หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว (GACP) สำหรับกัญชา: การเก็บรักษา การตรวจวิเคราะห์ การอนุมัติปล่อย การตรวจประเมิน และกฎของไทย (ตอนที่ 2 จาก 2)

บทความนี้คือตอนที่ 2 อ่านตอนที่ 1 ได้ที่: Good Agricultural and Collection Practice for Cannabis: Records, Farm Site, Crop and Drying (Part 1 of 2)

หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว (GACP) คือระบบคุณภาพสำหรับพืชที่จะนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตยา เอกสารหลักคือแนวทาง EMA/HMPC/246816/2005 Rev. 1 ของสำนักงานยาแห่งสหภาพยุโรป (EMA) ซึ่งรับรองเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ข้อกำหนดหัวใจสำคัญคือ ทุกรุ่นการผลิตต้องตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาได้

ตอนที่ 1 พูดถึงบันทึก บุคลากร พื้นที่ฟาร์ม วัสดุปลูก บันทึกการปลูก การควบคุมศัตรูพืช รวมถึงการเก็บเกี่ยวและการตากแห้ง ตอนนี้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการตากแห้ง ได้แก่ การเก็บรักษา การตรวจวิเคราะห์ในห้องแล็บ การอนุมัติปล่อยผลผลิต การตรวจประเมิน (audit) กฎของไทย ควรเริ่มจากตรงไหน และเหตุที่ฟาร์มมักไม่ผ่านการตรวจครั้งแรก

10. การเก็บรักษาและการขนส่ง

วัตถุดิบแห้งที่บรรจุแล้ว “ควรเก็บในอาคารที่แห้งและอากาศถ่ายเทดี” แนวทางแนะนำให้ใช้ภาชนะที่ระบายอากาศได้ “เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดเชื้อราหรือการหมัก” บรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ซ้ำต้องล้างและทำให้แห้งก่อนใช้ทุกครั้ง

ฉลาก “ต้องชัดเจน ติดแน่นถาวร และทำจากวัสดุที่ไม่เป็นพิษ” บนฉลากต้องระบุชื่อวัตถุดิบ รหัสล็อต ปริมาณ วันที่ และสถานะ

ในคลังต้องแยกของสามกลุ่มออกจากกัน:

  • ของที่กักไว้ (quarantine) ระหว่างรอผลตรวจ
  • ของที่อนุมัติปล่อยแล้ว คือผ่านการตรวจและส่งออกจากคลังได้
  • ของที่ถูกปฏิเสธ คือไม่ผ่านการตรวจ

การควบคุมศัตรูพืชยังต้องทำต่อเนื่องทั้งในคลังและบนรถขนส่ง ผู้ประกอบการหลายรายยังเก็บตัวอย่างสำรอง (retention sample) ไว้ด้วย คือแบ่งผลผลิตส่วนเล็ก ๆ จากแต่ละล็อตเก็บไว้ เผื่อต้องนำมาตรวจภายหลัง วิธีนี้เป็นแนวปฏิบัติทั่วไปในอุตสาหกรรม

หมายเหตุผู้แปล: ในไทย อากาศภายนอกมักชื้น ถ้าเปิดให้อากาศนี้ไหลผ่านคลัง ความชื้นจะถูกพาเข้ามาแทนที่จะถูกพาออกไป คลังที่ “แห้ง” ในบ้านเราจึงมักต้องมีแอร์หรือเครื่องลดความชื้น พร้อมเครื่องบันทึกอุณหภูมิและความชื้น รถบรรทุกที่จอดตากแดดจะร้อนจัด จึงควรวางแผนขนส่งระยะสั้น จอดในที่ร่มหรือใช้รถติดแอร์ และจดบันทึกสภาพระหว่างขนส่งไว้

สิ่งที่ควรทำ: ติดป้ายแบ่งพื้นที่เป็นสามโซนแยกกัน คือ กักรอผล อนุมัติแล้ว และถูกปฏิเสธ วิธีนี้ช่วยกันไม่ให้ล็อตใดถูกจัดส่งออกจากคลังโดยไม่ตั้งใจก่อนผลตรวจจะออก

