แปลและเรียบเรียงจากบทว่าด้วยน้ำที่ใช้รดต้นไม้ ในหนังสือ True Living Organics ของ The Rev ส่วนงานวิจัยและเอกสารของหน่วยส่งเสริมการเกษตรที่ใช้ตรวจสอบข้ออ้างในหนังสือ ดูได้ในหัวข้อเอกสารอ้างอิงท้ายบทความ
ดินมีชีวิต ขึ้นอยู่กับน้ำที่คุณรดลงไป แต่ผู้ปลูกส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าในน้ำของตัวเองมีอะไรบ้าง ตอนที่ 2 นี้อธิบายว่าเครื่องกรองระบบ RO (ออสโมซิสย้อนกลับ) ทำงานอย่างไร และนำน้ำทิ้งจากเครื่องไปใช้ได้อย่างไร นอกจากนี้ยังพูดถึงผลของฟลูออไรด์ วิธีตรวจน้ำของคุณเองในประเทศไทย กรณีที่ต้องใช้ Cal-Mag และแหล่งน้ำแบบไหนเหมาะกับภูมิภาคนี้ที่สุด
The Rev คือนามปากกาของผู้ปลูกสายอินทรีย์ชาวอเมริกันที่เขียนหนังสือ True Living Organics วิธีของเขาเรียกว่า TLO คือการทำดินให้อุดมสมบูรณ์มากพอจนแทบไม่ต้องทำอะไรนอกจากรดน้ำ (TLO ทำงานอย่างไร) ตรงไหนที่บทความนี้อิงคำแนะนำหรือข้อสังเกตส่วนตัวของเขา จะบอกไว้ทุกครั้ง ข้ออ้างไหนที่ตรวจสอบได้ จะใส่ลิงก์ไปยังงานวิจัยหรือหน่วยส่งเสริมการเกษตรของมหาวิทยาลัยไว้ หน่วยส่งเสริมการเกษตร (extension service) คือหน่วยงานของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ที่ให้คำแนะนำด้านการเกษตรแก่ประชาชนทั่วไป
ตอนที่ 1 อธิบายไว้ 3 เรื่อง เรื่องแรก คลอรามีน (chloramine) ในน้ำประปาไม่หายไปแม้จะพักน้ำทิ้งไว้ เรื่องที่สอง น้ำกระด้างทำให้เกลือสะสมในกระถางภายใน 1–2 เดือน เรื่องที่สาม น้ำที่ผ่านเครื่องทำน้ำอ่อนมีโซเดียม จึงห้ามนำมารดต้นไม้เด็ดขาด
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1403
5. เครื่อง RO ทำงานอย่างไร และทำไมน้ำทิ้งจากเครื่องจึงมีประโยชน์
เครื่องกรองระบบ RO (ออสโมซิสย้อนกลับ) ใช้แรงดันดันน้ำผ่านเยื่อกรอง (เมมเบรน) ที่ละเอียดมาก น้ำสะอาดผ่านไปได้ ส่วนแร่ธาตุที่ละลายอยู่ส่วนใหญ่จะติดค้างไว้ แร่ธาตุเหล่านี้ไหลออกจากเครื่องไปกับน้ำอีกสายหนึ่ง เรียกว่าน้ำทิ้ง (reject water หรือ “waste” water)
เครื่องแบบตั้งโต๊ะทั่วไปมี 3 ขั้น คือไส้กรองคาร์บอน ตามด้วยเมมเบรน แล้วต่อด้วยคาร์บอนอีกครั้ง เครื่องแบบนี้ราคาไม่แพง เมื่อกรองน้ำประปาที่บ้านของ The Rev น้ำที่ออกจากเครื่อง RO วัดได้ประมาณ 10 PPM โดย PPM ย่อมาจาก parts per million (ส่วนในล้านส่วน) มีค่าใกล้เคียงกับมิลลิกรัมต่อลิตร
การดูแลรักษา:
- The Rev เปลี่ยนไส้กรองคาร์บอนอย่างน้อยปีละครั้ง และใช้เมมเบรนได้นานหลายปี
