC 2.0 จะแสดงเป็น |
|---|---|---|---|
| สเกล 500 (หรือเรียกว่า NaCl) | ppm = EC × 500 | Hanna, Milwaukee | 1000 ppm |
| สเกล 700 (หรือเรียกว่า Truncheon) | ppm = EC × 700 | Bluelab, Eutech | 1400 ppm |
ชื่อ NaCl หมายถึงเกลือแกง ซึ่งสเกล 500 ใช้เป็นฐานในการคำนวณ ส่วน Truncheon คือชื่อเครื่องวัด EC รุ่นหนึ่งของ Bluelab ที่ใช้สเกล 700
เพราะตัวคูณไม่เท่ากัน เครื่องวัดสองเครื่องจึงอาจแสดงค่าของสารละลายเดียวกันต่างกันถึง 40% (700 ÷ 500 = 1.4) EC ในหน่วย mS/cm เป็นค่าทางกายภาพที่วัดได้โดยตรง เครื่องที่คาลิเบรตแล้วทุกเครื่องจะอ่านได้ค่าเดียวกัน ให้ใช้ EC เป็นหน่วยหลัก และแปลงค่าเฉพาะเมื่อตารางให้ปุ๋ยเขียนไว้เป็น ppm:
- แปลง ppm สเกล 500 เป็น EC ให้หารด้วย 500 ส่วน ppm สเกล 700 ให้หารด้วย 700
- แปลง ppm สเกล 500 เป็นสเกล 700 ให้คูณด้วย 1.4 ถ้าแปลงกลับให้หารด้วย 1.4
- ตารางบางฉบับใช้หน่วย µS/cm (ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร) โดย 1 mS/cm = 1000 µS/cm
สิ่งที่ควรทำ: ดูในคู่มือหรือเมนูตั้งค่าว่าเครื่องวัดของคุณใช้ ppm สเกลไหน แล้วใช้ปากกาเคมีเขียนสเกลไว้บนตัวเครื่อง เวลาเจอตารางที่ใช้อีกสเกลหนึ่ง คุณจะได้ไม่ให้ปุ๋ยมากหรือน้อยเกินไป 1.4 เท่า
ทำไมปริมาณน้ำที่ต้นใช้จึงจำกัดค่า EC ที่ต้นรับได้
การคายน้ำคือการที่พืชเสียน้ำออกไปทางใบในรูปไอน้ำ น้ำที่เสียไปนี้ดึงน้ำจากรากขึ้นมาแทน และธาตุอาหารที่ละลายอยู่ก็ขึ้นมาพร้อมน้ำด้วย ดังนั้นต้นจะได้อาหารมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าดูดน้ำเร็วแค่ไหน
เมื่ออากาศร้อนและแห้ง ต้นจะดูดน้ำเร็ว เกลือส่วนที่ต้นไม่ได้ใช้จะสะสมอยู่ในวัสดุปลูกได้ ผู้ปลูกจึงมักลด EC ในสภาพแบบนี้ เมื่ออากาศชื้นมาก ต้นจะดูดน้ำช้า อาหารที่ขึ้นมาพร้อมน้ำจึงน้อยลง แม้ EC จะเท่าเดิม
หมายเหตุผู้แปล: หน้าร้อนกับหน้าฝนของไทยส่งผลต่อการคายน้ำต่างกัน คู่มือการควบคุมสภาพอากาศอธิบายว่าอุณหภูมิกับความชื้นมีผลต่อการคายน้ำร่วมกันอย่างไร ซึ่งวัดเป็นค่าความต่างของความดันไอ (VPD) เมื่อเปลี่ยนฤดู อย่าใช้ EC เดิมเพียงเพราะเคยชิน ให้ดูปลายใบและ EC ของน้ำที่ไหลออก (ตอนที่ 2) ในการรดน้ำไม่กี่รอบถัดไป แล้วค่อยปรับ
ค่า EC เป้าหมายในแต่ละระยะการเติบโต
| ระยะ | EC (mS/cm) | ppm สเกล 500 | ppm สเกล 700 |
|---|---|---|---|
| ต้นกล้าหรือกิ่งโคลน | 0.2–0.8 | 100–400 | 140–560 |
| ทำใบช่วงต้น (สัปดาห์ที่ 1–3) | 0.8–1.2 | 400–600 | 560–840 |
| ทำใบช่วงปลาย (สัปดาห์ที่ 4 เป็นต้นไป) | 1.2–1.6 | 600–800 | 840–1120 |
| ทำดอกช่วงต้น (สัปดาห์ที่ 1–3) | 1.4–1.8 | 700–900 | 980–1260 |
| ทำดอกช่วงกลาง (สัปดาห์ที่ 4–6) | 1.6–2.2 | 800–1100 | 1120–1540 |
| ทำดอกช่วงปลาย (สัปดาห์ที่ 7 เป็นต้นไป) | 1.2–1.6 | 600–800 | 840–1120 |
| ล้างราก (1–2 สัปดาห์สุดท้าย) | 0.0–0.4 | 0–200 | 0–280 |
ค่าในคอลัมน์สเกล 700 คำนวณจากค่า EC (EC × 700)
สิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละระยะ:
- ต้นกล้าหรือกิ่งโคลน: รากยังอ่อนและไหม้ได้ง่าย ต้นอ่อนต้องการความชื้นและแสงเป็นหลัก ในสัปดาห์แรกใช้น้ำเปล่าที่ปรับ pH ให้ถูกต้องก็พอ
- ทำใบช่วงต้น (ระยะเจริญเติบโตทางลำต้นและใบ): เพิ่ม EC ทีละขั้น ให้ไนโตรเจนเป็นหลัก เพราะไนโตรเจนช่วยสร้างใบและลำต้น
- ทำใบช่วงปลาย: ช่วงนี้ต้นแข็งแรงแล้ว ถ้าต้นตอบสนองดีและปลายใบไม่ไหม้ ให้ปุ๋ยเต็มอัตราได้
- ทำดอกช่วงต้น: เปลี่ยนไปใช้ปุ๋ยทำดอกที่มี P และ K มากขึ้น และมี N น้อยลง ช่วงนี้คือช่วงยืดตัว ซึ่งต้นจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเปลี่ยนเข้าสู่การทำดอก
- ทำดอกช่วงกลาง: ต้นต้องการธาตุอาหารมากที่สุด เพราะช่อดอก (buds) โตเร็วที่สุดในช่วงนี้ ให้คอยดูอาการปลายใบไหม้
- ทำดอกช่วงปลาย: ค่อยๆ ลด EC ลง ต้นกำลังสุกและต้องการอาหารน้อยลง เมื่อได้ไนโตรเจนน้อยลง ใบจะเปลี่ยนสีไปตามธรรมชาติ
- ล้างราก: ให้น้ำเปล่าที่ปรับ pH แล้ว หรือให้ EC ต่ำมาก เพื่อไล่เกลือส่วนเกินออกจากวัสดุปลูก ผู้ปลูกหลายคนล้างรากเพราะหวังเรื่องรสชาติด้วย แต่การทดลองที่มีกลุ่มควบคุมยังไม่พบว่าช่วยให้รสชาติดีขึ้น หัวข้อเรื่องการล้างรากในฟอรัมนี้รวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องรสชาติไว้แล้ว
สายพันธุ์ที่กินปุ๋ยน้อยและสายพันธุ์ที่กินปุ๋ยมาก
แต่ละสายพันธุ์รับเกลือได้ไม่เท่ากัน สายพันธุ์ที่กินปุ๋ยน้อย เช่น ออโต้ฟลาวเวอร์ และซาติวา (sativa) สายพันธุ์ดั้งเดิม (landrace) ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่ปลูกสืบกันมาในท้องถิ่น แม้ในช่วงที่กินปุ๋ยมากที่สุดก็รับ EC ได้แค่ 1.0–1.4 ส่วนสายพันธุ์ที่กินปุ๋ยมาก เช่น OG Kush หรือ Gorilla Glue รับ EC ได้ถึง 2.5–3.0
สิ่งที่ควรทำ: เริ่มจาก EC ต่ำ แล้วเพิ่มทีละ 0.2 ดูต้น 2–3 วันก่อนเพิ่มครั้งต่อไป จดวันที่ ค่า EC และสภาพปลายใบไว้ทุกครั้ง คุณจะรู้ว่าสายพันธุ์ของคุณรับ EC ได้สูงสุดเท่าไรจริงๆ ในห้องปลูกของคุณเอง
เอกสารอ้างอิง
- Veazie P et al. (2025). Impact of substrate pH and micronutrient fertility rates on Cannabis sativa. Agrosystems, Geosciences & Environment, 8(1), e70044. doi:10.1002/agg2.70044.
- Veazie P, Whipker BE et al. (2021). When Micronutrients Become Macro Problems. Cannabis Business Times (คอลัมน์ Cultivation Matters).
- Rx Green Technologies. Identifying pH Levels in Cannabis (เอกสารทางเทคนิคเรื่อง pH). Identifying pH Levels in Cannabis | Rx Green Technologies
- Advanced Nutrients (2017). Nutrient Lockout: What It Is and How To Prevent It! Nutrient Lockout: How to Prevent It - Advanced Nutrients
- Quesada Moya F / Pevgrow (2024). Marijuana also has its PH — Best PH for Cannabis (Soil & Hydro) Chart. Best PH for Cannabis [Soil & Hydro] Chart | Pevgrow Blog
- CocoForCannabis. How To Set EC Targets; Growing Cannabis in Coco Coir with High Frequency Fertigation. https://www.cocoforcannabis.com/ectargets/
- Science in Hydroponics (2020). A Guide to Different pH Down Options in Hydroponics.
- BVB Substrates (2021). Cannabis substrate and pH buffer. Cannabis substrate and pH buffer - BVB Substrates
- HortGrow Solutions. Coco Coir as a Medium-CEC Substrate: Balancing Precision and Buffering. Coco Coir as a Medium-CEC Substrate: Balancing Precision and Buffering | HortGrow Blog
- Advanced Nutrients (2025). How to Optimize Your Commercial Grow With Rockwool for Cannabis; Peat Moss for Cannabis: The Complete Guide to Maximizing Your Grow Medium. advancednutrients.com
- Modern Farms (2026). DWC Cannabis Setup Guide.
- The Cannigma (2026). Living Soil Cannabis: Why Top Cultivators Are Ditching Synthetic Nutrients. Living Soil Cannabis: Why Top Cultivators Are Ditching Synthetic Nutrients | The Cannigma
- Malík M, Tlustoš P (2025). Soilless Growing Media for Cannabis Cultivation. Agriculture (MDPI), 15(18), 1955. doi:10.3390/agriculture15181955
- Blimburn Seeds (2024). Best EC and pH for Cannabis Nutrient Uptake.
- GrowDiaries (2024). EC and PPM in Cannabis + Common Nutrient Deficiencies from Incorrect pH.
หมายเหตุทางกฎหมาย: บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อการศึกษา ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ซึ่งสั่งจ่ายได้ไม่เกิน 30 วัน และห้ามโฆษณาหรือขายช่อดอกทางออนไลน์ ต่อมามีกฎกระทรวง พ.ศ. 2569 ออกมาอีก 2 ฉบับ ฉบับที่ว่าด้วยสารสกัดกัญชาและกัญชงมีผลตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2569 ส่วนกฎกระทรวงสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) ซึ่งเพิ่มความเข้มงวดของเกณฑ์ใบอนุญาตช่อดอก มีผลตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 คุณปลูกกัญชาได้หรือไม่ และต้องมีใบอนุญาตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกฎหมายในพื้นที่ที่คุณอยู่ ฟอรัมนี้ไม่สนับสนุนการใช้เพื่อสันทนาการ
ถ้ามีคำถามเกี่ยวกับค่าที่คุณวัดได้ โพสต์ไว้ใต้หัวข้อนี้ได้เลย ระบุวัสดุปลูก ค่า pH และ EC ที่คุณรด และค่าน้ำที่ไหลออกจากก้นกระถางถ้ามี ผู้ปลูกคนอื่นจะได้เทียบกับตัวเลขของตัวเองได้
อ่านต่อตอนที่ 2: ค่า pH และ EC สำหรับกัญชา: เครื่องวัด การคาลิเบรต การปรับ pH การตรวจน้ำที่ไหลออก และการวินิจฉัยภาวะธาตุอาหารถูกล็อค (ตอนที่ 2 จาก 2)