11. การตรวจวิเคราะห์และการอนุมัติปล่อย

แผนการสุ่มตัวอย่าง

แผนการสุ่มตัวอย่างกำหนดสี่เรื่อง เรื่องแรกคือขอบเขตของล็อต เรื่องที่สองคือตัวอย่างย่อย (increment) ซึ่งเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่เก็บจากหลายจุดของล็อต อีกสองเรื่องคือเก็บจากจุดไหน และใครเป็นคนเก็บ ตัวอย่างที่ตักจากด้านบนของถุงอย่างเดียว บอกได้แค่สภาพด้านบนของถุงเท่านั้น

ต้องตรวจอะไรบ้าง

ใบรับรองผลการวิเคราะห์ (certificate of analysis) รายงานผลการตรวจที่ทำกับตัวอย่าง (วิธีอ่านใบรับรองผลการวิเคราะห์กัญชา) การตรวจสารปนเปื้อนมักครอบคลุมโลหะหนัก สารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง จุลินทรีย์ก่อโรค และไมโคทอกซิน (สารพิษที่เชื้อราทิ้งไว้) ควรสอบถามกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก (DTAM) ว่าปัจจุบันกฎของไทยกำหนดให้ตรวจอะไรบ้างสำหรับช่อดอกที่จะขายหรือส่งออก ส่วนรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ กำหนดชุดการตรวจที่กว้างกว่า ครอบคลุม 8 หมวด

การตรวจ วัตถุประสงค์ ข้อกำหนดที่ใช้
แคนนาบินอยด์และเทอร์พีน ยืนยันชนิดและความแรง ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย
ปริมาณความชื้นและค่ากิจกรรมของน้ำ (water activity) บอกว่าช่อดอกแห้งต้านทานจุลินทรีย์ได้หรือไม่ ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย
จุลินทรีย์ปนเปื้อน เชื้อก่อโรคและจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมด ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย
ไมโคทอกซิน สารพิษที่ยังคงอยู่หลังเชื้อราเจริญไปแล้ว ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย
โลหะหนัก สารที่พืชดูดซึมจากดิน น้ำ และปัจจัยการผลิต ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย
สารกำจัดศัตรูพืชตกค้าง สารตกค้างจากการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย
สารตัวทำละลายตกค้าง ตัวทำละลายที่เหลืออยู่ในผลิตภัณฑ์แปรรูป ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย
สิ่งแปลกปลอม (foreign matter) การปนเปื้อนทางกายภาพ ชุดตรวจของแคลิฟอร์เนีย

หมายเหตุผู้แปล: ในที่นี้ แคลิฟอร์เนียเป็นตัวอย่างที่ดีของชุดตรวจแบบครบถ้วน สำหรับผู้ปลูกในไทย ให้ยืนยันข้อกำหนดขั้นต่ำภายในประเทศกับ DTAM ผู้ซื้อต่างประเทศอาจขอให้ตรวจมากกว่านั้น ควรขอรายการตรวจและค่าจำกัดจากผู้ซื้อก่อนลงปลูก เพราะรายการนี้เป็นตัวกำหนดว่าคุณใช้ปัจจัยการผลิตอะไรได้ และต้องตากแห้งให้ความชื้นเหลือเท่าไร ส่วนการเลือกห้องแล็บ ให้ดูว่าแล็บได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สำหรับทุกรายการที่คุณต้องตรวจ ขอใบรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการจากแต่ละแล็บ แล้วตรวจดูว่าขอบข่ายการรับรอง (scope) มีรายการตรวจนั้นอยู่จริง

ค่าจำกัดแตกต่างกันในแต่ละตลาด

ค่าจำกัดที่เป็นตัวเลขแตกต่างกันมาก จึงต้องอ่านจากกฎของตลาดที่คุณจะขายให้ บทความทบทวนวรรณกรรมของ Gwinn และคณะ ในวารสาร Frontiers in Microbiology ปี 2566 แสดงให้เห็นว่าความต่างนี้กว้างแค่ไหน

