การผสมสารละลายธาตุอาหารเองจากเกลือปุ๋ยดิบ: สูตรตัวอย่างพร้อมวิธีคำนวณ สต็อก A/B และลำดับการผสมที่ปลอดภัย (ตอนที่ 2 จาก 2)

บทความนี้อธิบายวิธีเปลี่ยนเกลือปุ๋ยดิบให้เป็นสารละลายธาตุอาหารที่ใช้งานได้จริง เนื้อหามีสูตรตัวอย่างที่คำนวณครบทุกขั้น วิธีประมาณค่า EC ก่อนผสม และวิธีตรวจสมดุลระหว่างโพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม นอกจากนี้ยังพูดถึงจุลธาตุ (micronutrient) แบบคีเลต สต็อกเข้มข้นส่วน A และส่วน B ลำดับการผสมพร้อมจุดตรวจหลังแต่ละขั้น และอุณหภูมิถังสารละลายในเขตอากาศร้อน ปริมาณทุกตัวในบทความคำนวณจากสูตรเดียว คือ กรัมต่อลิตร = ppm เป้าหมาย ÷ (10 × P) โดย P คือเปอร์เซ็นต์ของธาตุนั้นในเกลือ คิดในรูปธาตุเดี่ยว ไม่ใช่ในรูป P₂O₅ หรือ K₂O

บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1428


สูตรตัวอย่างพร้อมการคำนวณครบทุกขั้น

สูตรด้านล่างมีไว้เพื่อแสดงวิธีคำนวณเท่านั้น สูตรนี้เป็นสารละลายสำหรับใช้งานทั่วไป ไม่ใช่ตารางให้ธาตุอาหารที่ปรับมาเพื่อกัญชาโดยเฉพาะ เปอร์เซ็นต์ในตารางเป็นค่าวิเคราะห์ทั่วไปที่พบบนฉลาก และแปลงเป็นค่าธาตุเดี่ยวแล้ว ให้ใช้ตัวเลขที่พิมพ์อยู่บนกระสอบของคุณเอง

เกลือ (ค่าวิเคราะห์ที่ใช้) กรัม/ลิตร N P K Ca Mg S
แคลเซียมไนเตรต (N 15.5%, Ca 19%) 0.80 124 – – 152 – –
โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต, MKP (P 22.7%, K 28.2%) 0.22 – 50 62 – – –
โพแทสเซียมไนเตรต (N 13%, K 38%) 0.20 26 – 76 – – –
แมกนีเซียมซัลเฟตเฮปตะไฮเดรต (Mg 9.8%, S 13%) 0.50 – – – – 49 65
โพแทสเซียมซัลเฟต (K 41.5%, S 18%) 0.15 – – 62 – – 27
รวม (ppm) 1.87 150 50 200 152 49 92

ตัวเลขแต่ละช่องคำนวณจาก กรัม/ลิตร × 10 × P เท่านั้น ตัวอย่างเช่น MKP ให้ฟอสฟอรัส 0.22 × 10 × 22.7 = 50 ppm ส่วนจุลธาตุ (ดูหัวข้อด้านล่าง) ให้เติมเพิ่มเข้าไปอีก

สิ่งที่ควรทำ: สร้างตารางนี้ใหม่ในสเปรดชีต โดยใช้ค่าวิเคราะห์จากกระสอบของคุณเอง เมื่อให้สเปรดชีตคูณเลขแทน คุณจะเห็นตัวเลขที่พิมพ์ผิดก่อนที่ความผิดพลาดนั้นจะไปถึงต้นพืช

การประมาณค่า EC ก่อนผสม

ค่า EC ขึ้นอยู่กับจำนวนประจุไฟฟ้าที่เกลือซึ่งละลายอยู่ในน้ำพาไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของเกลือ หน่วยมิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตร (meq/L) เป็นหน่วยที่ใช้นับประจุเหล่านี้ การแปลงหน่วยทำได้โดยเอา ppm หารด้วยน้ำหนักสมมูล (equivalent weight) ซึ่งเท่ากับน้ำหนักอะตอมหารด้วยประจุของไอออนนั้น:

  • โพแทสเซียม (K, ประจุ 1): น้ำหนักสมมูล 39.1
  • แคลเซียม (Ca, ประจุ 2): 40.1 ÷ 2 = 20.0
  • แมกนีเซียม (Mg, ประจุ 2): 24.3 ÷ 2 = 12.2

หลักคร่าว ๆ ที่นิยมใช้กันคือ EC (mS/cm) ≈ ผลรวมไอออนบวก (แคตไอออน) หน่วย meq/L ÷ 10

สำหรับสูตรนี้:

  • K: 200 ÷ 39.1 ≈ 5.1 meq/L
  • Ca: 152 ÷ 20.0 ≈ 7.6 meq/L
  • Mg: 49 ÷ 12.2 ≈ 4.0 meq/L
  • แอมโมเนียม: ประมาณ 0.6 meq/L เพราะไนโตรเจนส่วนน้อยในแคลเซียมไนเตรตเกรดปุ๋ยอยู่ในรูปแอมโมเนียม

ผลรวมจึงอยู่ที่ประมาณ 17.3 meq/L ดังนั้นสูตรนี้ควรทำให้ EC เพิ่มขึ้นราว 1.7 mS/cm จากค่าที่วัดได้ในน้ำต้นทางของคุณ

ไอออนลบ (แอนไอออน) ใช้ตรวจทานได้อีกทางหนึ่ง ไนเตรตได้ประมาณ 10.1 ซัลเฟตประมาณ 5.7 และฟอสเฟตประมาณ 1.6 meq/L ผลรวมจึงใกล้เคียงกับไอออนบวก ถ้าผลรวมสองฝั่งตรงกัน แปลว่าการคำนวณน่าจะถูกต้อง แต่ค่า EC จริงจะแตกต่างไปตามชนิดเกลือที่ผสม จึงควรถือตัวเลขนี้เป็นเพียงค่าประมาณ ค่าที่เครื่องวัดอ่านได้คือคำตอบสุดท้าย

หลักเดียวกันนี้ใช้ประมาณค่าของแต่ละส่วนแยกกันได้ด้วย ซึ่งมีประโยชน์ตอนตรวจระหว่างผสมในหัวข้อถัดไป:

  • ส่วน A (แคลเซียมไนเตรต): Ca 7.6 + แอมโมเนียม 0.6 ≈ 8.2 meq/L หรือประมาณ 0.8 mS/cm
  • ส่วน B (เกลือที่เหลือทั้งหมด): K 5.1 + Mg 4.0 ≈ 9.1 meq/L หรือประมาณ 0.9 mS/cm

การตรวจสมดุลโพแทสเซียม : แคลเซียม : แมกนีเซียม

โพแทสเซียม แคลเซียม และแมกนีเซียม เป็นไอออนประจุบวกที่รากดูดเข้าไปเหมือนกัน ถ้ามีตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปมาก พืชอาจดูดธาตุตัวอื่นได้น้อยลง การดูสัดส่วนของทั้งสามตัวจึงช่วยให้เห็นภาพรวมได้ทันที

สำหรับสูตรนี้ สัดส่วนตาม ppm คือ 200 : 152 : 49 หรือประมาณ 4.1 : 3.1 : 1 ส่วนสัดส่วนตาม meq/L คือ 5.1 : 7.6 : 4.0 หรือประมาณ 1.3 : 1.9 : 1 สูตรต้นแบบที่วิธีนี้อ้างอิงไม่ได้กำหนดสัดส่วนเป้าหมายไว้ บทความนี้จึงไม่กำหนดตัวเลขเป้าหมายด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ควรทำ: คำนวณสัดส่วนแบบเดียวกันให้ปุ๋ยสำเร็จรูปที่คุณเชื่อถือ โดยใช้ค่าวิเคราะห์บนฉลาก แล้วนำมาเทียบกับสูตรของคุณ ให้คำนวณสัดส่วนใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนเกลือตัวใดตัวหนึ่ง เพราะการเปลี่ยนเกลือเพียงตัวเดียวอาจทำให้ตัวเลขทั้งสามเปลี่ยนไป

จุลธาตุและเหล็กคีเลต

เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) สังกะสี (Zn) โบรอน (B) ทองแดง (Cu) และโมลิบดีนัม (Mo) เป็นธาตุที่พืชต้องการในปริมาณน้อยมาก โดยคร่าว ๆ สูตรไฮโดรโปนิกส์ทั่วไปจะมีธาตุเหล่านี้ประมาณ:

  • Fe 1–3 ppm
  • Mn 0.3–0.8 ppm
  • Zn 0.05–0.3 ppm
  • B 0.2–0.5 ppm
  • Cu 0.02–0.1 ppm
  • Mo 0.01–0.05 ppm

ถ้าผสมครั้งละน้อย ๆ ปริมาณเหล่านี้จะน้อยเกินกว่าจะชั่งได้ หากไม่มีเครื่องชั่งวิเคราะห์ (analytical balance) ซึ่งเป็นเครื่องชั่งระดับห้องแล็บที่ละเอียดกว่าตาชั่งในครัวหรือตาชั่งทองมาก คนที่ผสมเองที่บ้านส่วนใหญ่จึงซื้อจุลธาตุคีเลตแบบผสมสำเร็จ แล้วคำนวณปริมาณที่ต้องใช้ด้วยสูตรเดียวกัน

เหล็กต้องอยู่ในรูปคีเลต คีเลต (chelate) คือโมเลกุลอินทรีย์ที่ห่อหุ้มไอออนโลหะไว้ ช่วยให้เหล็กยังละลายอยู่ในน้ำและรากนำไปใช้ได้ เกลือเหล็กที่ไม่มีคีเลตจะตกตะกอนเมื่อ pH สูงขึ้น ให้เลือกชนิดคีเลตให้เหมาะกับ pH ที่คุณใช้:

คีเลต ช่วยให้เหล็กพร้อมใช้ได้จนถึงประมาณ
Fe-EDTA pH 6.5 (ใช้ได้ดีกับไฮโดรโปนิกส์ที่คุม pH ไว้ที่ 5.5–6.0 และราคาถูกที่สุด)
Fe-DTPA pH 7.5
Fe-EDDHA pH 9 (สำหรับวัสดุปลูกที่ pH สูงหรือน้ำกระด้าง และราคาแพงที่สุด)

แต่ละแหล่งข้อมูลอาจระบุค่าเพดาน pH ต่างกันเล็กน้อย แต่ลำดับจะเหมือนกันเสมอ ตัวอย่างการใช้สูตร: ถ้าใช้ Fe-EDTA 13% และต้องการ Fe 2 ppm จะต้องใช้ 2 ÷ (10 × 13) = 0.015 กรัม/ลิตร

แสงทำให้เหล็กคีเลตสลายตัว นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องเก็บถังสารละลายไว้ในที่มืด

สิ่งที่ควรทำ: ตรวจ pH ของน้ำต้นทางและวัสดุปลูก แล้วเลือกคีเลตที่ราคาถูกที่สุดที่ยังรองรับ pH ระดับนั้นได้

ทำไมต้องแยกส่วน A กับส่วน B

ในสารละลายพร้อมใช้ เกลือทุกตัวเจือจางอยู่ ทุกอย่างจึงละลายอยู่ได้ แต่ในสต็อกเข้มข้น 100 เท่า (100×) เกลือแต่ละตัวจะเข้มข้นขึ้น 100 เท่า ที่ความเข้มข้นระดับนี้ แคลเซียมจะทำปฏิกิริยากับฟอสเฟตหรือซัลเฟต เกิดเป็นแคลเซียมฟอสเฟตหรือแคลเซียมซัลเฟตที่เป็นของแข็ง แล้วตกตะกอนลงก้นภาชนะ

เมื่อเกิดการตกตะกอน จะมีปัญหาตามมา 3 อย่าง:

  • แคลเซียม ฟอสฟอรัส และกำมะถันไปกองอยู่ที่ก้นภาชนะ แทนที่จะไปถึงต้นพืช
  • ค่า EC สุดท้ายต่ำกว่าที่คาดไว้ เพราะตะกอนที่เป็นของแข็งไม่นำไฟฟ้าแล้ว
  • ตะกอนอาจไปสะสมในท่อและหัวน้ำหยด

ด้วยเหตุนี้ แคลเซียมไนเตรตจึงอยู่ในส่วน A ส่วนเกลือฟอสเฟตและซัลเฟตอยู่ในส่วน B

วิธีตรวจสต็อก:

  1. ดูด้วยตา สต็อกที่ดีต้องใส ไม่ขุ่น และไม่มีตะกอน ให้เขย่าแล้วดูอีกครั้ง
  2. ทดลองเจือจาง เติมส่วน A 10 มล. ลงในน้ำต้นทาง 1 ลิตร แล้วคน จากนั้นเติมส่วน B 10 มล. แล้วคนอีกครั้ง ค่า EC ที่ได้ควรสูงกว่า EC ของน้ำต้นทางอย่างเดียวประมาณ 1.7 mS/cm
  3. แปลผล ถ้าค่าที่อ่านได้ต่ำกว่านี้มาก สาเหตุน่าจะเป็นหนึ่งใน 3 อย่าง คือ เกิดการตกตะกอน ชั่งผิด หรือมีเกลือที่ไม่ละลาย ให้ทำสต็อกใหม่ อย่าไปแก้ที่ถังสารละลาย

สิ่งที่ควรทำ: ทดลองเจือจางแบบนี้ทุกครั้งที่ทำสต็อกใหม่ แล้วเขียนผลไว้บนฉลากภาชนะ

การทำสต็อก A และ B เข้มข้น 100 เท่า

การชั่งเกลือทีละไม่กี่กรัมทุกครั้งที่เปลี่ยนสารละลายในถังนั้นเสียเวลา และความคลาดเคลื่อนจะสูงที่สุดเมื่อผสมครั้งละน้อย ๆ วิธีแก้ที่ใช้กันเป็นมาตรฐานคือทำสต็อกเข้มข้นสองขวดไว้ในครั้งเดียว:

  • ส่วน A: แคลเซียมไนเตรต และโดยทั่วไปจะใส่เหล็กคีเลตไว้ในส่วนนี้ด้วย
  • ส่วน B: เกลือฟอสเฟตและซัลเฟต (MKP, โพแทสเซียมไนเตรต, แมกนีเซียมซัลเฟต, โพแทสเซียมซัลเฟต) และจุลธาตุตัวอื่น ๆ

ถ้าจะทำสต็อก 100× ของสูตรข้างบน ให้คูณตัวเลขกรัม/ลิตรของเกลือแต่ละตัวด้วย 100 แล้วละลายในน้ำให้ได้สต็อก 1 ลิตร:

  • ส่วน A: แคลเซียมไนเตรต 80 กรัม (+ Fe-EDTA 1.5 กรัม)
  • ส่วน B: MKP 22 กรัม, โพแทสเซียมไนเตรต 20 กรัม, แมกนีเซียมซัลเฟต 50 กรัม, โพแทสเซียมซัลเฟต 15 กรัม

เวลาใช้ ให้เติมส่วน A 10 มล. และส่วน B 10 มล. ต่อสารละลายพร้อมใช้ 1 ลิตร หรือคิดเป็นอย่างละ 1 ลิตรต่อ 100 ลิตร ในบรรดาเกลือของส่วน B โพแทสเซียมซัลเฟตละลายยากที่สุด จึงควรตรวจค่าการละลายของเกลือตัวนี้ก่อนทำสต็อกให้เข้มข้นเกิน 100 เท่า

ติดฉลากทั้งสองขวดให้ชัดเจน และเก็บไว้ในที่มืดและเย็น ห้ามผสมส่วน A กับส่วน B เข้าด้วยกันตอนที่ยังไม่เจือจางเด็ดขาด

หมายเหตุผู้แปล: ในห้องที่อุณหภูมิ 30–35 °C คำว่า “ที่เย็น” หมายถึงมุมร่มที่เย็นที่สุดที่คุณมี อย่าเก็บสต็อกไว้กลางแดดหรือใกล้ไฟปลูก และควรใช้ภาชนะทึบแสง เพราะแสงทำให้เหล็กคีเลตในส่วน A สลายตัวได้ด้วย

ลำดับการผสม และสิ่งที่ต้องตรวจหลังแต่ละขั้น

ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ตามลำดับ การตรวจในแต่ละขั้นจะบอกคุณได้ทันทีว่าขั้นนั้นทำได้ถูกต้องหรือไม่ คุณจึงเจอปัญหาก่อนที่สารละลายจะไปถึงราก

  1. เติมน้ำให้เต็มปริมาตรถังก่อน วัดค่า EC และอุณหภูมิของน้ำแล้วจดไว้ ค่านี้คือค่าพื้นฐานที่จะใช้เทียบในการตรวจทุกครั้งหลังจากนี้
  2. ถ้าผสมจากเกลือแห้ง ให้ละลายเกลือแต่ละตัวจนหมด น้ำอุ่นช่วยให้ละลายเร็วขึ้น ถ้ามีเกลือค้างอยู่ก้นถัง ค่าที่เครื่องวัดอ่านได้ก็ใช้อะไรไม่ได้
  3. เติมส่วนแรก (เช่น ส่วน A) แล้วคน ปั๊มน้ำแบบจุ่มช่วยให้สารละลายในถังผสมกันตลอดเวลาขณะที่คุณทำงาน ตรวจ: น้ำยังใสอยู่ และ EC เพิ่มขึ้นราว 0.8 mS/cm สำหรับสูตรนี้
  4. เติมส่วนที่สอง (ส่วน B) แล้วคน ห้ามเทสารเข้มข้นผสมกันเองก่อนเด็ดขาด โดยเฉพาะแคลเซียมกับฟอสเฟตหรือซัลเฟต ตรวจ: น้ำยังใสอยู่ และ EC สูงกว่าค่าพื้นฐานประมาณ 1.7 mS/cm
  5. เติมอาหารเสริมเป็นลำดับสุดท้าย สารเติมแต่งอินทรีย์ทำให้ค่า EC ที่อ่านได้เชื่อถือไม่ได้ จึงควรเติมหลังจากค่าของส่วนที่เป็นเกลือได้ตามที่ต้องการแล้วเท่านั้น
  6. ปรับ EC ก่อน แล้วจึงปรับ pH ค่า pH ใช้เวลานิ่งนานกว่า EC จึงต้องผสมให้ทั่วก่อนอ่านค่า สำหรับไฮโดรโปนิกส์ให้ตั้งเป้าไว้ราว 5.5–6.0 (ดูรายละเอียดใน ค่า pH และ EC) ไม่ต้องตามแก้ทุกครั้งที่ค่าขยับ 0.1
  7. เจือจางน้ำยา pH Up หรือ pH Down ก่อน แล้วค่อย ๆ เติมขณะคนไปด้วย ถ้ามีจุดเล็ก ๆ ในถังที่ pH สูงขึ้นเฉพาะที่ แคลเซียมฟอสเฟตและเหล็กอาจตกตะกอนได้ ตรวจ: หลังผสมทั่วแล้ว สารละลายยังใส และค่า pH คงที่
  8. จดบันทึกทุกอย่าง ได้แก่ ล็อตที่ผสม วันที่ ค่า EC และ pH เป้าหมาย ค่า EC และ pH ที่วัดได้ และอุณหภูมิน้ำ

กฎทั่วไป 4 ข้อที่ใช้กับการผสมทุกครั้ง:

  • เริ่มจากความเข้มข้นต่ำ แล้วค่อย ๆ เพิ่ม เพราะพันธุ์ปลูก (cultivar) แต่ละพันธุ์ตอบสนองต่างกันเล็กน้อย
  • ทำสูตรให้เรียบง่าย อย่าพยายามใส่ทุกอย่างลงไป
  • เปลี่ยนสารละลายใหม่ ดีกว่าตามแก้อาการขาดธาตุ หลังจากให้ธาตุอาหารไปหลายวัน สมดุลธาตุอาหารในถังจะค่อย ๆ เพี้ยนไป ถ้าสงสัยว่ามีปัญหาธาตุอาหาร ทางแก้ที่ถูกต้องโดยทั่วไปคือเปลี่ยนสารละลายใหม่ ไม่ใช่เติมสารอื่นเพิ่ม ดูเพิ่มเติมที่ ธาตุอาหารถูกล็อคในกัญชา
  • ถ้าตรวจแล้วไม่ผ่าน ให้หยุดแล้วหาสาเหตุ การเติมอะไรเพิ่มเข้าไปแทบไม่เคยแก้ปัญหาถังที่ขุ่นหรือค่าอ่านได้ต่ำ

อุณหภูมิถังสารละลายในเขตอากาศร้อน

รักษาอุณหภูมิถังสารละลายไว้ที่ 20–22 °C และอย่าให้แสงส่องเข้าไปในถัง แค่นี้ปัญหาตะไคร่น้ำก็จะลดลงมาก น้ำที่อุ่นขึ้นเก็บออกซิเจนละลายได้น้อยลง ปั๊มลมเพิ่มออกซิเจนได้แค่ถึงจุดอิ่มตัว ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดที่น้ำเก็บไว้ได้ที่อุณหภูมินั้น และเพิ่มเกินกว่านั้นไม่ได้

หมายเหตุผู้แปล: ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับผู้ปลูกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในห้องที่ไม่มีแอร์และร้อน 30–35 °C ถังสารละลายจะไม่มีทางอยู่ที่ 20–22 °C ได้เอง สารละลายธาตุอาหารที่อุ่นจะเก็บออกซิเจนได้น้อยลง ซึ่งเป็นสภาพที่ Pythium (ราน้ำที่เข้าทำลายราก) และโรครากเน่าลุกลามได้ง่ายที่สุด ในบ้านเรา การทำให้ถังสารละลายเย็นจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ ไม่ใช่ทางเลือก นี่คือความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างการปลูกไฮโดรโปนิกส์ในเขตอากาศอบอุ่นกับเขตร้อน

ทางเลือกต่าง ๆ เรียงจากถูกที่สุดไปแพงที่สุด:

  • ขั้นต่ำที่ต้องทำ: หุ้มฉนวนรอบถัง ยกถังขึ้นให้พ้นพื้นที่ร้อน และอย่าให้ถังโดนแสง วิธีนี้ช่วยให้ความร้อนในห้องถ่ายเข้าสู่น้ำช้าลง
  • ย้ายไปที่ที่เย็นกว่า: วางถังไว้ในห้องแอร์ หรือในมุมร่มที่เย็นที่สุดที่คุณมี
  • สำหรับวันที่ร้อนจัดและตอนไฟดับ: ใส่ขวดน้ำแช่แข็งที่ปิดฝาสนิทลงในถัง อย่าใส่น้ำแข็งลงไปตรง ๆ เพราะน้ำแข็งที่ละลายจะทำให้สารละลายเจือจางและค่า EC ลดลง
  • เครื่องทำน้ำเย็น (chiller) ช่วยคุมอุณหภูมิให้คงที่ ในเดือนตุลาคม 2569 ร้านอุปกรณ์ตู้ปลาออนไลน์ในไทยขายเครื่องทำน้ำเย็นขนาดเล็กที่รองรับน้ำประมาณ 100–160 ลิตร ในราคาราว 6,500–10,000 บาท ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าห้องร้อน ให้เลือกเครื่องที่รองรับปริมาตรมากกว่าถังของคุณ
  • เปลี่ยนระบบปลูก ถ้าค่าใช้จ่ายในการทำความเย็นสูงเกินไป ดูการเปรียบเทียบทางเลือกต่าง ๆ ได้ใน การเพาะปลูกไฮโดรโปนิกส์ที่อุณหภูมิถังสารละลาย 31 °C

ไฟดับยิ่งทำให้ปัญหาหนักขึ้น เพราะเมื่อไฟดับ ปั๊มลมและเครื่องทำน้ำเย็น (ถ้ามี) จะหยุดพร้อมกัน น้ำที่อุ่นจึงเสียออกซิเจนไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีอะไรเติมกลับเข้ามา ปั๊มลมแบบใช้แบตเตอรี่ หรือ UPS (เครื่องสำรองไฟ เป็นชุดแบตเตอรี่ที่จ่ายไฟให้อุปกรณ์ทำงานต่อได้ช่วงสั้น ๆ) จะช่วยให้ยังมีอากาศเติมเข้าถังได้ต่อไป

สิ่งที่ควรทำ: ใส่เทอร์โมมิเตอร์ไว้ในถังสารละลาย แล้วจดอุณหภูมิน้ำในช่วงที่ร้อนที่สุดของวันติดต่อกัน 1 สัปดาห์ จากนั้นเลือกวิธีที่ถูกที่สุดจากรายการข้างบนที่คุมน้ำไว้ที่ 20–22 °C ได้ และวัดอุณหภูมิอีกครั้งทุกครั้งที่ไฟกลับมาหลังไฟดับ

รายการตรวจสอบ ถ้าจะทำให้ถูกวิธี

  1. เครื่องวัด EC ที่สอบเทียบแล้ว และคุณรู้ค่าตัวคูณแปลงหน่วย (conversion factor) ของเครื่อง ถ้าไม่รู้ ตัวเลข ppm ทุกตัวในบันทึกของคุณจะตีความได้หลายแบบ
  2. เครื่องวัด pH ที่สอบเทียบแล้ว ถ้าไม่มี คุณจะไม่รู้เลยว่าเหล็กคีเลตและแคลเซียมยังละลายอยู่ในสารละลายหรือไม่
  3. ตาชั่งที่ละเอียดถึง 0.01 กรัม สำหรับชั่งเกลือธาตุหลัก ส่วนจุลธาตุให้ใช้แบบผสมสำเร็จ เว้นแต่คุณมีเครื่องชั่งวิเคราะห์
  4. เกลือที่ระบุค่าวิเคราะห์รับรอง (guaranteed analysis) จากผู้จำหน่ายที่ยินดีให้ข้อมูลนี้ สูตรจะแม่นยำได้เท่ากับเปอร์เซ็นต์ที่คุณใส่เข้าไปเท่านั้น
  5. สต็อก A และ B แยกกัน และไม่ผสมกันตอนยังไม่เจือจาง เพื่อป้องกันการตกตะกอน
  6. สูตรที่เขียนไว้พร้อมแสดงวิธีคำนวณ คุณจะตรวจทานได้ และคนอื่นก็ทำตามได้
  7. บันทึกข้อมูล: ล็อตที่ผสม วันที่ ค่า EC และ pH ทั้งค่าเป้าหมายและค่าที่วัดได้ รวมถึงการตอบสนองของต้นพืช เมื่อผ่านไปหลายรอบการปลูก บันทึกเหล่านี้จะบอกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงไหนช่วยได้จริง

การผสมเกลือเองที่บ้านแทบไม่เคยพลาดเพราะการคำนวณ แต่มักพลาดเพราะเกลือไม่ละลาย แคลเซียมตกตะกอน เครื่องวัดตั้งสเกลผิด หรือกระสอบติดฉลากผิด

แบ่งปันสิ่งที่คุณพบ

ถ้าคุณเคยผสมสารละลายจากเกลือปุ๋ยดิบในไทย เวียดนาม หรือประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ช่วยโพสต์เล่าไว้ด้านล่าง บอกด้วยว่าคุณหาซื้อเกลืออะไรได้บ้าง และบนกระสอบพิมพ์ค่าวิเคราะห์ไว้เท่าไร ข้อมูลที่มีประโยชน์ที่สุดคือการเทียบค่า EC ที่คุณวัดได้กับค่าประมาณจากวิธีข้างต้น การคำนวณในหน้านี้ไม่ยาก สิ่งที่ยังไม่มีใครตอบได้คือ แคลเซียมไนเตรตที่ซื้อในบ้านเรามีธาตุตรงตามฉลากจริงหรือไม่ และคนที่ตอบได้ก็มีแต่ผู้ปลูกที่วัดค่าด้วยตัวเองมาแล้วเท่านั้น

บทความที่เกี่ยวข้อง


หมายเหตุด้านความปลอดภัยและกฎหมาย: บทความนี้เป็นข้อมูลทางเทคนิคด้านพืชสวน สำหรับผู้อ่านที่ดำเนินการอย่างถูกกฎหมายในพื้นที่ของตน เกลือปุ๋ยเป็นสารเคมี ควรเก็บอย่างปลอดภัย ให้พ้นมือเด็ก และปฏิบัติตามเอกสารข้อมูลความปลอดภัย (SDS) ของผู้จำหน่าย กฎหมายควบคุมกัญชาแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 จำหน่ายได้เฉพาะตามใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ในปริมาณสำหรับใช้ไม่เกิน 30 วัน และห้ามจำหน่ายหรือโฆษณาทางออนไลน์ การศึกษาวิจัย การส่งออก การจำหน่าย และการแปรรูปสมุนไพรควบคุมต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ส่วนพระราชบัญญัติควบคุมกัญชายังเป็นเพียงร่าง ยังไม่มีผลเป็นกฎหมาย เนื้อหาในบทความนี้ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือทางการแพทย์