กัญชาในการแพทย์แผนดั้งเดิม: คำกล่าวอ้างโบราณเทียบกับหลักฐานสมัยใหม่ ผู้สั่งจ่ายกัญชาของไทย และความปลอดภัย (ตอนที่ 2 จาก 2)

การแพทย์แผนดั้งเดิมของอินเดีย จีน และไทยใช้กัญชาทั้งต้นในรูปแบบที่ฤทธิ์อ่อน และกินผสมในอาหาร ส่วนผลิตภัณฑ์กัญชาสมัยใหม่มีฤทธิ์แรงกว่ามาก และส่วนใหญ่ใช้วิธีสูดเข้าปอด ประวัติความปลอดภัยของการใช้แบบโบราณจึงนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ปัจจุบันไม่ได้ ตอนนี้เทียบคำกล่าวอ้างแต่ละข้อของตำรับดั้งเดิมกับหลักฐานในปัจจุบัน และอธิบายว่าทำไมรายชื่อผู้มีสิทธิ์สั่งจ่ายกัญชาของไทยจึงต่างจากที่อื่น รวมถึงความเสี่ยงด้านการปนเปื้อนที่ผู้ป่วยและผู้ปลูกต้องระวัง

ตอนที่ 1 อธิบายว่าการแพทย์แผนดั้งเดิมแต่ละระบบบันทึกอะไรไว้จริง โดยสรุปคือ อินเดียมีภัง (bhang) ที่ทำจากใบและเมล็ด การแพทย์แผนจีนให้ความสำคัญกับเมล็ด ส่วนไทยใช้ใบกัญชาทั้งในอาหารและในยา สำหรับหลักฐานสมัยใหม่ บทความนี้อ้างอิงหน่วยงานรัฐของสหรัฐอเมริกา 2 แห่ง แห่งแรกคือ National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH) ซึ่งศึกษาการแพทย์ทางเลือกและการแพทย์แผนดั้งเดิม แห่งที่สองคือ National Cancer Institute (NCI) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยโรคมะเร็งของสหรัฐฯ หากคำกล่าวอ้างของตำรับดั้งเดิมขัดกับข้อมูลของสองหน่วยงานนี้ บทความนี้จะยึดตามหน่วยงานทั้งสอง

บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1321

1. ตำรับอาหารฤทธิ์อ่อน เทียบกับผลิตภัณฑ์ฤทธิ์แรงที่ใช้สูด

ตำรับดั้งเดิมมีอะไรเหมือนกัน

ตำรับดั้งเดิมแทบทุกตำรับมีลักษณะร่วมกัน 3 ข้อ:

  1. ใช้ทั้งต้น ไม่ใช่สารสกัด
  2. ฤทธิ์ต่ำ (มีสารออกฤทธิ์ในปริมาณน้อย)
  3. กินทางปากโดยผสมในอาหาร สารจึงออกฤทธิ์ช้า และผ่านกระบวนการเผาผลาญรอบแรก (first-pass) ในปริมาณมาก ลำไส้และตับจะย่อยสลายสารไปเป็นส่วนใหญ่ก่อนที่จะเข้าสู่กระแสเลือด

ผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ตรงข้ามกับทั้ง 3 ข้อ สายพันธุ์ที่ปลูกเพื่อเอาฤทธิ์มีปริมาณเตตระไฮโดรแคนนาบินอล (THC สารที่ทำให้ “เมา”) ตั้งแต่ประมาณ 2% ไปจนถึงเกิน 20% ส่วนกัญชงเพื่ออุตสาหกรรมกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ THC ประมาณ 0.3% การสกัดยังทำให้สารเข้มข้นขึ้นอีก และคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้กัญชาด้วยการสูด หรือใช้สารสกัดเข้มข้น

หมายเหตุผู้แปล: กฎของไทยเรื่องสารสกัดใช้เกณฑ์ THC 0.2% ไม่ใช่ 0.3% (ดูเกณฑ์ THC 0.2% และ 1.0% ของไทย) กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2569 ตามกฎกระทรวงฉบับนี้ ใบอนุญาตสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ออกให้ได้เฉพาะผู้ขอ 3 กลุ่ม ได้แก่ นิติบุคคลไทยที่ไม่ถือเป็น “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หน่วยงานของรัฐ และสภากาชาดไทย

ทำไมประวัติความปลอดภัยแบบเดิมจึงใช้ไม่ได้

ประวัติความปลอดภัยของตำรับหนึ่งบอกได้เฉพาะวัตถุดิบชนิดเดียวที่ใช้ด้วยวิธีเดียว ถ้าฤทธิ์แรงขึ้นราว 10 เท่าและเปลี่ยนวิธีใช้ ก็ไม่ใช่การรักษาแบบเดียวกันอีกต่อไป

การสกัดยังทำให้สิ่งอื่นที่ติดอยู่บนต้นเข้มข้นขึ้นไปด้วย สารกำจัดศัตรูพืชหลายชนิดชอบไขมัน (lipophilic) คือละลายได้ดีในไขมันและน้ำมัน สารเหล่านี้จึงละลายเข้าไปในตัวทำละลายตัวเดียวกับที่ใช้ดึงแคนนาบินอยด์ออกมา

Montoya และคณะตีพิมพ์บทความทบทวนงานวิจัยเรื่องนี้ในวารสาร Frontiers in Pharmacology เมื่อปี พ.ศ. 2563 บทความนี้อ้างงานวิจัยที่พบว่าสารกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ระหว่างปลูกหลงเหลือไปถึงควันได้ 69% และยังรายงานว่าปอดดูดซึมปรอทได้ดีกว่าลำไส้ราว 10 เท่า

สิ่งที่คุณทำได้: ก่อนจะเชื่อว่า “ใช้กันมาแต่โบราณ” แปลว่าปลอดภัย ให้เทียบผลิตภัณฑ์ของคุณกับตำรับดั้งเดิมก่อน ถามตัวเองว่าเป็นสารสกัดหรือไม่ ฤทธิ์แรงแค่ไหน และใช้สูดหรือไม่ ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่างกัน ประวัติการใช้แบบดั้งเดิมก็บอกอะไรไม่ได้เลยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์คุณ

หมายเหตุผู้แปลสำหรับผู้ปลูก: ถ้าช่อดอกของคุณถูกส่งไปสกัด สารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชจะไปเข้มข้นอยู่ในสารสกัด ให้ใช้เฉพาะสารกำจัดศัตรูพืชที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร และใช้ตรงตามฉลากทุกประการ ดูเรื่องสารที่พ่นบนกัญชาได้ตามกฎหมาย จดบันทึกการพ่นทุกครั้ง ทั้งชื่อผลิตภัณฑ์ วันที่ และอัตราที่ใช้ เพื่อให้แสดงต่อผู้ซื้อหรือผู้ตรวจประเมินได้ว่าพืชได้รับสารอะไรไปบ้าง

2. คำกล่าวอ้างดั้งเดิมเทียบกับหลักฐานสมัยใหม่

ตารางด้านล่างกล่าวถึงตำราคลาสสิกบางเล่ม Sushruta Samhita (สุศรุตสังหิตา) เป็นตำรารากฐานของการแพทย์อายุรเวท เขียนขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 2–5 ส่วน Atharvaveda (อถรรพเวท) เป็นคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูโบราณ มีอายุราว 1500–1000 ปีก่อนคริสตกาล

หากการแพทย์แผนดั้งเดิมกับหน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ ทั้งสองแห่งเห็นต่างกัน บทความนี้ยึดตามจุดยืนของหน่วยงานรัฐ

คำกล่าวอ้างดั้งเดิม ระบบการแพทย์ดั้งเดิม หลักฐานปัจจุบันบอกอะไร
เพิ่มความอยากอาหาร อินเดีย ตรงกันบางส่วน ยา THC สังเคราะห์ (ผลิตในห้องปฏิบัติการ) ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาอาการเบื่ออาหารในผู้ติดเชื้อ HIV (เชื้อไวรัสเอชไอวี)
บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ไม่ใช่สรรพคุณหลักในตำราคลาสสิก เป็นข้อที่ใกล้เคียงกับการมีหลักฐานรองรับที่สุด แคนนาบินอยด์ได้ผลดีกว่ายาหลอก และได้ผลพอ ๆ กับยาอื่นในการรักษาอาการคลื่นไส้จากเคมีบำบัด
บรรเทาอาการปวด อินเดีย; ไทยใช้คลายกล้ามเนื้อ หลักฐานอ่อน การทบทวนงานวิจัยปี 2561 พบว่าได้ผลเพียงเล็กน้อย ผู้ใช้ 29% ปวดลดลงได้ 30% เทียบกับ 26% ในกลุ่มที่ได้ยาหลอก (การรักษาที่ไม่มีตัวยา) ดูเรื่องอาการปวดเรื้อรัง
คลายความวิตกกังวล ช่วยให้นอนหลับ Atharvaveda; อินเดียใช้ช่วยให้นอนหลับ หลักฐานน้อย มีหลักฐานเล็กน้อยว่าแคนนาบินอยด์อาจช่วยลดความวิตกกังวล ผู้ใช้บอกว่านอนหลับดีขึ้น แต่อาจไม่ได้เป็นผลจากกัญชา
รักษาท้องร่วงและบิด Sushruta Samhita ขัดแย้งกัน ในโรคลำไส้อักเสบ ซึ่งเป็นการอักเสบเรื้อรังของลำไส้ กัญชาไม่ได้ช่วยให้โรคสงบ (ช่วงที่ไม่มีอาการ) ดีกว่ายาหลอก ส่วนโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งปวดท้องเป็น ๆ หาย ๆ โดยไม่มีการอักเสบที่มองเห็นได้ ยังไม่รู้ว่ากัญชาได้ผลหรือไม่
แก้ไข้ แก้ลมแดด ขับเสมหะ แก้ปัญหาการพูด เป็นยาบำรุงกำหนัด อินเดีย ยังไม่มีหลักฐานสมัยใหม่ในเรื่องเหล่านี้
บรรเทาอาการเจ็บครรภ์คลอด ไทย ไม่มีหลักฐานสนับสนุน การใช้ระหว่างตั้งครรภ์มีความเสี่ยงที่ทราบแล้ว เช่น ทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำลงเมื่อแม่สูบกัญชา
รักษาหรือทำให้หายจากมะเร็ง ความเชื่อพื้นบ้านยุคใหม่ ไม่ได้มาจากตำราคลาสสิก ถูกปฏิเสธ องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (US FDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลยาของสหรัฐฯ ไม่ได้อนุมัติกัญชาสำหรับรักษามะเร็ง หรือโรคอื่นใด ผลที่บอกว่ากัญชาต้านเนื้องอกมาจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ ไม่ใช่จากการทดลองในคนที่เพียงพอ

หลักฐานตรงกัน ขัดกัน หรือยังไม่มี

ส่วนที่ตรงกันมีน้อย และเป็นเรื่องอาการทั้งหมด ได้แก่ คลื่นไส้ ความอยากอาหาร และอาการปวดซึ่งหลักฐานยังอ่อน การใช้ทางการแพทย์สมัยใหม่ที่มีหลักฐานดีที่สุดกลับไม่ตรงกับบันทึกดั้งเดิมเลย นั่นคือยาแคนนาบิไดออล (CBD) บริสุทธิ์ ในสหรัฐฯ ยานี้ได้รับอนุมัติให้รักษาอาการชักในกลุ่มอาการ Lennox-Gastaut และกลุ่มอาการ Dravet ซึ่งเป็นโรคลมชักรุนแรงในเด็ก 2 ชนิด และในโรค tuberous sclerosis complex ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม การแพทย์แผนดั้งเดิมไม่เคยค้นพบการใช้แบบนี้

จุดที่ขัดกันชัดที่สุดอยู่ที่ระบบทางเดินอาหาร ผู้ใช้ขนาดสูงเป็นเวลานานบางคนเกิดกลุ่มอาการอาเจียนจากแคนนาบินอยด์ (cannabinoid hyperemesis syndrome) คืออาเจียนรุนแรงเป็นพัก ๆ ซ้ำหลายครั้ง ซึ่งสวนทางกับชื่อเสียงของกัญชาว่าเป็นพืชแก้คลื่นไส้

ส่วนคำกล่าวอ้างข้ออื่น ยังไม่มีใครทำการศึกษา การที่ยังไม่มีงานวิจัยไม่ได้แปลว่าคำกล่าวอ้างนั้นผิด แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคุณใช้กัญชาเพื่อจุดประสงค์นั้นได้เช่นกัน

สิ่งที่คุณทำได้: ก่อนใช้กัญชากับอาการใดในตารางนี้ ให้อ่านหัวข้อในฟอรั่มเรื่องโรคหรืออาการนั้นก่อน จากนั้นนำรายการปฏิกิริยาระหว่างยาไปให้แพทย์ตรวจเทียบกับยาอื่นที่คุณใช้อยู่

3. ประเทศไทย: จากการห้าม สู่ผู้สั่งจ่ายสายการแพทย์แผนดั้งเดิม

จากการห้าม สู่การถอดออกจากบัญชียาเสพติด สู่สมุนไพรควบคุม

ไทยห้ามกัญชาตามพระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ. 2477 (ค.ศ. 1934–35) และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) ทำให้การห้ามเข้มงวดขึ้น ในปี 2561 ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ตามกฎหมาย

ในเดือนมิถุนายน 2565 ต้นกัญชาถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติด และผู้ต้องขังคดีกัญชาเพียงอย่างเดียวกว่า 3,000 คนได้รับการปล่อยตัว ภายในปี 2568 มีร้านกัญชาได้รับใบอนุญาตหลายพันแห่ง

จากนั้นกฎก็กลับมาเข้มงวดอีกครั้ง ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และกำหนดให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม ซึ่งใช้ได้เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น

ช่อดอกขายได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 เท่านั้น ใบสั่งจ่ายนี้:

  • ต้องใช้แบบฟอร์ม ภ.ท.33 ของทางราชการ
  • ต้องมีชื่อและเลขที่ใบอนุญาตของผู้สั่งจ่ายจาก 1 ใน 7 วิชาชีพที่ระบุไว้ด้านล่าง
  • สั่งจ่ายได้ไม่เกินปริมาณสำหรับใช้ 30 วัน

ผู้ขายจ่ายช่อดอกได้เฉพาะตามใบสั่งจ่ายแบบนี้เท่านั้น ระบบนี้อยู่ภายใต้การกำกับของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งเป็นหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลการแพทย์แผนไทย ในปี 2569 กระทรวงสาธารณสุขร่วมมือกับตำรวจปราบปรามแบบฟอร์ม ภ.ท.33 ปลอม การโฆษณาและการขายช่อดอกกัญชาทางออนไลน์เป็นสิ่งต้องห้าม

ผู้สั่งจ่าย 7 กลุ่ม

ผู้ประกอบวิชาชีพ 7 กลุ่มที่สั่งจ่ายกัญชาได้ ได้แก่:

  1. แพทย์แผนปัจจุบัน
  2. แพทย์แผนไทย
  3. แพทย์แผนไทยประยุกต์ (สาขาที่มีใบอนุญาตแยกต่างหาก)
  4. หมอพื้นบ้าน
  5. แพทย์แผนจีน
  6. เภสัชกร
  7. ทันตแพทย์

ทำไมระบบนี้จึงต่างจากที่อื่น

ประเทศส่วนใหญ่ให้เฉพาะแพทย์แผนปัจจุบันสั่งจ่ายกัญชาทางการแพทย์ได้ แต่ไทยดำเนินการผ่านหน่วยงานด้านการแพทย์แผนดั้งเดิม และให้หมอพื้นบ้านเป็นผู้สั่งจ่ายได้ตามกฎหมาย ทั้งที่เมื่อราวหนึ่งศตวรรษก่อน การแพทย์แบบเดียวกันนี้เคยถูกห้ามเพราะถูกมองว่าเป็นการรักษาแบบหมอเถื่อน

ผลที่ตามมามี 2 ด้าน ด้านแรก ไทยมีบุคลากรที่มีใบอนุญาตพร้อมทำงานอยู่แล้ว และยังทำให้ระบบมีความชอบธรรม ซึ่งระบบที่พึ่งพายาแผนปัจจุบันเพียงอย่างเดียวคงไม่มี ด้านที่สอง อำนาจสั่งจ่ายส่วนหนึ่งอยู่ในมือผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่ได้ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นฐานในการตัดสินใจ ข้อนี้เป็นข้อเท็จจริงทางกฎหมายว่าใครสั่งจ่ายได้ ไม่ใช่การตัดสินว่าใครถูกใครผิด

หมายเหตุผู้แปล: กฎสำหรับผู้ถือใบอนุญาตเข้มงวดขึ้นอีกในปี 2569 กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 กำหนดเกณฑ์ใบอนุญาตช่อดอกกัญชาให้เข้มงวดขึ้น และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ตามมาตรา 78 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ความผิด 2 กรณีมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีแรกคือการขายหรือแปรรูปสมุนไพรควบคุมโดยไม่มีใบอนุญาต กรณีที่สองคือการประกอบกิจการต่อในระหว่างที่ถูกพักใช้ใบอนุญาต

ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่มีผลเป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา อ่านรายละเอียดได้ที่กฎกระทรวง 2 ฉบับของไทย พ.ศ. 2569 และใบอนุญาต การพักใช้ใบอนุญาต และบทลงโทษ

สิ่งที่คุณทำได้: เมื่อได้รับใบสั่งจ่าย ภ.ท.33 ให้ตรวจ 3 อย่าง คือ ต้องเป็นแบบฟอร์ม ภ.ท.33 ของทางราชการ มีชื่อและเลขที่ใบอนุญาตของผู้สั่งจ่าย และครอบคลุมไม่เกิน 30 วัน ถ้าผู้ขายเสนอขายช่อดอกโดยไม่มีใบสั่งจ่าย หรือขายทางออนไลน์ อย่าซื้อ เพราะผิดกฎทั้งสองกรณี

4. ความปลอดภัยในทางปฏิบัติ

ฉลากมักไม่ตรงกับสิ่งที่อยู่ข้างใน

ตำรับดั้งเดิมไม่มีการกำหนดปริมาณสารที่แน่นอน ผลิตภัณฑ์สมัยใหม่จำนวนมากก็เป็นเช่นเดียวกัน การศึกษาในปี 2560 พบว่าจากผลิตภัณฑ์ CBD 84 รายการที่ซื้อจากร้านค้าออนไลน์ 31 แห่ง มีถึง 69% ที่ติดฉลากไม่ถูกต้อง

NCCIH เตือนว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจมี CBD มากหรือน้อยกว่าที่ระบุบนฉลาก และอาจมีสารปนเปื้อน รวมถึง THC ด้วย

สารกำจัดศัตรูพืช โลหะหนัก และเชื้อรา

บทความทบทวนของ Montoya และคณะปี 2563 บันทึกการปนเปื้อนไว้ 3 ประเภท:

  • สารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืช พบใน 84% ของตัวอย่างในการศึกษาหนึ่งที่รัฐวอชิงตัน และใน 49% ของตัวอย่างในการศึกษาหนึ่งที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ดูเรื่องสารพิษตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืชในกัญชา
  • โลหะหนัก: กัญชาเป็นพืชที่สะสมแคดเมียม ตะกั่ว และปรอทได้สูงมาก (hyperaccumulator) คือดูดและเก็บโลหะเหล่านี้ไว้มากกว่าพืชส่วนใหญ่หลายเท่า กัญชาจึงเคยถูกศึกษาเพื่อใช้บำบัดดินที่ปนเปื้อน ดูเรื่องการบำบัดสารปนเปื้อน
  • เชื้อราและแบคทีเรีย รวมถึงเชื้อในสกุล Aspergillus และ Fusarium เชื้อเหล่านี้อันตรายเป็นหลักต่อผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะมองหาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์มากที่สุด

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับกัญชาเท่านั้น การศึกษาในปี 2551 พบว่ายาอายุรเวทราว 20% ที่นำมาตรวจมีตะกั่ว ปรอท หรือสารหนูปนอยู่

หมายเหตุผู้แปลสำหรับผู้ปลูกในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้:

  • เชื้อรา: ในฤดูฝน ความชื้นภายนอกที่สูงและห้องตากแห้งที่อุณหภูมิ 30–35 °C เอื้อให้เชื้อราอย่าง Aspergillus เติบโตบนช่อดอกที่กำลังตากแห้ง ดูเรื่องไมโคทอกซินและความเสี่ยงช่วงฤดูฝน
  • ไฟดับ: ไฟดับทำให้พัดลมและเครื่องลดความชื้นหยุดทำงาน ให้ติดไฮโกรมิเตอร์ (เครื่องวัดความชื้น) ไว้ในห้องตากแห้ง และจดค่าทั้งเช้าและเย็น จะได้รู้ทันว่าเครื่องหยุดทำงานก่อนที่เชื้อราจะขึ้น ดูเรื่องการตากแห้งกัญชาที่ความชื้นแวดล้อม 85–95%
  • โลหะหนัก: กัญชาดูดแคดเมียม ตะกั่ว และปรอทออกจากดิน ก่อนปลูกกัญชาทางการแพทย์ในแปลงใหม่ ให้ส่งดินและน้ำที่ใช้รดไปตรวจก่อน ผลตรวจจะบอกได้ว่าแปลงนั้นปลูกช่อดอกที่ผ่านการตรวจโลหะหนักได้หรือไม่
  • ตรวจทุกรุ่นการผลิต: ก่อนส่งให้คลินิกหรือร้านที่มีใบอนุญาต ให้ส่งรุ่นการผลิตนั้นไปตรวจสารกำจัดศัตรูพืช โลหะหนัก และจุลินทรีย์ แล้วเก็บใบรับรองผลการวิเคราะห์ไว้ ถ้าต้องการหาห้องปฏิบัติการ ให้ถามสมาชิกคนอื่นในหมวดบริการ B2B

ปฏิกิริยากับยาอื่นและความเสี่ยงในแต่ละกลุ่ม

มีรายงานว่า CBD เกิดปฏิกิริยากับยาอื่นได้ นอกจากนี้ NCCIH ยังระบุความเสี่ยงต่อไปนี้:

  • เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากขึ้น
  • ทารกน้ำหนักแรกเกิดต่ำลงเมื่อแม่สูบกัญชาระหว่างตั้งครรภ์
  • ผู้ที่ใช้บ่อยเสี่ยงต่อโรคจิตเภทและโรคจิตชนิดอื่นมากขึ้น
  • ความผิดปกติจากการใช้กัญชา (cannabis use disorder) คือควบคุมการใช้ไม่ได้แม้จะเกิดผลเสีย วัยรุ่นมีโอกาสเกิดภาวะนี้สูงกว่าผู้ใหญ่ 4–7 เท่า

ยังเคยพบว่ายาแผนดั้งเดิมแอบผสมยาแผนปัจจุบันโดยไม่แจ้งไว้ ยาที่เรียกว่า “ธรรมชาติ” หลายตัวได้ผลก็เพราะมียาแผนปัจจุบันซ่อนอยู่

สิ่งที่คุณทำได้: แจ้งแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพทุกครั้งว่าคุณใช้ยา สมุนไพร และอาหารเสริมอะไรอยู่บ้าง เพื่อให้ตรวจปฏิกิริยาระหว่างกันได้ ห้ามขับรถหลังใช้กัญชา ถ้าคุณตั้งครรภ์หรือเป็นวัยรุ่น ให้อ่านหัวข้อข้อห้ามใช้ และปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง

5. วิธีอ่านคำกล่าวอ้างของตำรับดั้งเดิมอย่างรับผิดชอบ

ให้ถามว่าตำรานั้นเขียนไว้ว่าอะไรจริง ๆ เขียนเมื่อไร และวันที่หรือผู้เขียนยังเป็นที่ถกเถียงอยู่หรือไม่ สังเกตว่าคำกล่าวอ้างนั้นอาศัยข้อมูลจากสารานุกรมเพียงหัวข้อเดียวหรือไม่ และสังเกตด้วยว่าคำศัพท์ภาษาสันสกฤต จีน หรือไทยถูกแปลแบบหลวม ๆ หรือไม่

ระบบการแพทย์ดั้งเดิมเป็นแหล่งของแนวคิดที่ควรนำมาทดสอบ ส่วนการทดลองทางคลินิกคือการทดสอบแนวคิดเหล่านั้น เมื่อทั้งสองอย่างให้ผลต่างกัน หน่วยงานด้านสุขภาพเป็นแหล่งที่บอกได้ดีกว่าว่าอะไรจะเกิดขึ้นในร่างกายคุณ การพูดเช่นนี้ไม่ได้เป็นการไม่เคารพภูมิปัญญาดั้งเดิม

สิ่งที่คุณทำได้:

  1. ใช้บริการผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต ในไทย ผู้สั่งจ่ายอาจเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนดั้งเดิมได้ตามกฎหมายภายใต้กฎปี 2568 ใบอนุญาตแสดงว่าผู้นั้นมีสิทธิ์สั่งจ่ายได้
  2. แจ้งผู้ประกอบวิชาชีพเรื่องทุกอย่างที่คุณใช้อยู่ เพื่อให้ตรวจปฏิกิริยาระหว่างกันได้
  3. เลือกวัตถุดิบที่ผ่านการตรวจและมีใบรับรอง อย่าเชื่อแค่ฉลาก ขอดูใบรับรองผลการวิเคราะห์ เพื่อดูว่าในผลิตภัณฑ์มีอะไรอยู่จริง
  4. ถ้ามีใครอ้างว่ากัญชารักษาหรือทำให้หายจากโรคได้ ให้ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนว่าแหล่งข้อมูลนั้นไม่น่าเชื่อถือ ยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลใดอนุมัติกัญชาให้ใช้รักษาโรคให้หายขาด

ร่วมพูดคุย

เล่าประสบการณ์ของคุณไว้ใต้หัวข้อนี้:

  • ในประเทศไทย: เคยมีแพทย์แผนไทยหรือหมอพื้นบ้านสั่งจ่ายกัญชาให้คุณภายใต้กฎปี 2568 หรือไม่ การตรวจและปรึกษาเป็นอย่างไร
  • ผู้ปลูก: คลินิกและร้านที่มีใบอนุญาตขอผลตรวจหรือบันทึกอะไรจากคุณบ้าง ก่อนจะรับรุ่นการผลิต
  • ในอินเดีย: ภังถูกมองว่าเป็นยา เป็นประเพณีในเทศกาล หรือทั้งสองอย่าง ยังมีใครอ้างอิงตำราคลาสสิกอยู่บ้างไหม
  • แพทย์แผนจีน ทั้งในจีนและในไทย: แพทย์แผนจีนที่คุณรู้จักใช้เมล็ดกัญชาหรือไม่
  • ตำรับยาดั้งเดิมที่มีชื่อเรียก: ถ้าคุณมีแหล่งอ้างอิงถึงตำรับดั้งเดิมที่มีชื่อเรียกซึ่งบทความนี้ไม่ได้กล่าวถึง โปรดโพสต์พร้อมแหล่งอ้างอิงนั้น การแก้ไขที่มีแหล่งอ้างอิงดีกว่าการเล่าต่อความเชื่อปากต่อปาก

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความให้ความรู้เรื่องกัญชาทางการแพทย์ของ Asiannabis Community เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ การตัดสินใจเรื่องการรักษาเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพที่มีใบอนุญาต เนื้อหานี้มีไว้เพื่อการศึกษาในพื้นที่ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ตามกฎหมาย

เอกสารอ้างอิง

  • National Center for Complementary and Integrative Health (NCCIH). “Cannabis (Marijuana) and Cannabinoids: What You Need To Know”. ปรับปรุงล่าสุด พฤศจิกายน ค.ศ. 2019
  • National Cancer Institute (NCI). “Cannabis and Cannabinoids (PDQ®)–Patient Version”. ปรับปรุงล่าสุด 15 สิงหาคม ค.ศ. 2023
  • Montoya Z, Conroy M, Vanden Heuvel BD, Pauli CS, Park S-H. Cannabis Contaminants Limit Pharmacological Use of Cannabidiol. Frontiers in Pharmacology 2020;11:571832. doi:10.3389/fphar.2020.571832.
  • Stockings E, et al. Cannabis and cannabinoids for the treatment of people with chronic non-cancer pain conditions: a systematic review and meta-analysis of controlled and observational studies. Pain 2018;159(10):1932–1954.
  • Bonn-Miller MO, et al. Labeling Accuracy of Cannabidiol Extracts Sold Online. JAMA 2017;318(17):1708–1709.
  • Saper RB, et al. Lead, mercury, and arsenic in US- and Indian-manufactured Ayurvedic medicines sold via the Internet. JAMA 2008;300(8):915–923.
  • บทความใน Wikipedia ภาษาอังกฤษ “Cannabis in India”, “Cannabis in China” และ “Cannabis in Thailand” (ใช้เป็นภาพรวมด้านประวัติศาสตร์) ตัวเลขในลำดับเหตุการณ์ของไทยได้ตรวจสอบกับรายงานข่าวแล้ว
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025); พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999)
  • กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026); กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 (ค.ศ. 2026)