ในแต่ละรัฐของสหรัฐฯ ค่าจำกัดที่ต้องลงมือดำเนินการแก้ไข (action limit) สำหรับยีสต์และราทั้งหมดมีตั้งแต่ 100 ถึง 100,000 CFU/g (colony-forming units per gram) CFU/g คือจำนวนโคโลนีของจุลินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งเจริญขึ้นจากตัวอย่างหนึ่งกรัม สำหรับเชื้ออันตรายอย่าง Aspergillus และ Fusarium คณะผู้เขียนเสนอค่าจำกัดไว้ที่ 10 CFU/g

แคลิฟอร์เนียกำหนดให้ใช้แล็บที่ได้รับการรับรอง ISO/IEC 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบ และยังห้ามแก้ไขใบรับรองผลการวิเคราะห์หลังออกแล้ว หากไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับ

ผลตรวจไม่เป็นไปตามข้อกำหนดและการเรียกคืน

ผลตรวจไม่เป็นไปตามข้อกำหนด (out-of-specification) คือผลที่อยู่นอกค่าจำกัดที่ตกลงกันไว้ ให้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ต้องสอบสวน อย่าส่งตรวจซ้ำไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ตัวเลขที่ผ่าน ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้:

  1. กักล็อตนั้นไว้
  2. ตรวจสอบว่าผลนั้นเกิดจากความผิดพลาดของแล็บหรือไม่
  3. ขยายการตรวจสอบไปยังล็อตอื่นที่ใช้ปัจจัยการผลิตเดียวกัน หรือผลิตในช่วงเวลาเดียวกัน
  4. ตัดสินใจว่าจะนำล็อตไปแปรรูปใหม่ ปฏิเสธ หรือทำลาย
  5. บันทึกการตัดสินใจ เหตุผล และลงลายมือชื่อ

การเรียกคืนสินค้า (recall) ใช้กระบวนการเดียวกันแต่ไล่ในทิศทางกลับกัน และต้องอาศัยการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ขั้นตอนปฏิบัติของคุณต้องระบุว่าใครเป็นผู้ประกาศเรียกคืน และต้องแจ้งใครบ้าง รวมถึงอธิบายวิธีเทียบปริมาณที่จัดส่งไปกับปริมาณที่เก็บคืนได้

การตรวจหลังตากแห้งช่วยวัตถุดิบที่ขึ้นราแล้วไม่ได้ บทความของ Gwinn ระบุว่า เมื่อไมโคทอกซินก่อตัวขึ้นแล้ว “ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่พิสูจน์แล้วว่าย่อยสลายหรือกำจัดความเป็นพิษ” ของสารนี้ได้

สิ่งที่ควรทำ: เขียนขั้นตอนปฏิบัติเมื่อผลตรวจไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ยาวหนึ่งหน้า ครอบคลุมห้าขั้นตอนข้างต้น และระบุชื่อผู้ลงนาม เมื่อผลตรวจไม่ผ่านเข้ามา จะไม่มีใครแอบส่งตรวจซ้ำหรือปล่อยล็อตนั้นออกไปได้

มอโนกราฟในเภสัชตำรับยุโรป

เภสัชตำรับยุโรป (European Pharmacopoeia) คือตำรามาตรฐานคุณภาพยาอย่างเป็นทางการของยุโรป มอโนกราฟ (monograph) คือข้อกำหนดของวัตถุดิบหนึ่งชนิดในตำรานี้ ซึ่งกฎหมายใช้อ้างอิง มอโนกราฟระบุว่าต้องตรวจอะไรและค่าจำกัดเท่าไร แล็บสองแห่งที่ตรวจรุ่นการผลิตเดียวกันจึงได้ข้อสรุปตรงกัน

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 เภสัชตำรับยุโรปมีมอโนกราฟสำหรับ Cannabis flower (ช่อดอกกัญชา) คือ monograph 3028 ใน Supplement 11.5 ซึ่งกำหนดคีโมไทป์ไว้สามแบบ (คำอธิบายเรื่องคีโมไทป์)