- ติดเครื่องวัด TDS ไว้ที่สายน้ำออก ถ้าเมมเบรนเริ่มเสื่อม ค่าที่วัดได้จะเริ่มสูงขึ้น เครื่องวัด TDS คือเครื่องวัดราคาถูกรูปร่างคล้ายปากกา ใช้วัดปริมาณแร่ธาตุที่ละลายในน้ำเป็นหน่วย PPM
- เครื่องผลิตน้ำได้ช้า นับเป็นลิตรต่อชั่วโมง ไม่ใช่ลิตรต่อนาที จึงควรมีถังเก็บน้ำสำรองไว้ แทนที่จะกรองตอนจะใช้
น้ำทิ้งไม่ใช่ของเสียและไม่เป็นพิษ มันคือน้ำต้นทางของคุณเองที่เข้มข้นขึ้น โดยทั่วไปเข้มข้นกว่าน้ำที่เข้าเครื่อง 1.3–2 เท่า ตัวเลขที่แน่นอนขึ้นกับอัตราการผลิตน้ำสะอาด (recovery ratio) ของเครื่อง คือสัดส่วนของน้ำที่เข้าเครื่องแล้วออกมาเป็นน้ำสะอาด น้ำทิ้งนำไปใช้ได้ดังนี้:
- ต้นที่ปลูกลงดินโดยตรงกลางแจ้ง ดินปริมาณมากจะดูดซับแร่ธาตุส่วนเกินไว้ได้ ดูเพิ่มเติมที่ ดินมีชีวิตกลางแจ้ง
- น้ำประปาที่ไม่มีสารฆ่าเชื้อแล้ว ถ้าเครื่องของคุณมีไส้กรองคาร์บอนอยู่ก่อนเมมเบรน น้ำทิ้งที่ได้จากน้ำประปาจะไม่มีคลอรีนหรือคลอรามีนแล้ว แต่ยังมีฟลูออไรด์และแร่ธาตุละลายอื่น ๆ อยู่
- งานในบ้าน เช่น ทำความสะอาด หรือต้มผัก
- การผสมน้ำ ถ้าคุณใช้น้ำบาดาลหรือน้ำจากตาน้ำธรรมชาติ และรู้ว่าน้ำนั้นมีแร่ธาตุอะไรบ้าง The Rev จะผสมน้ำทิ้งกับน้ำที่กรองแล้ว เพื่อให้น้ำที่ใช้รดมีค่าประมาณ 70–90 PPM
ในพื้นที่ที่ต้องซื้อน้ำและบางครั้งน้ำขาด การจัดระบบนี้ให้ดีถือว่าคุ้ม เพิ่มถังอีกใบกับท่อสั้น ๆ อีกเส้นก็เก็บน้ำกลับมาใช้ได้เป็นปริมาณมาก
หมายเหตุผู้แปล: ถ้าพื้นที่ของคุณน้ำหรือไฟดับบ่อย ให้เติมถังเก็บน้ำ RO ไว้ให้เต็มเสมอ เมื่อน้ำหรือไฟดับจะได้ยังรดน้ำได้ตามปกติ ในอากาศ 30–35 °C ให้ปิดฝาถังทั้งสองใบ วางไว้ในที่ไม่โดนแดดโดยตรง และล้างถังเป็นประจำ
สิ่งที่ควรทำ: วัดว่าเครื่องของคุณปล่อยน้ำทิ้งวันละกี่ลิตร แล้ววางแผนไว้ก่อนว่าจะนำน้ำนั้นไปใช้ที่ไหน จะรดแปลงกลางแจ้ง ใช้ทำความสะอาด หรือใช้ผสมน้ำ ก่อนที่จะปล่อยลงท่อไปเปล่า ๆ
6. ฟลูออไรด์: มีผลจริง แต่น้อยกว่าที่หนังสืออ้าง
หนังสืออ้างเรื่องฟลูออไรด์ไว้ 4 ข้อ:
- ฟลูออไรด์รบกวนกระบวนการทางชีวภาพในพืชมากกว่า 30 กระบวนการ
- ฟลูออไรด์ทำให้อัตราการงอกของเมล็ดลดลงแน่นอน
- ไส้กรองคาร์บอนกำจัดฟลูออไรด์ไม่ได้
- ระบบ RO กำจัดฟลูออไรด์ได้
สิ่งที่หน่วยส่งเสริมการเกษตรยืนยัน: ฟลูออไรด์ทำให้พืชเสียหายได้จริง คู่มือ Pacific Northwest Plant Disease Handbook ระบุว่าระบบประปาเทศบาลหลายแห่งเติมฟลูออไรด์ไว้ประมาณ 1 ppm การรดด้วยน้ำนี้ทำให้เกิดอาการเป็นพิษได้ ในพืชที่ไวต่อฟลูออไรด์ ตัวอย่างที่คู่มือยกมา ได้แก่ Dracaena เศรษฐีเรือนใน แกลดิโอลัส ลิลลี่ ทิวลิป และยัคคา รวมถึงไม้ผลบางชนิดและพืชตระกูลสน
