มีเรื่องเล่าที่แพร่หลายว่า เจ้าของหนังสือพิมพ์ บริษัทเคมี และนายธนาคาร ร่วมกันทำให้กัญชงถูกห้ามในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) บทความตอนนี้จะนำข้อกล่าวอ้างแต่ละข้อในเรื่องเล่านั้นมาเทียบกับเอกสาร ได้แก่ บันทึกการไต่สวนของรัฐสภาสหรัฐฯ ปี 2480 เอกสารสิทธิบัตร ชีวประวัติของเจ้าของหนังสือพิมพ์ และบทความในนิตยสาร Popular Mechanics ปี พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) นอกจากนี้ยังพูดถึงสาเหตุที่แท้จริงในมุมมองของนักประวัติศาสตร์ และโครงการปลูกกัญชงของรัฐบาลในช่วงสงครามปี พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942)
กฎหมายที่พูดถึงคือ Marihuana Tax Act of 1937 (กฎหมายภาษีมาริฮัวนา ค.ศ. 1937) ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ลงนามเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) และกฎหมายมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2480 กฎหมายนี้ไม่ได้ห้ามกัญชาโดยตรง แต่บังคับให้ขึ้นทะเบียน และเก็บภาษีสูงมากจากทุกคนที่อยู่นอกระบบทะเบียน ผลคือในทางปฏิบัติ การค้าอย่างถูกกฎหมายแทบเป็นไปไม่ได้
เนื้อหานี้เป็นประวัติศาสตร์กฎหมายของสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) ไม่ใช่กฎหมายไทย และไม่มีผลใช้บังคับในประเทศไทย สรุปกฎของไทยอยู่ในหัวข้อ 8 ด้านล่าง
บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: https://asiannabis.com/t/1469
4. ทฤษฎีสมคบคิด: ตรวจทีละข้อกล่าวอ้าง
เรื่องเล่าฉบับที่งานเขียนเรื่องกัญชานิยมเล่ากันคือ ทฤษฎี Hearst–DuPont–Mellon คนที่ทำให้ทฤษฎีนี้โด่งดังคือ แจ็ค เฮอเรอร์ (Jack Herer) นักเคลื่อนไหวด้านกัญชาชาวอเมริกัน ผ่านหนังสือของเขาชื่อ The Emperor Wears No Clothes (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2528 หรือ ค.ศ. 1985)
บุคคลในเรื่องเล่ามีดังนี้
- วิลเลียม แรนดอล์ฟ เฮิร์สต์ (William Randolph Hearst) เจ้าของเครือหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ
- DuPont บริษัทเคมีของสหรัฐฯ ผู้พัฒนาไนลอน
- แอนดรูว์ เมลลอน (Andrew Mellon) นายธนาคารที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มาจนถึงปี พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932)
- แฮร์รี เจ. แอนสลิงเกอร์ (Harry J. Anslinger) หัวหน้าสำนักงานยาเสพติดกลางของสหรัฐฯ (Federal Bureau of Narcotics: FBN) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ผลักดันกฎหมายฉบับนี้
ทฤษฎีนี้เล่าคร่าว ๆ ว่า
- เฮิร์สต์มีธุรกิจป่าไม้และกระดาษหนังสือพิมพ์ กระดาษกัญชง ราคาถูกจึงเป็นภัยต่อธุรกิจของเขา
- DuPont เพิ่งจดสิทธิบัตรไนลอน จึงต้องกำจัดเส้นใยกัญชงให้พ้นทาง