คีโมไทป์ ข้อกำหนด (คิดจากน้ำหนักแห้ง)
THC เด่น THC รวมอย่างน้อย 5.0% และ CBD รวมไม่เกิน 1.0%
ชนิดกลาง THC รวมและ CBD รวมอย่างละอย่างน้อย 1.0% และอัตราส่วน THC:CBD อยู่ระหว่าง 0.2 ถึง 5.0
CBD เด่น CBD รวมอย่างน้อย 5.0% และ THC รวมไม่เกิน 1.0%

กลุ่มการตรวจหลัก ได้แก่:

  • การพิสูจน์เอกลักษณ์ (Identity): ตรวจด้วยตาเปล่าและใต้กล้องจุลทรรศน์ ร่วมกับลายพิมพ์ HPTLC ซึ่ง HPTLC (high-performance thin-layer chromatography หรือโครมาโทกราฟีผิวบางสมรรถนะสูง) เป็นวิธีในแล็บที่ให้รูปแบบเฉพาะตัวของสารประกอบในพืช
  • การวิเคราะห์ปริมาณ (Assay): วัด THC รวมและ CBD รวม โดยนับรูปกรดและรูปที่เป็นกลางรวมกัน สำหรับช่อดอกที่จ่ายให้ผู้ป่วย ปริมาณสารต้องอยู่ภายใน ±10% ของค่าที่แจ้งไว้
  • สิ่งแปลกปลอม (Foreign matter): สำหรับช่อดอกที่สั่งจ่ายเป็นยา ต้องไม่มีเมล็ด และไม่มีใบที่ยาวเกิน 1.0 ซม.
  • การสูญเสียน้ำหนักเมื่อทำให้แห้ง (Loss on drying): วัดที่ 40 °C ภายใต้สุญญากาศนาน 24 ชั่วโมง ค่าจำกัดที่รายงานในฉบับที่เผยแพร่คือ 12%
  • อะฟลาทอกซิน B1: ใช้ค่าจำกัดทั่วไปของยาสมุนไพร คือ 2 µg/kg (ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม)
  • โลหะหนัก: สำหรับผลิตภัณฑ์ยา ใช้ค่าจำกัดตาม ICH Q3D ที่คำนวณจากการได้รับสารทางการสูดดม ICH Q3D คือแนวทางสากลว่าด้วยสิ่งเจือปนที่เป็นโลหะและธาตุอื่น ๆ ในยา
  • สารกำจัดศัตรูพืชและคุณภาพด้านจุลชีววิทยา: กำหนดตามบททั่วไปว่าด้วยยาสมุนไพรและบทจุลชีววิทยา โดยขึ้นกับการใช้งานและวิธีให้ยาที่ตั้งใจไว้ ตัวมอโนกราฟเองไม่ได้ระบุตัวเลขของสองเรื่องนี้

หมายเหตุผู้แปล: หากคุณตั้งเป้าส่งตลาดการแพทย์ในยุโรป มอโนกราฟนี้คือไม้บรรทัดที่จะใช้วัดช่อดอกของคุณ ให้ถามผู้ซื้อก่อนว่ามอโนกราฟนี้ใช้กับวัตถุดิบของคุณหรือไม่ จากนั้นนำผลแล็บของล็อตทดลองมาเทียบกับตารางข้างต้น คุณจะเห็นจุดที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ก่อนลงทุนปลูกเต็มรอบ

การประเมินคำอ้าง “เกรดยา”

คำว่า “เกรดยา” (pharmaceutical-grade) ลำพังตัวมันเองไม่มีความหมายทางกฎหมายที่ตายตัว คำถามต่อไปนี้ช่วยให้คำนี้มีความหมายที่จับต้องได้

คำถาม คำตอบที่หนักแน่น คำตอบที่ไม่หนักแน่น
ใบรับรองอะไร ออกโดยใคร ใช้ได้ถึงเมื่อไร? ระบุชื่อหน่วยงานกำกับหรือหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองระบบงาน (accreditation) พร้อมขอบข่ายและวันหมดอายุ “เราทำตามมาตรฐาน GMP”
ใบรับรองครอบคลุมขั้นตอนไหนบ้าง? การปลูก การตากแห้ง การตรวจวิเคราะห์ การบรรจุ และการอนุมัติปล่อย แยกระบุทีละขั้น “ทั้งกระบวนการ”
ขอดูใบรับรองผลการวิเคราะห์ของล็อตนี้ได้ไหม? รายงานของล็อตนี้โดยเฉพาะ จากแล็บอิสระ รายงานเก่าที่ตรวจครั้งเดียว หรือบทสรุปเพื่อการตลาด
ผลตรวจถูกตัดสินเทียบกับข้อกำหนดใด? ระบุชื่อมอโนกราฟ หรือข้อกำหนดที่หน่วยงานกำกับอนุมัติ ตัวเลขที่ไม่มีค่าจำกัดกำกับ
ปริมาณสารในหลายล็อตล่าสุดสม่ำเสมอแค่ไหน? ตัวเลขจริงจากหลายล็อต “สม่ำเสมอมาก”

ผลตรวจจะนับว่า “ผ่าน” ก็ต่อเมื่อเทียบกับค่าจำกัดที่ระบุไว้ชัดเจนเท่านั้น

ในห่วงโซ่อุปทานของยุโรป การตากแห้งมักต้องทำภายในสถานประกอบการที่ได้รับรอง GMP ซึ่ง GMP (Good Manufacturing Practice หรือหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต) คือมาตรฐานการผลิตยา (คำอธิบายเรื่อง EU-GMP) ดังนั้นฟาร์มที่มีเพียงใบรับรอง GACP มักส่งวัตถุดิบขั้นกลางให้ผู้ผลิตที่ได้ GMP และมักไม่ได้ขายช่อดอกสำเร็จรูปให้ร้านขายยาโดยตรง

สิ่งที่ควรทำ: ใช้ตารางข้างต้นทุกครั้งที่ซื้อสายพันธุ์ ปัจจัยการผลิต หรือบริการที่อ้างว่าเป็น “เกรดยา” และถามผู้ซื้อที่คุณจะส่งขายด้วยคำถามชุดเดียวกันตั้งแต่เนิ่น ๆ คำตอบจะบอกว่าคุณควรตากแห้งและบรรจุเอง หรือส่งผลผลิตไปให้โรงงาน GMP

12. การตรวจติดตามตนเอง การตรวจประเมิน และการรับรอง

การตรวจติดตามตนเอง (self-inspection) คือการตรวจประเมินฟาร์มของคุณเองตามรอบเวลาที่กำหนดไว้ ข้อบกพร่องที่พบแต่ละข้อต้องมีผู้รับผิดชอบและกำหนดเสร็จ และต้องบันทึกการปิดข้อบกพร่องเป็นหลักฐาน

ระหว่างการตรวจ ผู้ตรวจประเมินใช้เวลาดูงานปลูกไม่มากนัก วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือเลือกล็อตสำเร็จรูปมาหนึ่งล็อต แล้วไล่ย้อนกลับทีละขั้น:

  1. มาจากแปลงปลูกไหน?
  2. มาจากรุ่นขยายพันธุ์ไหน และต้นแม่พันธุ์ต้นไหน?
  3. บันทึกการพ่นสารฉบับไหนที่เกี่ยวข้อง?
  4. ผู้ปฏิบัติงานคนไหนเคยจัดการล็อตนี้ และบันทึกการฝึกอบรมของพวกเขาอยู่ที่ไหน?
  5. ใครเป็นคนลงนามอนุมัติปล่อย?

ในไทย หน่วยงานที่ให้การรับรองคือกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตามบทสรุปของสำนักงานกฎหมายหลายแห่ง ผู้ตรวจของกรมจะตรวจดิน น้ำ การใช้สารกำจัดศัตรูพืช สุขอนามัยของคนงาน และการจัดการหลังเก็บเกี่ยว ควรสอบถาม DTAM ว่าใบรับรองในปัจจุบันมีอายุเท่าไร และมีกำหนดการตรวจติดตามอย่างไร

สิ่งที่ควรทำ: เดือนละครั้ง ให้เลือกล็อตสำเร็จรูปหนึ่งล็อต แล้วไล่ย้อนด้วยตัวเองตามคำถามห้าข้อข้างต้น จดทุกจุดที่ข้อมูลขาดตอน นี่คือการทดสอบแบบเดียวกับที่ผู้ตรวจจะทำ คุณจึงเจอจุดขาดก่อนผู้ตรวจ

13. บริบทของประเทศไทย

ไทยทำให้กัญชาทางการแพทย์ถูกกฎหมายในปี พ.ศ. 2561 เป็นประเทศแรกในเอเชีย ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2565 ช่อดอกกัญชาถูกถอดออกจากบัญชียาเสพติด

จากนั้นจึงมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ประกาศนี้ลงนามเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 และมีผลใช้บังคับวันที่ 26 มิถุนายน 2568 โดยกำหนดให้ช่อดอกกัญชาเป็นสมุนไพรควบคุม (กฎของไทยเปลี่ยนไปอย่างไรในช่วงปี 2565–2569) ช่อดอกขายได้เฉพาะตามใบสั่งจ่ายตามแบบ ภ.ท.33 ซึ่งสั่งได้ไม่เกิน 30 วัน (คำอธิบายเรื่องแบบ ภ.ท.33) และห้ามโฆษณาหรือขายช่อดอกทางออนไลน์

ภายใต้กรอบนี้ ช่อดอกที่จะขายหรือส่งออกต้องมาจากแหล่งปลูกที่ได้รับการรับรองหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวจากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และการส่งออกทุกครั้งต้องรายงานรายละเอียดต่อผู้อนุญาต

หมายเหตุผู้แปล: กฎเข้มงวดขึ้นอีกในปี 2569 กฎกระทรวงว่าด้วยสมุนไพรควบคุม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2569 และทำให้เกณฑ์การอนุญาตสำหรับช่อดอกกัญชาเข้มงวดขึ้น (คำอธิบายกฎกระทรวงปี 2569) ส่วนกฎกระทรวงว่าด้วยสารสกัดจากกัญชาหรือกัญชง พ.ศ. 2569 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2569 และจำกัดการอนุญาตสารสกัดที่มี THC เกิน 0.2% ร่างพระราชบัญญัติควบคุมกัญชา พ.ศ. … ยังไม่เป็นกฎหมาย คณะรัฐมนตรีอนุมัติร่างเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 และส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรแล้ว (สถานะล่าสุดของร่างพระราชบัญญัติ) ก่อนเริ่มฤดูปลูกใหม่ทุกครั้ง ให้ตรวจใบอนุญาตของคุณเทียบกับกฎที่ใช้อยู่ในขณะนั้น

เก็บบันทึกให้ใช้ได้ทั้งกับหน่วยงานกำกับของไทยและของต่างประเทศ

ผู้ตรวจของไทยตรวจตามระบบของประเทศ ส่วนผู้ซื้อต่างประเทศและหน่วยงานกำกับที่ดูแลผู้ซื้อรายนั้น จะตรวจตามกฎของตัวเอง แนวทางของยุโรปเองก็อ้างถึงกฎของประเทศอื่นด้วย เพราะกำหนดให้น้ำที่ใช้รดต้องได้มาตรฐานของประเทศปลายทาง

ดังนั้นให้เขียนข้อกำหนด แผนการตรวจน้ำ รายการผลิตภัณฑ์ที่จำกัดการใช้ และชุดการตรวจก่อนอนุมัติปล่อย โดยยึดตลาดที่เข้มงวดที่สุดที่คุณวางแผนจะส่ง (คำอธิบายเส้นทางการส่งออก) แล้วบันทึกชุดเดียวก็ใช้ได้กับทั้งสองฝ่าย

ฟาร์มในภูมิภาคนี้ควรเริ่มจากตรงไหน

  1. อ่านเอกสารต้นฉบับด้วยตัวเอง อ่านแนวทาง GACP ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และกฎระดับประเทศที่บังคับใช้กับคุณจริง แล้วคุณจะรู้ข้อกำหนดตัวจริง ไม่ใช่บทสรุปที่คนอื่นเล่าต่อ
  2. หาลูกค้าให้ได้ก่อน ข้อกำหนดของผู้ผลิตที่รับวัตถุดิบเป็นตัวตัดสินว่าคุณต้องตรวจอะไร และต้องผ่านค่าจำกัดใด
  3. เริ่มทำบันทึกก่อนก่อสร้าง บันทึกสร้างย้อนหลังไม่ได้ รุ่นการผลิตหนึ่งจะมีบันทึกที่เขียนขณะทำงานจริง หรือไม่มีบันทึกเลย
  4. แก้เรื่องการตากแห้งให้ได้ก่อน ในภูมิอากาศแบบนี้ การตากแห้งเป็นตัวกำหนดงบประมาณของโรงเรือนและอาคาร (ดูตอนที่ 1 หัวข้อ 9)
  5. ตั้งงบสำหรับงานคุณภาพ หมายถึงมีคนรับผิดชอบโดยเฉพาะ ไม่ใช่งานที่ทำตอนว่าง รวมถึงงบตรวจทุกรุ่นการผลิตและการตรวจประเมินอย่างสม่ำเสมอ

ภูมิภาคนี้ก็มีข้อได้เปรียบจริงเช่นกัน แสงแดดแรงและสม่ำเสมอตลอดปี ปัจจัยการผลิตอย่างขุยมะพร้าวและแกลบผลิตได้ในท้องถิ่น ภาคการส่งออกสินค้าเกษตรก็คุ้นเคยกับระบบ GAP การตรวจสอบย้อนกลับ และเอกสารส่งออกของพืชชนิดอื่นอยู่แล้ว

สิ่งที่ควรทำ: ก่อนลงทุนสร้างอาคาร ให้ขอข้อกำหนดจากผู้ซื้อเป้าหมายเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วอ่านเทียบกับแนวทางของ WHO และกฎของไทย จดทุกข้อที่คุณยังทำไม่ได้ รายการนั้นจะกลายเป็นแผนงานโครงการของคุณ

14. ภาระงานที่เกิดขึ้นจริง และเหตุที่ฟาร์มไม่ผ่านการตรวจครั้งแรก

สำหรับฟาร์มขนาดเล็ก สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไม่ได้อยู่ที่อุปกรณ์มากนัก แต่อยู่ที่เวลาและนิสัยการทำงาน งานปรับปรุงด้านกายภาพมีไม่มาก:

  • ปิดช่องรอยรั่วและติดมุ้งกันแมลงในห้องตากแห้งและห้องบรรจุ
  • คลังเก็บปัจจัยการผลิตที่ล็อกได้ และแบ่งโซนแยกกัน
  • แก้ไขระบบระบายน้ำ
  • เซนเซอร์และตาชั่งที่สอบเทียบแล้ว

ภาระจริงคืองานที่ต้องทำซ้ำเป็นประจำ คุณต้องเขียนขั้นตอนปฏิบัติและฝึกพนักงานตามนั้น ต้องกรอกบันทึกภายในวันเดียวกัน ต้องติดตามผลแล็บ ทำการตรวจติดตามตนเอง และจัดเก็บเอกสารให้ค้นหาง่ายไปอีกหลายปี ค่าตรวจวิเคราะห์เพิ่มขึ้นตามจำนวนสายพันธุ์และจำนวนล็อต ไม่ได้เพิ่มตามจำนวนเฮกตาร์

รูปแบบในตารางด้านล่างมาจากประสบการณ์ภาคสนามที่มีการเล่าต่อกันทั่วไป ไม่ได้นำมาจากรายการทางการของหน่วยงานกำกับ

รูปแบบที่ทำให้ไม่ผ่าน สิ่งที่ผู้ตรวจเห็น ต้นเหตุ
บันทึกกรอกย้อนหลัง ลายมือเดียวกันและหมึกเดียวกันตลอดหลายสัปดาห์ กรอกบันทึกรวดเดียวตอนสิ้นเดือน
การตรวจสอบย้อนกลับขาดตอน ไล่ล็อตสำเร็จรูปกลับไปถึงต้นแม่พันธุ์ไม่ได้ รหัสเริ่มนับใหม่ทุกขั้นตอน
ไม่ระบุระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยว บันทึกการพ่นสารไม่ระบุระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยว แบบฟอร์มไม่มีช่องนี้
ตรวจซ้ำโดยไม่สอบสวน ผลที่ผ่านถูกเก็บทับผลที่ไม่ผ่าน ไม่มีขั้นตอนปฏิบัติเมื่อผลตรวจไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

ฟาร์มส่วนใหญ่ไม่ผ่านการตรวจครั้งแรกเพราะเรื่องบันทึก ไม่ใช่เรื่องการปลูก หลายครั้งต้นกัญชาปลูกมาดี แต่ไม่มีใครจดบันทึกไว้ตอนที่ทำงานจริง

สิ่งที่ควรทำ: สัปดาห์นี้ ให้ตรวจแบบฟอร์มของคุณเทียบกับรูปแบบที่ทำให้ไม่ผ่านทั้งสี่ข้อในตาราง ตรวจให้แน่ใจว่ารหัสแต่ละตัวต่อเนื่องไปทุกขั้นตอน และแบบฟอร์มพ่นสารมีช่องระยะเวลาก่อนเก็บเกี่ยว จากนั้นเพิ่มขั้นตอนปฏิบัติเมื่อผลตรวจไม่เป็นไปตามข้อกำหนดจากหัวข้อ 11 นี่คือช่องโหว่ที่ผู้ตรวจพบบ่อยที่สุดในการตรวจครั้งแรก


ฟาร์มของคุณเคยเข้ารับการตรวจประเมิน GACP มาแล้วหรือยัง ไม่ว่าจะผ่าน ไม่ผ่าน หรือกำลังแก้ข้อบกพร่องอยู่ รายละเอียดจากประสบการณ์ของคุณช่วยผู้ปลูกคนอื่นได้มากกว่าบทสรุปแนวทางใด ๆ ผู้ตรวจดูอะไรเป็นอย่างแรก คุณขาดบันทึกตัวไหน การแก้ไขใช้เวลาจริงเท่าไร ส่วนผู้จัดการฝ่ายคุณภาพและที่ปรึกษาที่ทำงานกับฟาร์มในไทยและฟาร์มส่งออก ข้อบกพร่องไหนที่คุณเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า และวิธีแก้แบบไหนที่ได้ผลยั่งยืน เชิญตอบไว้ใต้กระทู้นี้ได้เลย

เอกสารอ้างอิงสำหรับตอนที่ 2

  • European Medicines Agency, Committee on Herbal Medicinal Products. Guideline on Good Agricultural and Collection Practice for starting materials of herbal origin, EMA/HMPC/246816/2005 Rev. 1 (รับรองโดย HMPC เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2025)
  • European Pharmacopoeia. Monograph 3028, Cannabis flower, Supplement 11.5 (มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2024)
  • International Council for Harmonisation. ICH Q3D guideline on elemental impurities
  • ISO/IEC 17025, General requirements for the competence of testing and calibration laboratories
  • ข้อกำหนดการตรวจวิเคราะห์กัญชาในห้องปฏิบัติการของรัฐแคลิฟอร์เนีย (ชุดตรวจ 8 หมวด)
  • Gwinn และคณะ (2023). บทความทบทวนวรรณกรรมใน Frontiers in Microbiology ว่าด้วยความเสี่ยงด้านจุลินทรีย์และไมโคทอกซินในกัญชา
  • ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568
  • องค์การอนามัยโลก (WHO). WHO guidelines on good agricultural and collection practices (GACP) for medicinal plants

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ความรู้ของ Asiannabis Community ว่าด้วยมาตรฐานการปลูก การตรวจวิเคราะห์ และการส่งออก เนื้อหาเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำด้านกฎหมายหรือการกำกับดูแล และมีไว้สำหรับพื้นที่ที่การปลูกกัญชาได้รับอนุญาตตามกฎหมาย