Michigan State University Extension (หน่วยส่งเสริมการเกษตรของมหาวิทยาลัยมิชิแกนสเตต) ระบุว่าพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น เศรษฐีเรือนใน ลิลลี่ และดราซีน่า อยู่ในกลุ่มที่ไวต่อฟลูออไรด์มากกว่าพืชอื่น สำหรับพืชที่ไวต่อฟลูออไรด์ หน่วยงานนี้แนะนำให้ใช้ระบบ RO เป็นทางแก้ระยะยาว หรือเก็บน้ำฝนมาใช้แทน หรือใช้เจือจางน้ำประปา อีกวิธีคือรักษา pH ของวัสดุปลูกไว้ที่ประมาณ 6.0–6.8 เพื่อให้พืชดูดฟลูออไรด์ไปใช้ได้น้อยลง ถ้าพืชชนิดนั้นทนช่วง pH นี้ได้
สิ่งที่ยืนยันไม่ได้: ไม่พบแหล่งข้อมูลใดสนับสนุนตัวเลข “มากกว่า 30 กระบวนการ” และไม่พบหลักฐานว่าฟลูออไรด์ทำให้เมล็ดกัญชางอกน้อยลง กัญชาไม่อยู่ในรายชื่อพืชที่ไวต่อฟลูออไรด์ที่มีการตีพิมพ์ และไม่พบงานวิจัยใดที่ศึกษาผลของฟลูออไรด์ต่อกัญชา ให้ถือว่าข้ออ้างเรื่องฟลูออไรด์ในหนังสือยังไม่มีหลักฐานยืนยันสำหรับกัญชา
หมายเหตุผู้แปล: ไม่พบแหล่งข้อมูลที่แสดงว่าน้ำประปาในไทยมีการเติมฟลูออไรด์แบบระบบประปาหลายแห่งในสหรัฐฯ แต่ฟลูออไรด์ที่มีตามธรรมชาติในน้ำใต้ดินเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การสำรวจบ่อน้ำในเชียงใหม่และลำพูน ทางภาคเหนือของไทยพบว่า บ่อจำนวนไม่น้อยมีฟลูออไรด์เกิน 1.5 mg/L ฟลูออไรด์นี้มาจากแหล่งความร้อนใต้พิภพและหินแกรนิต
สิ่งที่ควรทำ: ถ้าคุณใช้น้ำบาดาลในภาคเหนือ ให้ตรวจฟลูออไรด์ด้วยทุกครั้งที่ส่งน้ำตรวจ อย่าเดาเอาเองว่าค่าต่ำ ถ้าค่าสูง ระบบ RO แก้ได้ ไส้กรองคาร์บอนแก้ไม่ได้
7. ค่าแร่ธาตุในน้ำ: ทำไมไม่ควรลอกตัวเลขจากหนังสือ
The Rev แบ่งช่วงค่า PPM คร่าว ๆ จากน้ำที่เขาใช้เอง:
- ไม่กี่สิบ PPM: เขาต้องจัดการแค่คลอรามีน และแทบไม่ต้องสนใจ pH
- สูงกว่าประมาณ 80 PPM: pH เริ่มมีผลมากขึ้นชัดเจน
- ประมาณ 150–170 PPM: เขาถือว่าเป็นน้ำกระด้าง และติดเครื่องทำน้ำอ่อนไว้ก่อนเครื่อง RO
แต่เขาก็หักล้างช่วงตัวเลขของตัวเอง เขาเล่าว่าต้น TLO โตดีกับน้ำบาดาล 150 PPM แต่ได้ผลแย่กับน้ำบาดาล 80 PPM เขาจึงสรุปว่าสิ่งสำคัญคือในน้ำมีแร่ธาตุอะไร ไม่ใช่แค่มีมากหรือน้อย
ข้อสรุปนี้ถูกต้อง และเป็นเหตุผลที่บทความนี้ไม่ถือช่วงตัวเลขของเขาเป็นเกณฑ์สำหรับภูมิภาคนี้ ค่า TDS (total dissolved solids หรือปริมาณสารละลายทั้งหมด) เป็นตัวเลขเดียวที่บอกปริมาณรวมของสารที่ละลายในน้ำ แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นแร่ธาตุอะไร น้ำ 120 PPM ที่ส่วนใหญ่เป็นแคลเซียมไบคาร์บอเนต ต่างจากน้ำ 120 PPM ที่มีโซเดียมและแมงกานีสโดยสิ้นเชิง
