อาการที่ใบกัญชาซึ่งดูเหมือนขาดธาตุอาหาร ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการขาดธาตุจริง สาเหตุมักมาจาก 3 อย่าง อย่างแรกคือค่า pH บริเวณรากอยู่นอกช่วงที่เหมาะสม อย่างที่สองคือเกลือจากปุ๋ยสะสม อย่างที่สามคือรากเสียหาย ให้ตรวจ 3 อย่างนี้ก่อน จากนั้นจึงดูว่าอาการเริ่มที่ส่วนไหนของต้น เพราะตำแหน่งจะบอกได้ว่าควรสงสัยธาตุอาหารกลุ่มไหน
คู่มือนี้แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 ว่าด้วยวิธีวินิจฉัยปัญหา คือตำแหน่งของอาการบอกอะไรได้บ้าง และการตรวจ 3 อย่างที่ต้องทำก่อนเปลี่ยนสูตรปุ๋ย นอกจากนี้ยังอธิบายวิธีดูว่าต้นได้ปุ๋ยมากเกินหรือธาตุอาหารถูกล็อค และเมื่อไรควรฟลัช เมื่อไรควรให้ปุ๋ย ส่วนตอนที่ 2 อธิบายอาการบนใบเมื่อขาดธาตุแต่ละตัว ตั้งแต่ไนโตรเจนถึงโบรอน และปิดท้ายด้วยตารางสรุปไว้เปิดดูได้เร็ว
1. ใบแก่หรือใบอ่อน: ตำแหน่งของอาการบอกอะไร
ใบบอกสภาพธาตุอาหารของต้นได้จากสี รูปร่าง และที่สำคัญที่สุดคือดูว่าใบไหนแสดงอาการ ตำแหน่งสำคัญเพราะธาตุอาหารบางตัวเคลื่อนย้ายภายในต้นได้ แต่บางตัวเคลื่อนย้ายไม่ได้ ผู้ปลูกจึงแบ่งธาตุอาหารเป็นธาตุที่เคลื่อนที่ได้และธาตุที่เคลื่อนที่ไม่ได้
- ธาตุที่เคลื่อนที่ได้: ไนโตรเจน (N), ฟอสฟอรัส (P), โพแทสเซียม (K), แมกนีเซียม (Mg) และโมลิบดีนัม (Mo) เมื่อธาตุเหล่านี้ไม่พอ ต้นจะดึงออกจากใบแก่ไปเลี้ยงส่วนที่กำลังโต อาการจึงเริ่มที่ใบล่างซึ่งเป็นใบแก่ก่อน แล้วค่อยลามขึ้นไปด้านบน
- ธาตุที่เคลื่อนที่ไม่ได้: แคลเซียม (Ca), เหล็ก (Fe), แมงกานีส (Mn), สังกะสี (Zn), โบรอน (B) และทองแดง (Cu) เมื่อใบดูดธาตุเหล่านี้เข้าไปแล้ว ธาตุจะค้างอยู่ในใบนั้น ส่วนที่แตกใหม่จึงขาดตั้งแต่แรก อาการจึงเริ่มที่ยอดอ่อนด้านบนก่อน
- กำมะถัน (S) บางแหล่งจัดเป็นธาตุที่เคลื่อนที่ได้บางส่วน แต่ในกัญชา อาการขาดกำมะถันจะเห็นที่ยอดอ่อนเหมือนกัน
ถ้าใบทุกช่วงอายุแสดงอาการพร้อมกัน ก็ไม่น่าจะเป็นการขาดธาตุตัวใดตัวหนึ่ง ให้สงสัยสาเหตุอื่นแทน ได้แก่ ให้ปุ๋ยมากเกิน รากเสียหาย pH ตกฮวบ (ค่า pH บริเวณรากเปลี่ยนมากและเร็ว) หรือใบซีดจากแสง ใบซีดจากแสงคืออาการที่ใบซึ่งอยู่ใกล้หลอดไฟที่สุดมีรอยซีดหรือเป็นด่างขาว เพราะได้รับแสงมากเกินไป
สิ่งที่ควรทำ: ทุกครั้งที่เห็นปัญหา ให้จดวันที่ไว้ จดด้วยว่าอาการเริ่มที่ใบล่าง ใบบน หรือขึ้นทุกใบพร้อมกัน แล้วถ่ายรูปเก็บไว้ บันทึกนี้ช่วยคัดธาตุที่น่าสงสัยให้เหลือไม่กี่ตัวตั้งแต่ก่อนวัดค่าอะไร ส่วนรูปเอาไว้เทียบกับอาการในวันหลัง
2. ก่อนเติมปุ๋ย: ตรวจ pH, ราก และน้ำไหลออก
ผู้ปลูกจำนวนมากเห็นใบเหลืองแล้วเติมปุ๋ยทันที ซึ่งเท่ากับข้ามการตรวจ 3 อย่างที่หาสาเหตุจริงได้เร็วที่สุด อุปกรณ์ที่ต้องมีคือเครื่องวัด 2 ตัว ตัวหนึ่งวัด pH อีกตัววัด EC
คำศัพท์ 3 คำที่ใช้ตลอดคู่มือนี้
- pH บอกว่าบริเวณรากเป็นกรดหรือด่างแค่ไหน รากดูดธาตุอาหารแต่ละตัวได้เฉพาะในช่วง pH ที่กำหนดเท่านั้น
- EC (ค่าการนำไฟฟ้า) บอกปริมาณเกลือจากปุ๋ยที่ละลายอยู่ในน้ำ หน่วยวัดคือ mS/cm (มิลลิซีเมนส์ต่อเซนติเมตร) ตัวเลขยิ่งสูงแปลว่ามีเกลือมาก เครื่องวัดบางรุ่นแสดงเป็น PPM (ส่วนในล้านส่วน) แทน ซึ่งวัดสิ่งเดียวกันแต่ใช้คนละสเกล
- น้ำไหลออก (runoff) คือน้ำที่ไหลออกจากก้นกระถางหลังรดน้ำ ค่า pH และ EC ของน้ำนี้บอกว่ารากแช่อยู่ในอะไรจริงๆ ซึ่งอาจไม่ตรงกับสารละลายปุ๋ยที่คุณผสม
ขั้นที่ 1: ค่า pH บริเวณราก
ถ้าปลูกในดิน ให้วัด pH ของน้ำไหลออกหลังรดน้ำ ถ้าปลูกในเส้นใยมะพร้าว (วัสดุปลูกที่ทำจากใยเปลือกมะพร้าว) ให้วัดทั้งสารละลายปุ๋ยที่รดเข้าไปและน้ำที่ไหลออกมา ระบบไฮโดรโปนิกส์ก็ทำแบบเดียวกัน ในระบบนี้รากจะโตในน้ำหรือในวัสดุปลูกที่ไม่ให้ธาตุอาหาร และได้ธาตุอาหารจากสารละลายธาตุอาหารเท่านั้น
| วัสดุปลูก | pH เป้าหมาย |
|---|---|
| ดิน | 6.0–7.0 |
| เส้นใยมะพร้าว | 5.8–6.2 |
| ไฮโดรโปนิกส์ | 5.5–6.5 |
ถ้า pH อยู่นอกช่วง การปรับ pH เพียงอย่างเดียวก็มักทำให้อาการหายไปภายในราว 1 สัปดาห์ โดยไม่ต้องเปลี่ยนสูตรปุ๋ยเลย
หมายเหตุผู้แปล: ให้คาลิเบรตเครื่องวัด pH ด้วยน้ำยาบัฟเฟอร์ก่อนวัดทุกรอบ หัววัดที่ค่าเพี้ยนจะให้ค่า pH ผิด และทุกการตัดสินใจที่อิงค่านั้นก็จะผิดตามไปด้วย น้ำประปาและน้ำบาดาลในไทยมีคุณภาพต่างกันมากในแต่ละพื้นที่ ให้วัด pH และ EC ของน้ำต้นทางที่คุณใช้เอง ครั้งหนึ่งในหน้าแล้งและอีกครั้งในหน้าฝน คุณจะได้รู้ว่าในน้ำมีอะไรอยู่แล้วบ้างก่อนจะเติมปุ๋ยลงไป
ขั้นที่ 2: สุขภาพราก
ถ้ารากแช่น้ำ ขาดอากาศ หรือเสียหาย รากก็ดูดธาตุอาหารไม่ได้ ไม่ว่าจะให้ปุ๋ยมากแค่ไหน รากที่แข็งแรงมีสีขาวถึงสีครีม แน่น และมีจำนวนมาก ถ้ารากเป็นสีน้ำตาล เป็นเมือก หรือมีกลิ่นเหม็น แปลว่าเป็นโรครากเน่า หรือบริเวณรากอยู่ในสภาพไร้อากาศ คือไม่มีออกซิเจนเหลือแล้ว ต้องแก้เรื่องนี้ก่อน เพราะตราบใดที่รากยังไม่กลับมาทำงาน การปรับธาตุอาหารแบบไหนก็ไม่ช่วย
วิธีตรวจคือคว่ำต้นออกจากกระถาง แล้วดูรากที่ผิวนอกของก้อนราก ถ้าปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ ให้ยกกระถางตาข่ายขึ้นแล้วดูรากที่อยู่ในน้ำ
หมายเหตุผู้แปล: ถ้าในพื้นที่ของคุณไฟดับบ่อย ให้จำไว้ว่าปั๊มลมและปั๊มน้ำวนจะหยุดทำงานไปด้วย รากในระบบไฮโดรโปนิกส์จึงขาดออกซิเจน หลังไฟดับทุกครั้งให้ตรวจรากก่อนจะตัดสินจากอาการที่ใบ ถ้าจะใช้ผลิตภัณฑ์รักษาโรครากเน่า ให้ใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรแล้ว และใช้ตามฉลาก
ขั้นที่ 3: EC ของน้ำไหลออก
ให้เทียบ EC ของน้ำไหลออกกับ EC ของสารละลายปุ๋ยที่รดเข้าไป ถ้า EC ของน้ำไหลออกสูงกว่า EC ของปุ๋ยที่รดเกินราว 0.5 mS/cm แปลว่ามีเกลือสะสมอยู่บริเวณราก ถ้า EC ของน้ำไหลออกสูงกว่า 3.0–4.0 mS/cm ก็บ่งชี้ว่าต้นเป็นพิษจากเกลือ ใบจะดูเหมือนขาดธาตุ แต่สาเหตุจริงกลับตรงกันข้าม คือมีเกลือปุ๋ยมากเกินไป
พบอาการที่ใบ
|
v
วัด pH และ EC ของน้ำไหลออก
|
+--- pH อยู่นอกช่วง? -> ปรับ pH, รอ 5-7 วัน, ตรวจซ้ำ
+--- EC น้ำไหลออก > 3.0? -> ฟลัช, รอ, ตรวจซ้ำ
+--- รากสีน้ำตาล/เป็นเมือก? -> รักษาโรครากเน่าก่อน
|
v
อาการเริ่มที่ "ใบแก่" ก่อน? -> ธาตุที่เคลื่อนที่ได้: N, P, K, Mg
อาการเริ่มที่ "ยอดอ่อน" ก่อน? -> ธาตุที่เคลื่อนที่ไม่ได้: Ca, Fe, Mn, Zn, B, S
อาการขึ้น "ทุกใบ" พร้อมกัน? -> ให้ปุ๋ยมากเกิน, รากเสียหาย, pH ตกฮวบ, ใบซีดจากแสง
สิ่งที่ควรทำ: ทุกครั้งที่ใบดูผิดปกติ ให้ตรวจ 3 อย่างนี้ตามลำดับและจดตัวเลขไว้ การตรวจนี้ช่วยตัดสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด 3 อย่างออกไปได้ก่อนที่คุณจะเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์เสริม
3. ปุ๋ยมากเกินไป: ใบไหม้จากปุ๋ยและความเป็นพิษ
ปุ๋ยมากเกินไปทำร้ายต้นได้ไม่น้อยกว่าปุ๋ยไม่พอ มือใหม่หลายคนให้ปุ๋ยมากเกินเพราะเข้าใจว่ายิ่งให้มาก ต้นยิ่งโต
- ใบไหม้จากปุ๋ย ปลายใบเริ่มเหลือง แล้วกลายเป็นสีน้ำตาลและกรอบ อาการเริ่มที่ปลายสุดของใบ และลามเข้ามาด้านในถ้าไม่แก้ไข สาเหตุคือ EC หรือ PPM ของสารละลายปุ๋ยสูงเกินไป
- ไนโตรเจนเป็นพิษ ใบมีสีเขียวเข้มและเป็นมันผิดปกติ ปลายใบงุ้มลงอย่างชัดเจน ผู้ปลูกเรียกลักษณะนี้ว่า “ใบงุ้มเป็นกรงเล็บ” (the claw) ซึ่งเป็นสัญญาณที่เห็นชัดที่สุด ต้นจะออกดอกช้า ช่อดอกหลวมโปร่ง และผลผลิตลดลง
- ฟอสฟอรัสเป็นพิษ ฟอสฟอรัสที่มากเกินไปจะขวางการดูดเหล็ก สังกะสี แคลเซียม และแมกนีเซียม จึงเห็นอาการขาดธาตุหลายตัวพร้อมกัน สาเหตุที่พบบ่อยคือให้สารเร่งดอกมากเกินไป สารเร่งดอกคือปุ๋ยเสริมที่มีฟอสฟอรัสสูงซึ่งขายสำหรับใช้ในระยะออกดอก
วิธีแก้ไข
- ลดการให้ปุ๋ยทันที ให้ปุ๋ยครึ่งความเข้มข้น หรือให้น้ำเปล่า 1–2 รอบ
- ฟลัชเบาๆ ด้วยน้ำที่ปรับ pH ถูกต้องแล้ว ใช้น้ำ 2–3 เท่าของปริมาตรกระถาง เช่น กระถาง 10 ลิตรใช้น้ำ 20–30 ลิตร
- เริ่มให้ปุ๋ยใหม่ที่ครึ่งหนึ่งของอัตราแนะนำ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น
ขาดธาตุหรือปุ๋ยมากเกิน: แยกอย่างไร
| สัญญาณ | ขาดธาตุ | ปุ๋ยมากเกิน / เป็นพิษจากเกลือ |
|---|---|---|
| ขอบใบ | เหลืองหรือเป็นจุด แต่ไม่กรอบ | ปลายใบและขอบใบกรอบ เป็นสีน้ำตาลเข้ม |
| รูปแบบ | ตรงกับรูปแบบใบแก่/ใบอ่อนในหัวข้อที่ 1 | ปลายใบและขอบใบไหม้ในใบหลายช่วงอายุ |
| EC ของน้ำไหลออก | ปกติหรือต่ำ (ต่ำกว่า 2.0 mS/cm) | สูง (มากกว่า 3.0–4.0 mS/cm) |
| สัมผัสของใบ | นิ่ม บางเหมือนกระดาษ | ตรงที่เสียหายแห้งและเปราะ |
| ความแข็งแรงของต้น | โตช้า | มักยังโตดีจนกว่าความเป็นพิษจะรุนแรง |
| เมื่อให้ปุ๋ยเพิ่ม | อาจดีขึ้น | แย่ลง |
| หลังฟลัช | แทบไม่ช่วยโดยตรง | มักดีขึ้นภายใน 3–7 วัน |
เมื่อ EC ของน้ำไหลออกสูงกว่า 3.0–4.0 mS/cm ให้ถือว่าเป็นพิษจากเกลือไว้ก่อน ไม่ว่าใบจะดูเหมือนมีอาการอะไรก็ตาม
สิ่งที่ควรทำ: เมื่อเห็นปลายใบกรอบ ให้วัด EC ของน้ำไหลออกก่อนทำอย่างอื่น ตัวเลขนี้บอกได้ว่าควรลดปุ๋ยหรือควรไปหาว่าขาดธาตุอะไร และช่วยไม่ให้คุณเติมปุ๋ยให้ต้นที่ได้ปุ๋ยมากเกินอยู่แล้ว
4. ธาตุอาหารถูกล็อค: ธาตุอาหารมีอยู่ในกระถาง แต่ต้นเอาไปใช้ไม่ได้
ธาตุอาหารถูกล็อคหมายถึงมีธาตุอาหารอยู่ในบริเวณราก แต่ต้นดูดขึ้นไปใช้ไม่ได้ สาเหตุที่พบบ่อยมี 3 อย่าง
- pH สูงหรือต่ำเกินไป
- EC สูงเกินไป จนเกลือสะสมรอบรากและขวางการดูดธาตุอาหาร
- ธาตุตัวหนึ่งมากเกินไปจนขวางธาตุอีกตัว ฟอสฟอรัสที่มากเกินจะขวางเหล็กและสังกะสี โพแทสเซียมที่มากเกินจะขวางแมกนีเซียม และแมกนีเซียมที่มากเกินจะขวางแคลเซียม
กรณีที่เจอบ่อยและเสียเงินเปล่า ผู้ปลูกคนหนึ่งปลูกในเส้นใยมะพร้าว แล้วเห็นว่าใบอ่อนเหลืองระหว่างเส้นใบ แต่เส้นใบยังเขียวอยู่ อาการแบบนี้เรียกว่าใบเหลืองระหว่างเส้นใบ (interveinal chlorosis) ถ้าเกิดกับใบอ่อนจะดูเหมือนขาดเหล็ก ผู้ปลูกจึงเติมเหล็กคีเลต ซึ่งเป็นเหล็กในรูปที่ทำให้ละลายน้ำอยู่ได้นาน แต่อาการไม่ดีขึ้นเลย
ผู้ปลูกจึงเติมเหล็กเพิ่มอีก ตามด้วย CalMag (อาหารเสริมแคลเซียมและแมกนีเซียม) จนสุดท้ายไปโทษยี่ห้อปุ๋ย ทั้งที่ปัญหาจริงคือ pH มาตั้งแต่ต้น ค่า pH บริเวณรากในเส้นใยมะพร้าวอยู่ที่ 6.8 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 5.8–6.2 ต้นจึงดูดเหล็กไปใช้ไม่ได้ ถ้าปรับ pH ตั้งแต่เห็นอาการครั้งแรก ปัญหาก็จะจบไปแล้ว
ถ้า pH ไม่ถูกต้อง การเติมธาตุอาหารเพิ่มไม่ได้ช่วยต้นเลย มีแต่จะทำให้ EC สูงขึ้น ซึ่งยิ่งซ้ำเติมรากที่อ่อนแออยู่แล้ว
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนเติมธาตุอาหารตัวใดตัวหนึ่ง ให้ใช้เครื่องวัดที่คาลิเบรตแล้วตรวจว่า pH ของน้ำไหลออกอยู่ในช่วงที่เหมาะกับวัสดุปลูกของคุณ ถ้าไม่อยู่ในช่วง ให้ปรับ pH แล้วรอดูผล วิธีนี้แก้ที่ต้นเหตุ และไม่ต้องเสียเงินซื้อผลิตภัณฑ์ที่ต้นเอาไปใช้ไม่ได้
5. เมื่อไรควรฟลัช เมื่อไรควรให้ปุ๋ย
การฟลัชเพื่อแก้ปัญหาคือการรดน้ำเปล่าที่ปรับ pH แล้วและมี EC 0.2–0.5 จนน้ำไหลออกจากกระถาง ทำซ้ำจน EC ของน้ำไหลออกลดลงมาใกล้กับ EC ของสารละลายปุ๋ยที่ใช้ตามปกติ การฟลัชแบบนี้เป็นคนละอย่างกับการฟลัชก่อนเก็บเกี่ยว
ควรฟลัชเมื่อ:
- EC ของน้ำไหลออกสูงกว่า EC ของปุ๋ยที่รดเข้าไปเกินราว 0.5–1.0 mS/cm และยังสูงอยู่ตลอด หรือสูงกว่า 3.0–3.5 mS/cm ไม่ว่าจะใช้วัสดุปลูกแบบไหน
- อาการขาดธาตุหลายอย่างขึ้นพร้อมกันและไม่เข้ารูปแบบใบแก่หรือใบอ่อนแบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งมีแนวโน้มสูงว่าเป็นพิษจากเกลือ มากกว่าการขาดธาตุ
- คุณรู้ว่าได้ให้ปุ๋ยมากเกินไปแล้ว เช่น ผสมผิดอัตราส่วนหรือใช้ผลิตภัณฑ์ผิดตัว
หลังฟลัช ให้วัด pH และ EC ของน้ำไหลออกอีกครั้ง ถ้า EC ของน้ำไหลออกยังสูงกว่า 3.0 ให้ฟลัชอีกรอบ ก่อนจะเริ่มให้ปุ๋ยใหม่ในอัตราต่ำ
ให้เติมธาตุอาหารเฉพาะตัวเมื่อครบทั้ง 3 เงื่อนไขเท่านั้น คือ EC ของน้ำไหลออกเท่ากับหรือต่ำกว่าเป้าหมาย ยืนยันแล้วว่า pH อยู่ในช่วง และมีอาการเฉพาะอย่างเดียวที่ตรงกับรูปแบบใบแก่หรือใบอ่อนตามที่ควรเป็น
หมายเหตุผู้แปล: ให้วัด EC ของน้ำต้นทางก่อนฟลัช ถ้าน้ำประปา น้ำบาดาล หรือน้ำที่กักเก็บไว้มีค่าเกิน 0.5 mS/cm อยู่แล้ว ก็จะใช้เป็นน้ำฟลัชในช่วง 0.2–0.5 ไม่ได้ ในกรณีนี้ให้สอบถามในฟอรัมเรื่องน้ำที่ผ่านการกรอง ตัวอย่างหนึ่งคือน้ำจากระบบ RO (ออสโมซิสย้อนกลับ) ซึ่งกรองแร่ธาตุออกไปเกือบหมด ถ้าจะใช้น้ำ RO ให้ปุ๋ยตามปกติ ต้องเติมแคลเซียมและแมกนีเซียมเพิ่ม ตามที่อธิบายไว้ในตอนที่ 2
หมายเหตุผู้แปล: ในหน้าฝน อากาศชื้นทำให้กระถางแห้งช้า หลังฟลัชต้องให้น้ำระบายออกจากกระถางจนหมด ถ้าวัสดุปลูกยังแฉะอยู่ รากจะกลับไปขาดออกซิเจนอีกตามที่อธิบายไว้ในขั้นที่ 2
สิ่งที่ควรทำ: ตลอด 2 สัปดาห์ ให้จด EC ของปุ๋ยที่รดและ EC ของน้ำไหลออกคู่กันทุกครั้งที่รดน้ำ ส่วนต่างของ 2 ค่านี้บอกได้ว่าเกลือเริ่มสะสมเมื่อไร คุณจะได้ฟลัชก่อนที่ใบจะเสียหาย
6. ขั้นตอนวินิจฉัย 5 ขั้น
เมื่อใบดูผิดปกติ อย่าเพิ่งรีบเติมธาตุอาหาร ให้ทำตาม 5 ขั้นนี้ตามลำดับ
- pH: วัด pH ของปุ๋ยที่รดและของน้ำไหลออก
- EC: วัด EC หรือ PPM ของน้ำไหลออก
- ตำแหน่ง: ถ้าอาการอยู่ที่ใบแก่ด้านล่าง ให้สงสัยธาตุที่เคลื่อนที่ได้ (N, P, K, Mg) ถ้าอยู่ที่ใบอ่อนด้านบน ให้สงสัยธาตุที่เคลื่อนที่ไม่ได้ (Ca, Fe, Mn, Zn, B)
- เทียบอาการ: เทียบอาการกับคำอธิบายธาตุแต่ละตัวในตอนที่ 2 แล้วเลือกธาตุ 1–2 ตัวที่ตรงที่สุด
- แก้ไข: ปรับ pH ก่อน แล้วรอราว 5–7 วัน ถ้ายังไม่ดีขึ้นเลยจึงค่อยเติมธาตุที่สงสัยในอัตราต่ำ
ใบที่เสียหายไปแล้วจะไม่ฟื้นกลับมา จึงต้องดูผลของการแก้ไขจากส่วนที่แตกใหม่หลังจากนั้น เครื่องวัด pH และเครื่องวัด EC คือเครื่องมือวินิจฉัยที่สำคัญที่สุด 2 ชิ้นในห้องปลูก ถ้าไม่มี 2 ชิ้นนี้ ทุกการตัดสินใจก็เป็นแค่การเดา
สิ่งที่ควรทำ: ทำบันทึกง่ายๆ สำหรับแต่ละต้นหรือแต่ละรอบปลูก จดวันที่, pH และ EC ของปุ๋ยที่รด, pH และ EC ของน้ำไหลออก, ใบที่มีอาการ และแนบรูปไว้ด้วย ผ่านไป 5–7 วัน ให้เทียบส่วนที่แตกใหม่กับรูปที่ถ่ายไว้ คุณจะรู้ว่าสิ่งที่ปรับได้ผลหรือไม่ ก่อนจะลองวิธีอื่น
7. เครื่องวัดคลอโรฟิลล์ SPAD: ตัวเลขบอกอะไร และบอกไม่ได้ตรงไหน
หมายเหตุผู้แปล: หัวข้อนี้ทั้งหมดไม่มีอยู่ในแหล่งข้อมูลต้นฉบับ แต่เพิ่มเข้ามาเพราะผู้อ่านในฟอรัมถามว่าเครื่องวัดชนิดนี้บอกอะไรได้บ้าง
เครื่องวัด SPAD เป็นเครื่องมือขนาดเล็กแบบพกพาที่ถือด้วยมือ ใช้หนีบที่ใบแล้วอ่านเป็นตัวเลขว่าใบเขียวแค่ไหน ตัวเลขนี้สัมพันธ์กับคลอโรฟิลล์ในใบ ซึ่งเป็นสารสีเขียวที่พืชใช้รับแสง เครื่องจะส่องแสง 2 แบบผ่านใบ แบบแรกคือแสงสีแดง (ราว 650 nm) ซึ่งคลอโรฟิลล์ดูดกลืนได้มาก แบบที่สองคือแสงอินฟราเรด (ราว 940 nm) ซึ่งคลอโรฟิลล์แทบไม่ดูดกลืน แล้วเทียบว่าแสงแต่ละแบบผ่านใบไปได้เท่าไร ผลที่ได้เป็นดัชนีเชิงเปรียบเทียบ ไม่ใช่ค่าปริมาณคลอโรฟิลล์ที่แท้จริง
สิ่งที่ได้: คุณจะมีตัวเลขไว้ใช้งาน แทนคำว่า “ดูซีดๆ ไปหน่อย” ถ้าวัดต้นเดิมอย่างสม่ำเสมอ ก็จะเห็นได้ว่าใบค่อยๆ เขียวน้อยลงหรือไม่ และยังเช็กได้ว่าส่วนที่แตกใหม่กลับมาเขียวหลังปรับ pH หรือเปล่า
ข้อจำกัด: ค่าที่ต่ำบอกได้แค่ว่าใบมีคลอโรฟิลล์น้อยลง แต่ไม่ได้บอกว่าเพราะอะไร การขาดไนโตรเจน แมกนีเซียม เหล็ก หรือกำมะถันทำให้ค่าต่ำลงได้ทั้งนั้น ธาตุอาหารถูกล็อคเพราะ pH และใบซีดจากแสงก็ทำให้ค่าต่ำลงได้เหมือนกัน งานวิจัยในพืชอื่นพบว่าค่าที่อ่านได้เปลี่ยนไปตามใบที่วัด จุดที่วัดบนใบ และพันธุ์ปลูก (cultivar) จึงต้องเทียบในสภาพเดียวกันเสมอ เครื่องวัด SPAD ใช้เสริมการตรวจ pH, EC และรากได้ แต่ใช้แทนไม่ได้
เริ่มต้นจากตรงไหน: ถ้าหาเครื่องมาใช้ได้ ให้วัดต้นที่แข็งแรงหลายต้นของพันธุ์ปลูกเดียวกัน และวัด 2 ตำแหน่งทุกครั้ง คือใบล่าง 1 ใบ และใบใกล้ยอด 1 ใบ ใช้ตัวเลขชุดนี้เป็นค่าฐาน แล้วนำต้นที่มีอาการมาเทียบกับค่าฐาน ถ้าค่าลดลงเฉพาะใบล่าง ก็เข้ากับการขาดธาตุที่เคลื่อนที่ได้ ถ้าลดลงเฉพาะด้านบน ก็เข้ากับการขาดธาตุที่เคลื่อนที่ไม่ได้
ตั้งคำถามได้ใต้หัวข้อนี้
ถ้าอาการใบของต้นคุณยังไม่ตรงกับรูปแบบใดเลย ให้โพสต์ไว้ใต้หัวข้อนี้ บอกวัสดุปลูก, pH และ EC ของปุ๋ยที่รด, pH และ EC ของน้ำไหลออก, อุณหภูมิและความชื้นในห้อง บอกด้วยว่าใบไหนมีอาการก่อน และแนบรูปที่ถ่ายในแสงธรรมชาติ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้ปลูกคนอื่นไล่ 5 ขั้นเดียวกันนี้กับต้นของคุณได้ ถ้าคุณสงสัยว่าเป็นศัตรูพืชหรือโรค มากกว่าปัญหาธาตุอาหาร ให้โพสต์ในหมวดคลินิกต้นไม้ (Plant Infirmary) ของฟอรัม
หมายเหตุด้านกฎหมาย
บทความนี้มีไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น การปลูกกัญชาต้องเป็นไปตามกฎหมายของพื้นที่ที่คุณอยู่ ในประเทศไทย ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุมตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ประกาศฉบับนี้ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568
การศึกษาวิจัย การส่งออก การจำหน่าย และการแปรรูปสมุนไพรควบคุมต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 หลักเกณฑ์การขอใบอนุญาตรวมถึงกฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 และกำหนดเกณฑ์ใบอนุญาตสำหรับช่อดอกกัญชาให้เข้มงวดขึ้น ส่วนร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่มีผลเป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างนี้เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว
เอกสารอ้างอิง
- Weedmaps Editors. “Nutrient deficiencies in cannabis: How to spot and address them.”
- Leafly. “Cannabis nutrient deficiencies & leaf symptoms.”
- Sensi Seeds (2021). “How to Spot the 7 Most Common Cannabis Plant Deficiencies by Leaf Symptoms.”
- Organitek (2025). “11 Common Cannabis Nutrient Deficiencies.”
- Hey Abby (2025). “Cannabis Calcium & Magnesium Deficiency.”
- La Huerta Grow Shop. “How to Identify and Fix Nutrient Toxicity in Cannabis Plants.”
ลิงก์: (1) https://weedmaps.com/learn/the-plant/nutrient-deficiencies-in-cannabis (2) https://www.leafly.com/learn/growing/troubleshooting/nutrient-deficiencies (3) 7 Common Cannabis Plant Deficiencies & Leaf Symptoms - Sensi Seeds (4) 11 Common Cannabis Nutrient Deficiencies & How To Correct Them – Organitek (5) Cannabis Calcium & Magnesium Deficiency - How to Spot (and Fix!) Them – Hey abby (6) Nutrient Toxicity in Cannabis: Advanced Grower Guide - La Huerta Blog
อ่านต่อตอนที่ 2: อาการขาดธาตุอาหารบนใบกัญชา: สัญญาณของธาตุแต่ละตัว ตั้งแต่ไนโตรเจนถึงโบรอน (ตอนที่ 2 จาก 2)


