บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: Good Agricultural and Collection Practice for Cannabis: Records, Farm Site, Crop and Drying (Part 1 of 2)
หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว (GACP) คือระบบคุณภาพสำหรับพืชที่จะนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตยา เอกสารหลักคือแนวทาง EMA/HMPC/246816/2005 Rev. 1 ของสำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ซึ่งรับรองเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ข้อกำหนดหัวใจสำคัญคือ ทุกรุ่นการผลิตต้องตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาได้
ตอนที่ 1 พูดถึงบันทึก บุคลากร พื้นที่ฟาร์ม วัสดุปลูก บันทึกการปลูก การควบคุมศัตรูพืช รวมถึงการเก็บเกี่ยวและการตากแห้ง ตอนนี้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการตากแห้ง ได้แก่ การเก็บรักษา การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บ การอนุมัติปล่อยผลผลิต การตรวจประเมิน (audit) กฎของไทย ควรเริ่มจากตรงไหน และเหตุที่ฟาร์มมักไม่ผ่านการตรวจครั้งแรก
10. การเก็บรักษาและการขนส่ง
วัตถุดิบแห้งที่บรรจุแล้ว “ควรเก็บในอาคารที่แห้งและอากาศถ่ายเทดี” แนวทางแนะนำให้ใช้ภาชนะที่ระบายอากาศได้ “เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดเชื้อราหรือการหมัก” บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ซ้ำต้องล้างและทำให้แห้งก่อนใช้ทุกครั้ง
ฉลาก “ต้องชัดเจน ติดแน่นถาวร และทำจากวัสดุที่ไม่เป็นพิษ” บนฉลากต้องระบุชื่อวัตถุดิบ รหัสล็อต ปริมาณ วันที่ และสถานะ
ในคลังต้องแยกของสามกลุ่มออกจากกัน:
- ของที่กักไว้ (quarantine) ระหว่างรอผลตรวจ
- ของที่อนุมัติปล่อยแล้ว คือผ่านการตรวจและส่งออกจากคลังได้
- ของที่ถูกปฏิเสธ คือไม่ผ่านการตรวจ
การควบคุมศัตรูพืชยังต้องทำต่อเนื่องทั้งในคลังและบนรถขนส่ง ผู้ประกอบการหลายรายยังเก็บตัวอย่างสำรอง (retention sample) ไว้ด้วย คือแบ่งผลผลิตส่วนเล็ก ๆ จากแต่ละล็อตเก็บไว้ เผื่อต้องนำมาตรวจภายหลัง วิธีนี้เป็นแนวปฏิบัติทั่วไปในอุตสาหกรรม
หมายเหตุผู้แปล: ในไทย อากาศภายนอกมักชื้น ถ้าเปิดให้อากาศนี้ไหลผ่านคลัง ความชื้นจะถูกพาเข้ามาแทนที่จะถูกพาออกไป คลังที่ “แห้ง” ในบ้านเราจึงมักต้องมีแอร์หรือเครื่องลดความชื้น พร้อมเครื่องบันทึกอุณหภูมิและความชื้น รถบรรทุกที่จอดตากแดดจะร้อนจัด จึงควรวางแผนขนส่งระยะสั้น จอดในที่ร่มหรือใช้รถติดแอร์ และจดบันทึกสภาพระหว่างขนส่งไว้
สิ่งที่ควรทำ: ติดป้ายแบ่งพื้นที่เป็นสามโซนแยกกัน คือ กักรอผล อนุมัติแล้ว และถูกปฏิเสธ วิธีนี้ช่วยกันไม่ให้ล็อตใดถูกจัดส่งออกจากคลังโดยไม่ตั้งใจก่อนผลตรวจจะออก