จริง ๆ แล้วเครื่องวัด TDS วัดค่า EC (ค่าการนำไฟฟ้า) ซึ่งจะสูงขึ้นเมื่อมีแร่ธาตุละลายในน้ำมากขึ้น จากนั้นเครื่องจึงแปลงค่า EC เป็นค่า PPM โดยประมาณ เครื่องแต่ละรุ่นใช้ตัวคูณแปลงค่าไม่เท่ากัน จึงควรเปรียบเทียบค่าที่วัดจากเครื่องเดียวกันเท่านั้น หรือจดค่า EC ไว้โดยตรง
สิ่งที่ควรทำแทน:
- ซื้อเครื่องวัด TDS ราคาถูกมาก และเป็นเครื่องมือที่คุ้มค่าที่สุดในห้องปลูก วัดน้ำต้นทางของคุณ แล้ววัดซ้ำอีกครั้งในฤดูกาลอื่น
- ส่งน้ำตรวจวิเคราะห์แบบครบ ถ้าคุณปลูกใหญ่กว่าระดับงานอดิเรกเล็ก ๆ ขอรายงานคุณภาพน้ำจากผู้ให้บริการน้ำประปาของคุณ ค่าตรวจที่แล็บเอกชนเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับมูลค่าผลผลิตหนึ่งรอบ ให้ขอผลแคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม เหล็ก แมงกานีส ซัลเฟต ไบคาร์บอเนต ฟลูออไรด์ (สำหรับน้ำบาดาล) และชนิดของสารฆ่าเชื้อที่ใช้
- ใช้ผลวิเคราะห์น้ำเป็นส่วนหนึ่งของแผนการให้ปุ๋ย น้ำกระด้างอาจให้แคลเซียมและแมกนีเซียมบางส่วนอยู่แล้ว ซึ่งปกติคุณต้องเติมเอง ผลวิเคราะห์เท่านั้นที่บอกได้ว่ามีมากแค่ไหน (ดูหัวข้อ 8)
- วัดซ้ำทุกฤดูกาล ในภูมิอากาศแบบมรสุม องค์ประกอบทางเคมีของน้ำใต้ดินเปลี่ยนไปตลอดทั้งปี
วิธีวัดและปรับค่า pH และ EC ดูได้ที่ ค่า pH และ EC สำหรับกัญชา: วัดอะไร และค่าเป้าหมายสำหรับวัสดุปลูกและระยะการเติบโตแต่ละแบบ (ตอนที่ 1 จาก 2) ส่วนกระทู้อื่น ๆ เกี่ยวกับคุณภาพน้ำ รวบรวมไว้ที่ ธาตุอาหารทั่วไป: pH, EC, คุณภาพน้ำ, การผสม และสารกระตุ้นชีวภาพ (Biostimulants)
หมายเหตุผู้แปล: ในประเทศไทย คุณหาผลวิเคราะห์น้ำได้จาก 3 ทาง:
- ผู้ให้บริการน้ำประปา การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เขตต่าง ๆ เผยแพร่รายงานคุณภาพน้ำประจำปีของแต่ละสาขาไว้ทางออนไลน์ การประปานครหลวง (กปน.) แสดงค่าคลอรีนอิสระคงเหลือแบบเรียลไทม์ตามจุดตรวจวัด ถ้าหารายงานของพื้นที่คุณไม่เจอ ให้ขอจาก กปน. กปภ. หรือระบบประปาท้องถิ่นของคุณ
- ห้องปฏิบัติการเอกชน ถ้าใช้น้ำบาดาล ให้ส่งตัวอย่างน้ำไปที่ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์น้ำ ก่อนส่งให้ถามให้แน่ใจว่าแล็บตรวจโซเดียม แมงกานีส และฟลูออไรด์ได้ ถ้าอยากรู้ว่าสมาชิกคนอื่นเคยใช้แล็บไหน ให้ถามในหมวดบริการ B2B
- แถบทดสอบ แถบวัดความกระด้างสำหรับตู้ปลาบอกระดับความกระด้างจากแคลเซียมและแมกนีเซียมได้คร่าว ๆ ใช้ดูค่าในช่วงระหว่างการส่งแล็บแต่ละครั้ง แต่ใช้แทนการตรวจที่แล็บไม่ได้