- เมลลอนเป็นนายธนาคารของ DuPont และเป็นญาติทางการสมรสของแอนสลิงเกอร์
- กำลังจะมีเครื่องลอกเส้นใย (decorticator) รุ่นใหม่ที่ทำให้การแปรรูปกัญชงมีต้นทุนต่ำ เครื่องนี้ใช้แยกเส้นใยออกจากแกนเนื้อไม้ของลำต้น
- หนังสือพิมพ์ของเฮิร์สต์โหมข่าวปลุกความกลัวแบบเหยียดเชื้อชาติ แล้วกฎหมายก็ออกตามมา
เมื่อนำข้อกล่าวอ้างแต่ละข้อมาเทียบกับเอกสาร ได้ผลดังนี้
| ข้อกล่าวอ้าง | ผลการตรวจสอบ | เอกสารบอกอะไร |
|---|---|---|
| หนังสือพิมพ์ของเฮิร์สต์ลงข่าวต่อต้านมาริฮัวนาแบบเร้าอารมณ์ | มีหลักฐานรองรับ | แม้แต่คนที่วิจารณ์ทฤษฎีนี้ก็ยอมรับ และสื่อสหรัฐฯ จำนวนมากก็ทำแบบเดียวกัน พาดหัวที่ถูกยกมาอ้างบ่อยคือ “Murder Weed Found Up and Down Coast” (พบ “วัชพืชฆาตกร” ทั่วชายฝั่ง) ว่ากันว่าลงพิมพ์เมื่อมกราคม พ.ศ. 2476 (ค.ศ. 1933) แต่ยังไม่มีใครสืบได้ว่าลงในหนังสือพิมพ์ฉบับไหน วันที่เท่าไร จึงควรถือว่าถ้อยคำนี้ยังไม่ได้รับการยืนยัน |
| คำว่า “marihuana” ทำให้คนไม่รู้ว่านี่คือพืชที่ใช้ทางการแพทย์อยู่แล้ว | มีหลักฐานรองรับในแง่ผลที่เกิดขึ้น | วูดเวิร์ด (Woodward) นักกฎหมายของสมาคมการแพทย์อเมริกัน (American Medical Association) แจ้งต่อคณะกรรมาธิการว่า แพทย์รู้เรื่องร่างกฎหมายนี้ช้า เหตุผลหนึ่งคือชื่อที่ไม่คุ้นเคย (ตอนที่ 1 หัวข้อ 3) |
| FBN มีเหตุผลของตัวเองที่อยากได้กฎหมายนี้ | มีหลักฐานรองรับ | FBN ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) ถูกตัดงบประมาณในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) และต้องการขยายบทบาทของตัวเอง |
| กฎหมายนี้ทำให้การปลูกกัญชงเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ ยุติลง | เกินจริง | กัญชงซบเซาลงมานานก่อนปี พ.ศ. 2480 แล้ว กฎหมายเพียงเพิ่มภาระด้านภาษีและงานเอกสาร การผลิตกลับมาอีกครั้งในช่วงสงครามตั้งแต่ปี พ.ศ. 2485 (หัวข้อ 9) แล้วลดลงอีกหลังสงคราม |
| เฮิร์สต์ต้องการปกป้องธุรกิจของตัวเอง | ไม่มีหลักฐานรองรับ | หนังสือพิมพ์ของเฮิร์สต์เป็นผู้ซื้อกระดาษหนังสือพิมพ์ (newsprint คือกระดาษที่ใช้พิมพ์หนังสือพิมพ์) ไม่ใช่ผู้ผลิต ในทศวรรษ 1930 (ราว พ.ศ. 2473–2482) หนังสือพิมพ์เครือนี้พึ่งกระดาษนำเข้าจากแคนาดาเป็นหลัก กระดาษกัญชงที่ถูกลงจึงช่วยลดต้นทุนให้เฮิร์สต์ ไม่ได้เป็นภัยต่อเขา |
| DuPont ต้องกำจัดกัญชงเพื่อเปิดทางให้ไนลอน | ไม่มีหลักฐานรองรับ | วอลเลซ แคโรเธอร์ส (Wallace Carothers) นักเคมีของ DuPont ผู้คิดค้นไนลอน ยื่นขอสิทธิบัตรตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) ตัวอย่างเช่น US 2,130,523 ยื่นเมื่อ 2 มกราคม พ.ศ. 2478 สิทธิบัตรได้รับอนุมัติในปี พ.ศ. 2480–2481 (ค.ศ. 1937–38) โดย US 2,130,523 และ US 2,130,948 ได้รับอนุมัติวันเดียวกันคือ 20 กันยายน พ.ศ. 2481 ไม่มีเอกสารใดเชื่อมโยง DuPont กับการร่างกฎหมายหรือการวิ่งเต้นให้กฎหมายผ่าน ตลาดใหญ่แรกของไนลอนคือถุงน่อง ซึ่งแข่งกับผ้าไหมเป็นหลัก ไม่ใช่กัญชง |
