การแพทย์แผนดั้งเดิมของอินเดีย จีน และไทยใช้กัญชาทั้งต้นในรูปแบบที่ฤทธิ์อ่อน และกินผสมในอาหาร ส่วนผลิตภัณฑ์กัญชาสมัยใหม่มีฤทธิ์แรงกว่ามาก และส่วนใหญ่ใช้วิธีสูดเข้าปอด ประวัติความปลอดภัยของการใช้แบบโบราณจึงนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ปัจจุบันไม่ได้ ตอนนี้เทียบคำกล่าวอ้างแต่ละข้อของตำรับดั้งเดิมกับหลักฐานในปัจจุบัน และอธิบายว่าทำไมรายชื่อผู้มีสิทธิ์สั่งจ่ายกัญชาของไทยจึงต่างจากที่อื่น รวมถึงความเสี่ยงด้านการปนเปื้อนที่ผู้ป่วยและผู้ปลูกต้องระวัง
ตอนที่ 1 อธิบายว่าการแพทย์แผนดั้งเดิมแต่ละระบบบันทึกอะไรไว้จริง โดยสรุปคือ อินเดียมีภัง (bhang) ที่ทำจากใบและเมล็ด การแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับเมล็ด ส่วนไทยใช้ใบกัญชาทั้งในอาหารและในยา สำหรับหลักฐานสมัยใหม่ บทความนี้อ้างอิงหน่วยงานรัฐของสหรัฐอเมริกา 2 แห่ง แห่งแรกคือ National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH) ซึ่งศึกษาการแพทย์ทางเลือกและการแพทย์แผนดั้งเดิม แห่งที่สองคือ National Cancer Institute (NCI) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยโรคมะเร็งของสหรัฐฯ หากคำกล่าวอ้างของตำรับดั้งเดิมขัดกับข้อมูลของสองหน่วยงานนี้ บทความนี้จะยึดตามหน่วยงานทั้งสอง
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1321
1. ตำรับอาหารฤทธิ์อ่อน เทียบกับผลิตภัณฑ์ฤทธิ์แรงที่ใช้สูด
ตำรับดั้งเดิมมีอะไรเหมือนกัน
ตำรับดั้งเดิมแทบทุกตำรับมีลักษณะร่วมกัน 3 ข้อ:
- ใช้ทั้งต้น ไม่ใช่สารสกัด
- ฤทธิ์ต่ำ (มีสารออกฤทธิ์ในปริมาณน้อย)
- กินทางปากโดยผสมในอาหาร สารจึงออกฤทธิ์ช้า และผ่านกระบวนการเผาผลาญรอบแรก (first-pass) ในปริมาณมาก ลำไส้และตับจะย่อยสลายสารไปเป็นส่วนใหญ่ก่อนที่จะเข้าสู่กระแสเลือด
ผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ตรงข้ามกับทั้ง 3 ข้อ สายพันธุ์ที่ปลูกเพื่อเอาฤทธิ์มีปริมาณเตตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC สารที่ทำให้ “เมา”) ตั้งแต่ประมาณ 2% ไปจนถึงเกิน 20% ส่วนกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ THC ประมาณ 0.3% การสกัดยังทำให้สารเข้มข้นขึ้นอีก และคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้กัญชาด้วยการสูด หรือใช้สารสกัดเข้มข้น
หมายเหตุผู้แปล: กฎของไทยเรื่องสารสกัดใช้เกณฑ์ THC 0.2% ไม่ใช่ 0.3% (ดูเกณฑ์ THC 0.2% และ 1.0% ของไทย) กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2569 ตามกฎกระทรวงฉบับนี้ ใบอนุญาตสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ออกให้ได้เฉพาะผู้ขอ 3 กลุ่ม ได้แก่ นิติบุคคลไทยที่ไม่ถือเป็น “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หน่วยงานของรัฐ และสภากาชาดไทย
ทำไมประวัติความปลอดภัยแบบเดิมจึงใช้ไม่ได้
ประวัติความปลอดภัยของตำรับหนึ่งบอกได้เฉพาะวัตถุดิบชนิดเดียวที่ใช้ด้วยวิธีเดียว ถ้าฤทธิ์แรงขึ้นราว 10 เท่าและเปลี่ยนวิธีใช้ ก็ไม่ใช่การรักษาแบบเดียวกันอีกต่อไป
การสกัดยังทำให้สิ่งอื่นที่ติดอยู่บนต้นเข้มข้นขึ้นไปด้วย สารกำจัดศัตรูพืชหลายชนิดชอบไขมัน (lipophilic) คือละลายได้ดีในไขมันและน้ำมัน สารเหล่านี้จึงละลายเข้าไปในตัวทำละลายตัวเดียวกับที่ใช้ดึงแคนนาบินอยด์ออกมา
Montoya และคณะตีพิมพ์บทความทบทวนงานวิจัยเรื่องนี้ในวารสาร Frontiers in Pharmacology เมื่อปี พ.ศ. 2563 บทความนี้อ้างงานวิจัยที่พบว่าสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ระหว่างปลูกหลงเหลือไปถึงควันได้ 69% และยังรายงานว่าปอดดูดซึมปรอทได้ดีกว่าลำไส้ราว 10 เท่า
สิ่งที่คุณทำได้: ก่อนจะเชื่อว่า “ใช้กันมาแต่โบราณ” แปลว่าปลอดภัย ให้เทียบผลิตภัณฑ์ของคุณกับตำรับดั้งเดิมก่อน ถามตัวเองว่าเป็นสารสกัดหรือไม่ ฤทธิ์แรงแค่ไหน และใช้สูดหรือไม่ ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่างกัน ประวัติการใช้แบบดั้งเดิมก็บอกอะไรไม่ได้เลยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์คุณ
หมายเหตุผู้แปลสำหรับผู้ปลูก: ถ้าช่อดอกของคุณถูกส่งไปสกัด สารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชจะไปเข้มข้นอยู่ในสารสกัด ให้ใช้เฉพาะสารกำจัดศัตรูพืชที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และใช้ตรงตามฉลากทุกประการ ดูเรื่องสารที่พ่นบนกัญชาได้ตามกฎหมาย จดบันทึกการพ่นทุกครั้ง ทั้งชื่อผลิตภัณฑ์ วันที่ และอัตราที่ใช้ เพื่อให้แสดงต่อผู้ซื้อหรือผู้ตรวจประเมินได้ว่าพืชได้รับสารอะไรไปบ้าง
2. คำกล่าวอ้างดั้งเดิมเทียบกับหลักฐานสมัยใหม่
ตารางด้านล่างกล่าวถึงตำราคลาสสิกบางเล่ม Sushruta Samhita (สุศรุตสังหิตา) เป็นตำรารากฐานของการแพทย์อายุรเวท เขียนขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 2–5 ส่วน Atharvaveda (อถรรพเวท) เป็นคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูโบราณ มีอายุราว 1500–1000 ปีก่อนคริสตกาล
หากการแพทย์แผนดั้งเดิมกับหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ ทั้งสองแห่งเห็นต่างกัน บทความนี้ยึดตามจุดยืนของหน่วยงานรัฐ
| คำกล่าวอ้างดั้งเดิม | ระบบการแพทย์ดั้งเดิม | หลักฐานปัจจุบันบอกอะไร |
|---|---|---|
| เพิ่มความอยากอาหาร | อินเดีย | ตรงกันบางส่วน ยา THC สังเคราะห์ (ผลิตในห้องปฏิบัติการ) ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาอาการเบื่ออาหารในผู้ติดเชื้อ HIV (เชื้อไวรัสเอชไอวี) |
| บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน | ไม่ใช่สรรพคุณหลักในตำราคลาสสิก | เป็นข้อที่ใกล้เคียงกับการมีหลักฐานรองรับที่สุด แคนนาบินอยด์ได้ผลดีกว่ายาหลอก และได้ผลพอ ๆ กับยาอื่นในการรักษาอาการคลื่นไส้จากเคมีบำบัด |
| บรรเทาอาการปวด | อินเดีย; ไทยใช้คลายกล้ามเนื้อ | หลักฐานอ่อน การทบทวนงานวิจัยปี 2561 พบว่าได้ผลเพียงเล็กน้อย ผู้ใช้ 29% ปวดลดลงได้ 30% เทียบกับ 26% ในกลุ่มที่ได้ยาหลอก (การรักษาที่ไม่มีตัวยา) ดูเรื่องอาการปวดเรื้อรัง |
| คลายความวิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับ | Atharvaveda; อินเดียใช้ช่วยให้นอนหลับ | หลักฐานน้อย มีหลักฐานเล็กน้อยว่าแคนนาบินอยด์อาจช่วยลดความวิตกกังวล ผู้ใช้บอกว่านอนหลับดีขึ้น แต่อาจไม่ได้เป็นผลจากกัญชา |
| รักษาท้องร่วงและบิด | Sushruta Samhita | ขัดแย้งกัน ในโรคลำไส้อักเสบ ซึ่งเป็นการอักเสบเรื้อรังของลำไส้ กัญชาไม่ได้ช่วยให้โรคสงบ (ช่วงที่ไม่มีอาการ) ดีกว่ายาหลอก ส่วนโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ โดยไม่มีการอักเสบที่มองเห็นได้ ยังไม่รู้ว่ากัญชาได้ผลหรือไม่ |
| แก้ไข้ แก้ลมแดด ขับเสมหะ แก้ปัญหาการพูด เป็นยาบำรุงกำหนัด | อินเดีย | ยังไม่มีหลักฐานสมัยใหม่ในเรื่องเหล่านี้ |
| บรรเทาอาการเจ็บครรภ์คลอด | ไทย | ไม่มีหลักฐานสนับสนุน การใช้ระหว่างตั้งครรภ์มีความเสี่ยงที่ทราบแล้ว เช่น ทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำลงเมื่อแม่สูบกัญชา |
| รักษาหรือทำให้หายจากมะเร็ง | ความเชื่อพื้นบ้านยุคใหม่ ไม่ได้มาจากตำราคลาสสิก | ถูกปฏิเสธ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลยาของสหรัฐฯ ไม่ได้อนุมัติกัญชาสำหรับรักษามะเร็ง หรือโรคอื่นใด ผลที่บอกว่ากัญชาต้านเนื้องอกมาจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ ไม่ใช่จากการทดลองในคนที่เพียงพอ |
หลักฐานตรงกัน ขัดกัน หรือยังไม่มี
ส่วนที่ตรงกันมีน้อย และเป็นเรื่องอาการทั้งหมด ได้แก่ คลื่นไส้ ความอยากอาหาร และอาการปวดซึ่งหลักฐานยังอ่อน การใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่มีหลักฐานดีที่สุดกลับไม่ตรงกับบันทึกดั้งเดิมเลย นั่นคือยาแคนนาบิไดออล (CBD) บริสุทธิ์ ในสหรัฐฯ ยานี้ได้รับอนุมัติให้รักษาอาการชักในกลุ่มอาการ Lennox-Gastaut และกลุ่มอาการ Dravet ซึ่งเป็นโรคลมชักรุนแรงในเด็ก 2 ชนิด และในโรค tuberous sclerosis complex ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม การแพทย์แผนดั้งเดิมไม่เคยค้นพบการใช้แบบนี้
จุดที่ขัดกันชัดที่สุดอยู่ที่ระบบทางเดินอาหาร ผู้ใช้ขนาดสูงเป็นเวลานานบางคนเกิดกลุ่มอาการอาเจียนจากแคนนาบินอยด์ (cannabinoid hyperemesis syndrome) คืออาเจียนรุนแรงเป็นพัก ๆ ซ้ำหลายครั้ง ซึ่งสวนทางกับชื่อเสียงของกัญชาว่าเป็นพืชแก้คลื่นไส้
ส่วนคำกล่าวอ้างข้ออื่น ยังไม่มีใครทำการศึกษา การที่ยังไม่มีงานวิจัยไม่ได้แปลว่าคำกล่าวอ้างนั้นผิด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณใช้กัญชาเพื่อจุดประสงค์นั้นได้เช่นกัน
สิ่งที่คุณทำได้: ก่อนใช้กัญชากับอาการใดในตารางนี้ ให้อ่านหัวข้อในฟอรั่มเรื่องโรคหรืออาการนั้นก่อน จากนั้นนำรายการปฏิกิริยาระหว่างยาไปให้แพทย์ตรวจเทียบกับยาอื่นที่คุณใช้อยู่
3. ประเทศไทย: จากการห้าม สู่ผู้สั่งจ่ายสายการแพทย์แผนดั้งเดิม
จากการห้าม สู่การถอดออกจากบัญชียาเสพติด สู่สมุนไพรควบคุม
ไทยห้ามกัญชาตามพระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934–35) และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) ทำให้การห้ามเข้มงวดขึ้น ในปี 2561 ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ตามกฎหมาย
ในเดือนมิถุนายน 2565 ต้นกัญชาถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติด และผู้ต้องขังคดีกัญชาเพียงอย่างเดียวกว่า 3,000 คนได้รับการปล่อยตัว ภายในปี 2568 มีร้านกัญชาได้รับใบอนุญาตหลายพันแห่ง
จากนั้นกฎก็กลับมาเข้มงวดอีกครั้ง ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และกำหนดให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ซึ่งใช้ได้เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น
ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 เท่านั้น ใบสั่งจ่ายนี้:
- ต้องใช้แบบฟอร์ม ภ.ท.33 ของทางราชการ
- ต้องมีชื่อและเลขที่ใบอนุญาตของผู้สั่งจ่ายจาก 1 ใน 7 วิชาชีพที่ระบุไว้ด้านล่าง
- สั่งจ่ายได้ไม่เกินปริมาณสำหรับใช้ 30 วัน
ผู้ขายจ่ายช่อดอกได้เฉพาะตามใบสั่งจ่ายแบบนี้เท่านั้น ระบบนี้อยู่ภายใต้การกำกับของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งเป็นหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลการแพทย์แผนไทย ในปี 2569 กระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับตำรวจปราบปรามแบบฟอร์ม ภ.ท.33 ปลอม การโฆษณาและการขายช่อดอกกัญชาทางออนไลน์เป็นสิ่งต้องห้าม
ผู้สั่งจ่าย 7 กลุ่ม
ผู้ประกอบวิชาชีพ 7 กลุ่มที่สั่งจ่ายกัญชาได้ ได้แก่:
- แพทย์แผนปัจจุบัน
- แพทย์แผนไทย
- แพทย์แผนไทยประยุกต์ (สาขาที่มีใบอนุญาตแยกต่างหาก)
- หมอพื้นบ้าน
- แพทย์แผนจีน
- เภสัชกร
- ทันตแพทย์
ทำไมระบบนี้จึงต่างจากที่อื่น
ประเทศส่วนใหญ่ให้เฉพาะแพทย์แผนปัจจุบันสั่งจ่ายกัญชาทางการแพทย์ได้ แต่ไทยดำเนินการผ่านหน่วยงานด้านการแพทย์แผนดั้งเดิม และให้หมอพื้นบ้านเป็นผู้สั่งจ่ายได้ตามกฎหมาย ทั้งที่เมื่อราวหนึ่งศตวรรษก่อน การแพทย์แบบเดียวกันนี้เคยถูกห้ามเพราะถูกมองว่าเป็นการรักษาแบบหมอเถื่อน
ผลที่ตามมามี 2 ด้าน ด้านแรก ไทยมีบุคลากรที่มีใบอนุญาตพร้อมทำงานอยู่แล้ว และยังทำให้ระบบมีความชอบธรรม ซึ่งระบบที่พึ่งพายาแผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียวคงไม่มี ด้านที่สอง อำนาจสั่งจ่ายส่วนหนึ่งอยู่ในมือผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่ได้ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานในการตัดสินใจ ข้อนี้เป็นข้อเท็จจริงทางกฎหมายว่าใครสั่งจ่ายได้ ไม่ใช่การตัดสินว่าใครถูกใครผิด
หมายเหตุผู้แปล: กฎสำหรับผู้ถือใบอนุญาตเข้มงวดขึ้นอีกในปี 2569 กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 กำหนดเกณฑ์ใบอนุญาตช่อดอกกัญชาให้เข้มงวดขึ้น และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ตามมาตรา 78 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ความผิด 2 กรณีมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีแรกคือการขายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาต กรณีที่สองคือการประกอบกิจการต่อในระหว่างที่ถูกพักใช้ใบอนุญาต
ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่มีผลเป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา อ่านรายละเอียดได้ที่กฎกระทรวง 2 ฉบับของไทย พ.ศ. 2569 และใบอนุญาต การพักใช้ใบอนุญาต และบทลงโทษ
สิ่งที่คุณทำได้: เมื่อได้รับใบสั่งจ่าย ภ.ท.33 ให้ตรวจ 3 อย่าง คือ ต้องเป็นแบบฟอร์ม ภ.ท.33 ของทางราชการ มีชื่อและเลขที่ใบอนุญาตของผู้สั่งจ่าย และครอบคลุมไม่เกิน 30 วัน ถ้าผู้ขายเสนอขายช่อดอกโดยไม่มีใบสั่งจ่าย หรือขายทางออนไลน์ อย่าซื้อ เพราะผิดกฎทั้งสองกรณี
4. ความปลอดภัยในทางปฏิบัติ
ฉลากมักไม่ตรงกับสิ่งที่อยู่ข้างใน
ตำรับดั้งเดิมไม่มีการกำหนดปริมาณสารที่แน่นอน ผลิตภัณฑ์สมัยใหม่จำนวนมากก็เป็นเช่นเดียวกัน การศึกษาในปี 2560 พบว่าจากผลิตภัณฑ์ CBD 84 รายการที่ซื้อจากร้านค้าออนไลน์ 31 แห่ง มีถึง 69% ที่ติดฉลากไม่ถูกต้อง
NCCIH เตือนว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจมี CBD มากหรือน้อยกว่าที่ระบุบนฉลาก และอาจมีสารปนเปื้อน รวมถึง THC ด้วย
สารกำจัดศัตรูพืช โลหะหนัก และเชื้อรา
บทความทบทวนของ Montoya และคณะปี 2563 บันทึกการปนเปื้อนไว้ 3 ประเภท:
- สารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืช พบใน 84% ของตัวอย่างในการศึกษาหนึ่งที่รัฐวอชิงตัน และใน 49% ของตัวอย่างในการศึกษาหนึ่งที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ดูเรื่องสารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชในกัญชา
- โลหะหนัก: กัญชาเป็นพืชที่สะสมแคดเมียม ตะกั่ว และปรอทได้สูงมาก (hyperaccumulator) คือดูดและเก็บโลหะเหล่านี้ไว้มากกว่าพืชส่วนใหญ่หลายเท่า กัญชาจึงเคยถูกศึกษาเพื่อใช้บำบัดดินที่ปนเปื้อน ดูเรื่องการบำบัดสารปนเปื้อน
- เชื้อราและแบคทีเรีย รวมถึงเชื้อในสกุล Aspergillus และ Fusarium เชื้อเหล่านี้อันตรายเป็นหลักต่อผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะมองหาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์มากที่สุด
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับกัญชาเท่านั้น การศึกษาในปี 2551 พบว่ายาอายุรเวทราว 20% ที่นำมาตรวจมีตะกั่ว ปรอท หรือสารหนูปนอยู่
หมายเหตุผู้แปลสำหรับผู้ปลูกในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:
- เชื้อรา: ในฤดูฝน ความชื้นภายนอกที่สูงและห้องตากแห้งที่อุณหภูมิ 30–35 °C เอื้อให้เชื้อราอย่าง Aspergillus เติบโตบนช่อดอกที่กำลังตากแห้ง ดูเรื่องไมโคทอกซินและความเสี่ยงช่วงฤดูฝน
- ไฟดับ: ไฟดับทำให้พัดลมและเครื่องลดความชื้นหยุดทำงาน ให้ติดไฮโกรมิเตอร์ (เครื่องวัดความชื้น) ไว้ในห้องตากแห้ง และจดค่าทั้งเช้าและเย็น จะได้รู้ทันว่าเครื่องหยุดทำงานก่อนที่เชื้อราจะขึ้น ดูเรื่องการตากแห้งกัญชาที่ความชื้นแวดล้อม 85–95%
- โลหะหนัก: กัญชาดูดแคดเมียม ตะกั่ว และปรอทออกจากดิน ก่อนปลูกกัญชาทางการแพทย์ในแปลงใหม่ ให้ส่งดินและน้ำที่ใช้รดไปตรวจก่อน ผลตรวจจะบอกได้ว่าแปลงนั้นปลูกช่อดอกที่ผ่านการตรวจโลหะหนักได้หรือไม่
- ตรวจทุกรุ่นการผลิต: ก่อนส่งให้คลินิกหรือร้านที่มีใบอนุญาต ให้ส่งรุ่นการผลิตนั้นไปตรวจสารกำจัดศัตรูพืช โลหะหนัก และจุลินทรีย์ แล้วเก็บใบรับรองผลการวิเคราะห์ไว้ ถ้าต้องการหาห้องปฏิบัติการ ให้ถามสมาชิกคนอื่นในหมวดบริการ B2B
ปฏิกิริยากับยาอื่นและความเสี่ยงในแต่ละกลุ่ม
มีรายงานว่า CBD เกิดปฏิกิริยากับยาอื่นได้ นอกจากนี้ NCCIH ยังระบุความเสี่ยงต่อไปนี้:
- เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากขึ้น
- ทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำลงเมื่อแม่สูบกัญชาระหว่างตั้งครรภ์
- ผู้ที่ใช้บ่อยเสี่ยงต่อโรคจิตเภทและโรคจิตชนิดอื่นมากขึ้น
- ความผิดปกติจากการใช้กัญชา (cannabis use disorder) คือควบคุมการใช้ไม่ได้แม้จะเกิดผลเสีย วัยรุ่นมีโอกาสเกิดภาวะนี้สูงกว่าผู้ใหญ่ 4–7 เท่า
ยังเคยพบว่ายาแผนดั้งเดิมแอบผสมยาแผนปัจจุบันโดยไม่แจ้งไว้ ยาที่เรียกว่า “ธรรมชาติ” หลายตัวได้ผลก็เพราะมียาแผนปัจจุบันซ่อนอยู่
สิ่งที่คุณทำได้: แจ้งแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพทุกครั้งว่าคุณใช้ยา สมุนไพร และอาหารเสริมอะไรอยู่บ้าง เพื่อให้ตรวจปฏิกิริยาระหว่างกันได้ ห้ามขับรถหลังใช้กัญชา ถ้าคุณตั้งครรภ์หรือเป็นวัยรุ่น ให้อ่านหัวข้อข้อห้ามใช้ และปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง
5. วิธีอ่านคำกล่าวอ้างของตำรับดั้งเดิมอย่างรับผิดชอบ
ให้ถามว่าตำรานั้นเขียนไว้ว่าอะไรจริง ๆ เขียนเมื่อไร และวันที่หรือผู้เขียนยังเป็นที่ถกเถียงอยู่หรือไม่ สังเกตว่าคำกล่าวอ้างนั้นอาศัยข้อมูลจากสารานุกรมเพียงหัวข้อเดียวหรือไม่ และสังเกตด้วยว่าคำศัพท์ภาษาสันสกฤต จีน หรือไทยถูกแปลแบบหลวม ๆ หรือไม่
ระบบการแพทย์ดั้งเดิมเป็นแหล่งของแนวคิดที่ควรนำมาทดสอบ ส่วนการทดลองทางคลินิกคือการทดสอบแนวคิดเหล่านั้น เมื่อทั้งสองอย่างให้ผลต่างกัน หน่วยงานด้านสุขภาพเป็นแหล่งที่บอกได้ดีกว่าว่าอะไรจะเกิดขึ้นในร่างกายคุณ การพูดเช่นนี้ไม่ได้เป็นการไม่เคารพภูมิปัญญาดั้งเดิม
สิ่งที่คุณทำได้:
- ใช้บริการผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต ในไทย ผู้สั่งจ่ายอาจเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนดั้งเดิมได้ตามกฎหมายภายใต้กฎปี 2568 ใบอนุญาตแสดงว่าผู้นั้นมีสิทธิ์สั่งจ่ายได้
- แจ้งผู้ประกอบวิชาชีพเรื่องทุกอย่างที่คุณใช้อยู่ เพื่อให้ตรวจปฏิกิริยาระหว่างกันได้
- เลือกวัตถุดิบที่ผ่านการตรวจและมีใบรับรอง อย่าเชื่อแค่ฉลาก ขอดูใบรับรองผลการวิเคราะห์ เพื่อดูว่าในผลิตภัณฑ์มีอะไรอยู่จริง
- ถ้ามีใครอ้างว่ากัญชารักษาหรือทำให้หายจากโรคได้ ให้ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าแหล่งข้อมูลนั้นไม่น่าเชื่อถือ ยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลใดอนุมัติกัญชาให้ใช้รักษาโรคให้หายขาด
ร่วมพูดคุย
เล่าประสบการณ์ของคุณไว้ใต้หัวข้อนี้:
- ในประเทศไทย: เคยมีแพทย์แผนไทยหรือหมอพื้นบ้านสั่งจ่ายกัญชาให้คุณภายใต้กฎปี 2568 หรือไม่ การตรวจและปรึกษาเป็นอย่างไร
- ผู้ปลูก: คลินิกและร้านที่มีใบอนุญาตขอผลตรวจหรือบันทึกอะไรจากคุณบ้าง ก่อนจะรับรุ่นการผลิต
- ในอินเดีย: ภังถูกมองว่าเป็นยา เป็นประเพณีในเทศกาล หรือทั้งสองอย่าง ยังมีใครอ้างอิงตำราคลาสสิกอยู่บ้างไหม
- แพทย์แผนจีน ทั้งในจีนและในไทย: แพทย์แผนจีนที่คุณรู้จักใช้เมล็ดกัญชาหรือไม่
- ตำรับยาดั้งเดิมที่มีชื่อเรียก: ถ้าคุณมีแหล่งอ้างอิงถึงตำรับดั้งเดิมที่มีชื่อเรียกซึ่งบทความนี้ไม่ได้กล่าวถึง โปรดโพสต์พร้อมแหล่งอ้างอิงนั้น การแก้ไขที่มีแหล่งอ้างอิงดีกว่าการเล่าต่อความเชื่อปากต่อปาก
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้เรื่องกัญชาทางการแพทย์ของ Asiannabis Community เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การตัดสินใจเรื่องการรักษาเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต เนื้อหานี้มีไว้เพื่อการศึกษาในพื้นที่ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ตามกฎหมาย
เอกสารอ้างอิง
- National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH). “Cannabis (Marijuana) and Cannabinoids: What You Need To Know”. ปรับปรุงล่าสุด พฤศจิกายน ค.ศ. 2019
- National Cancer Institute (NCI). “Cannabis and Cannabinoids (PDQ®)–Patient Version”. ปรับปรุงล่าสุด 15 สิงหาคม ค.ศ. 2023
- Montoya Z, Conroy M, Vanden Heuvel BD, Pauli CS, Park S-H. Cannabis Contaminants Limit Pharmacological Use of Cannabidiol. Frontiers in Pharmacology 2020;11:571832. doi:10.3389/fphar.2020.571832.
- Stockings E, et al. Cannabis and cannabinoids for the treatment of people with chronic non-cancer pain conditions: a systematic review and meta-analysis of controlled and observational studies. Pain 2018;159(10):1932–1954.
- Bonn-Miller MO, et al. Labeling Accuracy of Cannabidiol Extracts Sold Online. JAMA 2017;318(17):1708–1709.
- Saper RB, et al. Lead, mercury, and arsenic in US- and Indian-manufactured Ayurvedic medicines sold via the Internet. JAMA 2008;300(8):915–923.
- บทความใน Wikipedia ภาษาอังกฤษ “Cannabis in India”, “Cannabis in China” และ “Cannabis in Thailand” (ใช้เป็นภาพรวมด้านประวัติศาสตร์) ตัวเลขในลำดับเหตุการณ์ของไทยได้ตรวจสอบกับรายงานข่าวแล้ว
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025); พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999)
- กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026); กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026)