11. การตรวจวิเคราะห์และการอนุมัติปล่อย
แผนการสุ่มตัวอย่าง
แผนการสุ่มตัวอย่างกำหนดสี่เรื่อง เรื่องแรกคือขอบเขตของล็อต เรื่องที่สองคือตัวอย่างย่อย (increment) ซึ่งเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่เก็บจากหลายจุดของล็อต อีกสองเรื่องคือเก็บจากจุดไหน และใครเป็นคนเก็บ ตัวอย่างที่ตักจากด้านบนของถุงอย่างเดียว บอกได้แค่สภาพด้านบนของถุงเท่านั้น
ต้องตรวจอะไรบ้าง
ใบรับรองผลการวิเคราะห์ (certificate of analysis) รายงานผลการตรวจที่ทำกับตัวอย่าง (วิธีอ่านใบรับรองผลการวิเคราะห์กัญชา) การตรวจสารปนเปื้อนมักครอบคลุมโลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง จุลินทรีย์ก่อโรค และไมโคทอกซิน (สารพิษที่เชื้อราทิ้งไว้) ควรสอบถามกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (DTAM) ว่าปัจจุบันกฎของไทยกำหนดให้ตรวจอะไรบ้างสำหรับช่อดอกที่จะขายหรือส่งออก ส่วนรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ กำหนดชุดการตรวจที่กว้างกว่า ครอบคลุม 8 หมวด
| การตรวจ | วัตถุประสงค์ | ข้อกำหนดที่ใช้ |
|---|---|---|
| แคนนาบินอยด์และเทอร์พีน | ยืนยันชนิดและความแรง | ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย |
| ปริมาณความชื้นและค่ากิจกรรมของน้ำ (water activity) | บอกว่าช่อดอกแห้งต้านทานจุลินทรีย์ได้หรือไม่ | ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย |
| จุลินทรีย์ปนเปื้อน | เชื้อก่อโรคและจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมด | ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย |
| ไมโคทอกซิน | สารพิษที่ยังคงอยู่หลังเชื้อราเจริญไปแล้ว | ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย |
| โลหะหนัก | สารที่พืชดูดซึมจากดิน น้ำ และปัจจัยการผลิต | ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย |
| สารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง | สารตกค้างจากการป้องกันกำจัดศัตรูพืช | ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย |
| สารตัวทำละลายตกค้าง | ตัวทำละลายที่เหลืออยู่ในผลิตภัณฑ์แปรรูป | ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย |
| สิ่งแปลกปลอม (foreign matter) | การปนเปื้อนทางกายภาพ | ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย |
หมายเหตุผู้แปล: ในที่นี้ แคลิฟอร์เนียเป็นตัวอย่างที่ดีของชุดตรวจแบบครบถ้วน สำหรับผู้ปลูกในไทย ให้ยืนยันข้อกำหนดขั้นต่ำภายในประเทศกับ DTAM ผู้ซื้อต่างประเทศอาจขอให้ตรวจมากกว่านั้น ควรขอรายการตรวจและค่าจำกัดจากผู้ซื้อก่อนลงปลูก เพราะรายการนี้เป็นตัวกำหนดว่าคุณใช้ปัจจัยการผลิตอะไรได้ และต้องตากแห้งให้ความชื้นเหลือเท่าไร ส่วนการเลือกห้องแล็บ ให้ดูว่าแล็บได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับทุกรายการที่คุณต้องตรวจ ขอใบรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการจากแต่ละแล็บ แล้วตรวจดูว่าขอบข่ายการรับรอง (scope) มีรายการตรวจนั้นอยู่จริง
ค่าจำกัดแตกต่างกันในแต่ละตลาด
ค่าจำกัดที่เป็นตัวเลขแตกต่างกันมาก จึงต้องอ่านจากกฎของตลาดที่คุณจะขายให้ บทความทบทวนวรรณกรรมของ Gwinn และคณะ ในวารสาร Frontiers in Microbiology ปี 2566 แสดงให้เห็นว่าความต่างนี้กว้างแค่ไหน
ในแต่ละรัฐของสหรัฐฯ ค่าจำกัดที่ต้องลงมือดำเนินการแก้ไข (action limit) สำหรับยีสต์และราทั้งหมดมีตั้งแต่ 100 ถึง 100,000 CFU/g (colony-forming units per gram) CFU/g คือจำนวนโคโลนีของจุลินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งเจริญขึ้นจากตัวอย่างหนึ่งกรัม สำหรับเชื้ออันตรายอย่าง Aspergillus และ Fusarium คณะผู้เขียนเสนอค่าจำกัดไว้ที่ 10 CFU/g
แคลิฟอร์เนียกำหนดให้ใช้แล็บที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบ และยังห้ามแก้ไขใบรับรองผลการวิเคราะห์หลังออกแล้ว หากไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับ
ผลตรวจไม่เป็นไปตามข้อกำหนดและการเรียกคืน
ผลตรวจไม่เป็นไปตามข้อกำหนด (out-of-specification) คือผลที่อยู่นอกค่าจำกัดที่ตกลงกันไว้ ให้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ต้องสอบสวน อย่าส่งตรวจซ้ำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ตัวเลขที่ผ่าน ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้:
- กักล็อตนั้นไว้
- ตรวจสอบว่าผลนั้นเกิดจากความผิดพลาดของแล็บหรือไม่
- ขยายการตรวจสอบไปยังล็อตอื่นที่ใช้ปัจจัยการผลิตเดียวกัน หรือผลิตในช่วงเวลาเดียวกัน
- ตัดสินใจว่าจะนำล็อตไปแปรรูปใหม่ ปฏิเสธ หรือทำลาย
- บันทึกการตัดสินใจ เหตุผล และลงลายมือชื่อ
การเรียกคืนสินค้า (recall) ใช้กระบวนการเดียวกันแต่ไล่ในทิศทางกลับกัน และต้องอาศัยการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ขั้นตอนปฏิบัติของคุณต้องระบุว่าใครเป็นผู้ประกาศเรียกคืน และต้องแจ้งใครบ้าง รวมถึงอธิบายวิธีเทียบปริมาณที่จัดส่งไปกับปริมาณที่เก็บคืนได้
การตรวจหลังตากแห้งช่วยวัตถุดิบที่ขึ้นราแล้วไม่ได้ บทความของ Gwinn ระบุว่า เมื่อไมโคทอกซินก่อตัวขึ้นแล้ว “ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่พิสูจน์แล้วว่าย่อยสลายหรือกำจัดความเป็นพิษ” ของสารนี้ได้