8. แคลเซียมและแมกนีเซียม (Cal-Mag): เมื่อไหร่ที่น้ำของคุณต้องใช้
“Cal-Mag” คือชื่อเรียกทั่วไปของอาหารเสริมที่ให้แคลเซียมและแมกนีเซียม จะต้องใช้หรือไม่ขึ้นอยู่กับน้ำต้นทางและระบบปลูกของคุณ:
- น้ำกระด้าง อาจมีแคลเซียมและแมกนีเซียมอยู่แล้วบางส่วน ซึ่งปกติคุณต้องเติมเองด้วยโดโลไมต์ (หินบดที่มีทั้งสองธาตุ) หรือเปลือกหอยนางรม ค่าแคลเซียมและแมกนีเซียมจากผลวิเคราะห์น้ำเท่านั้นที่บอกได้ว่ามีอยู่เท่าไร ถ้าไม่มีตัวเลขนี้ คุณเสี่ยงจะเติมซ้ำลงไปบนของที่มีอยู่แล้ว
- น้ำ RO น้ำฝน และน้ำควบแน่นจากเครื่องลดความชื้น ทั้งสามแบบมีแร่ธาตุละลายน้อยมาก น้ำที่ออกจากเครื่อง RO ของ The Rev วัดได้ประมาณ 10 PPM ส่วนน้ำควบแน่นเกือบเท่ากับน้ำกลั่น ในดินมีชีวิต แคลเซียมและแมกนีเซียมจึงต้องมาจากวัสดุที่ผสมลงดิน เช่น โดโลไมต์ หรือเปลือกหอยนางรม ถ้าใช้ปุ๋ยสำเร็จรูปแบบขวด ให้ทำตามฉลากของผู้ผลิตสำหรับกรณีใช้น้ำแร่ธาตุต่ำ บทความนี้ไม่ระบุอัตราใช้ เพราะต้นฉบับไม่ได้ระบุไว้
- น้ำที่ผ่านเครื่องทำน้ำอ่อน เครื่องทำน้ำอ่อนเอาโซเดียมไปแทนที่แคลเซียมและแมกนีเซียมแล้ว การเติม Cal-Mag ไม่ได้ทำให้โซเดียมหายไป ห้ามใช้น้ำนี้ (ดูตอนที่ 1)
- ต้นขาดแคลเซียมทั้งที่น้ำดี จากประสบการณ์ของ The Rev ปัญหาแคลเซียมมักตามมาหลังการรดน้ำไม่ทั่ว จนในกระถางมีจุดที่ดินแห้งค้างอยู่ ให้แก้วิธีรดน้ำก่อน (หัวข้อ 10) แล้วค่อยพิจารณาเติมแคลเซียม
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ Cal-Mag ให้หาค่าแคลเซียมและแมกนีเซียมของน้ำต้นทางมาก่อน เทียบกับปริมาณที่สูตรดินหรือฉลากปุ๋ยของคุณให้อยู่แล้ว แล้วเติมเพิ่มเฉพาะเมื่อยังขาดจริง
9. จัดอันดับแหล่งน้ำสำหรับภูมิภาคนี้
1. น้ำฝน หนังสือยกให้เป็นตัวเลือกอันดับแรก ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ น้ำฝนเป็นตัวเลือกที่ใช้ได้จริงที่สุด เพราะฝนตกมากเกือบทั้งปีและมีแร่ธาตุละลายน้อยตามธรรมชาติ The Rev ให้เงื่อนไขไว้ 3 ข้อ:
- ตรวจวัสดุหลังคา เพราะวัสดุหลายชนิดปล่อยสารปนลงไปในน้ำที่ไหลลงมา
- เก็บน้ำไว้ในถัง
- เติมอากาศให้น้ำที่เก็บไว้ ด้วยการเป่าฟองอากาศลงในน้ำ
สำหรับภูมิภาคนี้มีเพิ่มอีก 2 ข้อ ในพื้นที่ที่มลพิษทางอากาศสูง ให้ติดอุปกรณ์แยกน้ำฝนแรก (first-flush diverter) ซึ่งจะระบายน้ำฝนช่วงแรกที่สกปรกที่สุดจากหลังคาทิ้งไป และให้ปิดถังเก็บน้ำ เพื่อไม่ให้ยุงวางไข่
หมายเหตุผู้แปล: ในพื้นที่ที่หน้าแล้งยาวนาน น้ำฝนอย่างเดียวอาจไม่พอใช้ทั้งปี ให้เตรียมแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้ช่วงหน้าแล้ง เช่น น้ำ RO หรือน้ำควบแน่น
2. น้ำ RO เชื่อถือได้และควบคุมได้ หนังสือใช้น้ำ RO เป็นตัวเลือกหลักในการใช้งานประจำวัน วิธีติดตั้งและดูแลรักษาดูได้ที่หัวข้อ 5
3. น้ำควบแน่นจากเครื่องลดความชื้น มีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำกลั่นและใช้ได้อย่างปลอดภัย ในภูมิอากาศชื้นที่เปิดเครื่องลดความชื้นอยู่แล้ว น้ำนี้คือน้ำฟรีที่คุณผลิตได้อยู่ทุกวัน หมั่นล้างถาดรองน้ำให้สะอาด
4. น้ำจากตู้ปลา The Rev เติมน้ำจากตู้ปลาน้ำจืดลงในน้ำ RO เล็กน้อย ช่วงทำใบเขาใช้มากกว่าช่วงทำดอกเล็กน้อย เพราะน้ำตู้ปลามีไนโตรเจน น้ำนี้เพิ่มค่า PPM ขึ้นเพียงเล็กน้อย และเติมสิ่งมีชีวิตลงไปในน้ำด้วย วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะตู้ปลาที่ใช้น้ำ RO หรือน้ำที่มีแร่ธาตุต่ำมาก และไม่เคยใส่สารกำจัดคลอรีนเลย นี่เป็นเทคนิคสำหรับปลูกเป็นงานอดิเรก ไม่ใช่วิธีสำหรับการผลิต
5. น้ำประปา ใช้ได้ถ้ากรองด้วยคาร์บอนหรือทำให้สารฆ่าเชื้อหมดฤทธิ์ก่อน (ดูตอนที่ 1) แต่ต้องครบ 2 เงื่อนไข คือค่าที่วัดได้ต้องต่ำจริง และคุณต้องรู้ว่าผู้ให้บริการน้ำใช้สารฆ่าเชื้อชนิดไหน ไม่พบข้อมูล TDS ของน้ำประปาไทยที่เผยแพร่มากพอจะสรุปเป็นภาพรวมได้ ให้วัดน้ำของคุณเอง อย่าเดาว่าค่าต่ำ
6. น้ำบาดาลและน้ำจากตาน้ำธรรมชาติ คุณภาพแตกต่างกันมากที่สุด บางแหล่งดีมาก แต่บางแหล่งมีเหล็ก แมงกานีส กำมะถัน หรือฟลูออไรด์สูงจนทำให้ต้นเสียหาย และคุณภาพยังเปลี่ยนไปตามฤดูกาลด้วย ให้ตรวจก่อนนำมาใช้เป็นหลัก แล้วตรวจซ้ำอีก
สิ่งที่ควรทำ: เลือกแหล่งน้ำหลัก 1 แหล่งและแหล่งสำรอง 1 แหล่งจากรายการนี้ แล้ววัดทั้งสองแหล่งด้วยเครื่องวัด TDS ก่อนเริ่มรอบปลูกถัดไป
10. เทคนิครดน้ำ 2 แบบที่ขึ้นกับคุณภาพน้ำ
การรดน้ำสองรอบ รดน้ำช้า ๆ จนน้ำเริ่มไหลออกก้นกระถาง (เรียกว่า runoff) แล้วรออย่างน้อย 30 นาที The Rev มักรอหลายชั่วโมง จากนั้นรดจนน้ำไหลออกก้นกระถางอีกรอบ วิธีนี้ป้องกันไม่ให้น้ำไหลเป็นร่อง คือน้ำไหลผ่านกระถางลงไปแค่ไม่กี่เส้นทาง แล้วเหลือจุดที่ดินแห้งค้างไว้ จากประสบการณ์ของเขา จุดดินแห้งมักเกิดขึ้นก่อนต้นมีปัญหาแคลเซียม นี่คือข้อสังเกตของเขา ไม่ใช่ข้อมูลจากการวัด
การให้กระถางดูดน้ำกลับจากถาดรอง น้ำที่ไหลล้นออกมาจะขังอยู่ในถาด แล้วถูกดินดูดกลับขึ้นไปในกระถาง วิธีนี้ช่วยได้ในวันที่อากาศร้อน และกับต้นใหญ่ที่ปลูกในกระถางเล็ก อย่าปล่อยให้กระถางแช่น้ำนานเกินประมาณ 30–40 นาที
ทั้งสองเทคนิคใช้ได้ดีกับน้ำที่มีค่า PPM ต่ำ ถ้าใช้น้ำกระด้าง การดูดน้ำกลับจากถาดจะพาแร่ธาตุกลับเข้าไปในกระถาง ทำให้เกลือสะสมเร็วขึ้นแบบที่อธิบายไว้ในตอนที่ 1 ถ้าน้ำของคุณกระด้าง อย่าใช้วิธีดูดน้ำกลับจากถาด ให้แก้ที่น้ำแทน ระบบถาดรองและระบบดูดน้ำขึ้นด้วยไส้ ดูได้ที่ กระถางให้น้ำอัตโนมัติสำหรับดินมีชีวิต
หมายเหตุผู้แปล: ในวันที่ร้อน 30–35 °C หลายคนอยากใช้ถาดรอง เพราะดินในกระถางแห้งเร็ว ให้วัดน้ำก่อน ใช้ถาดรองเฉพาะเมื่อค่าที่วัดได้ต่ำ และเทน้ำในถาดทิ้งหลังผ่านไป 30–40 นาที
สิ่งที่ควรทำ: ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า ให้รดน้ำสองรอบทุกครั้งที่รดน้ำ แล้วตรวจด้วยมือหรือจากน้ำหนักกระถางว่าดินชื้นทั่วทั้งกระถางหรือไม่
มาแชร์ข้อมูลของคุณไว้ใต้กระทู้นี้ ช่วยโพสต์ 3 เรื่องนี้:
- ค่า TDS ของน้ำต้นทางที่คุณใช้
- ฤดูที่คุณวัด
- คุณเคยส่งน้ำตรวจที่แล็บแบบครบหรือไม่
ดูเหมือนผู้ปลูกในภูมิภาคนี้มีผลวิเคราะห์น้ำแบบครบอยู่น้อยมาก ปัญหาต้นโทรมกลางรอบปลูกโดยหาสาเหตุไม่เจอหลายกรณีอาจมาจากน้ำ ถ้าคุณมีผลแล็บของน้ำบาดาลหรือน้ำประปา ช่วยโพสต์ค่าโซเดียมและแมงกานีส สองค่านี้คือข้อมูลที่ควรรวบรวมจากทั่วภูมิภาคมากที่สุด
หมายเหตุทางกฎหมาย: บทความนี้ให้ข้อมูลทางเทคนิคด้านพืชสวนสำหรับผู้อ่านที่ปฏิบัติตามกฎหมายในพื้นที่ของตน แต่ละประเทศควบคุมกัญชาแตกต่างกัน และยังผิดกฎหมายในหลายประเทศของภูมิภาคนี้ ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 กิจกรรมที่เกี่ยวข้องต้องได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข ช่อดอกจำหน่ายได้เฉพาะตามใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ในปริมาณไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาและห้ามขายช่อดอกทางออนไลน์ และไม่อนุญาตการใช้เพื่อสันทนาการ พระราชบัญญัติควบคุมกัญชายังเป็นเพียงร่าง คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ตรวจสอบกฎหมายในพื้นที่ของคุณก่อนปลูก เนื้อหาในบทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย
เอกสารอ้างอิง
- The Rev, True Living Organics, บทว่าด้วยน้ำที่ใช้รดต้นไม้
- Pacific Northwest Plant Disease Handbook: Fluorine toxicity in plants
- Michigan State University Extension: Fluoride toxicity in plants irrigated with city water
- Chuah et al., Science of the Total Environment, 2016: ฟลูออไรด์ในแหล่งน้ำดื่มของภาคเหนือของไทย (เชียงใหม่และลำพูน) ผ่าน Boise State University ScholarWorks: ลิงก์