| เครื่องลอกเส้นใยรุ่นใหม่กำลังจะเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของกัญชง | ไม่มีหลักฐานรองรับตามที่กล่าวอ้าง | จอร์จ ชลิคเทน (George Schlichten) สร้างเครื่องลอกเส้นใยในทศวรรษ 1910 (ราว พ.ศ. 2453–2462) แต่เครื่องนี้ไม่เคยได้ผลิตในระดับเชิงพาณิชย์จนเขาเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923) ส่วนเครื่องรุ่นใหม่ของทศวรรษ 1930 ที่มีคนบรรยายไว้ในปี พ.ศ. 2481 ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ (หัวข้อ 5) |
| เมลลอนอยู่เบื้องหลัง | ความเกี่ยวพันทางครอบครัว: มีหลักฐานรองรับ แรงจูงใจด้านธนาคาร: ไม่มีหลักฐาน | มาร์ธา เดนนิสตัน (Martha Denniston) ภรรยาของแอนสลิงเกอร์ เป็นหลานสาวของเมลลอน แต่ไม่มีเอกสารใดเชื่อมโยงผลประโยชน์ด้านธนาคารของเมลลอนกับกฎหมายนี้ อีกทั้งเมลลอนพ้นจากกระทรวงการคลังไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 |
| บทความใน Popular Mechanics ปี 2481 แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังสูญเสียอะไรไป | ไม่ใช่หลักฐานของแรงจูงใจ | บทความนี้ลงพิมพ์เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 หลังกฎหมายออกแล้ว ฝ่ายเฮอเรอร์บอกว่าบทความเขียนไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี พ.ศ. 2480 ก่อนกฎหมายผ่าน ถึงอย่างนั้น ก็ไม่มีหลักฐานว่าคนที่ร่างหรือสนับสนุนร่างกฎหมายได้อ่านบทความนี้ กลัวสิ่งที่บทความพูด หรือลงมือทำอะไรเพราะบทความนี้ (หัวข้อ 5) |
ผลที่ออกมามีรูปแบบชัดเจน ข้อกล่าวอ้างที่มีหลักฐานรองรับคือเรื่องข่าวแบบเร้าอารมณ์ การเลือกใช้คำว่า “marihuana” และผลประโยชน์ของ FBN เอง ส่วนข้อที่ตกไปคือข้อที่ว่าด้วยแรงจูงใจทางธุรกิจ
เมื่อคุณเจอข้อกล่าวอ้างเหล่านี้ในโพสต์หรือวิดีโอ ให้หาแถวที่ตรงกันในตารางนี้ แล้วขอให้ผู้โพสต์แสดงเอกสารต้นฉบับที่ใช้อ้าง เช่น หนังสือพิมพ์พร้อมวันที่ เลขสิทธิบัตร หรือบันทึกการไต่สวน
5. บทความใน Popular Mechanics ฉบับกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938)
บทความ “New Billion-Dollar Crop” (พืชเศรษฐกิจใหม่มูลค่าพันล้านดอลลาร์) ลงพิมพ์ใน Popular Mechanics ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 นักรณรงค์เรื่องกัญชงยกเอกสารชิ้นนี้มาอ้างบ่อยที่สุด Popular Mechanics เป็นนิตยสารเทคโนโลยีสำหรับคนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ของกลุ่มรณรงค์ บทความนี้จึงเป็นหลักฐานที่ดีว่าสื่อสายเทคโนโลยีในยุคนั้นมองกัญชงอย่างไร