สิ่งที่ควรทำ: เขียนขั้นตอนปฏิบัติเมื่อผลตรวจไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ยาวหนึ่งหน้า ครอบคลุมห้าขั้นตอนข้างต้น และระบุชื่อผู้ลงนาม เมื่อผลตรวจไม่ผ่านเข้ามา จะไม่มีใครแอบส่งตรวจซ้ำหรือปล่อยล็อตนั้นออกไปได้
มอโนกราฟในเภสัชตำรับยุโรป
เภสัชตำรับยุโรป (European Pharmacopoeia) คือตำรามาตรฐานคุณภาพยาอย่างเป็นทางการของยุโรป มอโนกราฟ (monograph) คือข้อกำหนดของวัตถุดิบหนึ่งชนิดในตำรานี้ ซึ่งกฎหมายใช้อ้างอิง มอโนกราฟระบุว่าต้องตรวจอะไรและค่าจำกัดเท่าไร แล็บสองแห่งที่ตรวจรุ่นการผลิตเดียวกันจึงได้ข้อสรุปตรงกัน
ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 เภสัชตำรับยุโรปมีมอโนกราฟสำหรับ Cannabis flower (ช่อดอกกัญชา) คือ monograph 3028 ใน Supplement 11.5 ซึ่งกำหนดคีโมไทป์ไว้สามแบบ (คำอธิบายเรื่องคีโมไทป์)
| คีโมไทป์ | ข้อกำหนด (คิดจากน้ำหนักแห้ง) |
|---|---|
| THC เด่น | THC รวมอย่างน้อย 5.0% และ CBD รวมไม่เกิน 1.0% |
| ชนิดกลาง | THC รวมและ CBD รวมอย่างละอย่างน้อย 1.0% และอัตราส่วน THC:CBD อยู่ระหว่าง 0.2 ถึง 5.0 |
| CBD เด่น | CBD รวมอย่างน้อย 5.0% และ THC รวมไม่เกิน 1.0% |
กลุ่มการตรวจหลัก ได้แก่:
- การพิสูจน์เอกลักษณ์ (Identity): ตรวจด้วยตาเปล่าและใต้กล้องจุลทรรศน์ ร่วมกับลายพิมพ์ HPTLC ซึ่ง HPTLC (high-performance thin-layer chromatography หรือโครมาโทกราฟีผิวบางสมรรถนะสูง) เป็นวิธีในแล็บที่ให้รูปแบบเฉพาะตัวของสารประกอบในพืช
- การวิเคราะห์ปริมาณ (Assay): วัด THC รวมและ CBD รวม โดยนับรูปกรดและรูปที่เป็นกลางรวมกัน สำหรับช่อดอกที่จ่ายให้ผู้ป่วย ปริมาณสารต้องอยู่ภายใน ±10% ของค่าที่แจ้งไว้
- สิ่งแปลกปลอม (Foreign matter): สำหรับช่อดอกที่สั่งจ่ายเป็นยา ต้องไม่มีเมล็ด และไม่มีใบที่ยาวเกิน 1.0 ซม.
- การสูญเสียน้ำหนักเมื่อทำให้แห้ง (Loss on drying): วัดที่ 40 °C ภายใต้สุญญากาศนาน 24 ชั่วโมง ค่าจำกัดที่รายงานในฉบับที่เผยแพร่คือ 12%
- อะฟลาทอกซิน B1: ใช้ค่าจำกัดทั่วไปของยาสมุนไพร คือ 2 µg/kg (ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม)
- โลหะหนัก: สำหรับผลิตภัณฑ์ยา ใช้ค่าจำกัดตาม ICH Q3D ที่คำนวณจากการได้รับสารทางการสูดดม ICH Q3D คือแนวทางสากลว่าด้วยสิ่งเจือปนที่เป็นโลหะและธาตุอื่น ๆ ในยา
- สารกำจัดศัตรูพืชและคุณภาพด้านจุลชีววิทยา: กำหนดตามบททั่วไปว่าด้วยยาสมุนไพรและบทจุลชีววิทยา โดยขึ้นกับการใช้งานและวิธีให้ยาที่ตั้งใจไว้ ตัวมอโนกราฟเองไม่ได้ระบุตัวเลขของสองเรื่องนี้
หมายเหตุผู้แปล: หากคุณตั้งเป้าส่งตลาดการแพทย์ในยุโรป มอโนกราฟนี้คือไม้บรรทัดที่จะใช้วัดช่อดอกของคุณ ให้ถามผู้ซื้อก่อนว่ามอโนกราฟนี้ใช้กับวัตถุดิบของคุณหรือไม่ จากนั้นนำผลแล็บของล็อตทดลองมาเทียบกับตารางข้างต้น คุณจะเห็นจุดที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ก่อนลงทุนปลูกเต็มรอบ
การประเมินคำอ้าง “เกรดยา”
คำว่า “เกรดยา” (pharmaceutical-grade) ลำพังตัวมันเองไม่มีความหมายทางกฎหมายที่ตายตัว คำถามต่อไปนี้ช่วยให้คำนี้มีความหมายที่จับต้องได้
| คำถาม | คำตอบที่หนักแน่น | คำตอบที่ไม่หนักแน่น |
|---|---|---|
| ใบรับรองอะไร ออกโดยใคร ใช้ได้ถึงเมื่อไร? | ระบุชื่อหน่วยงานกำกับหรือหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงาน (accreditation) พร้อมขอบข่ายและวันหมดอายุ | “เราทำตามมาตรฐาน GMP” |
| ใบรับรองครอบคลุมขั้นตอนไหนบ้าง? | การปลูก การตากแห้ง การตรวจวิเคราะห์ การบรรจุ และการอนุมัติปล่อย แยกระบุทีละขั้น | “ทั้งกระบวนการ” |
| ขอดูใบรับรองผลการวิเคราะห์ของล็อตนี้ได้ไหม? | รายงานของล็อตนี้โดยเฉพาะ จากแล็บอิสระ | รายงานเก่าที่ตรวจครั้งเดียว หรือบทสรุปเพื่อการตลาด |
| ผลตรวจถูกตัดสินเทียบกับข้อกำหนดใด? | ระบุชื่อมอโนกราฟ หรือข้อกำหนดที่หน่วยงานกำกับอนุมัติ | ตัวเลขที่ไม่มีค่าจำกัดกำกับ |
| ปริมาณสารในหลายล็อตล่าสุดสม่ำเสมอแค่ไหน? | ตัวเลขจริงจากหลายล็อต | “สม่ำเสมอมาก” |
ผลตรวจจะนับว่า “ผ่าน” ก็ต่อเมื่อเทียบกับค่าจำกัดที่ระบุไว้ชัดเจนเท่านั้น
ในห่วงโซ่อุปทานของยุโรป การตากแห้งมักต้องทำภายในสถานประกอบการที่ได้รับรอง GMP ซึ่ง GMP (Good Manufacturing Practice หรือหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต) คือมาตรฐานการผลิตยา (คำอธิบายเรื่อง EU-GMP) ดังนั้นฟาร์มที่มีเพียงใบรับรอง GACP มักส่งวัตถุดิบขั้นกลางให้ผู้ผลิตที่ได้ GMP และมักไม่ได้ขายช่อดอกสำเร็จรูปให้ร้านขายยาโดยตรง
สิ่งที่ควรทำ: ใช้ตารางข้างต้นทุกครั้งที่ซื้อสายพันธุ์ ปัจจัยการผลิต หรือบริการที่อ้างว่าเป็น “เกรดยา” และถามผู้ซื้อที่คุณจะส่งขายด้วยคำถามชุดเดียวกันตั้งแต่เนิ่น ๆ คำตอบจะบอกว่าคุณควรตากแห้งและบรรจุเอง หรือส่งผลผลิตไปให้โรงงาน GMP
12. การตรวจติดตามตนเอง การตรวจประเมิน และการรับรอง
การตรวจติดตามตนเอง (self-inspection) คือการตรวจประเมินฟาร์มของคุณเองตามรอบเวลาที่กำหนดไว้ ข้อบกพร่องที่พบแต่ละข้อต้องมีผู้รับผิดชอบและกำหนดเสร็จ และต้องบันทึกการปิดข้อบกพร่องเป็นหลักฐาน
ระหว่างการตรวจ ผู้ตรวจประเมินใช้เวลาดูงานปลูกไม่มากนัก วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือเลือกล็อตสำเร็จรูปมาหนึ่งล็อต แล้วไล่ย้อนกลับทีละขั้น:
- มาจากแปลงปลูกไหน?
- มาจากรุ่นขยายพันธุ์ไหน และต้นแม่พันธุ์ต้นไหน?
- บันทึกการพ่นสารฉบับไหนที่เกี่ยวข้อง?
- ผู้ปฏิบัติงานคนไหนเคยจัดการล็อตนี้ และบันทึกการฝึกอบรมของพวกเขาอยู่ที่ไหน?
- ใครเป็นคนลงนามอนุมัติปล่อย?
ในไทย หน่วยงานที่ให้การรับรองคือกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตามบทสรุปของสำนักงานกฎหมายหลายแห่ง ผู้ตรวจของกรมจะตรวจดิน น้ำ การใช้สารกำจัดศัตรูพืช สุขอนามัยของคนงาน และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว ควรสอบถาม DTAM ว่าใบรับรองในปัจจุบันมีอายุเท่าไร และมีกำหนดการตรวจติดตามอย่างไร
สิ่งที่ควรทำ: เดือนละครั้ง ให้เลือกล็อตสำเร็จรูปหนึ่งล็อต แล้วไล่ย้อนด้วยตัวเองตามคำถามห้าข้อข้างต้น จดทุกจุดที่ข้อมูลขาดตอน นี่คือการทดสอบแบบเดียวกับที่ผู้ตรวจจะทำ คุณจึงเจอจุดขาดก่อนผู้ตรวจ
13. บริบทของประเทศไทย
ไทยทำให้กัญชาทางการแพทย์ถูกกฎหมายในปี พ.ศ. 2561 เป็นประเทศแรกในเอเชีย ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2565 ช่อดอกกัญชาถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติด
จากนั้นจึงมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ประกาศนี้ลงนามเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 และมีผลใช้บังคับวันที่ 26 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม (กฎของไทยเปลี่ยนไปอย่างไรในช่วงปี 2565–2569) ช่อดอกขายได้เฉพาะตามใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ซึ่งสั่งได้ไม่เกิน 30 วัน (คำอธิบายเรื่องแบบ ภ.ท.33) และห้ามโฆษณาหรือขายช่อดอกทางออนไลน์
ภายใต้กรอบนี้ ช่อดอกที่จะขายหรือส่งออกต้องมาจากแหล่งปลูกที่ได้รับการรับรองหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และการส่งออกทุกครั้งต้องรายงานรายละเอียดต่อผู้อนุญาต
หมายเหตุผู้แปล: กฎเข้มงวดขึ้นอีกในปี 2569 กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 และทำให้เกณฑ์การอนุญาตสำหรับช่อดอกกัญชาเข้มงวดขึ้น (คำอธิบายกฎกระทรวงปี 2569) ส่วนกฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2569 และจำกัดการอนุญาตสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่เป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว (สถานะล่าสุดของร่างพระราชบัญญัติ) ก่อนเริ่มฤดูปลูกใหม่ทุกครั้ง ให้ตรวจใบอนุญาตของคุณเทียบกับกฎที่ใช้อยู่ในขณะนั้น
เก็บบันทึกให้ใช้ได้ทั้งกับหน่วยงานกำกับของไทยและของต่างประเทศ
ผู้ตรวจของไทยตรวจตามระบบของประเทศ ส่วนผู้ซื้อต่างประเทศและหน่วยงานกำกับที่ดูแลผู้ซื้อรายนั้น จะตรวจตามกฎของตัวเอง แนวทางของยุโรปเองก็อ้างถึงกฎของประเทศอื่นด้วย เพราะกำหนดให้น้ำที่ใช้รดต้องได้มาตรฐานของประเทศปลายทาง
ดังนั้นให้เขียนข้อกำหนด แผนการตรวจน้ำ รายการผลิตภัณฑ์ที่จำกัดการใช้ และชุดการตรวจก่อนอนุมัติปล่อย โดยยึดตลาดที่เข้มงวดที่สุดที่คุณวางแผนจะส่ง (คำอธิบายเส้นทางการส่งออก) แล้วบันทึกชุดเดียวก็ใช้ได้กับทั้งสองฝ่าย
ฟาร์มในภูมิภาคนี้ควรเริ่มจากตรงไหน
- อ่านเอกสารต้นฉบับด้วยตัวเอง อ่านแนวทาง GACP ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และกฎระดับประเทศที่บังคับใช้กับคุณจริง แล้วคุณจะรู้ข้อกำหนดตัวจริง ไม่ใช่บทสรุปที่คนอื่นเล่าต่อ
- หาลูกค้าให้ได้ก่อน ข้อกำหนดของผู้ผลิตที่รับวัตถุดิบเป็นตัวตัดสินว่าคุณต้องตรวจอะไร และต้องผ่านค่าจำกัดใด
- เริ่มทำบันทึกก่อนก่อสร้าง บันทึกสร้างย้อนหลังไม่ได้ รุ่นการผลิตหนึ่งจะมีบันทึกที่เขียนขณะทำงานจริง หรือไม่มีบันทึกเลย
- แก้เรื่องการตากแห้งให้ได้ก่อน ในภูมิอากาศแบบนี้ การตากแห้งเป็นตัวกำหนดงบประมาณของโรงเรือนและอาคาร (ดูตอนที่ 1 หัวข้อ 9)
- ตั้งงบสำหรับงานคุณภาพ หมายถึงมีคนรับผิดชอบโดยเฉพาะ ไม่ใช่งานที่ทำตอนว่าง รวมถึงงบตรวจทุกรุ่นการผลิตและการตรวจประเมินอย่างสม่ำเสมอ
ภูมิภาคนี้ก็มีข้อได้เปรียบจริงเช่นกัน แสงแดดแรงและสม่ำเสมอตลอดปี ปัจจัยการผลิตอย่างขุยมะพร้าวและแกลบผลิตได้ในท้องถิ่น ภาคการส่งออกสินค้าเกษตรก็คุ้นเคยกับระบบ GAP การตรวจสอบย้อนกลับ และเอกสารส่งออกของพืชชนิดอื่นอยู่แล้ว
สิ่งที่ควรทำ: ก่อนลงทุนสร้างอาคาร ให้ขอข้อกำหนดจากผู้ซื้อเป้าหมายเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วอ่านเทียบกับแนวทางของ WHO และกฎของไทย จดทุกข้อที่คุณยังทำไม่ได้ รายการนั้นจะกลายเป็นแผนงานโครงการของคุณ
14. ภาระงานที่เกิดขึ้นจริง และเหตุที่ฟาร์มไม่ผ่านการตรวจครั้งแรก
สำหรับฟาร์มขนาดเล็ก สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์มากนัก แต่อยู่ที่เวลาและนิสัยการทำงาน งานปรับปรุงด้านกายภาพมีไม่มาก:
- ปิดช่องรอยรั่วและติดมุ้งกันแมลงในห้องตากแห้งและห้องบรรจุ
- คลังเก็บปัจจัยการผลิตที่ล็อกได้ และแบ่งโซนแยกกัน
- แก้ไขระบบระบายน้ำ
- เซนเซอร์และตาชั่งที่สอบเทียบแล้ว
ภาระจริงคืองานที่ต้องทำซ้ำเป็นประจำ คุณต้องเขียนขั้นตอนปฏิบัติและฝึกพนักงานตามนั้น ต้องกรอกบันทึกภายในวันเดียวกัน ต้องติดตามผลแล็บ ทำการตรวจติดตามตนเอง และจัดเก็บเอกสารให้ค้นหาง่ายไปอีกหลายปี ค่าตรวจวิเคราะห์เพิ่มขึ้นตามจำนวนสายพันธุ์และจำนวนล็อต ไม่ได้เพิ่มตามจำนวนเฮกตาร์
รูปแบบในตารางด้านล่างมาจากประสบการณ์ภาคสนามที่มีการเล่าต่อกันทั่วไป ไม่ได้นำมาจากรายการทางการของหน่วยงานกำกับ
| รูปแบบที่ทำให้ไม่ผ่าน | สิ่งที่ผู้ตรวจเห็น | ต้นเหตุ |
|---|---|---|
| บันทึกกรอกย้อนหลัง | ลายมือเดียวกันและหมึกเดียวกันตลอดหลายสัปดาห์ | กรอกบันทึกรวดเดียวตอนสิ้นเดือน |
| การตรวจสอบย้อนกลับขาดตอน | ไล่ล็อตสำเร็จรูปกลับไปถึงต้นแม่พันธุ์ไม่ได้ | รหัสเริ่มนับใหม่ทุกขั้นตอน |
| ไม่ระบุระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยว | บันทึกการพ่นสารไม่ระบุระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยว | แบบฟอร์มไม่มีช่องนี้ |
| ตรวจซ้ำโดยไม่สอบสวน | ผลที่ผ่านถูกเก็บทับผลที่ไม่ผ่าน | ไม่มีขั้นตอนปฏิบัติเมื่อผลตรวจไม่เป็นไปตามข้อกำหนด |
ฟาร์มส่วนใหญ่ไม่ผ่านการตรวจครั้งแรกเพราะเรื่องบันทึก ไม่ใช่เรื่องการปลูก หลายครั้งต้นกัญชาปลูกมาดี แต่ไม่มีใครจดบันทึกไว้ตอนที่ทำงานจริง
สิ่งที่ควรทำ: สัปดาห์นี้ ให้ตรวจแบบฟอร์มของคุณเทียบกับรูปแบบที่ทำให้ไม่ผ่านทั้งสี่ข้อในตาราง ตรวจให้แน่ใจว่ารหัสแต่ละตัวต่อเนื่องไปทุกขั้นตอน และแบบฟอร์มพ่นสารมีช่องระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยว จากนั้นเพิ่มขั้นตอนปฏิบัติเมื่อผลตรวจไม่เป็นไปตามข้อกำหนดจากหัวข้อ 11 นี่คือช่องโหว่ที่ผู้ตรวจพบบ่อยที่สุดในการตรวจครั้งแรก
ฟาร์มของคุณเคยเข้ารับการตรวจประเมิน GACP มาแล้วหรือยัง ไม่ว่าจะผ่าน ไม่ผ่าน หรือกำลังแก้ข้อบกพร่องอยู่ รายละเอียดจากประสบการณ์ของคุณช่วยผู้ปลูกคนอื่นได้มากกว่าบทสรุปแนวทางใด ๆ ผู้ตรวจดูอะไรเป็นอย่างแรก คุณขาดบันทึกตัวไหน การแก้ไขใช้เวลาจริงเท่าไร ส่วนผู้จัดการฝ่ายคุณภาพและที่ปรึกษาที่ทำงานกับฟาร์มในไทยและฟาร์มส่งออก ข้อบกพร่องไหนที่คุณเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า และวิธีแก้แบบไหนที่ได้ผลยั่งยืน เชิญตอบไว้ใต้กระทู้นี้ได้เลย
เอกสารอ้างอิงสำหรับตอนที่ 2
- European Medicines Agency, Committee on Herbal Medicinal Products. Guideline on Good Agricultural and Collection Practice for starting materials of herbal origin, EMA/HMPC/246816/2005 Rev. 1 (รับรองโดย HMPC เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2025)
- European Pharmacopoeia. Monograph 3028, Cannabis flower, Supplement 11.5 (มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2024)
- International Council for Harmonisation. ICH Q3D guideline on elemental impurities
- ISO/IEC 17025, General requirements for the competence of testing and calibration laboratories
- ข้อกำหนดการตรวจวิเคราะห์กัญชาในห้องปฏิบัติการของรัฐแคลิฟอร์เนีย (ชุดตรวจ 8 หมวด)
- Gwinn และคณะ (2023). บทความทบทวนวรรณกรรมใน Frontiers in Microbiology ว่าด้วยความเสี่ยงด้านจุลินทรีย์และไมโคทอกซินในกัญชา
- ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568
- องค์การอนามัยโลก (WHO). WHO guidelines on good agricultural and collection practices (GACP) for medicinal plants
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ความรู้ของ Asiannabis Community ว่าด้วยมาตรฐานการปลูก การตรวจวิเคราะห์ และการส่งออก เนื้อหาเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำด้านกฎหมายหรือการกำกับดูแล และมีไว้สำหรับพื้นที่ที่การปลูกกัญชาได้รับอนุญาตตามกฎหมาย