บทความเขียนไว้ว่าอย่างไร
- เครื่องลอกเส้นใยที่เพิ่งออกมาใช้ แยกเส้นใยออกจากลำต้นด้วยเครื่องจักรได้ บทความบอกว่าเครื่องนี้จะทำให้การปลูกกัญชงทำกำไรได้
- เศษเนื้อไม้ที่เหลือหลังแยกเส้นใยออกแล้วมีเซลลูโลสมากกว่า 77% เซลลูโลสคือวัสดุหลักของผนังเซลล์พืช และเป็นวัตถุดิบสำหรับทำกระดาษ
- เซลลูโลสนี้นำไปทำผลิตภัณฑ์ได้มากกว่า 25,000 ชนิด “ตั้งแต่ไดนาไมต์ไปจนถึงเซลโลเฟน” (Cellophane คือแผ่นฟิล์มใสที่ทำจากเซลลูโลส)
- ตัวเลขประมาณการของรัฐบาลระบุว่า กัญชง 10,000 เอเคอร์ (ประมาณ 25,000 ไร่) ให้กระดาษได้เท่ากับที่ดินคุณภาพปานกลางซึ่งปลูกไม้ทำเยื่อกระดาษ 40,000 เอเคอร์ (ประมาณ 100,000 ไร่)
- พืชนี้อาจสร้างรายได้ให้เกษตรกรอเมริกันหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี
- บทความพูดถึงเรื่องยาเสพติดตรง ๆ ด้วย โดยระบุว่าดอกตัวเมียมีสารเสพติด และมองว่าความกังวลเรื่องนี้เกินจริง
ประเด็นเรื่องวันที่
กฎหมายลงนามเมื่อ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2480 และมีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2480 บทความออกมาหลังจากนั้นราวหกเดือน เฮอเรอร์และนักรณรงค์เรื่องกัญชงคนอื่น ๆ แย้งว่าบทความเขียนเสร็จตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี พ.ศ. 2480 ก่อนกฎหมายผ่าน แต่ตีพิมพ์ล่าช้า ข้อนี้อาจเป็นจริง ถึงอย่างนั้น บทความก็ยังไม่ใช่หลักฐานของแรงจูงใจ ด้วยเหตุผลสองข้อ
ข้อแรก คำคาดการณ์ในนิตยสารเทคโนโลยีไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าของหนังสือพิมพ์ บริษัทเคมี หรือผู้ร่างกฎหมายมองกัญชงเป็นภัย ไม่มีเอกสารใดเชื่อมโยงบทความนี้ หรือเครื่องจักรที่บทความพูดถึง เข้ากับคนที่ร่างหรือผลักดันร่างกฎหมาย
ข้อสอง ผู้เขียนบทความรู้อยู่แล้วว่ามีกฎระเบียบใหม่ออกมา บทความปิดท้ายด้วยความหวังว่า “จะสามารถวางกฎระเบียบของรัฐบาลกลางที่คุ้มครองประชาชนได้ โดยไม่ขัดขวางการปลูกกัญชงอย่างชอบธรรม” ข้อความนี้อ่านแล้วเป็นปฏิกิริยาต่อระบบภาษีใหม่ ไม่ใช่คำเตือนถึงแผนลับ
บทความพิสูจน์อะไรได้ และพิสูจน์อะไรไม่ได้
บทความนี้เป็นหลักฐานที่ดีสำหรับเรื่องเดียว คือในช่วงปี พ.ศ. 2480–2481 ผู้ที่ติดตามเรื่องนี้อย่างรู้จริงยังคาดว่ากัญชงจะเติบโตเป็นพืชอุตสาหกรรม
แต่ข้อกล่าวอ้างหลายข้อในบทความกลับไม่เป็นจริง
- ตัวเลข “25,000 ผลิตภัณฑ์” ที่จริงเป็นข้อกล่าวอ้างเรื่องเซลลูโลสในฐานะวัตถุดิบ แหล่งเซลลูโลสใดก็ผลิตสินค้าเหล่านั้นได้ ไม่ใช่เฉพาะกัญชง
- การเปรียบเทียบเรื่องกระดาษเป็นตัวเลขประมาณการของรัฐบาลที่ยกต่อกันมา ไม่ใช่ผลการศึกษาผลผลิตในแปลงจริง
- ตอนที่บทความออกมา เครื่องลอกเส้นใยยังไม่ได้พิสูจน์ว่าใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์
- ในช่วงสงคราม โรงงานแปรรูปเส้นใยกัญชงในปริมาณมากจริง แต่หลังสงคราม อุตสาหกรรมนี้แข่งกับเส้นใยชนิดอื่นไม่ได้
ควรอ่านบทความฉบับเต็ม เพราะสั้นมาก ถ้าจะอ้างอิง ให้อธิบายว่าบทความนี้เป็นบันทึกว่าคนในยุคนั้นคาดหวังอะไร อย่านำเสนอว่าเป็นแหล่งอ้างอิงทางเทคนิค หรือเป็นหลักฐานว่ามีคนจงใจกดกัญชงไม่ให้เกิด
6. นักประวัติศาสตร์บอกว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของกฎหมายนี้
คำอธิบายทางประวัติศาสตร์ที่เป็นหลักมาจากเดวิด มัสโต (David Musto) ผู้เขียน The American Disease (พ.ศ. 2516 หรือ ค.ศ. 1973) และจากริชาร์ด บอนนี (Richard Bonnie) กับชาลส์ ไวต์เบรด (Charles Whitebread) ผู้เขียน The Marihuana Conviction (พ.ศ. 2517 หรือ ค.ศ. 1974) งานเหล่านี้อธิบายว่ากฎหมายเกิดจากหลายสาเหตุรวมกัน และไม่มีสาเหตุใดเป็นการสมคบคิดทางธุรกิจ
- อคติทางเชื้อชาติและความตื่นตระหนกทางศีลธรรม โดยเฉพาะต่อชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกันและชาวอเมริกันผิวดำ อคตินี้สะสมผ่านกฎหมายท้องถิ่นและหนังสือพิมพ์มาสองทศวรรษก่อนปี พ.ศ. 2480 (ดูตอนที่ 1 หัวข้อ 2) สาเหตุนี้มีเอกสารรองรับหนักแน่นที่สุด
- ผลประโยชน์ของหน่วยงานเอง FBN ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2473 ถูกตัดงบในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และต้องการขยายบทบาท การที่รัฐบาลกลางเข้าควบคุมกัญชาทำให้ FBN ได้บทบาทนั้น
- ความห่วงใยด้านสาธารณสุขที่มีอยู่จริงแต่ตั้งอยู่บนความเข้าใจผิด ในยุคนั้นแทบไม่มีใครรู้ว่าพืชนี้ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร
- กลุ่มปฏิรูปศีลธรรม แบบเดียวกับกลุ่มที่เคยหนุนการห้ามสุรา บางแหล่งนับกลุ่มเหล่านี้รวมไว้ด้วย แต่บทบาทของพวกเขาในกฎหมายปี พ.ศ. 2480 มีเอกสารรองรับน้อยกว่าสามสาเหตุแรก
ถ้าคุณจะเขียนว่าทำไมกัญชาถึงถูกห้าม ให้เริ่มจากสี่สาเหตุนี้ และให้น้ำหนักกับข้อแรกมากที่สุด เพราะมีเอกสารรองรับหนักแน่นที่สุด
7. ทำไมเรื่องเล่าแบบสมคบคิดจึงยังแพร่ต่อไปเรื่อย ๆ
เรื่องสมคบคิดเล่าต่อได้ง่ายกว่า เพราะมีตัวร้าย มีแรงจูงใจ และมีช่วงเวลาที่ตัดสินใจชัดเจน ส่วนสาเหตุที่มีเอกสารรองรับนั้นมาจากคนหลายฝ่าย ได้แก่ หน่วยงานที่อยากขยายบทบาท การเหยียดเชื้อชาติที่พบได้ทั่วไปในยุคนั้น นักรณรงค์ที่ผลักดันประเด็นศีลธรรม และสมาชิกสภาที่แทบไม่ใส่ใจ กฎหมายที่สร้างความเสียหายหลายฉบับเกิดขึ้นแบบนี้ และเรื่องแบบนี้เล่าให้น่าติดตามได้ยากกว่ามาก
คนที่เขียนเรื่องกัญชายังมีเหตุผลในทางปฏิบัติที่ไม่ควรใช้เรื่องเล่าแบบสมคบคิด ข้อกล่าวอ้างหลักของเรื่องนี้ตรวจสอบได้ และเอกสารไม่สนับสนุน ทุกครั้งที่มีคนเล่าซ้ำแล้วถูกแก้ ผู้อ่านก็เชื่อถืองานเขียนเรื่องกัญชาชิ้นอื่นน้อยลง
แค่ข้อเท็จจริงที่มีเอกสารยืนยันก็แสดงความล้มเหลวร้ายแรงอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเติมสีสันใด ๆ
- กระทรวงการคลังเป็นผู้ร่างกฎหมาย และหัวหน้าหน่วยงานที่จะบังคับใช้กฎหมายนั้นเป็นคนผลักดันให้ผ่าน
- สภาคองเกรสผ่านกฎหมายไปทั้งที่สมาคมการแพทย์คัดค้านโดยมีหลักฐานรองรับ
- ต้องใช้เวลาถึง 32 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2480 ถึง พ.ศ. 2512 (ค.ศ. 1937–1969) กว่าศาลจะตัดสินว่ากฎหมายนี้ขัดรัฐธรรมนูญ
ก่อนแชร์ข้อกล่าวอ้างทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกัญชา ให้หาเอกสารต้นฉบับที่ข้อกล่าวอ้างนั้นอ้างถึงก่อน ถ้าหาไม่พบ ให้ระบุในโพสต์ว่าข้อกล่าวอ้างนั้น “ยังไม่ได้รับการยืนยัน”
8. สิ่งที่บทความนี้ไม่ใช่
บทความนี้ไม่ได้แก้ต่างให้กฎหมายปี พ.ศ. 2480 ถ้าวัดด้วยมาตรฐานปัจจุบัน กระบวนการออกกฎหมายนี้หละหลวม และหลักฐานที่ใช้ยิ่งแย่กว่า ข้อคัดค้านของวูดเวิร์ดมีเหตุผลหนักแน่น แต่สภาคองเกรสก็ไม่ฟัง
บทความนี้ไม่ใช่กฎหมายไทย ประวัติการออกกฎหมายของสหรัฐฯ ไม่มีผลใด ๆ ต่อสิ่งที่ทำได้ในประเทศไทย กฎของไทยมีดังนี้
- ช่อดอกกัญชา เป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ประกาศนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568
- ขายช่อดอกได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 และจ่ายได้ในปริมาณใช้ไม่เกิน 30 วัน ห้ามโฆษณาช่อดอกและห้ามขายออนไลน์
- กฎกระทรวง พ.ศ. 2569 สองฉบับทำให้การออกใบอนุญาตเข้มงวดขึ้นในปี 2569 กฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง มีผลบังคับใช้วันที่ 26 เมษายน 2569 และให้ออกใบอนุญาตสำหรับสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ได้เฉพาะสามกลุ่มเท่านั้น
- นิติบุคคลไทยที่ไม่ใช่ “คนต่างด้าว” ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
- หน่วยงานของรัฐ
- สภากาชาดไทย
- กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) มีผลบังคับใช้วันที่ 30 เมษายน 2569 และทำให้เกณฑ์การออกใบอนุญาตช่อดอกกัญชาเข้มงวดขึ้น
- พระราชบัญญัติควบคุมกัญชา ยังอยู่ในขั้นร่าง คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว
ก่อนลงมือทำตามกฎข้อใด ให้ตรวจสอบสถานะล่าสุดใน กฎกัญชาของไทย พ.ศ. 2565 ถึง 2569
9. พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942): Hemp for Victory และการกลับลำของรัฐบาลเอง
ห้าปีหลังกฎหมายออก สหรัฐฯ กลับต้องการกัญชงอีกครั้ง เพราะญี่ปุ่นยึดครองฟิลิปปินส์ ทำให้ อะบาคา (abacá) ที่เรียกกันว่า “ป่านมะนิลา” (Manila hemp) ส่งมาไม่ได้ อะบาคาเป็นเส้นใยหลักที่ใช้ทำเชือกเรือ
กฎหมายยังคงมีผลบังคับใช้ตามเดิม รัฐบาลให้ผู้ปลูกในช่วงสงครามขึ้นทะเบียนภายใต้กฎหมายฉบับนี้เอง และดำเนินโครงการผลิตผ่าน Commodity Credit Corporation ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดูแลสินค้าเกษตร ร่วมกับ War Hemp Industries, Inc. ผู้ปลูกได้รับเงินค่าเมล็ดและค่าเส้นใย การผลิตขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี พ.ศ. 2486–2487 (ค.ศ. 1943–44)
เป้าหมายของปี พ.ศ. 2486 อยู่ที่ประมาณ 300,000 เอเคอร์ (ประมาณ 760,000 ไร่) ขณะที่ในปีก่อน ๆ พื้นที่ปลูกมีประมาณ 13,000 เอเคอร์ (ประมาณ 33,000 ไร่) หรือน้อยกว่า พื้นที่ที่ปลูกและเก็บเกี่ยวได้จริงต่ำกว่าเป้า และแต่ละแหล่งให้ตัวเลขไม่ตรงกัน งานเขียนเรื่องกัญชามักอ้างตัวเลขอีกสองตัว คือ “เมล็ด 400,000 ปอนด์” (ประมาณ 180 ตัน) และ “เส้นใย 42,000 ตันต่อปี” ทั้งสองตัวเลขมาจากหนังสือของเฮอเรอร์ และยังไม่มีใครตรวจสอบยืนยันได้
ภาพยนตร์
เพื่อชักชวนเกษตรกรให้ปลูก กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) สร้างภาพยนตร์สั้นเรื่อง Hemp for Victory ในปี พ.ศ. 2485 เป็นภาพยนตร์ฝึกอบรมเกษตรกรธรรมดา ๆ เรื่องหนึ่ง อธิบายว่าทำไมพืชนี้จึงสำคัญ และปลูกกับเก็บเกี่ยวอย่างไร ในเรื่องยังแสดงการแช่หมักเส้นใย (retting) คือการแช่ลำต้นที่ตัดแล้วในน้ำ หรือวางทิ้งไว้ในแปลง ให้จุลินทรีย์ช่วยแยกเส้นใยออกจากแกนเนื้อไม้ ปัจจุบันภาพยนตร์นี้เป็นสาธารณสมบัติ (public domain) ใครก็คัดลอกและนำไปฉายได้
ต่อมา คนที่สอบถามเรื่องภาพยนตร์นี้ได้รับคำตอบจากห้องสมุดของ USDA และหอสมุดรัฐสภาสหรัฐฯ (Library of Congress ซึ่งเป็นหอสมุดแห่งชาติของสหรัฐฯ) ว่าไม่มีภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ ตามเรื่องที่มักอ้างกัน มีผู้มอบวิดีโอเทป VHS สองชุดให้หอสมุดรัฐสภาเมื่อ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) ผู้มอบคือมาเรีย ฟาร์โรว์ (Maria Farrow) คาร์ล แพ็กการ์ด (Carl Packard) และแจ็ค เฮอเรอร์ ส่วนข้อกล่าวอ้างที่ว่าภาพยนตร์ถูกลบออกจากบันทึกทางการโดยเจตนา ไม่มีหลักฐานรองรับ การทำทะเบียนเอกสารที่หละหลวมก็อธิบายช่องว่างนี้ได้แล้ว โดยไม่ต้องมีการปกปิดใด ๆ
โครงการช่วงสงครามบอกอะไรเรา
เหตุการณ์นี้สนับสนุนข้อสรุปของนักประวัติศาสตร์ในหัวข้อ 6 เมื่อต้องใช้เส้นใยในสงคราม รัฐบาลก็หาทางเลี่ยงระบบภาษีของตัวเองเพื่อปลูกกัญชง จึงน่าจะแปลว่ากฎหมายนี้ไม่เคยมีเป้าหมายอยู่ที่เส้นใยเลย
หลังสงคราม การผลิตลดลงอีกครั้ง อะบาคากลับมาส่งได้ตามเดิม และเส้นใยสังเคราะห์ก็เข้ามาในปริมาณมาก รัฐบาลเลิกเป็นผู้รับซื้อผลผลิตทั้งหมด เมื่อไม่มีผู้ซื้อและไม่มีโรงแปรรูปรองรับ เกษตรกรก็เลิกปลูกกัญชง
หมายเหตุผู้แปล: การปลูกกัญชงในสหรัฐฯ ล่มลงเพราะผู้ซื้อที่รับประกันการรับซื้อหายไป ไม่ใช่เพราะแผนสมคบคิด ถ้าคุณวางแผนปลูกกัญชงเพื่อเอาเส้นใยหรือเมล็ดในประเทศไทย ให้ตรวจสอบกฎเรื่องใบอนุญาตก่อน (กัญชงกับกัญชาที่มี THC สูง: กฎหมายไทยขีดเส้นแบ่งไว้ตรงไหน) ก่อนลงปลูก ให้ขอคำยืนยันการรับซื้อจากผู้ซื้อเป็นลายลักษณ์อักษร และยืนยันให้แน่ว่าลำต้นหรือเมล็ดของคุณจะส่งไปแปรรูปที่ไหน เริ่มจากแปลงเล็ก ๆ หนึ่งฤดูปลูก เพื่อให้เห็นต้นทุนและผลผลิตจริงก่อนขยาย ส่วนคู่มือการปลูกกัญชง อธิบายว่าอะไรเป็นตัวกำหนดผลผลิตในแปลง
ถ้าคุณเคยเชื่อเรื่องเล่าของเฮอเรอร์ ลองโพสต์ข้อกล่าวอ้างข้อที่ทำให้คุณเชื่อไว้ใต้กระทู้นี้ สมาชิกคนอื่นจะช่วยสืบย้อนไปหาแหล่งที่มาต้นฉบับได้ ข้อกล่าวอ้างบางข้อของเขามีหลักฐานรองรับจริง จึงควรตรวจสอบทีละข้อ
แหล่งอ้างอิง
- Taxation of Marihuana: Hearings before the Committee on Ways and Means, House of Representatives, 75th Congress, 1st Session, on H.R. 6385, 27–30 เมษายน และ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1937 (มีคำให้การของ Dr William C. Woodward และ H. J. Anslinger)
- วุฒิสภาสหรัฐฯ คณะกรรมาธิการการคลัง (Committee on Finance) รายงานฉบับที่ 900 (Report No. 900) สภาคองเกรสชุดที่ 75 (1937) ว่าด้วย H.R. 6906: https://www.finance.senate.gov/imo/media/doc/75-900Rpt.pdf
- Leary v. United States, 395 U.S. 6 (1969)
- Richard J. Bonnie and Charles H. Whitebread II, The Marihuana Conviction: A History of Marihuana Prohibition in the United States (University Press of Virginia, 1974)
- David F. Musto, The American Disease: Origins of Narcotic Control (Yale University Press, 1973)
- W. A. Swanberg, Citizen Hearst (Scribner, 1961)
- Jack Herer, The Emperor Wears No Clothes (พิมพ์ครั้งแรก 1985): ต้นทางของทฤษฎีสมคบคิดที่ตรวจสอบไว้ข้างต้น
- “New Billion-Dollar Crop”, Popular Mechanics, กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1938
- สิทธิบัตรสหรัฐฯ US 2,130,523 และ 2,130,948 (W. H. Carothers / E. I. du Pont de Nemours), Google Patents: https://patents.google.com/patent/US2130523A/en ; https://patents.google.com/patent/US2130948A/en
- USDA Economic Research Service, Industrial Hemp in the United States: Status and Market Potential (AGES-001E, 2000) ส่วนที่ว่าด้วยโครงการช่วงสงคราม
- USDA, Hemp for Victory (ภาพยนตร์, 1942)
บทความนี้เป็นบทความเพื่อการศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์การออกกฎหมายควบคุมของสหรัฐฯ เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย